ธุรกิจ : บริษัท ต้นเครื่อง (1991) จำกัด และ บริษัท ทีสปูน จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2524 (ร้านต้นเครื่อง), พ.ศ. 2563 (ร้านหางเครื่อง) 

อายุ : 41 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดนัย-ปาริชาติ เขมสมิทธิ์

ทายาทรุ่นสอง : ดรัลรัตน์ เขมสมิทธิ์ กิจวิกัย

ต้นเครื่องเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกในซอยทองหล่อที่มีอาหารไทยโบราณและเมนูอื่น ๆ มากกว่า 200 เมนู ก่อตั้งโดยครอบครัวเขมสมิทธิ์เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งเห็นโอกาสจากทำเลดีที่ยังไม่มีร้านอาหารไทยให้คนนั่งทาน

วันนี้ความพิถีพิถันและใส่ใจในการทำอาหารตามต้นตำรับต้นเครื่องถูกถ่ายทอดมายังทายาทรุ่นสองของครอบครัว สืบทอดเสน่ห์ปลายจวักมาจากแม่ หลักการบริหารร้านมาจากพ่อ พร้อมปณิธานอยากสืบสานอาหารอีสานให้คนไทยรุ่นใหม่ได้ทานในนามร้าน ‘หางเครื่อง by ต้นเครื่อง’

ในยุคสมัยที่เกิดวิกฤตโรคระบาดและเศรษฐกิจ แม้ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำธุรกิจร้านอาหารช่างท้าทาย แต่ร้านหางเครื่องถือกำเนิดขึ้นด้วยความไม่กลัวเวที ลุยทำธุรกิจด้วยแพสชัน สนุกกับการทำอาหาร เข้าครัวด้วยจังหวะชะ ชะ ช่า สะสมทักษะอย่างครบเครื่องจากต้นเครื่อง แล้วจึงต่อยอดเปิดร้านอาหารที่แซ่บ คั่ก นัว คิดค้นเมนูใหม่ไฉไลไม่แพ้ร้านของครอบครัว

The Cloud ชวน ดีน-ดรัลรัตน์ เขมสมิทธิ์ กิจวิกัย มาจับไมโครโฟนเล่าเรื่องราวการเปิดร้านหางเครื่องที่มีครัวเป็นเวที และขอชวนมิตรรักแฟนคลับร้านต้นเครื่องทุกท่าน มาล้อมวงพร้อมกดไลก์และคล้องพวงมาลัยให้นักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ได้ใต้คอมเมนต์

หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ

ต้นตำรับอาหารชาววังของต้นเครื่อง

ดนัย และ ปาริชาติ เขมสมิทธิ์ ทำงานเป็นพนักงานประจำในวงการสื่อมาก่อน ทั้งคู่เป็นหนุ่มสายสื่อโทรทัศน์และสาวเอเจนซี่โฆษณาที่อยากลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัวเมื่อ 40 ปีก่อน ในยุคที่ซอยทองหล่อยังโล่ง ไม่ได้เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์เหมือนทุกวันนี้ และยังไม่มีร้านอาหารไทยสำหรับสังสรรค์นั่งทานในย่านนั้น  

ดีน-ดรัลรัตน์ เขมสมิทธิ์ กิจวิกัย เล่าว่า “คุณพ่อคุณแม่ไปทานก๋วยเตี๋ยวตรงข้ามร้านต้นไม้ร้านหนึ่งในซอยทองหล่อ 13 เห็นว่าทำเลดี น่าจะเปิดเป็นร้านอาหารได้ ลูกค้าน่าจะแฮปปี้ เลยขอเช่าที่ตรงร้านต้นไม้เปิดเป็นร้านอาหาร” 

เกิดเป็นร้านต้นเครื่อง ร้านอาหารไทยร้านแรกที่ซอยทองหล่อ 13

หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ
หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ

ต้นเครื่อง แปลว่า หัวหน้าคนครัวในวัง

ปาริชาติ หรือคุณแม่ของดีนเรียนรู้สูตรต้นตำรับอาหารไทยชาววังมาจากคุณทวดและเพื่อนที่เคยทำงานในวัง ด้วยความชอบเข้าครัว และอยากทำอาหารให้ทุกคนเหมือนทานกันเองที่บ้านทำให้คุณแม่อยากเปิดร้านอาหาร หากแวะมาเยี่ยมเยียนที่ร้านต้นเครื่อง จะได้ลิ้มรสอาหารไทยโบราณที่หาทานได้ยาก อย่างข้าวแช่สูตรชาววัง ม้าฮ่อ หมูโสร่ง พระรามลงสรง แสร้งว่า ผักชุด

หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เคยมาชิมอาหารและมอบเกียรติบัตรเชลล์ชวนชิมให้เมนูแนะนำของร้านต้นเครื่อง คือ ห่อหมกขนมครก ซึ่งเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำห่อหมกมาหยอดในถาดขนมครก รวมทั้งการันตีความอร่อยให้เมนูอื่น ๆ อย่างยำถวาย แก้งส้มโป๊ะแตก โรตีแกงเนื้อ 

ด้วยฝีมือการทำอาหารไทยที่ประณีต พิถีพิถันของคุณแม่ เก็บรายละเอียดของอาหารไทยโบราณทุกเม็ด ข้าวแช่ต้องใส่ใจในส่วนผสมทุกอย่าง การผสมกะปิต้องใส่ใจในคุณภาพวัตถุดิบ น้ำพริกปลาย่างต้องผัดปลาให้หอม ถึงเครื่องถึงเครื่องแกง รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ลูกค้าจึงติดใจอยากกลับมาทานอีกจนร้านเปิดยาวนานมาถึง 41 ปี

เพลงต้นเครื่องเล่าเรื่องธุรกิจ

ดีนเริ่มต้นช่วยครอบครัวดูแลร้านต้นเครื่องหลังเรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ 

ก่อนการก่อตั้ง (คณะ) หางเครื่องของดีน ร้านต้นเครื่องเป็นดั่งเพลง Duet ต้นแบบ ขับร้องโดยพ่อกับแม่ที่ลูกสาวใช้ฝึกร้องคาราโอเกะ ซึมซับหลักการทำธุรกิจอันเรียบง่าย คือ ใส่ใจ ไม่ทอดทิ้งพนักงาน และรักการเข้าครัว

