5 พฤศจิกายน 2564
1K

“Beautiful things don’t ask for attention.” 

เป็นคำพูดที่ Sean O’ Connor (Sean Penn) พูดกับ Walter Mitty (Ben Stiller) ในฉากที่เขาละสายตาจากกล้องซูมระยะไกลที่ตั้งค้างไว้ แล้วเงยหน้าชื่นชมเสือภูเขาหิมะ (Snow Leopard) ด้วยดวงตาของเขาเอง 

ภาพหลายภาพที่เราเคยเห็น บางทีเราก็เลือกที่จะยืนจ้องมัน หายใจไปพร้อมกับมัน ฟังเสียงบรรเลงในห้วงทำนองของมัน เราจะยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์นั้นจนห้วงภวังค์ของภาพนั้นลับตาเราไป หรือเราเลือกที่จะเดินจากมันมาเงียบๆ เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ในความทรงจำ หรือเราเลือกที่จะพยายามถ่ายภาพมันเก็บไว้ 

จำได้ว่าตอนที่เดินป่ากับไต่เขาที่ป่าสงวนฮาร์แดงเงอร์วิดดา ใจกลางประเทศนอร์เวย์ (Hardangervidda National Park) ถือเป็นป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ และเป็นป่าสงวนลักษณะแบบที่ราบสูงภูเขา (Mountain Plateau) ที่กว้างใหญ่ที่สุดของยุโรปตอนเหนือ ระยะเวลาที่พวกเราวางแผนการเดินเท้าทั้งหมดกินเวลา 5 วัน รวมระยะทางเกือบ 80 กิโลเมตร 

พวกเราเริ่มเดินจากเมืองคินซาร์วิค (Kinsarvik) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของป่าสงวน เพื่อไปให้ถึงสตาวาลี (Stavali) ซึ่งเป็นจุดที่พักจุดแรก วันแรกฝนตกปรอยๆ ทางเดินชันสลับที่ราบ อากาศหนาวชื้น มีน้ำตกใหญ่ๆ 4 จุดหลัก ในหนังสือบอกว่าใช้เวลาเดินประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงก็จะถึงที่พัก ไฉนเลยคงเป็นระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคนร่างกำยำสูงใหญ่ชนชาติสายเลือดไวกิ้ง เพราะคนเอเชียขาสั้นๆ ตันๆ อย่างฉันใช้เวลาเดินเกือบ 13 ชั่วโมง! 

เดินถึงจุดที่พักตอนเกือบตี 1 โชคดีว่านอร์เวย์ในฤดูร้อนฟ้ายังสว่างถึงแม้จะเป็นยามวิกาล เวลาเที่ยงคืนก็ยังมีแสงรำไร เลยไม่รู้สึกว่าน่ากลัวมากนัก บ้านพักแต่ละหลังที่ป่าสงวนของนอร์เวย์เป็นระบบช่วยเหลือตัวเอง (Self-service) และระบบซื่อสัตย์หรือเกียรติศักดิ์ (Honor System) เพราะของทุกอย่างในที่พักต้องใช้ร่วมกัน ทุกคนต้องดูแลที่พักเสมือนบ้านตัวเอง 

ในห้องตู้เก็บอาหาร หากจะกินอะไร ใช้อะไร ต้องจดลงในแผ่นที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้วทำเครื่องหมายเช็คหน้าลิสต์รายการของที่เราหยิบมาใช้ จากนั้นคำนวณตามราคาที่เขาตั้งไว้ เขียนเช็ค แล้วทิ้งลงกล่องเก็บเงินที่เขาตั้งไว้ ไม่มีใครมาคอยดูเรา เราต้องซื่อสัตย์ต่อระบบ 

