01

ปรับหลักสูตรให้ทันโรค

เราได้ยินว่า โรงเรียนนี้ถึงกับปิดโรงเรียนเป็นปี หลังจากเปิดมาได้ทศวรรษ เพื่อทบทวนว่าแนวทางโรงเรียนใน 10 ปีข้างหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร และทุก 10 ปี เขาจะหยุดโรงเรียนเกือบทั้งปี เพื่อที่จะตั้งคำถามไปข้างหน้า 10 ก้าวว่า โลกน่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร และการเรียนรู้แบบไหนคือคำตอบ

เหมือนกับโรงเรียนทั่วโลกในตอนนี้ที่ต้องหยุดและถอยให้กับ COVID-19 ที่มาล็อกดาวน์เรากันถ้วนหน้า อย่างที่เรากะพริบตากันไม่ทัน

02

ไปเป็นติ่งกันเถอะ

Ha-Ja ในภาษาเกาหลี แปลว่า Let’s Go ไปกันเถอะ!

ปี 2000 เมื่อ 20 ปีที่แล้วในการประชุมการศึกษาทางเลือกที่เรียกว่า IDEC International Democratic Education Conference จัดขึ้นที่นิวยอร์ก ตอนนั้นตัวเองได้ไปร่วมในฐานะนักเรียนฝึกสอนของโรงเรียนอัปปาทีนาส์ นักการศึกษาจากเกาหลีใต้คนหนึ่ง ฮาแทอุก (Ha Tae-wook) ทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการศึกษาในเกาหลีใต้ เขาบอกว่า อีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะต้องรู้จักเกาหลีใต้ด้วยการส่งออกอุตสาหกรรมบันเทิงทางวัฒนธรรม ด้วยภาพยนตร์ ดนตรี อาหาร ศิลปะ

ทุกครั้งที่ดูซีรีส์เกาหลี ใช้เครื่องสำอางเกาหลี ฟังดนตรีเคป๊อป และทำข้าวผัดกิมจิ เราจะนึกถึงคำของศาสตราจารย์คนนั้น

ย้อนกลับไป 10 ปี ในปี 2010 จนถึงปัจจุบันโลกกลายเป็นติ่งเกาหลีไปหมดแล้วตามที่ศาสตาจารย์ Ha Tae-wook ได้ประกาศก้องไว้

50 ปีก่อน เกาหลีเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ต้องแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 ส่วน 2 ระบบการปกครอง

เกาหลีใต้เร่งพัฒนาชาติด้วยอุตสาหกรรมบันเทิงและด้วยทรัพยากรบุคคล การศึกษาถูกใช้เป็นสายพานพัฒนาชาติอย่างบ้าคลั่ง สถิติการฆ่าตัวตายไต่ระดับสูงขึ้นพร้อมกับการพัฒนาชาติ คนในชาติเริ่มจับสังเกตได้ว่า หากโตด้วยติ่งน้ำตาแบบนี้ ด้วยการศึกษาความเร็วสูงแบบนี้ ‘แฮงบก’ หรือคำว่า ‘ความสุข’ จะหายไป จึงเริ่มมีทางเลือกทางการศึกษาที่จัดโดยกลุ่มนักการศึกษา ครู ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายๆ รูปแบบ

Haja Center เป็นโรงเรียนทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นอันดับต้นๆ ในกรุงโซล

ศาสตราจารย์เฮจอง สังกัดมหาวิทยาลัยชื่อดังในสามอันดับต้นของโซล ที่ขึ้นต้นด้วยตัว Y

เราพบศาสตราจารย์เฮจองครั้งแรกที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ปี 2000 ในการประชุมการศึกษาทางเลือก Global Gathering เฮจองเล่าให้ฟังว่า เขาเปิดโรงเรียนที่เรียกได้ว่าเป็นโรงงานผลิตความคิดสร้างสรรค์ เป็นเหมือนแล็บทดลองให้เด็กได้ประกอบการความฝัน

เราได้ยินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หัวใจแทบหยุดเต้น อยากว่ายน้ำข้ามคาบสมุทรไปโซลทันที

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าเราจะได้ไปจริงก็เข้าไป 20 ปี

งานวิจัยของศาสตราจารย์เฮจองพบว่า สถิติของเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน (Drop Out) มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน เด็กๆ ที่อยากจะ ‘เท’ โรงเรียนพวกนี้รู้สึกว่า โรงเรียนที่ไม่ได้สร้างการเรียนรู้จะอยู่ไปทำไม พวกเขาจึงเลือกที่จะเดินออกมากลางทางจากโรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาลาออกจากการเรียนรู้

พื้นที่รองรับการแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์และเท่าทันความทุกข์ของเยาวชนในเกาหลีใต้ช่วงนั้น เป็นสิ่งที่ศาสตาจารย์เฮจองคิดว่าน่าจะเป็นแบบโรงงาน สตูดิโอ ที่เป็นแล็บให้เด็กผลิตงานแสดงออกจากศิลปะ วัฒนธรรม อย่างสนุกสนานบนเบื้องหลังของความคิดที่เป็นอิสระและแรงกดดัน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

Haja Center เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธันวาคม ปี 1999 มีชื่อเต็มๆ ว่า Seoul Youth Factory for Alternative Culture ด้วย 2 เหตุผล เหตุผลแรกอย่างที่ว่าไปข้างต้น และอีกเหตุผล เนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านอินชอน ซึ่งเป็นย่านที่มีสถานบันเทิงตอนกลางคืน มีเด็กวัยรุ่นตายถึง 56 คน

คำถามที่คนทั่วไปถาม คือทำไมเด็กวัยรุ่นที่ตามกฎหมายแล้วยังดื่มสุราและเข้าผับไม่ได้ ถึงได้ไปตายในผับเป็นจำนวนมาก

แต่ผู้ร่วมก่อตั้ง Haja กลับคิดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาถามสังคมว่า เราไม่มีสถานที่ดีกว่านี้ให้เด็กวัยรุ่นไปรวมหัวกันแล้วหรือ วัยรุ่นไม่ใช่ตัวปัญหา สังคมต่างหากที่ไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก คลับ 999 เป็นสตูดิโอแรกๆ ที่เกิดขึ้นใน Haja Center เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า สังคมต้องสร้างพื้นที่แสดงออกและบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ให้พวกเขา