หนุ่มต้นเครื่อง รับรองไม่ทอดทิ้ง (พ่อ) :

“พ่อสอนว่าเราต้องมีพระเดชพระคุณกับพนักงาน”

คุณพ่อเป็นคนบริหารระบบและระเบียบ ดูแลพนักงานที่ร้าน วิธีคิดที่ดีนได้จากคุณพ่อคือการบริการของร้านอาหารไม่ได้อยู่แค่บนโต๊ะ แต่เริ่มตั้งแต่ทางเข้ารถ ต้อนรับลูกค้า ไปจนถึงการดูแลของพนักงานเสิร์ฟ ความสะอาดของห้องน้ำ ความสะดวกสบายต่าง ๆ ในร้าน

“พ่อดึงเราเข้าประชุม ให้สัมผัสประสบการณ์ว่าการสื่อสารกับพนักงานต้องทำยังไง พนักงานส่วนมากอายุเยอะกว่าเรา เป็นแม่ครัวเก่าแก่ที่อยู่มานาน เราเริ่มจากเข้าไปฟัง เรียนรู้ว่าพูดยังไงให้คนเชื่อ”

การดูแลพนักงานของร้านไม่ได้ดูแลแค่เนื้องานอย่างการเข้าครัวและเสิร์ฟอาหารเท่านั้น แต่ยังดูแลไปถึงชีวิตส่วนตัวอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่องาน เช่น ความสะอาด การดูแลสุขภาพ และหมั่นซักถามพนักงานอยู่เสมอว่า มีปัญหาหรืออยากได้การสนับสนุนอะไรในการทำงานไหม  

เพราะดูแลอย่างใส่ใจเหมือนคนในครอบครัวทำให้ช่วงที่ร้านเผชิญวิกฤต เช่น เศรษฐกิจไม่ดี หรือต้องย้ายทำเลร้านเร่งด่วนจากทองหล่อ 13 ไปสุขุมวิท 49 ใน พ.ศ. 2559 พนักงานก็ยังรักใคร่กลมเกลียว พร้อมใจทำงานเป็นทีมเดียวกันเพื่อร้าน

ถ้ารักทำอาหารจริง อย่าทิ้งการเข้าครัว (แม่) : 

“แม่สอนว่าเราต้องลงมือทำเอง”

สิ่งที่ดีนจำได้คือคุณแม่มักอยู่หน้าเตา ทำเองตั้งแต่เตรียมของ ขายและส่งอาหาร ปรุงรส ไปจนถึงถ่ายทอดวิชาให้แม่ครัว

เพราะแม่พาเข้าครัวสอนทำอาหารตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอเชื่อว่า “เจ้าของต้องอยู่กับร้าน ต้องเข้าครัวลงครัว ให้พนักงานเห็นว่าเราทำได้นะ ถ้าเราแค่ชิมแล้วชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้ลงไปเอง ลูกน้องจะไม่เชื่อเรา เราต้องทำให้ดูว่าเราทำได้ ชิมแล้วรู้ว่าใส่หรือไม่ใส่อะไรลงไป รสชาติเปรี้ยวไป เผ็ดไปไหม ทำให้คนเชื่อมั่นว่าเรารู้จริง สอนเขาได้”

การลงมือทำเองยังช่วยตัดปัญหาจุกจิก เพราะการทำอาหารมีรายละเอียดเยอะ เช่น “สูตรเขียนไว้ว่าต้องใส่มะนาว 1 ลูก แต่วันนี้มะนาวลูกใหญ่ เราเลยเอาแค่หนึ่งซีกพอ เพราะได้น้ำเยอะแล้ว” ต้องหมั่นแชร์เคล็ดลับและความรู้เหล่านี้ถ่ายทอดให้แม่ครัวในร้านฟัง 

ร้านต้นเครื่องยังมีธรรมเนียมประจำคือ การประชุมกับพนักงานทุกคนเพื่อจดบันทึกคำติชมจากลูกค้าลงสมุด “มาแชร์กันว่าจานไหนเค็มไป หวานไป จานไหนรอนาน เพราะบางทีลูกค้าบอกพนักงานเสิร์ฟแต่ในครัวไม่รู้”  

สิ่งที่ดีนได้จากคุณแม่มาเต็ม ๆ คือ “การทำร้านอาหารไม่ใช่แค่ทำเพื่อเงิน แต่ต้องใส่ใจลงไปในอาหารแต่ละจานให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด” เมื่อความใส่ใจถูกถ่ายทอดออกไป จะทำให้ลูกค้าอยากกลับมาทานอีก

หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ

เพิ่มเติมความ Zaap ที่ทานได้ทุกวัน

หลังจากช่วยครอบครัวดูแลร้านต้นเครื่องอย่างใกล้ชิดทุกวัน ดีนสังเกตว่าพักหลัง ลูกค้าที่มาส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติราว 70 เปอร์เซ็นต์ จึงเกิดคำถามว่า “ทำไมลูกค้าคนไทยน้อยจัง อยากเปิดอีกร้านที่เน้นคนไทยไปเลยเพื่อแยกกลุ่มลูกค้า” 

โอกาสที่เล็งเห็นคืออาหารอีสานอย่าง ส้มตำ ยำ ไก่ย่าง คอหมูย่าง เป็นอาหารทานง่ายที่คนไทยทานได้ทุกวัน เธอจึงคุยกับคุณพ่อว่า อยากเปิดร้านอาหารอีสานแซ่บ ๆ ที่นั่งสบาย ทานง่าย มีอาหารหลากหลาย  

แม้ช่วงแรกยังกลัวและลังเลอยู่บ้าง แต่ดีนตัดสินใจลงมือทำ เพราะคิดว่าถ้าอยากทำต้องลงมือเลย “เรามีแบรนด์แม่เป็นหลักประกันอยู่ มีความเช่ื่อมั่นจากแบรนด์ร้านต้นเครื่องมายาวนาน ไม่ได้เปิดแบบ No Name คิดว่าอย่างน้อยควรต่อยอดจากที่บ้าน อาจไม่ต้องทำใหญ่โตก็ได้”