นอกจากนี้ยังไม่มีที่อาบน้ำ ต้องออกไปตักน้ำเย็นเจี๊ยบจากลำธารมาใช้ล้างหน้าแปรงฟัน ต้มน้ำทำกาแฟ ถ้าให้ดีก็ควรตักเผื่อเพื่อนร่วมที่พักซึ่งเป็นคนแปลกหน้า บ้านทั้งหลังไม่มีไฟฟ้า ต้องจุดเทียนไข ไม่มีเครื่องทำความร้อน ต้องก่อฟืนเอง ไอความร้อนจากเตาเผาถ่านถึงค่อยลอยไปตามท่อ เพื่อสร้างความอุ่นให้กับบ้านที่พักทั้งหลัง แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศบนที่ราบสูงภูเขาที่นอร์เวย์นั้นอากาศตกลงไปถึงที่ระดับ -3 ถึง 2 องศาเซลเซียสโดยไม่เกรงใจในบางคืน 

วันถัดมาฝนตกหนัก พวกเราตัดสินใจพักการเดินหนึ่งวันหลังจากการเดินหนักๆ วันแรก พอวันที่ 3 แม้จะเป็นวันที่หมอกลงค่อนข้างจัด แต่เราก็ต้องออกเดินทาง ตั้งแต่ช่วงวันที่ 3 เริ่มจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ความเงียบงันอย่างจริงจัง มองรอบตัวอย่างสุดสายตาก็เห็นว่ามีแค่พวกเรา 2 คน เดินกันมาจนถึงช่วงที่ต้องเดินขึ้นเขาชัน พยายามไม่มองลงข้างล่างเพราะรู้ว่าเป็นเหวลึก บวกกับหมอกที่ลงจัดทำให้มองเห็นแค่ระยะรัศมี 1 – 2 เมตรรอบตัว ทั้งหุบเขาเงียบกริบ กระทั่งเสียงลมพัดยังไม่มีให้ได้ยิน สักพักได้ยินเสียงกระดิ่งผูกคอวัวดังสะท้อนก้องหุบเขาอยู่ไกลๆ 

พอเดินขึ้นถึงที่หมายบนยอดเขา พื้นทางเดินเริ่มกลายสภาพเป็นที่ราบกว้าง หมอกที่หนาจัดเมื่อตอนขาขึ้นภูเขาค่อยๆ บางตัวลง ทะเลสาบผืนเล็กๆ เริ่มปรากฏให้เห็นต่อหน้าพวกเรา ช่างเป็นผืนน้ำที่นิ่งสงบ พื้นผิวน้ำนิ่งไม่มีริ้ว มีหมอกจางๆ ลอยเบาๆ เหนือน้ำ เป็นภาพที่สะกดให้พวกเราต้องหยุดจ้องมองมัน ต้องยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งกับมัน ต้องสยบให้กับความเงียบงันของมัน ถ้าต้องจินตนาการว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไร คาดว่าน่าจะเป็นดั่งภาพที่เห็นนี้ เหมือนว่าเราต้องยืนรอให้ Ferryman (คนพายเรือตามเทพนิยายกรีก) พายเรือมารับเพื่อพาเราข้ามแม่น้ำอาเครอน (Acheron) ถ้าจินตนาการต่อ การพายเรือก็น่าจะเป็นการพายเรืออย่างช้าๆ ไม้พายที่แหวกลงน้ำช่างนิ่งและนิ่มนวลจนไม่มีแม้แต่ริ้วคลื่นให้เห็น เรือจะพาเราไปยังอีกฟากหนึ่งของภพแห่งความตาย ไปสู่ภพของเทพเจ้าเฮดีส (Hades) 

สักพักเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ตอนแรกได้ยินว่าดังก้องอยู่ไกลๆ เริ่มดังขึ้นข้างๆ ตัว ปลุกพวกเราตื่นจากภวังค์ เสียงเข้ามาใกล้ตัวพวกเรามากขึ้นๆ จนเริ่มเห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียงกระดิ่ง ตัวที่เป็นแม่เดินฝ่าม่านหมอกออกมาดูหน้าผู้มาเยือน มันยืนจ้องพวกเรานิ่งๆ สีหน้าเฉยชา ไม่อินังขังขอบต่อความเป็นไปของโลกภายนอก แต่แววตาฉายความฉงนเต็มที่ เห็นมีอยู่ส่วนเดียวที่ขยับคือปาก เหมือนเคี้ยวเอื้องค้างอยู่ แถมมีตัวน้อยๆ 2 ตัวเดินตามติดมาใกล้ๆ 

มันยืนทิ้งระยะ พวกเรามองมัน มันก็มองเรา มองกันไปมองกันมาจนมันคงเบื่อ เลยหันตัวเดินหนีไปอีกทิศ เสียงกระดิ่งที่คอสั่นดังกร๊องๆ จนเสียงค่อยๆ ลับหายไป พวกเรารีบเดินจากมา วันแรกที่เดินกันแบบสบายๆ เป็นบทเรียนอย่างดีว่า 6 ชั่วโมงของคนนอร์วีเจี้ยนนั้นอาจเป็น 10 ชั่วโมงของคนไทยขาสั้นอย่างฉัน ส่วนคู่ชีวิตที่เดินทางมาด้วยกัน ถึงขาจะยาวแต่ก็ต้องรอเราอยู่ดี วันนี้คู่ชีวิตที่เดินมาด้วยกันเร่งคนขาสั้นอย่างฉันตลอดการเดิน เพราะเข็ดกับการถึงที่พักกันยามดึก

สิ่งที่คาดหวังในระหว่างที่เราเดินเท้าใน Hardangervidda จากจุดพักหนึ่งไปสู่จุดพักหนึ่งนั้น พวกเราคาดหวังกันว่าจะได้เจอกวางเรนเดียร์ป่า ถือว่าเป็นสัตว์หายากในบริเวณนั้น พวกเราจินตนาการกันต่างๆ นานาเวลาเจอรอยเท้าที่มีลักษณะเป็นกีบปรากฏเป็นรอยบนหิมะ ซึ่งพอดูๆ ก็คาดว่าจะเป็นรอยกีบเท้าแกะมากกว่า เพราะรอยเท้าเดินกันสะเปะสะปะ เราเดินกันแบบเร่งเท้า แต่ก็ถึงที่พักจุดที่ 3 ช้าอย่างเคย จุดพักที่ทอรีฮิทตา (Torehytta) เล็กกว่าจุดที่ 2 ทั้งหลังคืนนั้นมีแค่พวกเรา 2 คน ไม่ได้อาบน้ำกันมา 3 วัน จึงจำใจต้องเดินกันไปที่ทะเลสาบผืนเล็กๆ หน้าบ้านที่พัก 

ถ้าไม่อาบอีกวันนี่แกะคงจามใส่แน่นอน เพราะนึกว่าแหนมเน่าเคลื่อนที่ เดินไปหยุดยืนริมน้ำ เห็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกล ใจเริ่มประหวั่น น้ำใสๆ ที่เห็นหน้าเรานี่มันน้ำจากน้ำแข็งที่เริ่มจะละลาย พวกเรามองหน้ากัน คู่ชีวิตเป็นฝ่ายใจกล้า พี่แกแก้ผ้าก่อนตัดใจกระโดดตูมลงไป เสียงที่ตามมาคือเสียงร้องจ๊ากๆ เหมือนคนโดนน้ำร้อนลวก กระโดดลงปุ๊บ แกรีบกระโดดกลับขึ้นฝั่ง ฉันเห็นก็ชักเริ่มใจเสีย ค่อยๆ แหย่เท้าลง จิ้มลงไปนิดเดียวเผลอร้องลั่น มันหนาวจนเจ็บปวด ถ้านึกไม่ออกว่าหนาวขนาดไหน ให้นึกภาพว่าแช่มือลงในถังน้ำแข็งค้างไว้สัก 10 นาที แช่จนมือชา จนไม่มีความรู้สึก แต่ฉันก็ไม่อยากเดินตัวเหม็นแบบนี้ไปอีกตลอดการเดินทาง เลยหลับตากระโดดลงไปแค่ครึ่งตัว 

