“เจนค่ะ เจนค่ะ หนูชื่อเจน มากับนุ่น และก็มากับโบว์

นุ่นค่ะ นุ่นค่ะ หนูชื่อนุ่น มากับเจน และก็มากับโบว์

บว์ค่ะ โบว์ค่ะ หนูชื่อโบว์ มากับนุ่น และก็มากับเจน”

หลายคนคงคุ้นหูกับเพลง ซุปเปอร์วาเลนไทน์ ที่ถูกนำกลับมาเต้นคัฟเวอร์ใหม่เมื่อต้นเดือน เราว่าต้องมีบ้างที่คุณเผลอฮัม “ลัลลั้ลลา ลัลลัลลั้ลลา มาม้ามา ม้ามามาออกมาเต้น” ต่อท้าย และบางคนก็สลัดเพลงออกจากหัวไม่ได้ จนต้องลุกขึ้นมาอัดคลิปออกลีลาแดนซ์กระจายเพื่อคัฟเวอร์คลิปคัฟเวอร์อีกที เราขอเรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า ‘ปรากฏการณ์’ 

ปรากฏการณ์ที่สร้างเสียงหัวเราะและความบันเทิงจิตใจให้คนทั่วประเทศในช่วงที่ทุกคนกำลังเผชิญวิกฤต

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

เราต่อสายถึง ฮาย-พิชญ์พิสิฐฎ์เสฎ โชคชัย เจ้าของแชนแนล Haiseoul Channel คนต้นเรื่องที่หยิบยกเพลงดังเมื่อ 6 ปีก่อน กลับมาร้อง (ลิปซิงก์) เต้น เล่นหูเล่นตา โดยบังเอิญ และไม่คิดว่าคลิปจะดังเป็นพลุแตก เป็นผลให้มีคนกดเข้าไปดูเธอแสดงความสามารถมากถึง 12 ล้านครั้ง และมียอดติดตามเพิ่มขึ้นจากทุกช่องทางรวมกันมากถึงหลักแสน!

ขอชวนคุณทำความรู้จักเธอให้มากกว่าสิ่งที่คุณเห็น น้อยคนจะรู้ว่าเธอทำแชนแนลยูทูบมาตั้งแต่อายุ 16 ตลอดระยะเวลา 9 ปีของคนเบื้องหน้าที่มอบเสียงหัวเราะ ยังมีเบื้องหลังที่ไม่ได้สวยงามมากนักที่เธอต้องเจอ และกระบวนการทำงานตั้งแต่คิดคอนเทนต์ ถ่ายทำ กล้องหนึ่ง กล้องสอง และตัดต่อ เธอทำเองคนเดียว ไม่มีฝาแฝดอย่างที่คนเข้าใจ

ฮายบอกกับเราว่า ความฝันตอนเด็กของเธอคือ ‘คุณครูสอนภาษาอังกฤษ’ เมื่อเวลาล่วงผ่านนับสิบปีความฝันเธอก็เปลี่ยนไป และยินดีที่จะไม่กลับไปสานต่ออาชีพคุณครูสอนภาษาอังกฤษเหมือนที่เธอเคยคิด ฮายหาตัวเองเจอตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น เป็นข้อดีให้เธอเลือกเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ตรงตามความตั้งใจ แม้คุณแม่จะอยากให้เธอเป็นหมอก็ตาม

ก่อนจะขึ้นบรรทัดใหม่ ขอสักหน่อยนะ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ เชิญร่วมใจสนุกกันทุกๆ คน