เกิดเป็นร้าน ‘หางเครื่อง by ต้นเครื่อง’ มีชื่อต้นเครื่องต่อท้ายเป็นลายเซ็นการันตีความอร่อย ประสบการณ์จากร้านต้นเครื่องที่ช่วยครอบครัวลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ทำอาหารไปจนถึงตกแต่งร้านใหม่ช่วงย้ายทำเลร้าน ทำให้ดีนก่อตั้งร้านนี้ได้อย่างราบรื่นขึ้น

เธอลงไปดูเองทั้งหมดตั้งแต่เลือกทำเลที่ตั้งที่ The Connect ซอยพัฒนาการ 44 เก็บรายละเอียดการก่อสร้างในการวางแปลนห้องครัว เพื่อให้ตอบโจทย์การเข้าครัวที่สุด เลือกของตกแต่งในร้านที่สื่อสไตล์อีสานแบบโมเดิร์น คิดค้นสูตรอาหารเองโดยใช้ประสบการณ์จากร้านต้นเครื่องมาใช้ 

‘by ต้นเครื่อง’ ที่ต่อท้ายชื่อร้านจึงไม่ได้หมายถึงแค่สูตรความอร่อย หรือการเป็นร้านในเครือเดียวกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำธุรกิจที่สั่งสมประสบการณ์ by ร้านต้นเครื่องด้วย

หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ
หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ

ครบเครื่องเรื่องวัตถุดิบ

หากครกส้มตำคือเวที

ทีเด็ดของอาหารอีสานสไตล์หางเครื่อง คือการยกพลวัตถุดิบขึ้นบรรเลงอย่างครบเครื่องสนั่นเวที 

ส้มตำทั่วไปมักใส่เพียงมะเขือเทศสีดา ถั่วฝักยาว ส่วนหางเครื่องใส่ผักอีสานอย่างมะเขือหลากชนิดมาประกอบจังหวะการตำ ทั้งมะเขือเปราะ มะเขือเหลือง มะเขือเครือ แซมผักชีฝรั่ง ผักชีลาว โรยเม็ดกระถินที่หาทานยาก เติมมะกอก บีบมะนาวเป็นเสียงฉิ่งฉาบ ผสานให้มีรสนัวเปรี้ยวนุ่ม ไม่เปรี้ยวแหลมเกินไป 

พร้อมกำหนดสูตรอย่างเคร่งครัดว่า เส้นมะละกอต้องฝานบางเท่านี้ ไม่ยาวเป็นสปาเก็ตตี้หรือสั้นเกิน ต้องพอดีสำหรับเคี้ยว ต้องสับมะละกอให้ได้ขนาดและความหนากำลังพอดี เลือกมะละกอไม่ให้แก่เกินไป ต้องแช่เย็นให้กรอบ ไม่เหนียว ห้ามทิ้งไว้ข้างนอกไม่งั้นจะนิ่ม เลือกถั่วฝักยาวปล้องหนากำลังดี และต้องเรียงลำดับการใส่วัตถุดิบเป็นขั้นตอนตามสูตรที่กำหนดไว้ทุกครั้ง ไม่โยนผักลงไปผิดจังหวะ เพื่อป้องกันส้มตำมีรสชาติผิดคีย์

สเปกวัตถุดิบต้องพอดี

ต้องจัดจ้านขนาดนั้น

ต้องกลมกล่อมขนาดนี้ ตำให้แซ่บ คัก นัวกำลังดี จนรู้สึกว่าจานนี้ถูกใจใช่เลย แม้ไม่ใส่ผงชูรสเลยแต่รสเข้มข้นถึงใจ

ดีนย้ำว่า “การชั่ง ตวง วัด สำคัญที่สุดในการทำอาหาร” เป็น 3 มาตรวัดที่สร้างจังหวะการตำให้รสเท่าเทียมกันทุกจาน และสร้างระบบให้ร้านอาหารพร้อมต่อยอดเพิ่มสาขาได้ง่าย “ไม่อยากหวงสูตร แม่ครัวคนอื่นต้องทำอาหารได้ดีเท่าเรา รู้สูตรเหมือนเราไปเลย ไม่งั้นเราทำธุรกิจลำบาก มือแต่ละคนอาจตวงได้ไม่เท่ากัน แต่การมีสูตรทำให้รสชาติบิดได้น้อยกว่าการกะ” ความเป๊ะของการคุมมาตรฐานรสชาติอาหารนี้ เป็นสิ่งที่เธอพัฒนาระบบเพิ่มเติมจากครอบครัว

ส้มตำของหางเครื่องยังมีเมนูที่คิดสูตรใหม่เองอีกด้วย จากร้านต้นเครื่องที่มีเมนูส้มตำทั่วไป อย่างตำไทย ตำปู หางเครื่องเพิ่มเมนูให้พิเศษขึ้น อย่างสูตรตำหลวงพระบางที่ไม่เหมือนใคร มีจุดเริ่มต้นจากการไปกินตำหลวงพระบางมาหลายที่ แต่ยังหาจานที่กลมกล่อมถูกปากไม่ได้ จึงริเริ่มทำสูตรของตัวเองให้รสไม่หวานเกินไป ใช้ปลาร้าต้มสุกสะอาดและกะปิดีไม่มีกลิ่นฉุน 

การเตรียมพร้อมหลังครัวอย่างครบเครื่องสุดฝีมือ ทำให้เวลาเปิดร้านจริงไม่ตื่นเวที พร้อมตำส้มตำทุกจานให้กลมกล่อมที่สุด

หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ
หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ
หางเครื่อง by ต้นเครื่อง ร้านอาหารอีสานของทายาทร้านอาหารไทยร้านแรกในทองหล่อ

Esan Fusion และหลากเมนู
ที่เกิดจากการใส่ใจแก้ปัญหา

เมื่อแม่ครัวคุ้นชินกับวัตถุดิบแล้ว ก็มักนึกสนุกหยิบจับนั่นผสมนี่จนเกิดเมนูใหม่

ดีนสังเกตว่าคนเกาหลีที่มาทานร้านต้นเครื่องชอบสั่งตำไทย ประกอบกับซีรีส์เกาหลีกำลังฮิต เธอเห็นคนเกาหลีชอบกินรามยอนกับกิมจิ เลยเอาตำไทยมาผสมกับกิมจิ ตั้งชื่อเมนูว่าตำซามีดา ล้อเสียงกับภาษาเกาหลีคือคัมซามีดาที่แปลว่าขอบคุณ ลองทานแล้วเข้ากันดี มีรสหวานของตำไทยและติดเปรี้ยวของกิมจิ เป็นเมนูที่ทั้งคนเกาหลีและไทยชอบลอง