โอย… หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น เนื้อตัวชา ชาขึ้นสมอง รู้สึกเลยว่าสมองหยุดทำงาน ฉันวักน้ำเร็วๆ ให้โดนตัวช่วงบนแล้วรีบสะบัดตัวขึ้นมาจากน้ำเย็นนรกผืนนั้น แต่ความรู้สึกหลังจากจุ่มตัวลงน้ำเย็นเฉียบขนาดนั้น เลือดที่แข็งตัวเมื่อครู่เริ่มไหลปรู๊ดแผ่ความอุ่นปราดทั่วร่าง เหมือนว่าเมื่อครู่ร่างกายตายไป 10 วินาที มันเริ่มฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ดีกว่าเก่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าให้ทำอีกก็ไม่เอา จากนั้นพวกเราพากันเดินกลับเข้าบ้านที่พัก จุดฟืน ผิงไฟ นอนสลบกันปางตายอีกหนึ่งคืน 

วันที่ 4 ต้องเดินทางไปให้ถึงบ้านพักลิตโลส (Litlos) ฟ้าเปิด อากาศแจ่มใส แดดส่องสว่างจ้า เดินจากที่พักได้สักพักหนึ่งก็เริ่มโหดขึ้น เพราะที่พักเมื่อคืนที่ทอรีฮิทตาอยู่ในหุบเขา ฉะนั้น ถ้าจะเดินทางกันต่อ ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากหุบเขา ถือว่าหฤโหดในระดับหนึ่ง เพราะทางเดินเป็นน้ำแข็งเสียเป็นหลัก จุดที่พวกเราเดินเท้าผ่านกันมาเมื่อวันก่อน มีจุดที่เป็นผืนหิมะแผ่กว้างที่ยังไม่ละลายอีกเป็นหย่อมๆ แต่ละหย่อมกินอาณาบริเวณความยาวประมาณ 100 – 200 เมตร ยาวสุดก็ประมาณเกือบ 400 เมตร 

การเดินย่ำในหิมะโดยรองเท้าเดินป่าแบบธรรมดาถือว่าค่อนข้างยากลำบาก เพราะต้องเกร็งแล้วค่อยๆ ย่ำลงไป โดยเฉพาะจุดที่เป็นทางชัน ถ้าเป็นหิมะที่เริ่มคลายตัวจากการเกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ต้องเดินแบบเฉาะเท้าเข้าหิมะเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม วิธีการคือเตะจิกปลายเท้าส่วนหน้าเข้าแผ่นหิมะและกดตัวลงเจาะเข้าไปให้ลึก ลึกจนพอจะมั่นใจว่ารับน้ำหนักตัวเราได้ ส่วนทางเดินที่ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากบ้านพักทอรีฮิทตา น้ำแข็งกลับแข็งตัว ยังไม่ละลาย ดังนั้นการเดินเฉาะแบบเอาหน้าเท้าเฉาะเข้าหิมะจึงทำไม่ได้ แถมลักษณะเป็นแนวทางลาดประมาณ 60 องศา ถ้าพลาดนิดเดียว มีสิทธิ์ไหลลื่นตกลงเหวด้านข้างได้ในพริบตาเดียว