03

โอปป้าบินมาอาสา

วันหนึ่งฟ้าก็ส่งโอปป้ามาเป็นอาสาสมัครให้เรา ประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เรายังทำศูนย์การเรียนทางเลือกเล็กๆ เพื่อเด็กชายขอบที่สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราได้รับอีเมลจาก Haja Center ว่ามีเด็กนักเรียน 2 คนที่สนใจอยากทำโปรแกรมอาสาสมัครมาอยู่ที่ประเทศไทย 3 เดือน เราเขียนอีเมลตอบกลับไปว่า เด็กมัธยมจริงๆ หรือที่อยากจะบินมาเองถึง 3 เดือนเพื่อที่จะมาเป็นอาสาสมัคร ทาง Haja ยืนยันว่าเด็กนักเรียนของเขาดูแลตัวเองได้ ออกแบบการเรียนเองได้ และทาง Haja อนุญาตให้เป็นหลักสูตรออกแบบร่วมกันระหว่างเด็ก โรงเรียน และเรา

ไฮยาชิ และ ชิเคง เป็นเด็กที่ตลอดเวลาการมาอยู่กับเรา 3 เดือน เล่นเป็นผู้กำกับการเรียนรู้ของพวกเขาเอง โปรเจกต์ที่พวกเขาตัดสินใจทำ คือการทำงานศิลปะกับเด็กๆ ชาติพันธุ์ในหมู่บ้าน ด้วยวัตถุดิบที่มีในพื้นที่มีให้ ตั้งแต่ทุ่งนา ป่าเขา สายฝน ต้นไผ่

ไฮยาชิ เขียนตำนานนิทานพื้นบ้าน บนฝาผนังบ้านไม้ไผ่ของชาวบ้าน

ชิเคง ทำเครื่องดนตรีจากกระบอกไม้ไผ่กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

ภาษาที่แตกต่าง ไม่เป็นอุปสรรคการเรียนรู้ได้เลย เขาทั้งสองใช้ศิลปะและดนตรี ฝ่าข้ามกำแพงนั้น

โรงเรียนแบบไหนกันที่เปิดน่านฟ้าให้เด็กมัธยม 2 คนที่เพียงได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรงเรียนเล็กๆ ชายขอบไทยพม่า ก็อยากจะบินมาเป็นอาสาสมัครได้โดยคิดหน่วยกิตให้ด้วย ถ้าโรงเรียนนั้นไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเด็กเพียงพอ และมองเห็นโอกาสสร้างสมรรถนะในการรู้ที่จะเรียน และเรียนอย่างไรด้วยตัวของผู้เรียนเอง เป็นหลักสูตรในหลักสูตรที่คิดใหม่ ทำใหม่ โดยตัวผู้เรียนเองอย่างแท้จริง เมื่อกลับไป ทั้งสองคนนี้ตัดสินใจไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นผู้ประกอบการสร้างกิจการเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมเล็กๆ ของพวกเขาเอง

04

ปัดฝุ่นปีกที่พับไว้

ปี 2018 อีกเกือบ 20 ปีจริงๆ ตั้งแต่ที่เราได้ยินเรื่อง Haja Center และได้โอกาสไปสัมผัสจังหวะหัวใจใหม่ของตัวเอง

เหตุผลที่เราไปอาจจะไม่ใช่ไปดูโรงเรียน Haja ซะทีเดียว แต่เราไปยื่นเอกสารสมัครเรียนทุน ป.โท สาขากำกับภาพยนตร์ที่มหาลัยศิลปะชั้นนำแห่งหนึ่งในโซล ทั้งที่เขาบอกว่าส่งทางไปรษณีย์ได้ แต่เราบอกว่า เราจะไปยื่นใบสมัครด้วยตาตัวเอง

จากกล้องตัวแรกที่ขอพ่อซื้อตอนประถมห้า ทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า จะต้องทำหนังให้พ่อได้ดูก่อนพ่อตาย ตอนน้ั้นพ่อเพิ่งหายจากโรคมะเร็ง เราจึงคิดว่า โอกาสนี้ล่ะนะที่เป็นของเรา ทำไมเกาหลีใต้ถึงส่งออกวัฒนธรรมบันเทิง และมีอิทธิพลไปทั่วโลกได้จริงอย่างที่เขาวางไว้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เราจึงเลือกที่จะมุ่งไปที่นั่น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

โอกาสการไปเยือน Haja Center เป็นเรื่องรองที่ไม่แพ้เรื่องแรก ก้าวแรกที่ได้เข้าไปเยือนสตูดิโอต่างๆ ที่เพื่อนครูพาเดินชม ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในมหาวิทยาลัยมากกว่าโรงเรียนมัธยม แต่ละสตูดิโอของการเรียนรู้ใจกลางเมืองโซล มีสตูดิโอประหยัดพลังงาน ปรับอุณภูมิได้ด้วยกำแพงฉาบด้วยดิน และแผงปะจุุกำแพงที่บุด้วยเสื้อผ้ามือสองที่มีเหลือเฟือในความเป็นอยู่ของเมือง แทนที่จะต้องไปหาฟางที่เป็นวัสดุที่อยู่ในต่างจังหวัด นับเป็นการประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ตามต้นทุนที่พวกเขามี

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

กระบะปลูกข้าวที่ลานจอดรถ ถังเก็บน้ำฝนบนอาคารเพื่อสำรองน้ำใช้ในสวนผักแนวตั้ง แปลงผักบนดาดฟ้าสำหรับชุมชนรอบๆ โรงเรียน คาเฟ่คลับของแม่ๆ ที่มีเวลาว่างจากงานบ้านมาสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันในโรงอาหารของโรงเรียน สตูดิโองานไม้จากไม้อัดลังของโชว์รูมขายรถเบนซ์ที่เด็กๆ ไปขอมาไว้ใช้ทำโต๊ะหนังสือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในโรงเรียน

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอจักรยานมือสองซึ่งไปรวบรวมจักรยานเก่าๆ ที่ชาวเมืองไม่ใช้แล้ว มาประกอบเป็นจักรยานปั่นไปทำแผนที่ชุมชนรอบเมือง และปั่นเป็นเครื่องเก็บไฟเวลาโรงเรียนมีงานคอนเสิร์ตหรือไฟดับ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม
Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สตูดิโอโมเดิร์นที่มีเวที ฉาก เครื่องไฟ อุปกรณ์การถ่ายทำ ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว แอนิเมชัน กราฟิก แบบ Full HD ออกอากาศตามสถานีได้