มีสูตรสไตล์เกาหลีไปแล้ว ก็ต้องไม่ลืมเมนูแบบญี่ปุ่น ยำแซลมอนน้ำปลาร้าวาซาบิ คือยำที่เอาวาซาบิของญี่ปุ่นมาผสมกับน้ำปลาร้าของหางเครื่อง กลายเป็นน้ำยำสไตล์อีสานฟิวชันที่มีเอกลักษณ์ ทานกับแซลมอนซาชิมิแล่บาง ๆ อร่อยเด็ดจนลูกค้าติดใจสั่งซ้ำเยอะ

การเปิดร้านหางเครื่อง by ต้นเครื่องของทายาทรุ่นสอง ที่สะสมประสบการณ์ 41 ปีจากร้านอาหารของครอบครัว

หลายครั้งที่การคิดค้นสูตรใหม่ของหางเครื่องเกิดจากการแก้ปัญหาอย่างละเอียดในวัตถุดิบ อย่างเมนูเมี่ยงปลานิลเผาดอกเกลือ ดีนสังเกตว่าหลายครั้งมักเจอปลานิลติดกลิ่นโคลน ทำให้ไม่อยากทานเพราะมีกลิ่น วิธีแก้ของเธอคือ “ไปหาปลานิลเลี้ยงในกระชังลอยน้ำที่อยู่ในบ่อน้ำธรรมชาติ ปลาไม่ว่ายลงไปกินอาหารที่พื้นดิน ทำให้ได้เนื้อปลาสด ไม่มีกลิ่นโคลนในเนื้อ ใช้ดอกเกลือเม็ดใหญ่เผาไปด้วย ทำให้ได้ความหอมจากสมุนไพร ทานคู่กับน้ำจิ้มทำเอง 4 ตัว น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มถั่ว น้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มผักชีเปรี้ยว ๆ” 

การเปิดร้านหางเครื่อง by ต้นเครื่องของทายาทรุ่นสอง ที่สะสมประสบการณ์ 41 ปีจากร้านอาหารของครอบครัว

หากเป็นปลาร้าของร้านก็ต้องผ่านกรรมวิธีรับรองความสะอาด จ้างโรงงานพาสเจอไรซ์ทำโดยเฉพาะ ส่วนข้าวคั่วก็ลงมือทำเองเช่นกัน เพราะเล็งเห็นว่าอาหารอีสานทั้งหลายอย่างพวกลาบน้ำตกต้องมีข้าวคั่วทั้งหมด จึงอยากมีข้าวคั่วที่มีสัมผัสพอดี ไม่ละเอียดเป็นผงเกินไปให้ลูกค้าเคี้ยว คั่วถั่วลิสงให้มีกลิ่นหอมพอดีและไม่ดำจนไหม้เกินไป 
แม้บางเมนูไม่ใช่เมนูแปลกใหม่ แต่ก็มั่นใจได้ว่ามีความพิเศษของวัตถุดิบที่คิดมาแล้วในทุกจาน

หมุน Stock ด้วยสารพันเมนูอาหารจานเดียว

หลังจากเปิดร้านมาได้สักพัก ดีนเห็นโอกาสเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวเพื่อตอบโจทย์ทางเลือกให้หลากหลายขึ้น “เห็นร้านต้นเครื่องขายกุ้งแม่น้ำ เลยคิดว่าทำไมร้านหางเครื่องไม่เอากุ้งมาขายบ้าง เราเอากุ้งขนาดเล็กลง ราคาย่อมเยาลงมาทำอาหารจานเดียว ให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ต้องเดินทางไกลถึงอยุธยา เราคัดแหล่งวัตถุดิบอย่างดี ครีเอตเมนูกุ้งแม่น้ำหลากหลายมาให้แล้ว”

การเอากุ้งแม่น้ำมารังสรรค์เป็นอาหารหลายเมนู ทำให้ไม่ต้องสต็อกวัตถุดิบ 1 อย่างเพื่อทำเมนูเดียว ได้หมุนเวียนสต็อกให้เร็วขึ้น ไม่ต้องเก็บวัตถุดิบค้างไว้นาน ทำให้สดใหม่ตลอด กุ้งแม่น้ำสามารถเอาไปใช้ทำเมนูสุดฮิตอย่างข้าวผัดมันกุ้งแม่น้ำที่มีความหอมมันติดไปกับข้าว กุ้งเผา ต้มยำ กุ้งทอดกระเทียม และอีกมากมาย

บางเมนูของหางเครื่องก็ตั้งต้นมาจากต้นเครื่อง เช่น ผัดไทย น้ำพริกลงเรือ พร้อมเพิ่มเติมเมนูทานง่ายอื่น ๆ อย่างกะเพราแห้ง ผัดกะเพราะไข่ข้น กะหล่ำปลีราดไข่ข้น หมูต้มบ๊วย ทุกครั้งที่เลือกทำเมนูใหม่ ดีนจะตั้งคำถามว่าทำอย่างไรให้สูตรมีเอกลักษณ์ แม้เมนูเรียบง่ายอย่างก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ก็จะตั้งคำถามว่า “ทำคั่วไก่ยังไงให้ไม่ใช่คั่วไก่ธรรมดา” ต้องเลือกไก่อย่างไร ผัดอย่างไรให้หอมกระทะ 

การเพิ่มเมนูอาหารจานเดียวทำให้ร้านหางเครื่องขายดีมากขึ้นในช่วงโรคระบาดโควิด-19 และยังได้กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ชอบทานอาหารจานเดียวอีกด้วย 

เต็มอิ่มทั้งต้นและหางเครื่อง  

หลายคนจะคุ้นชินกับชื่อเสียงของต้นเครื่องเรื่องอาหารไทย แต่ความจริงแล้วขนมก็อร่อยไม่แพ้กัน ที่ร้านมีบาร์ขนมหวานเล็ก ๆ ชื่อ Teaspoon ขายกาแฟ เค้ก คาราเมล คัสตาร์ดโฮมเมด เพื่อตอบโจทย์วันสบาย ๆ สำหรับคนที่ทานของคาวแล้วอยากได้ของหวานปิดท้าย  