ฉันเฉาะเท้ายังไงก็ไม่เข้า เพราะผืนหิมะหนาวจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง ยืนปักไม้เดินป่าก็น่าจะต้านแรงน้ำหนักฉันไม่พอ ผลคือฉันยืนร้องไห้ เพราะทั้งเดินต่อก็เดินต่อไม่ได้ ทั้งกลัวก็กลัว คู่เดินทางเลยต้องหาทางอ้อมหลังก้อนน้ำแข็ง แล้วให้ใช้วิธีเดินไต่ก้อนน้ำแข็งไปพร้อมกับอิงตัวกับผนังก้อนหิน ต้องค่อยๆ ไถไป ถ้าตกลงไปในร่องน้ำแข็ง ก็ตกไปที่พื้นน้ำแข็งข้างล่าง ความสูงน่าจะประมาณระดับเมตรครึ่งจากพื้นน้ำแข็งที่เห็น ถึงจะน่ากลัวน้อยกว่าการตกเหว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นน้ำแข็งที่เห็นนั้นจะแข็งพอที่จะรองรับน้ำหนักเราได้ ฉันเดินเบียดตัวเองไปกับผนังก้อนหินกับน้ำแข็งข้างขวา ยันตัวเองไปเรื่อยๆ เดินไปร้องไห้ไป เพราะกลัวสุดใจ จนรู้สึกตัวอีกทีก็เดินผ่านพ้นหน้าผาน้ำแข็งผืนนั้น จากที่ร้องไห้ก็เริ่มหัวเราะ ดูเหมือนบ้า แต่จริงๆ แล้วดีใจ เป็นความภูมิใจเล็กๆ 

วันนี้ถือว่าเป็นการเดินทางที่ต้องคอยลุ้นตลอดเวลา พอพ้นจากก้อนน้ำแข็งที่เอนดิ่งลงเหวน้ำตกถึงค่อยหายใจคล่องปอดขึ้น แต่ระยะทางการเดินวันนี้ยังอีกยาวไกล เดินผ่านพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ (Marsh) ผืนกว้าง เดินย่ำลงตรงไหนๆ ก็เหยียบจนจมน้ำ น้ำเข้ารองเท้า เดินกันแบบเท้าแฉะตลอดวัน ต้องฝ่าฝูงแมลงหวี่น้ำที่บินปกคลุมทั่วบริเวณ แถมเดินสลับกับแผ่นหิมะที่ยังไม่ละลายเป็นผืนกว้าง ต้องเดินแบบเฉาะเท้ากันไปแบบเปียกๆ บางจุดนี่ก็ลุ้น เพราะรู้ว่าบนผืนน้ำแข็ง ผืนหิมะที่เดินข้ามกันอยู่มันคาบผ่านน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่ข้างล่าง ได้ยินเสียงน้ำไหลแบบก้องกังวาน กลัวก็กลัวแต่ก็ต้องเดินข้ามกันไปแบบระวัง บางจุดจะเห็นหิมะเป็นรูๆ ตลอดทาง ชะโงกดูรู ถึงเห็นว่าเป็นอึก้อนเล็ก ๆ สีกับทรงดูคล้ายไข่มุกที่คนบ้านเรานิยมใส่ในชานม พวกเราถกกันว่าน่าจะเป็นเพราะว่าอึแกะมันอุ่น เวลาตกลงบนก้อนหิมะเลยทำให้เป็นรู เพราะหิมะละลายรับความอุ่นของไออึ 

เดินจนมาถึงลำธารกว้าง น้ำไหลแบบไม่เชี่ยวนัก ที่ตื่นตาคือน้ำที่เห็นนี่ใสจนเห็นพื้นหินใต้ลำธาร พวกเราหันหาทิศของทางเดินที่จะต้องเดินกันต่อ ปรากฏว่าไม่เจอ น่าจะเป็นเพราะว่าน้ำแข็งเริ่มละลายทำให้กลายเป็นทางเดินของลำธารทางน้ำแทน ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ทางน้ำที่เห็นมันไม่ได้ตื้นเขินเหมือนลำธารเล็กๆ ที่พวกเราเดินเหยียบข้ามกันมาได้แบบสบายๆ ระดับน้ำที่อยู่ตรงหน้าน่าจะประมาณหน้าต้นขาฉัน ฉันจุ่มมือลงน้ำเพื่อวัดอุณหภูมิความกล้า แทบเป็นลม น้ำช่างเย็นเจี๊ยบ ความหนาวเย็นมันฉีดปรู๊ดถึงปลายประสาทรูหู ใจถึงกับสั่น สองคนมองหน้ากันว่าเอาไงดี ถ้าข้ามก็ต้องข้ามแบบถอดกางเกง เพราะไม่อย่างนั้นจะหนาวสั่นตลอดการเดินทางของวัน 