ทุกมุมทุกห้องสตูดิโอใน Haja Center เปรียบเสมือนห้องเรียนในฝัน ที่จับต้องความฝันของเด็กวัยมัธยมได้จริงๆ ก่อนที่จะเลือกไปมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ได้ โดยมีงบกลางจากรัฐเป็นผู้สนับสนุน ทางโรงเรียนเพียงเขียนเสนอทรัพยากรที่พวกเขาอยากจะได้ แม้แต่อาคารเรียนนี้ ก็ได้มาจากการที่กลุ่มศาสตราจารย์ที่ก่อตั้งโรงเรียนนี้เห็นว่า รัฐมีอาคารที่ไม่ได้ใช้ให้สมประโยชน์ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยอยู่มากมาย ทำไมไม่เอามาทำเป็นสถานประกอบการทางการศึกษาที่ดำเนินงานโดยเอกชนที่มีศักยภาพเสียเองล่ะ

3 เดือนหลังจากกกลับมาจากเกาหลีใต้คราวนั้น เราได้รับอีเมลจากมหาวิทยาลัยศิลปะที่เราไปสมัครเรียน ป.โท ว่า เราไม่ได้รับทุนการศึกษา เราต่อสายตรงไปที่มหาวิทยาลัยทันที เพื่อขอเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ได้ เพื่อจะได้ปรับปรุงต่อไปในปีหน้า ทางมหาวิทยาลัยบอกว่า คนสมัคร 6,000 คน มีทุนให้ 6 ทุน ไม่ต้องเสียใจและไล่บอกเหตุผลแต่ละคนไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงไม่ได้ เราร้องไห้ถอดหายใจอยู่สามวัน

05

ซักผ้าไม่ต้องเข้าเครื่องซักผ้าก็ได้ : มหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบเสมอไป

ใครจะรู้ว่า ปีต่อมา เราได้กลับไปยืนร้องไห้อีกรอบที่หน้ามหาวิทยาลัยที่ไม่ให้ทุนการศึกษาเราในปีก่อน โดยที่ไม่ได้ไปเรียน เราก็ได้กลับไปกำกับภาพยนตร์สารคดี บินสิ! ของเราเอง และวันเปิดกล้องเราก็ได้พบและสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ที่เราหวังว่าจะได้ไปเรียนกับเขาในมหาวิทยาลัยนั้น อีชางดง (Lee Chang-dong) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Burning ที่ได้รางวัลระดับคานส์ และฝากฝังตัวเป็นลูกศิษย์แบบแอบพักลักจำกันอยู่ห่างๆ

อีชางดง เล่าให้เราฟังว่า เขามีเรื่องใบไม้สีม่วงในวัยเด็กเหมือนกัน แต่ของเขาต่างจากเราตรงที่เขาเจอครูที่ไม่ฆ่าจินตนาการของเขา วัยเด็กเขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน แม้แต่สีเทียนยังไม่มีใช้ เวลาครูให้วาดภาพ เขาต้องรอสีที่เหลือจากเพื่อนๆ และสีที่เหลือมักจะเป็นสีที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น สีม่วง สีเทา วันนั้นที่ครูบอกให้วาดภาพป่าไม้ เขาใช้สีเทาและสีม่วง ระบายสีป่าไม้ของเขา ครูกลับบอกว่า เขามีความคิดสร้างสรรค์และได้รางวัลชนะเลิศ

ต่างกับครูของเราที่คอยสกัดความฝันด้วยการบอกว่า ใบไม้สีม่วงไม่มีจริง วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล

เหมือนการได้พบกับเรื่องราวของ ลุงอีชางดงและ Haja Center จะปลอบใจเราว่า ‘แควนชันนา’ ในภาษาเกาหลีที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกนะ’ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบของการเรียนรู้เสมอไป คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เดินทางเติบโตไปกับความฝันของเขาได้ ถ้าเขายัง ‘รักที่จะเรียนรู้’

แน่นอน น้ำตาที่ไหลหน้ามหาวิทยาลัยศิลปะแห่งนั้น ในรอบนี้เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและเชื่อใจในความรักที่จะเรียนรู้ของตัวเราเองเสมอมา

Haja Center บอกเราเสมอว่า ทุกคนเป็นผู้ประกอบการความฝันของตัวเองได้ ณ ที่ตรงนั้น ณ ที่ตรงนี้ ตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สายพานที่สังคมวางไว้ก็ได้จริงๆ

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

06

ถอยสามก้าวสิบ

Haja Center แบ่งได้เป็น 3 ยุคสมัย

สมัยแรก ปี 1999 – 2006 จัดกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบของสตูดิโอที่เน้นไปทางดนตรี ศิลปะร่วมสมัย การออกแบบกราฟิก กิจกรรมสร้างสรรค์ทั้้งหลาย

สมัยที่ 2 ปี 2006 – 2010 เริ่มมีโครงการผู้ประกอบการเพื่อสังคมสำหรับเยาวชน ทำให้เขาได้สำรวจอาชีพในเชิงเศรษฐกิจเพื่อสังคม

สมัยที่ 3 ปี 2010 – ปัจจุบัน เริ่มสร้างชุมชนต่างวัยให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เยาวชน ผู้ใหญ่ คนสูงวัย เป็นลักษณะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน เน้นเรื่องการพึ่งตนเอง การร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมสาธารณะที่ดีขึ้น

จะเห็นได้เลยว่า ทิศทางของ Haja Center ปรับและเปลี่ยนในทุกทศวรรษ จากการเน้นเรื่องการสร้างปัจเจกชนที่มีพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ทศวรรษที่ 2 ก็พบว่าแค่นั้นไม่พอ การสร้างผู้ประกอบการทางความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นให้อยู่รอดทางเศรษฐกิจเพื่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญ

และมาถึงทศวรรษที่สามของ Haja Center การสร้างชุมชนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างวัยและทักษะการที่ยั่งยืน คือการพึ่งตัวเองได้ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานของชีวิต เป็นสิ่งที่สร้างให้สังคมดีขึ้น

ระหว่างทศวรรษ Haja Center ถอยหยุดพัก เพื่อทบทวน ประมวลผลสิ่งที่พวกเขาเดินกันมา เพื่อที่จะก้าวต่อไปอีก 10 ปีอย่างเข้าใจและเท่าทันสังคมที่เปลี่ยนไปไวกว่าตาพวกเขาจะเห็น