เมื่อดีนเปิดร้านหางเครื่อง เธอจึงทำโมเดลคล้ายกันคือขายขนมหวานด้วย มุมคาเฟ่ภูมิใจนำเสนอกาแฟโบราณ โอเลี้ยง ชาดำเย็น ไอติมกะทิทรงเครื่อง ขนมปังสังขยา ไข่กระทะ ครัวซองต์และเบเกอรี่ต่าง ๆ จุดตั้งต้นในการริเริ่มสิ่งใหม่อย่างของหวาน คือการสังเกตว่าอะไรเติมเต็มประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ แล้วเพิ่มสิ่งนั้นให้การมาทานอาหารไทยเต็มอิ่มขึ้น

ท้องอิ่มแล้วก็ต้องนั่งสบาย บรรยากาศของทั้งสองร้านมีความอบอุ่นเหมือนกันแต่ตกแต่งคนละสไตล์ ต้นเครื่องตกแต่งอย่างเรียบง่าย เหมาะแก่การมากินเลี้ยง สังสรรค์เป็นหมู่คณะในวันทั่วไปหรือโอกาสสำคัญ ส่วนหางเครื่องตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคล้าย Hidden Oasis ที่ร่มรื่นและประดับด้วยเครื่องจักสาน อย่างเก้าอี้หวาย กระด้ง บรรยากาศกึ่งคาเฟ่ เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยากมาทานอาหารอร่อยแล้วถ่ายรูปเช็กอิน

ดีนบอกว่าการทำธุรกิจนั้นไม่ได้เริ่มแล้วทุกอย่างเพอร์เฟกต์ทันที “ตอนเปิดร้านวันแรก สูตรอาหารยังไม่คงที่ เราฟังความคิดเห็นจากลูกค้า แล้วเอาคำติชมกลับมาปรับเรื่อย ๆ จนพอดี” ความภาคภูมิใจที่สุดคือ “ดีใจที่ได้ปั้นเองกับมือ ทำให้เวลาเห็นปัญหาจะแก้ได้เลย โดยรวมแล้วปัญหาน้อย เพราะเราอยู่กับธุรกิจเอง” 

แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป จาก 40 ปีที่แล้วที่ต้นเครื่องสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยการส่ง SMS ขอเบอร์และเก็บข้อมูลลูกค้าจากการกรอกบัตรสมาชิก มาถึงยุคดิจิทัลของหางเครื่อง ที่ทำการตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียและส่งอาหารผ่านแอปฯ เดลิเวอรี่ แม้ชื่อร้าน เมนู และบรรยากาศจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่แก่นสำคัญในการทำธุรกิจของทั้งสองร้านเหมือนกัน คือ ทำให้ลูกค้าประทับใจจนอยากกลับมาทานซ้ำ

เหมือนเพลงที่เริ่มบรรเลงคนละยุคสมัย แต่อยากฟังซ้ำเหมือนกัน  

อนาคตดีนอยากอยากเปิด Kiosk เล็ก ๆ ของหางเครื่องที่ร้านต้นเครื่อง เพื่อให้ลูกค้าที่มาเยือนซื้อเมนูของอีกร้านกลับบ้านได้ด้วย

การเปิดร้านหางเครื่อง by ต้นเครื่องของทายาทรุ่นสอง ที่สะสมประสบการณ์ 41 ปีจากร้านอาหารของครอบครัว

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัท เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ. 1960

อายุ : 62 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : จุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย

ทายาทรุ่นสอง : ปรีชาศิวัต และ พัสธพงษ์ อัศวนันต์ธนา 

ทายาทรุ่นสาม : ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา และครอบครัว 

เอี่ยวไถ่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า เจริญรุ่งเรืองและดี เป็นร้านสุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่มีน้ำจิ้มสูตรเด็ดและการหมักหมู ไก่ เนื้อ ด้วยเครื่องเทศที่ไม่เหมือนใคร คงกรรมวิธีเดิมแม้ผ่านกาลเวลามายาวนาน ทำให้อยู่มาถึง 60 ปี 

จากภัตตาคารแถวปิ่นเกล้าที่อยู่ในภาพจำของใครหลายคน วันนี้เอี่ยวไถ่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าด้วยลุคใหม่ถึง 13 สาขา แตกแบรนด์ออกเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ที่มีความโมเดิร์นขึ้นแต่ยังคงบรรยากาศอบอุ่น และอยากบอกให้รู้ว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีหมูกระทะรุ่นพ่อพร้อมอาหารไทยจีนหลายอย่าง ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงสบาย ๆ เหมือนทานอาหารที่บ้าน 

แชร์-ณัทชนันท์ อัศวนันต์ธนา เป็นตัวแทนทายาทรุ่นสามของครอบครัว มาเล่าเส้นทางการเติบโตของธุรกิจกงสี เปิดมุมมองว่าทำไมถึงคิดว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย และความมุ่งมั่นอยากสานต่อลูกค้าจากรุ่นสู่รุ่นให้คนรุ่นใหม่อยากเดินเข้าร้าน  

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้โบราณชามละ 5 บาท

“สุกี้ยากี้ ดีจริง ๆ” คือป้ายการันตีความอร่อยที่ติดใต้ชื่อร้านเอี่ยวไถ่สุกี้ ณ โรงหนังเฉลิมนคร บริเวณคลองถมเก่าใน พ.ศ. 2503

ยุคแรกเริ่มของ อากงจุ่นเซ็ง แซ่ก๊วย เริ่มจากขายสุกี้เป็นชาม ชามละ 5 บาท เมื่อย้ายมาอยู่แถวกองปราบฯ ก็พัฒนาเป็นหม้อมีหูใบเล็กต้มด้วยเตาแก๊ส ขายหม้อละ 60 – 80 บาท 