จำต้องถอดกางเกง ถอดรองเท้า ก่อนค่อยๆ หย่อนเท้าก้าวลงน้ำจนระดับน้ำตีขึ้นมาถึงหน้าขา ไม่เคยเลยที่ครั้งไหนจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของขาเท่าครั้งนี้ มันชาจนความรู้สึกที่ว่าชาก็ไม่น่าจะอธิบายได้อย่างเพียงพอ พวกเราก้าวเร็วมากก็ไม่ได้ เพราะพื้นหินที่ลำธารทั้งแหลมทั้งคม พอจะตัวกระตุกจี้ให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของขาตันๆ ของฉันได้บ้าง น้ำลำธารที่ไหลก็ไม่ได้ว่าจะไหลแบบเอื่อยๆ ค่อนข้างจะเชี่ยวด้วยซ้ำ พวกเราก้าวข้ามกันอย่างทุลักทุเล พอถึงอีกฟากของลำธารนี่ถึงกับหัวเราะกันงอหาย หัวเราะกับประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอะเคยเจอ โชคดีว่าเป็นวันที่มีแดด พวกเรานั่งตากแดดจนเนื้อตัวกับขาแห้งและอุ่นจนได้ระดับถึงค่อยใส่กางเกง ใส่รองเท้าแล้วเดินทางกันต่อ 

เดินกันจนถึงที่พักที่ลิธโลสแล้วค่อยใจชื้น เนื่องจากเป็นที่พักหลักใจกลางแยกใหญ่ เลยเป็นวันที่มีนักเดินทางมาพักกันที่นี่อย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย มากันจากหลากทิศของเทรลการเดิน เป็นจุดที่ฉันรู้สึกว่าสวยสงบ พวกเราอยู่ในหุบเขา (ตามเคย) ล้อมรอบด้วยภูเขารอบทิศ หลังเก็บข้าวเก็บของก็ออกมานั่งมองวิวยามเย็น ลมพัดเอื่อยๆ แต่ยังคงความหนาวเย็นให้ต้องใส่เสื้อหนาว ส่วนห้องที่พวกเรานอนพักวันนี้มีนักเดินทางคนอื่นมานอนพักด้วย แอบหงุดหงิดนิดหนึ่ง เพราะหนุ่มที่นอนเตียงบังเกอร์อีก 2 รายต่างพากันพร้อมใจถอดถุงเท้าอันแสนจะเหม็นเน่าพาดริมหน้าต่าง ลมที่พัดโชยเข้ามาเลยพาลพัดกลิ่นถุงเท้าเน่าของพวกเขามาแตะจมูกพวกเราเป็นครั้งคราไป ฉันถอดถุงเท้าวางใต้เตียง เหม็นก็คงเหม็น แต่คิดว่าอย่างน้อยมันน่าจะซ่อนกลิ่นจากคนอื่นได้บ้าง หนุ่มพวกนั้นป่านนี้ก็คงไปนั่งเขียนบ่นว่า ถุงเท้าซิ้มคนที่นอนอีกบังเกอร์หนึ่งนี่เหม็นน่าดู 

เคบินลิธโลส กับพระจันทร์ที่ขึ้นมาแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดี

วันสุดท้ายของการเดินเท้า ร่วม 20 กิโล เป็นระยะขาลงเขา จุดหมายที่พวกเราต้องเดินไปให้ถึงคือเคบินมิดเดิลส์บู (Middalsbu) เหมือนเวลาวิ่งเข้าเส้นชัย ระยะที่กิโลเมตรสุดท้ายมักเป็นความทรมานที่เราต้องกัดฟันวิ่งให้ถึง การเดินไปให้ถึงบ้านพักมิดเดิลส์บูก็เช่นกัน แม้จะเป็นระยะที่เริ่มลดระดับลงจากเขา การเดินค่อนข้างง่ายกว่าหลายวันที่ผ่านมา แต่กลับเป็นวันที่ทรมานที่สุดและยาวนานที่สุด บางจุดที่ยังมีหิมะปกคลุมเป็นทางลง ฉันใช้วิธีนั่งกับพื้นหิมะแล้วไถตัวลง พรืดเดียวถึงพื้น ต้องคอยใช้ไม้ค้ำเดินป่าช่วยยันเป็นพักๆ ไม่ให้น้ำหนักตัวเองไหลลงทางลาดเร็วเกินไป ถ้ากลิ้งคะมำจะพาลกลายร่างเป็น Snowball เอาง่ายๆ 

เดินมาพักหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นกลุ่มก้อนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว พยายามเพ่งด้วยตาเปล่าก็เห็นแค่เป็นจุดดำๆ ตอนแรกพวกเรานึกว่าเป็นฝูงแกะ แต่แกะไม่วิ่งกันเป็นกลุ่มก้อนแบบที่พวกเราเห็น เลยใช้กล้องที่มี ส่องแบบระยะไกลสุด ถึงได้เห็น…

ภาพที่เห็นคือฝูงกวางเรนเดียร์ที่คนกล่าวถึงกันนักกันหนาว่ายากจะเห็นในอุทยานแห่งชาติที่นี่ พวกเราไม่แน่ใจว่าระยะจากที่เราเห็นมันไกลขนาดไหน แต่น่าจะอยู่ที่ระยะอย่างต่ำกว่า 3-4 กิโลเมตร ที่แปลกคือพวกเราแทบจะไม่ได้ยินเสียงการวิ่งของพวกมัน ปกติฝูงกวางใหญ่ขนาดนั้น วิ่งกรูด้วยกันแบบนั้น น่าจะมีเสียงดังสนั่นหุบเขา แต่ที่ได้ยินคือเสียงแว่วของลม นับเป็นบุญตาของพวกเราที่ได้เห็นภาพมหัศจรรย์นี้ เป็นการตบท้ายทริปการเดินทางวันสุดท้ายของพวกเราได้อย่างมีค่า งดงามต่อความทรงจำที่สุด 

ระยะทางทั้งหมดที่พวกเราเดินกันมา 5 วัน (พัก 1 วัน) ประมาณ 90 กิโลเมตร ถ้าเป็นคนที่แข็งแกร่งทนทาน น่าจะใช้เวลาเดินได้ 3 – 4 วันก็จบ เทรลการเดินป่าที่ Hardangervidda National Park มีอีกไม่รู้กี่ร้อยสาย พวกเราหมายมั่นว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก เป็นประสบการณ์การเดินที่แม้จะเหนื่อยเข็ดเขี้ยว แต่ก็สวยงามไม่มีวันลืม 

นักเลงดักขอค่าผ่านทาง
พอบอกว่าไม่มีให้ นักเลงเลยเดินเรียงหน้าประชิดมากขึ้น ข่มขู่กันแบบยิ้มแย้ม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดวงยิหวา อุตรสินธุ์

เป็นลูกครึ่งล้านนากับมลายูที่พูดคำเมืองเพี้ยนและพูดมลายูไม่เป็น เป็นนักเดินทางเพราะคนรักชอบเดิน เป็นคนที่กลัวความสูงแต่รักการปีนป่ายหินและภูเขา และ เป็นคนที่แพ้ขนแมวแต่รักแมวสุดจิตสุดใจ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

20 พฤศจิกายน 2564
1K

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load