ตอนไหนที่คุณหาตัวเองเจอว่าอยากเป็นอะไร

ถ้าย้อนกลับไปคงเป็นอารมณ์ตุ๊ดเด็ก สมัยก่อนไม่ว่าจะทำอะไรคนก็จะถ่ายวิดีโอแล้วอัปลงยูทูบ เพราะไม่มีแพลตฟอร์มอื่น เราอยากทำบ้างเลยถ่ายคลิปเต้นกับเพื่อนลงไป พอเรียนช่วงมัธยม เริ่มรู้สึกแล้วว่าชอบการตัดต่อ ยิ่งจินตนาการว่าเราถูกยิงแล้วมีเลือดไหลออกมา (เอฟเฟกต์) มันสุดยอดมาก พอรู้ตัวเองว่าอยากทำอะไรก็หาข้อมูลเลย เรียนเองทั้งหมดจากกูเกิล มาจริงจังมากตอนช่วงมอปลาย ตอนนั้นอยากหาแนวทางให้ช่องยูทูบของตัวเองแล้ว ก็เลยเริ่มจากคัฟเวอร์เอ็มวี แล้วก็ทำคลิปที่เราเล่นเองทุกบทบาท นักร้อง แดนเซอร์ พระเอก นางเอก ตัวร้าย เล่นเองคนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนก็จะจำได้ว่า ถ้าเป็นคลิปของ Haiseoul Channel จะมีอีฮายเล่นเองทั้งหมด 

แล้วช่วงมหา’ลัยเลือกเรียนอะไร

เราจบนิเทศศาสตร์ สาขาสาขาวิทยุและโทรทัศน์ หลายคนคิดว่าเราตัดต่อเก่งเพราะเรียนด้านนี้ แต่ไม่ใช่เลย เราตัดต่อมาตั้งแต่มอต้น เรียนนิเทศฯ เราเอาทฤษฎีและการปฏิบัติบางอย่างมาใช้ในชีวิตมากกว่า เขียนบทเราก็ได้จากตรงนี้

พอเจอตัวเองเร็ว มันดียังไง

ดีหลายอย่างนะ ถ้าย้อนเวลากลับไปจะขอบคุณตัวเอง ตอนนั้นชอบอะไร ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ เราโชคดีที่คุณแม่สนับสนุนทุกอย่าง ความจริงการเรียนของเราดี จะเป็นหมอก็ได้ เพราะแม่อยากให้เป็น แต่เราบอกแม่ว่า ถ้าเกิดฮายเป็นหมอ ต้องปวดหัวตายแน่เลย ฮายไม่ได้อยากเรียน แม่บอกว่าอย่างนั้นก็แล้วแต่เรา พอได้มาเรียนนิเทศฯ เราได้เรียนตรงสาย เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว จบมาก็มีความสุข เราได้ความรู้จากสิ่งที่ชอบแล้วเอามันมาใช้ในงานของเราได้จริงๆ

เท่าที่ฟังต้องเป็นคนกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก

เป็นคนขี้อายมาก (ลากเสียง) ถ้าพูดแบบนี้คนจะไม่ค่อยเชื่อ เวลาเราถูกเรียกออกไปตอบคำถามหน้าห้อง จะเหงื่อแตก ปากแห้ง ไม่กล้าเลย แต่ถ้าต้องออกไปพรีเซนต์หน้าห้องแล้วมีเพื่อนยืนอยู่ด้วยจะไม่เป็นอะไร 

พอมาเรียนนิเทศฯ ก็จะมีพาร์ตการแสดง เราเล่นทั้งละคร หนังสั้น งานนิเทศฯ เขาก็จะเรียกใช้อีฮายตลอด มีบางครั้งที่เราจะต้องขึ้นแสดง มันก็ตื่นเต้นนะ แต่พอขึ้นเวทีปุ๊บ สิ่งที่ทำให้หายตื่นเต้นคือเสียงปรบมือ ทุกครั้งเลย

แล้วตอนนี้นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

เราถือว่าตัวเองเป็นคอมเมเดียนบวกกับเอนเตอร์เทนเนอร์ เพราะเราทำให้คนมีความสุข เราไม่ใช่เน็ตไอดอลนะ เน็ตไอดอลในนิยามของเราต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เราไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต่อสังคม เราแค่เป็นคนหนึ่งที่ทำคลิป ไม่ได้ให้ร้ายใคร เป็นคนสร้างความสุข ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนตัวเราคิดแบบนี้

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

เกือบ 10 ปีในฐานะยูทูบเบอร์ งานพัฒนาหรือเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

มันเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ งานก่อนหน้านี้ถ้ามันดีแล้ว งานต่อไปจะต้องดีกว่า 

ก่อนเรียนนิเทศฯ ไม่รู้จักเบรกดาวน์ สตอรี่บอร์ด ถ่ายเอ็มวีเราถ่ายเป็นอาทิตย์ ไม่มีการวางแผนจะถ่ายฉากไหนก่อน ไม่มีเดย์ ไม่มีไนต์ ถ่ายเป็นละครหลังข่าวเลย ถ่ายเรื่อยๆ ไม่มีหยุดพัก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันถ่ายสลับกันได้

เคยย้อนไปดูงานเก่าของตัวเอง รู้สึกว่าทำไมตอนนั้นเราทำได้แค่นั้น แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่าทำดีแล้วนะ ทำดีมากด้วย ส่วนตอนนี้เราคิดว่าเราทำได้ดีในจุดที่ดีที่สุดแล้ว เราคิดว่าถ้าเราทำเอง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง แล้วมาดูงานตัวเอง ยิ่งมันยังไม่ถึงจุดที่เราโอเคจะรู้สึกนอยด์และเฟลกับตัวเอง ฉะนั้นเวลาทำคลิปเราคิดว่าต้องให้ดีที่สุด เป็นคนไม่ทำงานลวกๆ

เราเป็นคนทำงานกับใครไม่ได้ ถ้าเกิดเราคิด แล้วให้คนอื่นช่วย จะไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นงานคนอื่น แล้วเราไปช่วย แบบนั้นเราทำได้ เพราะเป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยยืดหยุ่น งานจะต้องเป๊ะ เพื่อนเคยบอกว่าเราเป็น Perfectionist เรื่องงาน 

ถ้าหนึ่งถึงสิบก็ต้องหนึ่งถึงสิบ ห้ามสิบเอ็ด ห้ามเก้า ห้ามแปด บอกไว้เท่าไหนคือเท่านั้น 

มีข้อดีของการทำงานคนเดียวมั้ย

ไม่ต้องทะเลาะกับใคร (หัวเราะ) เราเป็นคนคิดงานเอง ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับงานเรา เราด่าใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เราไม่อยากให้คนไม่ชอบเราเวลาทำงาน กลัวไปวีนคนอื่นหรือทำให้คนอื่นไม่ชอบ ทำงานคนเดียวเลยสะดวกสบายกว่า

วิธีสร้างคอนเทนต์แบบ Haiseoul Channel เป็นยังไง

อยากทำก็ทำ (หัวเราะ) วันนี้อยากลิปซิงก์เพลงนี้ก็ทำเลย อยากเล่นละครเรื่องนี้ก็ทำเลย เราไม่ค่อยทำตามกระแส เพราะทำตามกระแสมีคนทำเยอะแล้ว อย่างช่วง COVID-19 คนจะทำคอนเทนต์แนวนี้เยอะ เราต้องฉีกออกไป

เหมือนตอนคัฟเวอร์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ คนนึกไม่ถึงว่าเราไปเอามาจากไหน มันเริ่มจากเราดูคลิปไปเรื่อยๆ แล้วไปเจอวงซุปเปอร์วาเลนไทน์ รู้จักอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นมาสักพัก คนน่าจะชอบ ไม่ได้ตั้งใจถ่ายด้วยซ้ำ เจน นุ่น โบว์ เป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดว่าจะถ่ายดีมั้ยวะ พอมีเวลาเหลือ ก็ถ่ายสักหน่อยแล้วกัน ตอนถ่ายจริงเราเต้นเป็นนุ่นอยู่ยี่สิบสองเทค

เราถ่ายโบว์สองเทค เพราะโบว์คือตัวเราเลย เจนก็คล้ายเรา แต่นุ่นเราเต้นไม่ได้สักที ทำยังไงให้ตัวเองเต้นเบาวะ ทำยังไงให้เรียบร้อย ถ่ายตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสองทุ่ม ข้าวก็ยังไม่ได้กิน เลยบอกตัวเองว่าถ้าเป็นนุ่นไม่ได้ก็จะเลิกถ่ายแล้ว