นอกจากสุกี้ยังขายกระทะปิ้งเจงกิสข่านตั้งแต่เริ่มกิจการ มีเรื่องเล่าว่าชนเผ่ามองโกลสมัยก่อนประยุกต์ใช้โล่สำหรับรบมาทำเป็นกระทะ จึงเกิดชื่อเรียกว่ากระทะปิ้งเจงกิสข่าน เกิดเป็นหมูกระทะรุ่นแรกและเป็นต้นตำรับปิ้งย่างในปัจจุบัน

สุกี้โบราณของเอี่ยวไถ่เป็นสูตรจีนแต้จิ๋ว โดดเด่นที่น้ำจิ้มสูตรผสมเต้าหู้ยี้และเต้าเจี้ยว หอมสมุนไพรจีน หมักหมูหรือเนื้อกับเครื่องเทศให้นุ่ม เติมไข่ไก่ 1 ฟองแล้วเทลงไปในหม้อทั้งจาน เข้ากันดีกับน้ำซุปที่ปรุงมาอย่างกลมกล่อม 

ลูกค้าเป็นคนทุกวัยมาตั้งแต่อดีต ผู้ใหญ่มักชอบกินสุกี้เป็นพิเศษ ส่วนลูกหลานก็มีกระทะปิ้งเป็นตัวเลือกให้ทานได้ไม่เบื่อ 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

กลยุทธ์การเข้าห้างของเอี่ยวไถ่

กิจการเริ่มต้นจากร้านรถเข็น เติบโตเป็นภัตตาคารเอี่ยวไถ่แถวปิ่นเกล้า เริ่มขยายสาขาแบบ Stand Alone ในยุคทายาทรุ่นสอง ต่อมาด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกครอบครัวในธุรกิจกงสีของรุ่นถัดมาทำให้ขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าได้ถึง 13 สาขาในปัจจุบัน

ทายาทรุ่นสามเล่าย้อนถึงตอนที่เริ่มเข้าห้างสรรพสินค้าครั้งแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้วว่า “ช่วงลูกหลานเริ่มเรียนจบ คุณพ่อและญาติเริ่มอยากย้ายมาอยู่ในห้าง รุ่นเรารับแนวคิดจากรุ่นพ่อแม่มาทำให้เป็นรูปธรรม เดินหาลูกค้า หาทำเลที่เข้าไปอยู่ในเมืองเพิ่มจากที่อยู่แค่ฝั่งธนฯ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น” 

การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในช่วงนั้นทำให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เน้นเลือกทำเลตามแลนด์มาร์กหลากหลาย ทั้งย่านคนจีน ย่านธุรกิจ ย่านทำงาน ย่านช้อปปิ้ง

เมื่อเดินเข้าห้างสรรพสินค้า การแต่งตัวและการตลาดต้องปรับเปลี่ยนตามเล็กน้อย เหล่าทายาทรุ่นสามเลือกรีแบรนด์เอี่ยวไถ่โดยยังคงความเป็นตัวเอง แต่ก็เหมาะกับสถานที่และยุคสมัยมากขึ้น

เปลี่ยนจากใช้คำว่าสุกี้เป็นสุกี้โบราณ เพื่อเน้นจุดเด่นของสูตรแต้จิ๋วดั้งเดิมที่ทำมานานกว่า 60 ปีให้แตกต่างจากร้านสุกี้อื่น ๆ ในห้าง อีกทั้งยังแตกชื่อร้านเป็น 3 แบรนด์ย่อย คือ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 เอี่ยวไถ่ Suki BBQ และ เอี่ยวไถ่ express ซึ่งมีเมนูคล้ายกัน แต่เน้นจุดเด่นและการสื่อสารการตลาดแตกต่างกันเล็กน้อย

สำหรับเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ1960 นั้นเน้นจุดเด่นเหมือนภัตตาคารรุ่นแรกคือสุกี้ พร้อมปรับการตกแต่งร้านให้เป็นจีนโมเดิร์นขึ้น แต่ยังคงบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนการกินอาหารที่บ้านกับครอบครัว  

เป็นความโมเดิร์นที่ทายาทรุ่นสามบอกว่า ยังอยากให้เข้าถึงง่ายและไม่ดูหรูหราเกินไป 

“อยากให้ลูกค้าเข้ามาแล้วมีกลิ่นอายของแต้จิ๋วกับต้นตำรับดั้งเดิมอยู่บ้าง นั่งแล้วรู้สึกโอเค ไม่เคอะเขิน ไม่เกร็ง ลูกค้ากล้าเดินเข้ามาหาเรา”

ตัวตนของเอี่ยวไถ่ทุกสาขาที่ยังยึดเหมือนเดิมตั้งแต่อดีต คือการเข้าถึงคนทุกเจเนอเรชันในครอบครัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังรวมถึงคนวัยทำงานและวัยรุ่นด้วย

“เราอยากทาบรอยต่อกับลูกค้าคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อสร้างรอยต่อไปเรื่อย ๆ ให้มีลูกค้าทุกวัย” การเลือกทำเลของห้างที่หลากหลายในการขยายสาขา จึงเป็นการเดินเข้าหาสมาชิกครอบครัวในแต่ละวัยที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย
62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย


“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด”  

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารจีนดั้งเดิม เอี่ยวไถ่มีเมนูอาหารจีนที่หาทานยากอย่าง ฮื่อแซ (ปลาดิบจีน) ขาหมูเย็น เมนูเด็ดที่มาแล้วต้องทาน คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอดปู เนื้อปูก้อนผัดผงกะหรี่ หอยจ๊อปู โดยเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าติดใจมายาวนาน คือการเน้นคัดวัตถุดิบเกรดพิเศษ ถ้าเป็นเนื้อปูต้องเป็นแบบหวานสดอร่อยจากสุราษฎร์ธานี คากิหมั่นโถวต้องเลือกเฉพาะอุ้งเท้าหมูด้านหน้าเท่านั้น ส่วนเป็ดปักกิ่งและหมูหันฮ่องกงต้องทานได้ทั้งตัว เป็นสูตรดั้งเดิมที่ล้วนสืบทอดกรรมวิธีมาจากรุ่นสู่รุ่น ปิดท้ายด้วยของหวานยอดนิยมที่คนชอบสั่งตลอดมาอย่างเผือกหิมะ พุทราทอด

ถ้านับรวมทุกเมนูทั้งหมดมีราว 300 กว่าเมนูเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกค้า