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

07

ตั้งคำถามกับการศึกษา หาคำตอบจากการเรียนรู้

ถ้ามีโอกาสได้กลับไปที่เกาหลีใต้อีกครั้ง เราอยากกลับไปคุยกับ Haja Center เรื่องเหตุการณ์โรคระบาด วิกฤตสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าเดิมนี้ เราเชื่อเหลือเกินว่า พวกเขาจะถอย ทบทวนกันอีกรอบ เพื่อที่จะก้าวต่อไปใหม่ อย่างเท่าทันกับโรคและโลกเร็วขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วบ้านเราเองล่ะ ฟังสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาว่า เราจะเลื่อนเปิดเทอมการศึกษาของเด็กนักเรียนออกไป 2 เดือน ระหว่าง 2 เดือนนี้ ท่านได้กล่าวว่า สำหรับเด็กชั้นประถม การเรียนออนไลน์หรือทางไกล เรามีหลักสูตรการเรียนทางไกลที่ใช้กันมานานแล้ว ก็เพียงพอแล้วสำหรับพื้นฐาน

ในฐานะที่เป็นคนสนใจเรื่องการศึกษาคนหนึ่ง อยากบอกว่าเรากำลังเสียโอกาสที่จะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างให้เด็กและเยาวชนของเราเรียนรู้ หลักสูตรที่คิดมาเป็นทศวรรษเพื่อส่งให้ห้องเรียนเรียนแบบเหมารวม จะมาทันสมัยกับยุค COVID-19 บุกโลกได้อย่างไร อาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาจากยุคปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นสิ่งที่หลักสูตรที่สร้างเมื่อทศวรรษที่ 19 ไม่ได้บรรจุไว้สอนแน่นอน

ลองทำการบ้านส่องมองเรื่องของการจัดการศึกษาเรียนรู้รอบๆ บ้านเราได้ อาทิ Haja Center นี้

Haja Center รร. ที่เปิดเพื่อปลดความทุกข์เยาวชนในยุคเกาหลีใต้พัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม

สิ่งที่เราจะทำในเวลาที่ต้องถอยกลับกันมาหลายก้าวในตอนนี้ เป็นโอกาสในการสร้างหุ้นส่วนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ จากการให้โรงเรียน ครู และกระทรวง เป็นศูนย์กลางถือหุ้นการศึกษาเป็นใหญ่ โอนให้ผู้เรียนเอง ผู้ปกครองเอง ชุมชนเอง สังคมเอง ถือหุ้นการศึกษาเป็นศูนย์กลาง

แล้วกระทรวง ครู ระบบ เป็นแค่ ‘เวที’ หรือ ‘ก้อนหินให้พวกเขาก้าวข้าม’ ผู้หนุนเสริมให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง บ้านชุมชน สังคม ได้เป็นนักแสดง ผู้เล่น ผู้กำกับ นักออกแบบเรียนรู้จากปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตแต่ละคนของพวกเขา เรียนที่จะรู้ว่าจะเรียนอย่างไร เรียนไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ผู้รอรับหลักสูตรเหมารวมจากส่วนกลางที่สร้างมาตั้งแต่สมัยที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนยังไม่ผลิต

โลกไม่สำเร็จรูปเหมือนมาม่าในซองให้เราอีกต่อไปแล้ว การเรียนในโรงเรียน หลักสูตรสำเร็จรูปเป็นแท่งสาระ 8 วิชา และเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ ​ก็ไม่น่าใช่คำตอบอีกต่อไปแล้วสำหรับโลกที่ต้องหยุดล็อกดาวน์ด้วยไวรัสตัวเล็กที่เราแทบมองไม่เห็น

08

ฮาวทูเทโรงเรียน

กลับไปที่ยุคอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันค่ะ ไอสไตน์บอกว่าทุกคนคืออัจฉริยะ

กลับมายุค COVID-19 บอกเราว่า เราต้องรักษาระยะห่างทางสังคม นั่นหมายความว่าโรงเรียนจะยัดนักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน เวลาเดียวกัน หรือไปเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อีกนานแค่ไหนไม่รู้

กลับมาที่เราบอกว่า จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ งานที่เราไม่รู้จักอีกต่อไป เกิดขึ้นมาใหม่หลายร้อยอาชีพ เลือกเรียน 4 ปีในมหาวิทยาลัย เพื่อจะออกไปประกอบอาชีพนั้นไม่ทันแล้ว

เหมือนว่าโลกตอนนี้ต้องการจบครบในตัวคุณเองมากมายหลากหลายทักษะในตัว มากกว่าการเป็นลูกจ้างรอเงินเดือน

โลกและโรค กำลังบีบอัดเราให้ค้นหาอัจฉริยะของเราให้ได้ ถึงจะอยู่รอด

ไอสไตน์พบอัจฉริยะของเขาได้จากการทดลอง ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อจะค้นหาคำตอบที่เขาตั้งสมมติฐาน

เวลานี้เป็นเวลาที่แสนดีที่จะให้นักเรียนของเราได้ทดลอง ค้นหาสิ่งที่เขาสนใจ มีคำถาม ตั้งคำถาม

คำถามง่ายๆ ก็ได้ เกิดมาเพื่ออะไร อยากทำอะไรไปเพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไร เพื่อไปถึงจุดนั้น

พ่อแม่ ครู มองดูอยู่ห่างๆ เห็นลูกๆ ล้มก็ไม่ต้องรีบไปประคอง ลองให้เขาได้ลุกเอง สังเกตก็ได้ว่า ล้มครั้งต่อๆ ไป เขาจะลุกเองได้เร็วขึ้นและทะมัดทะแมงขึ้น

ตัวพ่อแม่เอง สถานศึกษาเอง ก็มีงานที่ต้องคลิก ปรับตัวกลับมาเป็นผู้เรียนรู้กันใหม่ให้ทันโรคและโลกด้วยเช่นกันหรือเปล่า แม้ว่าปัญหาปากท้องจะรุมเร้า เราก็ไม่อาจวางใจ ปล่อยให้หน้าที่ให้การศึกษาเรียนรู้ของลูกหลานเราไปอยู่ในมือโรงเรียนเหมือนเก่าได้อีกแล้ว

เรากลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะเราไม่เคยมีปกติเดิมที่พาเราก้าวทันโลกที่โอบอุ้มเราไว้เลย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

น้อยใจในการศึกษา

เด็กหลายคนที่ไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาไม่อยากเรียนหนังสือ แต่อาจเป็นเพราะโรงเรียนไม่ได้สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต และซ้ำยังฆ่าจินตนาการในการใช้ชีวิตของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัว

ห้องเรียนศิลปะเคยเป็นที่โปรดปราน แต่แค่ไม่กี่ชั้นปีของการศึกษา เราก็เริ่มจับทางได้ว่าครูศิลปะจะสั่งให้วาดอะไรเพื่อส่งประกวด ทุกปีจะมีหัวข้อเหมือนๆ กัน เช่น เรารักป่าไม้ ซึ่งเรารู้ว่าจะวาดอย่างไรให้ชนะ