พอพูดแบบนั้นกับตัวเอง เห้ย เราทำได้ ก็เลยออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น เราลองย้อนกลับไปดูคลิปยังมีหนวดอยู่เลย

ถ้ารู้ว่าคนดูเยอะขนาดนี้จะโกนหนวด จะรีบตัดชุดใหม่ แล้วแต่งหน้าให้สวย เพราะแต่งหน้าหนึ่งครั้งเราอยากถ่ายให้ได้หลายงาน เราจะวางแผนไว้เลยว่าหนึ่งวันต้องถ่ายงานอะไรบ้าง เราจะเขียนไว้นะ ถ้าไม่เขียนงานจะล่าช้า

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

การ Parody ละครของคุณก็สนุกมาก ตีบทแตกทุกเรื่อง

โอ้โห (ลากเสียง) สนุกจริง แต่ละครตอนนี้มันยังยากสำหรับเรา ถ้าเต้น ร้องลิปซิงก์ ถนัดเลย

การทำละครความยาวสองนาที เราซ้อมเป็นอาทิตย์เลยนะ พอรู้แล้วว่าจะเล่นเรื่องอะไร ก็เอาเสียงตัวละครมาแกะข้อความ ต้องเขียนนะคะเราถึงจะจำได้ เป็นคนไม่ชอบพิมพ์ จะเขียนแบ่งคำ แบ่งวรรค ถ้าบทสามบรรทัดต้องเทคเดียวผ่าน มันจะดูแบบ เออได้ว่ะ อารมณ์มันต่อเนื่องด้วย พอจดบทแล้วก็ซ้อมบทให้เข้าปาก แล้วค่อยเริ่มถ่ายจริง

ความยากคือต้องดูรูปปากตัวละคร เขาอ้าปากยังไง ปล่อยปากยังไง หายใจยังไง แล้วเราต้องจำอินเนอร์ด้วย เช่น ถึงคำนี้อีนี่ต้องโกรธแล้ว ถึงคำนี้อีนี่โกรธมาก ถึงคำนี้อีนี่โคตรโกรธ ถึงคำนี้อีนี่ไม่ไหวแล้ว ตาต้องแดง ตาต้องถลึงแล้ว มันต้องจำและจับจุดตรงนั้นให้ได้ เสียงต้องไปด้วยกันกับหน้า ถ้าเสียงโกรธแต่หน้ายังไม่โกรธ อันนี้เริ่มยากแล้ว ยิ่งต้องเล่นเป็นตัวละครผู้ชายก็จะยิ่งเกร็ง เขินตัวเองเหมือนกัน เราจะเล่นเป็นผู้ชายได้หรอวะ (หัวเราะ) 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

แล้วการลิปซิงก์คุณฝึกฝนยังไง

ลิปซิงก์เพลงง่ายมาก มันเป็นพื้นฐาน การลิปซิงก์มันอยู่ในตัวทุกคน คนเราต้องมีช่วงที่ใส่หูฟัง ใส่แอร์พอดแล้วขยับปากฮัมเพลงบ้างล่ะ ท่อนนี้มันโดนฉันขอขยับปากร้องตาม ต้องมีโมเมนต์หลับตาแล้วร้องเพลง ตอนอาบน้ำหรือตอนได้ยินเสียงข้างบ้านต้องร้องตามบ้างแหละ ฝึกไม่ยาก วันเดียวก็ทำได้แล้ว จำเนื้อเพลงกับจำลมหายใจนักร้อง จบ