“คนเข้าใจว่าเราขายแค่สุกี้แต่เรามีทั้งอาหารไทยและจีนที่พร้อมเสิร์ฟด้วย อยากให้คนทุกรุ่นในครอบครัวเมื่อเดินเข้ามาแล้วไม่ตั้งคำถามว่า แล้วฉันจะกินอะไรล่ะ แต่รู้ว่าทานอะไรได้”

สำหรับสาขาเอี่ยวไถ่ Suki BBQ นั้นเน้นการสื่อสารว่าไม่ได้มีแค่สุกี้ แต่มีกระทะเจงกิสข่านด้วย ส่วนเอี่ยวไถ่ express เน้นอาหารจานเดียวแนวสตรีทฟู้ด ลดขนาดจานลงให้เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มาทานคนเดียว การตกแต่งร้านใส่ความสนุกและบรรยากาศของคาเฟ่จีนสมัยใหม่ที่มีความโมเดิร์นมากกว่าเอี่ยวไถ่ 1960

“โชคดีที่เราอยู่ได้ในหลายตลาด” แชร์บอกว่าตลาดสุกี้เป็นตลาดใหญ่ เช่นเดียวกับอาหารจีนและไทย ทำให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตไปข้างหน้า 

62 ปีของ เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยในมือทายาทรุ่น 3 ที่เชื่อว่าอาหารไม่เคยล้าสมัย

สุกี้สูตรคลาสสิกที่ติดเทรนด์ 

ความท้าทายของเอี่ยวไถ่ในรุ่นปัจจุบันของทายาทรุ่นสาม คือการเก็บฐานลูกค้าเก่าไว้และตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ในขณะเดียวกัน

ด้วยความที่เป็นร้านสุกี้ที่เปิดมาเนิ่นนานกว่า 60 ปี จึงทำให้มีแฟนคลับโดยเฉพาะคนรุ่นเก๋าที่เป็นลูกค้าขาประจำ “บางอย่างถ้ารสชาติผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวลูกค้าจะจำได้ นั่นคือเหตุผลที่เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาแล้วอยากให้ได้ทานรสชาติที่คิดถึง”

“ดังนั้น ในแง่รสชาติไม่ว่าผ่านมากี่ยุคสมัยเราจึงยังคงรสชาติพื้นฐานแบบเดิม คือสิ่งที่ลูกค้าชื่นชอบอย่างน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว”  

ในขณะเดียวกันแชร์ก็เชื่อในการไม่หยุดพัฒนาโดยการเพิ่มวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมตามยุคสมัย 

“เราเคยทำสุกี้ปลาแซลมอน เพราะแซลมอนติดเข้ามาในเทรนด์ มีเมนูพิเศษอย่างสุกี้เนื้อวากิวสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อ ปรับเมนูตัวเลือกที่ทานเสริมคู่กับสุกี้ได้มากขึ้น เพิ่มเมนูเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น” 

แม้จะเรียกว่าเป็นสุกี้โบราณที่เป็นตำรับดั้งเดิม แต่แชร์บอกว่าไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเป็นของโบราณ “อาหารไม่เคยล้าสมัย อาหารยังอยู่บนยุคสมัย ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่มาก็เป็นของที่เข้ามาเพิ่มใหม่ในชีวิต แต่ยังไงอาหารก็ยังคง On trend”

การปรับเปลี่ยนจึงเน้นพัฒนาโดยไม่เสียความเป็นตัวเองของสุกี้โบราณที่แข็งแกร่ง แต่เพิ่มตัวเลือกทั้งเมนูและโปรโมชันบุฟเฟต์ ที่ปรับไปตามยุคเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจเดินเข้าร้าน

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า
เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

สานต่อการบริหารในครัว 

การขยายสาขาเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีเรื่องที่ต้องคำนึงแค่หน้าร้าน แต่รวมถึงการพัฒนาระบบหลังบ้านด้วย 

“รุ่นพ่อแม่เรา คนครัวสำคัญมาก เพราะไม่ได้เปิดหลายสาขา กำลังผลิตยืนอยู่บนสาขาเดียวทำให้ดูแลง่าย” 

เมื่อเปิดสาขาเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องคุมคือมาตรฐานที่ทำให้อาหารออกมารสชาติเหมือนกัน รุ่นสามจึงเพิ่มครัวกลาง ซึ่งหมายถึงสถานที่หรือโรงงานผลิตที่กระจายสินค้านี้ไปให้หลายสาขาในทุกไลน์อาหาร 

แชร์เล่าว่าแม้ทางบ้านไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่เป็นเรื่องปกติที่ต้องสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมระหว่างรอยต่อระหว่างยุค สิ่งที่พิสูจน์ว่ามาถูกทางคือผลลัพธ์ การมีครัวกลางทำให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

“ไม่ได้หมายความว่าเราพึ่งฝีมือคนครัวน้อยลง เรายังต้องใช้ฝีมือคนครัวอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หัวหน้ากุ๊กระดับเชฟทั้งหมดเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้มีเครื่องจักรมาช่วยเสริม สิ่งที่ตามมาคือกำลังผลิตที่มากขึ้น โดยที่ความผิดพลาดของคนน้อยลง เราผลิตหมู 10 20 100 1000 กิโลกรัม ด้วยคุณภาพเดียวกัน เราพัฒนาคนได้ง่ายขึ้น ขยายงานได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนแรงงานได้มากขึ้น เวลาวัตถุดิบมาถึง เราแบ่งใช้งานตามอัตราส่วน ทำให้ได้รสชาติที่เหมือนเดิม”

โดยทายาทรุ่นสามบอกว่าสำหรับเอี่ยวไถ่ รสชาติเหมือนเดิมของอาหารนั้น 95 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสำเร็จแล้ว 

นอกจากใช้ครัวกลางเสริมในกระบวนการทำงาน สิ่งที่ต้องสานต่อให้เหมือนเดิมคือกระบวนการทำซอส น้ำจิ้มสุกี้รสหนึ่ง น้ำจิ้มกระทะปิ้งเป็นอีกรสหนึ่ง ใช้แม่ซอสสูตรเดิมสำหรับทำอาหารหลายเมนู และต้องหมักหมู เนื้อ ไก่ ด้วยสูตรเดิมด้วย