วันหนึ่งในชั้น ป.5 เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่เราควรจะได้วาดภาพอย่างที่เราจินตนาการ ไม่ใช่วาดเพื่อเดาใจกรรมการ และวาดตามที่อาจารย์คาดหวัง

‘ใบไม้สีม่วง’ เป็นภาพวาดในจินตนาการที่เห็นในตอนนั้น เราชอบสีม่วง และมันเป็นสีที่ไม่ได้ค่อยได้ใช้ตอนวาดภาพตามโจทย์ของโรงเรียน แวบแรกที่ครูเห็นภาพใบไม้สีม่วง ครูก็พรั่งพรูออกมาเป็นชุด “วาดอย่างนี้ไม่ได้นะ วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล เธอเป็นความหวังของห้อง…”

เด็กน้อยผู้น่าสงสารตอนนั้นตอบไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ได้อยากจะได้รางวัลจากใครแล้ว”

ครูยังไม่หยุด ไม่พอใจ แล้วก็บอกว่า “ใบไม้สีม่วงของเธอน่ะไม่มีจริงหรอก”

คำนี้ทำให้เด็กน้อยคนนั้้นร้องไห้ปล่อยโฮ

มันจะไม่มีได้ไง ในเมื่อมันชัดในจินตนาการของเด็กน้อยขนาดนั้น

ตั้งแต่วันนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่ได้เชื่อครูอีกต่อไป เธอตั้งใจไว้ว่า สักวันเธอต้องหาโรงเรียนในแบบที่จินตนาการไว้ให้เจอ ถ้าไม่มี วันหนึ่งเธอก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

02

แรงแห่งจินตนาการ

10 ปีต่อมา ค.ศ. 2000 เด็กน้อยคนนั้นบอกแม่ว่า เธอหาทุนไปเรียนเมืองนอกด้วยตัวเองที่โรงเรียนอัปปาทีนาส์ (Upattinas School) รัฐฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โรงเรียนทางเลือกที่เริ่มต้นจากครอบครัวซึ่งลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยกันเอง

ชื่อโรงเรียนมาจาก 3 คำนี้ Up At และ Tina หมายถึงที่บนเนินบ้านของธีน่า สถานที่ก่อเกิดโรงเรียนซึ่งให้ทุนไปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตร Teacher Certificate จากองค์กร National Coalition of Alternative Community Schools (NCACS) ในสหรัฐอเมริกา ทุนการศึกษาสำหรับหลักสูตรครูทางเลือกนี้ เราต้องออกแบบการเรียนรู้ของเราเองว่าจะเรียนอย่างไร ประเมินผลอย่างไร ใช้เวลาเรียนอย่างไร และนานเท่าไหร่ ข้อกำหนดมีอย่างเดียว คือต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือสอน

ไม่มีใครรู้เลยว่า การบินสูงและบินไกลครั้งนั้น ทำให้ได้พบใบไม้สีม่วงที่ครูประถมบอกว่า “ไม่มีจริง”

วันแรกที่เข้าไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนอัปปาทีนาส์ แซนดี้ เฮิร์ส ผู้หญิงร่างท้วม ผมสีดอกเลา อายุราว 50 หน้าห้องทำงานของแซนดี้มีดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองสดใสบานยิ้มแย้มตลอดฤดูใบไม้ผลิ เรายื่นหลักสูตรการเรียนที่ออกแบบไว้อย่างดีให้แซนดี้บนโต๊ะทำงานของเธอ แซนดี้ยิ้มแล้วค่อยๆ เปิดทีละหน้า อ่านอย่างตั้งใจอยู่หลายนาที แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตา ยิ้มอ่อนๆ ให้ “น่าสนใจมากๆ เป็นหลักสูตรที่สร้างสรรค์มากๆ”

แซนดี้เลื่อนหลักสูตรนั้นคืนมาให้ พร้อมกับบอกว่า “พร้อมหรือยังที่จะโยนหลักสูตรนี้ทิ้งไปได้ทุกเมื่อ”

บทเรียนที่หนึ่งของโรงเรียนนี้คือ “นักเรียนและครูจะออกแบบหลักสูตรและเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่า หลักสูตรจะวางไว้ดีขนาดไหนก็ถูกโยนทิ้งได้ตลอด ถ้านักเรียนไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในการออกแบบการเรียนรู้ไปด้วยกัน”

ความรู้สึกที่เดินออกมาจากห้องแซนดี้ คือกลัวๆ และมึนๆ ไม่แน่ใจว่าจะเอาอะไรไปสอน ถ้าครูฝึกสอนมือใหม่คนนี้ไม่มีคัมภีร์หลักสูตรที่เขียนไว้

คำทิ้งท้ายในวันแรกของแซนดี้ยังมีอีกว่า “อย่าคิดว่าครูเป็นผู้คุมความรู้เพียงคนเดียวในห้องเรียน ถ้าถือแบบนั้นเมื่อไหร่ การเรียนรู้ที่แท้จริงระหว่างครูและนักเรียนจะ ‘พัง’ ไปด้วยกัน”

แล้วก็พังจริงๆ การเรียนการสอนเดือนแรกของครูฝึกสอนคนนี้พังมากๆ กลับบ้านปวดท้อง ร้องไห้เลยทีเดียว เด็กๆ ไม่ใช่ไม่ฟังเราเลย แต่เด็กๆ ถามแบบที่เราไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบ เดือนที่สองเมื่อเราเริ่มตั้งสติได้ เริ่มสกัดความกลัว เปิดตาเปิดใจ แล้วสัมผัสไปรอบๆ ว่า ที่นี่เขามี ‘วิถี’ อย่างไร

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง
Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

03

โฮมรูม

ทุกเช้าแทนที่จะเข้าแถวตรงยืนเคารพธงชาติ สวดมนต์ เด็กๆ และครูทุกคนจะไปรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเรียน เด็กๆ และครูที่ถูกเลือกจะเป็นผู้ดำเนินการประชุมโฮมรูมสลับกันไป แต่ละวันจะเริ่มด้วย “วันนี้ใครมีอะไรจะบอกจะเล่า และใครรู้สึกอะไรกันบ้าง แล้วจบด้วยการประกาศต่างๆ ของวัน เช่น ใครจะเปิดห้องเรียนอะไร แต่ละชั้นหรือกลุ่มเรียนจะทำอะไรกันบ้าง”