ถ้าเพลงเศร้า เราก็เศร้า เพลงร่าเริง แรดหน่อย ก็แรด

หมูกระทะ, พัก (โควิด) ก่อน, ชานมไข่มุก คุณแต่งเพลงพวกนี้เองหมด

เราชอบแต่งเพลงมาก แต่ทำดนตรีไม่เป็น ดนตรีที่ใช้เป็นดนตรีที่ทุกคนโหลดไปใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ เวลาจะแต่งเพลง คนทั่วไปเขาแต่งเนื้อก่อน แล้วค่อยทำดนตรี แต่เรามีดนตรีก่อน แล้วทำเนื้อให้เขากัน ซิงเกิลแรก ไม่สวยก็เหนื่อยหน่อยนะ ปล่อยไปแล้วไม่ปัง (ปัง : โดดเด่น เป๊ะ) เพลงยาวมากห้านาที เลยคิดใหม่ว่าจะทำเพลงที่ลงได้ทุกแพลตฟอร์ม 

ตอนนั้นเล่นอินสตาแกรมเป็นหลัก ก็จะต้องทำเพลงความยาวหนึ่งนาทีที่ลงอินสตาแกรมได้พอดี จุดหลักคือเราต้องทำให้เนื้อเพลงมันเป็น Earworm หลอนอยู่ในหู ต้องมีท่อนซ้ำให้คนจำ 

อย่างเพลง หมูกระทะ เราอินหมูกระทะมาก หนึ่งอาทิตย์กินหมูกระทะไปแล้วห้าวัน พูดตอนนี้ก็ยังเปรี้ยวปาก สั่งมากินที่บ้านแล้วมันไม่ได้ฟีล มันต้องได้ยินเสียงคนคุยกัน ต้องมีความแย่งหมู ต้องดูว่าเขาเอาสามชั้นมาเติมหรือยัง ก็โอเคงั้นเราจะทำเพลง หมูกระทะ มันก็ได้ออกมาเป็นเพลง เพลงของเราใช้เวลาแต่งไม่ถึงชั่วโมง พอได้คำแรก มันจะโยงเชื่อมคำที่สองอัตโนมัติ มันยากเหมือนกันนะ คนจะคิดว่าเราต้องเก่งมาก พอมาถึงจุดนี้ได้ก็แอบชมตัวเองเหมือนกัน ‘บางครั้งฮายมันก็เก่งเนาะ’ 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

คุณแม่และครอบครัวติดตามแชนแนลของคุณด้วยหรือเปล่า

เจน นุ่น โบว์ ที่ยอดคนดูสิบสองล้านวิว ก็มาจากแม่ประมาณห้าล้านวิว เราเดานะ เพราะเวลาตื่นเช้ามาก็แอบฟังเสียงโทรศัพท์ของแม่ เอาแล้ว ทำไมได้ยินเสียงเหมือน “เจนค่ะ เจนค่ะ” แม่ดันสุดฤทธิ์ คุณยายเรามีลูกเจ็ดคน ทุกคนในบ้านต้องเชียร์อีฮายอยู่แล้วแน่นอน ไม่ต้องกลัว 

ความจริงแม่เราอยากได้ลูกสาว พ่ออยากได้ลูกชาย เรามีพี่ชายแล้วหนึ่งคน พอคลอดออกมาลูกเป็นตุ๊ด แม่ย้ายเรามาอยู่กับยายเลย เดี๋ยวพ่อเตะ ยุคนั้นผู้ใหญ่เขาหัวโบราณ แม่เลยชอบมาก เวลาเราถ่ายงาน ก็จะให้แม่ตัดชุดให้ ถ้านิยามนะ แม่เราน่าจะเป็นคอสตูมหรือดีไซเนอร์เก่า เพราะว่าเป็นคนที่มีทุกชุด ถ้าเกิดไม่มีจะกิน เอาเสื้อไปขายแล้วเป็นเศรษฐีได้เลย เราเปรียบเทียบแบบนี้เลย ตอนเป็นวัยรุ่นแม่ชอบซื้อเสื้อผ้า ซื้อเก็บ เครื่องประดับก็ซื้อเก็บ ถ้าจะยืมอะไร แม่มีหมด ชุดไหนไม่มี แม่ตัดให้ แม่ไม่เคยห้ามว่าอย่าทำ เขาสนับสนุนเราทุกอย่าง