ส่งต่อความเชื่อใจจนถึงยุคเดลิเวอรี่ 

สำหรับครอบครัวเอี่ยวไถ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนคือความซื่อสัตย์กับลูกค้า ‘ลดไม่ได้ เพิ่มได้’ รักษาคุณภาพวัตถุดิบให้เหมือนอดีต วัตถุดิบที่ดีหมายถึงคอนเนกชันต้องดีด้วย

สิ่งเหล่านี้แชร์ได้เรียนรู้จากครอบครัว

“หมูสำหรับสุกี้ต้องเป็นหมูแต่งเกลี้ยง ตัดมันออก หมักอย่างดีให้นุ่ม ทานง่าย วันนี้หมูแพงขึ้นแต่เรายังคงแบบเดิมอยู่และจะทำแบบนั้นต่อไป ผักต้องคัดตัดแต่ง ทำความสะอาดให้ดี ใช้ของสดใหม่ทุกวัน ไม่มีค้างไว้ 2 – 3 วันครั้ง 

“ทุกวันนี้เป็ดปักกิ่งมีหลายรูปแบบ แต่เรายังเลือกเป็น Conservative Style คือใช้เป็ดทั้งตัวขนาดใหญ่เท่านั้น ตัวเล็กไม่ได้ นี่คือการที่ลูกค้าได้กินอาหารคุณภาพจริง ๆ” 

ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สะสมไว้ผ่านกาลเวลา และสร้างได้ในวิกฤตที่แชร์บอกว่ายังมองเห็นโอกาสอยู่ 

ก่อนโควิด เราทำเดลิเวอรี่น้อยมาก ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ลูกค้าร้านสุกี้ชอบนั่งทานที่ร้านมากกว่า เราเห็นว่าช่วงโรคระบาด ทุกคนอยากทานอาหารปรุงร้อนสดใหม่เพราะกังวลเรื่องเชื้อโรค มองว่าก็ยังเป็นโชคดีของเราที่เป็นอาหารปรุงสด สุกี้ได้ปรุงสุกด้วยตัวเองทำให้มั่นใจได้ ลูกค้าจะรู้ว่าถ้าสั่งข้าวผัด อาหารร้านเราจะไม่ใช่ข้าวผัด Freeze เราใช้ข้าวผัดที่ปรุงร้อนสดใหม่ เราตั้งใจเสิร์ฟอาหารที่อร่อยและมีความปลอดภัยมาก ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไว้วางใจเราได้” 

ลูกค้าที่ทานเอี่ยวไถ่ประจำจะรู้ว่ามีสุกี้แบบ Ready for Group ปรุงพร้อมสำหรับลงหม้อด้วย 

“เวลานั้นเราพยายามเข้าเดลิเวอรี่ทุกแพลตฟอร์มเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ ส่งทั้งจานดียวและสุกี้ ทั้งสุกี้ทำเองและสุกี้พร้อมทาน ต้มสุกและผัดแห้ง” 

นอกจากนี้ยังไม่ปิดหน้าร้านในห้าง แม้กังวลแต่ก็ต้องเดินหน้า ลงมือแก้ปัญหาหน้างานเท่าที่ทำได้เพราะธุรกิจและกองทัพต้องเดินด้วยท้อง 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

 สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและแข็งแรง 

สำหรับแชร์ เธอมองว่าการสร้างแบรนด์ที่ดีคือการพัฒนารากฐานของธุรกิจทุกด้านให้แข็งแรง

“ตั้งแต่วันแรกเราตั้งใจเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า วัตถุดิบดี อาหารคุณภาพดี บริการดี เป็นสิ่งที่ทายาทแต่ละเจเนอเรชันยึดถือไว้ว่าต้องทำให้ได้ สร้างมาตรฐานให้ดีก่อนถึงจะพร้อมขยายต่อไปได้”   

ในด้านบริการ สิ่งที่คุณพ่อสอนแชร์คือ “เราไม่มีคำว่าชนะลูกค้า ต่อให้ลูกค้าผิดก็ควรทำให้ผิดน้อยที่สุด ปฏิบัติต่อลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว” เช่นเดียวกับกับการสานต่อธุรกิจครอบครัวของคนแต่ละรุ่นที่ไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ต้องรู้จักเดินเข้าหากันคนละครึ่ง เรียนรู้กันและกันพร้อมทั้งเสียสละ 

การมองลูกค้าเป็นสมาชิกในครอบครัวทำให้เกิดความตั้งใจอยากส่งต่อรสชาติอาหารที่ดีให้ลูกค้า เหมือนเวลาอยากทำอาหารอร่อยเพื่อกินพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันในบ้าน บางเมนูเริ่มทำจากที่บ้านแต่ลูกค้าได้กินด้วย อย่างราดหน้าที่แชร์บอกว่าเธอเป็นคนลงมือคิดค้นสูตรด้วยตัวเอง 

“ตอนเด็กกินอาหารฝีมือแม่ที่บ้านและคลุกคลีอยู่ที่ร้าน ทำให้เป็นคนชอบทำอาหาร เห็นอะไรอร่อยก็อยากลองทำกินกันในบ้าน” 

เอี่ยวไถ่จึงเป็นธุรกิจที่สานต่อจากรุ่นสู่รุ่นทั้งทายาทธุรกิจและลูกค้า 

ลูกค้าคือครอบครัวที่รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน ทุกเจเนอเรชัน

“หลายคนในรุ่นเราบอกว่า ตอนเด็กมากินที่เอี่ยวไถ่ ทุกวันนี้คนเหล่านี้พาลูกมา บางคนโตขึ้นพาแฟนมา พาอากง อาม่า พ่อ แม่ มา เหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต่างก็เติบโตขึ้น พอรุ่นก่อนเกษียณแล้วก็ส่งไม้ต่อให้รุ่นต่อไปพัฒนาธุรกิจให้เข้ากับแต่ละยุค” 

เป็นความภาคภูมิใจของทายาทรุ่นสามที่เห็นครอบครัวเติบโตไปด้วยกัน 

เบื้องหลังการเติบโตกว่าจะเป็นเอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณเจ้าแรกในไทยที่ขยายจากร้านรถเข็นจนมี 13 สาขาในห้างสรรพสินค้า

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load