“เมื่อวานนี้หนูได้กระต่ายใหม่ หนูขออนุญาตเอามาเล่นที่โรงเรียน และให้เพื่อนๆ ช่วยกันตั้งชื่อให้ได้หรือเปล่า”

“พรุ่งนี้หิมะจะละลาย เราจะไปดูลำธารน้ำไหลกันในป่าและปิกนิกกันที่นั่น ใครสนใจจะไปบ้าง”

“สัปดาห์หน้ามีละครโอเปร่าจากรัสเซียมาแสดงที่หอศิลป์ในเมือง ใครสนใจจะไปบ้าง เราจะได้จองตั๋วและจองรถตู้โรงเรียนไป”

“อีริคไม่มาโรงเรียนหลายวันแล้ว เพื่อนๆ ในห้องเรียนได้ยินมาว่า พ่อเขาป่วย เราควรไปให้กำลังใจอีริคกันหรือเปล่า”

เวลาของช่วงโฮมรูม เป็นเหมือนช่วงเวลาที่ทุกคนในโรงเรียนจะได้รับรู้สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคน ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามจังหวะการเรียนของแต่ละคนในแต่ละวัน

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

04

จังหวะการเรียน

ที่นี่วางระดับการเรียนไว้ 3 ระดับ ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ไม่มีการเรียนเป็นคาบ ไม่มีวิชาบังคับ นักเรียนคละห้อง เรียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนได้ทุกระดับ หรือมาโรงเรียนแล้วไม่เข้าเรียนห้องเรียนไหนเลยก็ได้ จะเล่นสเก็ตบอร์ดทั้งวัน จะนอนนิ่งๆ ทั้งวันก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะที่นี่เชื่อว่า แต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้ของตัวเอง

05

ตรงไหนก็เกิดการเรียนรู้ได้

ที่นี่แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน โซนแรก คือโถงใหญ่ที่ใช้เป็นโฮมรูม เป็นอาคารทำด้วยหินโล่งๆ เป็นห้องครัว ห้องอาหาร และห้องเรียนอเนกประสงค์อีก 2 ห้อง และมีห้องใต้หลังคา

โซนที่สอง โรงยิมและห้องเรียนด้านศิลปะ ห้องถ่ายภาพอัดภาพขาวดำ ห้องดนตรี ห้องเรียนบทกวี ห้องเรียนภาษาต่างประเทศ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องพักผ่อน

โซนที่สาม นอกอาคาร สวน สนามหญ้า ลานกีฬา สเก็ตบอร์ด ที่ซ่อมจักรยาน โรงเรือนเกษตร ป่าหลังโรงเรียน

แต่ละวันเราจะเห็นทุกคนอยู่ตามที่ต่างๆ จับกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ ตามสบาย ทำกิจกรรมตามเรื่องวาระของแต่ละคน

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

เด็กคนหนึ่งตั้งแต่เริ่มเข้ามาโรงเรียนนี้ เขามักจะนอนเหมือนหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ห้องพักผ่อนทั้งวัน ไม่เห็นไปเข้ากลุ่มเรียนใดๆ กับใคร เวลาและสถานที่เดียวที่เราจะเห็นเด็กคนนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมา คือตอนที่เขาเล่นสเก็ตบอร์ดอยู่คนเดียว

วันหนึ่งในการประชุมครู ตัวเองถามในที่ประชุมว่า “เด็กคนนั้นไม่เรียนรู้อย่างอื่นเลยเหรอ เป็นอย่างนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว คณะครูควรยื่นมือเข้าไปช่วยอะไรไหม” ดูเหมือนครูหลายคนไม่ได้ร้อนใจ ไม่ได้เห็นเป็นปัญหาใหญ่เหมือนเราเลย

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

ครูคนหนึ่งบอกเราว่า ลองไปเล่นสเก็ตบอร์ดกับเด็กคนนั้นหรือยัง

วันรุ่งขึ้นเรากลั้นใจเดินไปหาเด็กคนนั้น แล้วถามเขาเรื่องสเก็ตบอร์ด เขามองหน้าแบบไม่ได้แยแสเราเท่าไหร่ในตอนแรก แต่พอเห็นเราสนใจจริงๆ เขายื่นสเก็ตบอร์ดมาให้ แล้วสอนให้เราลองเล่น ‘พัง’ ไม่เป็นท่าอีก เด็กหัวเราะใส่อย่างสะใจ

แต่จากความสะใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เด็กเริ่มเล่าเรื่องตัวเองให้เราฟังหลายอย่าง เริ่มมีหลายคน เข้าไปเล่นสเก็ตบอร์ดกับเรา เริ่มมีคนเอาสเก็ตบอร์ดมาให้เขาซ่อม ในที่สุดเขารู้สึกว่าเขาได้รับการยอมรับจากคนในโรงเรียน และเริ่มเปิดใจยอมรับคนอื่นๆ เราเริ่มเห็นเขาพูดอะไรบางอย่างในช่วงโฮมรูม และเห็นเขาปรากฏตัวในอีกหลายห้องเรียน

06

จงฉวยโอกาสในการเรียนรู้

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง เด็กๆ ไม่ยอมเรียนอยู่ในห้องเรียนสักเท่าไหร่ ในวันที่หิมะละลาย ทุกคนต่างชวนกันไปเล่นในป่า ดูหิมะที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นสายธาร เด็กๆ ชอบไปป่าหลังโรงเรียนมาก มีกฎอยู่ไม่กี่ข้อในการเข้าไปในนั้น เรื่องแรกคือ ห้ามไปมีเพศสัมพันธ์กันในนั้น ไม่ไปคนเดียว หรือถ้าจะไปคนเดียวจริงๆ ต้องแจ้งให้ใครทราบ

ในป่ามีบ้านเล็กบ้านน้อยของเด็กๆ ประถม มีห้องเรียนศิละปะที่ไปเรียนกันในนั้น มีห้องเรียนถ่ายภาพที่ไปบันทึกภาพกันในนั้น

การซึมซับ ‘วิถี’ การเรียนของที่นี่ค่อยๆ เป็นไปช้าๆ เดือนที่ 3 อาการปวดท้องร้องไห้กลับบ้านจึงหายไป

ถึงเวลาที่เราคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะประกาศในห้องโฮมรูมแล้วว่าจะสอนอะไรในโรงเรียนนี้กันแน่ สิ่งที่ประกาศออกไปคือ ครูฝึกสอนใหม่คนนี้ จะทำทริปให้คนที่สนใจเรื่องวัฒนธรรมไทยเดินทางไปประเทศไทย

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

ก่อนที่จะไปทริปด้วยกัน เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ผ่านภาษา อาหาร ศิลปะ ประเพณี

ปรากฏว่ามีเด็กและครูสนใจร่วมคลาสฉันเกือบ 30 คน และเรามาออกแบบการเรียนรู้ด้วยกันว่า ถ้าจุดหมายปลายทางของเราคือการทำทริปนี้ เราจะต้องเรียนอะไรกันอย่างไร รวมทั้งหาทุนจากที่ไหน

ห้องเรียนของวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนไทย-อเมริกันจึงเกิดขึ้นทุกที่ ในโรงอาหาร พวกเราเรียนทำอาหารไทยด้วยกัน และทำขายเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน ไปวัดไทยในนิวยอร์กด้วยกัน เพื่อเรียนขนบประเพณีทางศาสนาพุทธที่นั่น พวกเราทำกิจกรรมคอนเสิร์ตรำไทย เด็กๆ เรียนรำไทย เรื่องไทยๆ กลายเป็นเรื่องฮิตติดปากของโรงเรียน เราได้ยินคำทักทายในโรงเรียนด้วยคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’ ตอนเช้า ‘อร่อย’ ตอนอาหารกลางวัน และ ‘นอนหลับฝันดี’ ตอนกลับบ้าน

ครูและเด็กอาจจะกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ปลายทางไว้ด้วยกัน แต่จังหวะก้าวระหว่างทางเดินไปถึงนั้น เราต้องเดินไปด้วยกัน เป็นหุ้นส่วนการเรียนรู้ด้วยกัน จริงๆ เรามีปีการศึกษาที่คึกคักและสนุกกันมากมาย สุดท้าย ครูและเด็ก 14 คน หาทุนกันจนครบและได้ทำทริปมาประเทศไทยด้วยกัน 6 สัปดาห์

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

06

ครูที่มีอิสระ

ครูที่ปรึกษาของฉันชื่อ จิม คอนเนอร์ เขาตัดสินใจมาสอนที่นี่เพราะแซนดี้บอกว่า เขาสะสมวันหยุดยาวได้ปีละ 2 เดือน เพื่อไปปั่นจักรยานในยุโรปอย่างที่เขาฝันไว้ ขอเพียงแค่นำประสบการณ์นั้นมาบอกเล่าให้นักเรียนฟัง

ที่นี่ครูมีอิสระเสรีในการอำนวยการเรียนการสอน โดยไม่มีอำนาจเหนือกว่าเด็ก ครูปฏิเสธคำถามข้อกังขาของเด็กไม่ได้ แต่ครูมีอิสระที่ไม่ต้องเป็นผู้ที่มีคำตอบเพียงคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ครูฝึกสอนมือใหม่อย่างเราไม่ปวดท้องร้องไห้กลับบ้านก็เพราะสิ่งนี้ การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เคารพ แต่เป็นความเชื่อมั่น เชื่อใจ และศรัทธา ที่มนุษย์พึงมีให้กัน ในการให้และรับโอกาสในการเรียนรู้ ผิดพลาด แก้ไขและเติบโต

ในห้องโฮมรูมตอนเช้า เราจะเห็นได้ชัดว่าเด็กและครูมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในการโหวตเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

เราต่างมีอิสระเสรีเหมือนกัน เพียงแค่ทำหน้าที่ต่างกัน

07

เมื่อฉันพร้อมสำหรับโลกใบใหญ่ขึ้น

สิ่งที่น่าสงสัยมาตลอด คือระบบการประเมิน เมื่อไม่มีการสอบและให้เกรด เราจะใช้ไม้บรรทัดไหนประเมินการเรียนรู้

วันหนึ่งมีประกาศในโฮมรูมว่า จะมีการนำเสนอผลงานของจัสมินและเทรวิส นักเรียนชั้นมัธยมปลายที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางด้วยรถตู้ที่วิ่งด้วยน้ำมันใช้แล้วจากร้านเคเอฟซี แมคโดนัลด์ เพื่อไปเรียนรู้ในฟาร์มออร์แกนิกทั่วอเมริกา นั่นคือโปรเจกต์ทั้งปีของสองคนนี้

ห้องนำเสนอการจบการศึกษาของทั้งสองคือห้องที่ใช้โฮมรูม ห้องโถงใหญ่ที่สุดของโรงเรียน เพราะมีทั้งครูและนักเรียนแสดงความสนใจเข้าร่วมการนำเสนอนี้เป็นจำนวนมาก จัสมินและเทรวิสนำเสนอด้วยรูปภาพขาวดำอย่างน่าสนใจ จัดเป็นนิทรรศการภาพทั่วห้อง จัสมินเป็นนักร้องด้วย เธอร้องเพลงที่แต่งจากประสบการณ์ประกอบ

ระหว่างการนำเสนอหากใครมีคำถามก็ถามได้ตลอด ทางโรงเรียนมีคณะกรรมการพิจารณาการจบการศึกษา 3 – 4 คน และคนที่เข้ามาฟังก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินการจบการศึกษาของทั้งคู่ด้วย คำถามและคำตอบที่ยังไม่เคยลืมจนถึงวันนี้คือ

“คุณทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่า คุณควรจะจบการศึกษาจากที่นี่”

“เราพร้อมที่ออกไปสู่โลกใบใหม่นอกโรงเรียนนี้แล้ว”

ทุกคนในห้องปรบมือให้ และเข้าไปกอดทั้งสองคนเพื่อแสดงความยินดี

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

08

ศูนย์ทรัพยากรอัปปาทีนาส์

อีกเรื่องที่น่าประทับใจ คือการดำเนินกิจการของโรงเรียนด้วยแรงใจและแรงทรัพยากรของโรงเรียนและชุมชนร่วมกัน แซนดี้ตระหนักว่าภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ปกครองและเด็ก การกู้ยืมทางการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของคนอเมริกันมายาวนาน

โรงเรียนนี้จึงใช้วิธีสร้างสรรค์ทรัพยากรแลกเปลี่ยนกัน ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ผู้ปกครองเข้ามาอาสาทำงานในโรงเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนค่าเล่าเรียนได้ ถ้าทางโรงเรียนต้องการวัสดุอุปกรณ์การเรียนใดๆ ชุมชนก็จะช่วยกันระดมทุนให้ เพื่อลดต้นทุนทางการศึกษาลงให้เหลือน้อยที่สุด และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาของที่นี่เปิดให้ชุมชนเข้ามาใช้ร่วมกันได้

09

ปิดฉากอัปปาทีนาส์ อาลัยรักแซนดี้ เฮิร์ส

มกราคม พ.ศ. 2563 ระหว่างที่เดินทางถ่ายทำรายการ บินสิ! อยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เราได้ข่าวทางเฟซบุ๊กว่า แซนดี้ เสียชีวิตแล้ว 

แซนดี้เคยบอกเราว่า “หลักสูตรที่เราออกแบบในการฝึกสอนดีมาก แต่ให้พร้อมโยนมันทิ้งไป เพราะผู้เรียนต่างหากต้องเป็นคนออกแบบการเรียนรู้เอง ครูเป็นเหมือนโค้ชที่คอยแนะนำ ส่องทาง ผู้เรียนต้องเป็นคนที่เขียน วาด ละเลง ลองผิดลองถูกกับสิ่งที่ตัวเองเลือกจะเรียนรู้”

หากใครมีปัญหาอะไรใดๆ ในการเรียนการสอน เข้าไปพบกับแซนดี้เพื่อล่าให้เธอฟังตรงๆ ได้ และเธอก็มักมีรอยยิ้มให้เราเสมอทุกคำถาม

เรานึกถึงคำปลอบโยนของแซนดี้ที่ว่า

“เด็กๆ อยากจะรู้จักครูของเขาเหมือนเพื่อนมากกว่าคนที่คอยสั่งสอนให้ความรู้ ลองทำตัวเป็นเพื่อนกับเด็กๆ สิ แล้วจะสนุกไปด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน ครูก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ”

ได้ยินอย่างนั้น ครูมือใหม่อย่างเราก็เดินกำมือเข้าห้องไป แล้วแบไต๋ในมือออกมาเป็นลูกอมจากไทย แจกให้เด็กๆ ชิม เราทำลูกอมตกพื้น ด้วยความเป็นเด็กอเมริกัน นักเรียนก็เอาตีนคีบลูกอมส่งคืนให้เรา เราตกใจไปอีก พ่อแม่สั่งสอนว่าไม่ให้ใช้ตีนชี้ให้ผู้ใหญ่ แต่นี่เอาตีนคีบลูกอมส่งให้ครูเลยเหรอ

ยังๆๆ เรากำลังจะโกรธ แล้วก็นึกคำของแซนดี้ขึ้นมาได้

“ครูควรเป็นเพื่อนกับเด็กๆ”

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

เราเลยแจกยิ้ม หยิบลูกอมจากตีนของเด็กนักเรียนที่คีบส่งมาให้ เอามาฉีกกิน เด็กๆ ก็ยิ้มตาม

วันนั้นเราชวนเด็กๆ คุยกันเรื่องประเทศไทย แทนที่จะสอนเรื่องประเทศไทย เราก็คุยกันว่า ถ้าอยากจะรู้จักประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ควรเรียนกันอย่างไรดี

แล้วเราก็ได้หลักสูตรการเรียนของเราว่า “เราจะเรียนวิชาวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนด้วยการเดินทางไปประเทศไทย เพราะไม่มีวิธีการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมประเทศไหน จะดีกว่าการเดินทางไป กิน อยู่ ในประเทศนั้นๆ”

ครูฝึกสอนหน้าใหม่คนนี้ก็เดินไปห้อง ผอ. บอกแซนดี้อย่างฮึกเหิมว่า “เราจะทำทริปพาเด็กๆ ไปประเทศไทย ในวิชาการฝึกสอนของเรา”

แซนดี้หัวเราะแล้วบอกว่า ต้องอย่างนี้สิ! ที่เรียกว่า Liberate your curriculum. หรือใช้ชีวิตให้เป็นบทเรียน

ทิ้งทุกหลักสูตรการสอน ตำรา แล้วออกไปใช้ชีวิต

หลักสูตรนี้เรียน 3 ปี แต่เราขอแซนดี้จบ 2 ปี เพราะรู้สึกว่าเราพร้อมที่จะกลับเมืองไทยมาทำโรงเรียนของเราเองแล้ว

แซนดี้บอกเราเสมอว่า อยากจะมาเยี่ยมโรงเรียนแบบที่เราจินตนาการ แต่แซนดี้จากโลกนี้ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มาเยี่ยมบ้านและโรงเรียนของเรา และวันนี้โรงเรียนอัปปาทีนาส์ปิดตัวลงไปแล้ว

เมื่อปลายปีก่อน เราเพิ่งคุยกับเพื่อนๆ ครูในอเมริกาว่า เราจะกลับไปถ่ายทำรายการ บินสิ! ที่อเมริกา แล้วจะทำสารคดีเกี่ยวกับโรงเรียนอัปปาทีนาส์และแซนดี้

แม้แซนดี้จะจากไปแล้ว เราก็ยังตั้งใจว่า วันหนึ่งเราจะต้องกลับไปเยี่ยมแซนดี้ และจะทำสารคดีบันทึกความทรงจำของแซนดี้เอาไว้

เมื่อทราบข่าวว่าแซนดี้เสียแล้วตอนที่อยู่โซล เราก็ซื้อดอกแดฟโฟดิลไปแสดงความไว้อาลัยให้กับแซนดี้ที่โบสถ์ใจกลางกรุงโซล

ดอกไม้แห่งความทรงจำหน้าห้องทำงานของแซนดี้ที่จะแบ่งบานยิ้มรับทุกคนเสมอตลอดฤดูใบไม้ผลิ

10

เอาจินตนาการของเด็กน้อยคนนั้นคืนมา!

หากจะมีโมเมนต์ไหนที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปในระหว่างที่อยู่ที่โรงเรียนอัปปาทีนาส์ ก็จะเป็นโมเมนต์นั้นที่นักเรียนบอกว่า

“วันนี้อากาศดี ก่อนใบไม้จะร่วงหมดต้นและอากาศจะหนาวไปกว่านี้ เราไปเรียนกันในป่าหลังโรงเรียนดีกว่า”

พวกเราพากันเดินเข้าป่ากับสมุดบันทึกอารมณ์ ลมฟ้าอากาศ ขณะนั้นก็มีลมพัดวูบมา พร้อมกับใบไม้หอบใหญ่

‘ใบไม้สีม่วง’ ร่วงลงมาเต็มหน้า

ตัดภาพย้อนกลับไปห้องเรียนศิลปะ ป.5 ที่ครูบอกว่า “ใบไม้สีม่วงไม่มีจริง”

วินาทีนั้น ครูฝึกสอนมือใหม่คนนี้อยากจะกลายร่างกลับไปห้องเรียนศิลปะตอน ป.5

แล้วตะโกนบอกครูศิลปะดังๆ ว่า “เอาจินตนาการของเด็กน้อยคนนั้นคืนมา”

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load