วันที่คลิปคัฟเวอร์เพลง ซุปเปอร์วาเลนไทน์ มียอดคนดู 12 ล้าน มันกำลังบอกอะไรคุณ

บอกกับเราว่าน่าจะกลับไปถ่ายใหม่ แล้วตั้งใจกว่าตอนนั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะดัง เราแค่อยากทำ

จากคลิปแรกของเราเมื่อเริ่มทำ เราว่าเราพัฒนามาตลอด จุดไหนไม่ดีก็ต้องปรับ เราว่าคนเราไม่มีใครดีเพอร์เฟกต์ แม้ว่าเราจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว คนอื่นมาดู อาจไม่ดีก็ได้ เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับปรุงทันทีที่มีคนคอมเมนต์

ทุกวันนี้ยอดวิวสำคัญกับคุณมั้ย

ยอดวิวทำให้คนรู้จักเรา ให้คนรู้ว่ากระแสมันดี แต่มันไม่ได้สำคัญกับเราเชิงว่า ยอดวิวเยอะ ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องมีเงิน จุดประสงค์คือเราตั้งใจทำคลิปออกมาให้คนดู อยากให้เขามีความสุขกับคลิปของเรา

การอยู่มาทุกยุคของการทำคลิปออนไลน์เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมโซเชียลมั้ย

เห็นนะ เรื่องการคอมเมนต์ แต่ก่อนคนไม่มีแอคเคาต์ก็ไม่ค่อยคอมเมนต์ สมัยนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะแอคหลุม (แอคหลุม : แอคเคาต์ส่วนตัวที่ไม่เปิดเผยหน้าตาและชื่อจริงของผู้ใช้) เขาจะด่าอะไรเราก็ได้ จะพิมพ์อะไรก็ได้ จะทำให้คนอื่นเสียใจ จะเหยียบคนอื่นซ้ำแค่ไหนก็ได้ โชคดีมากที่เราทำยูทูบมาตั้งแต่ยุคแรก มันทำให้เราแข็งแกร่ง แต่มีบ้างที่เราไม่ไหว

ถ้าเป็นคอมเมนต์เชิงติเพื่อก่อ ได้เลย เรายินดี อันนี้มันสำคัญมากกับคนทำคลิป บางคนดังข้ามคืนก็มี บางคนทำมาเป็นสิบปีไม่ดัง เหมือนเรา คนก็เพิ่งมารู้จักตอนทำคัฟเวอร์เจน นุ่น โบว์ 

คิดว่าเป็นเพราะอะไร จังหวะหรือเวลา

เราว่าเป็นเพราะ COVID-19 คนอยู่บ้านกัน แล้วเขาไม่มีอะไรทำ ทำงานก็เครียด ดูยูทูบกันทั้งวัน เราว่ามาจากตรงนี้

ถ้าเกิดไม่มี COVID-19 เราทำเจน นุ่น โบว์ อาจจะไม่บูมก็ได้นะ อันนี้คือเรื่องจริงเลย พอคลิปนี้คนเริ่มรู้จัก เขาก็จะย้อนดูคลิปเก่าด้วย กลายเป็นว่าคลิปพวกนั้นก็มีคนดู บางคนก็เคยเห็นคลิปเรามาก่อน คนนี้หรอที่ทำ บางคนก็อ๋อ คนนี้นี่เอง 

เบื้องหน้าคุณสร้างรอยยิ้มให้กับคนอื่น โลกเบื้องหลังที่คุณเจอมันโหดร้ายมั้ย

ส่วนมากเราเจอคอมเมนต์ด้านลบ ไม่มีสาระอะไร เขามาด่าเรา ประมาณว่า สงสารแม่มึงนะที่มีลูกเป็นตุ๊ด เจอประจำ เจอทุกวัน ตอนนี้ก็ยังเจอ เวลาเลื่อนไปเห็นก็มีนอยด์นิดหนึ่งแหละ ก็เครียดบ้าง เราทำอะไรผิดขนาดนั้น เราไม่ว่าเขาหรอก เพราะคนเรามีความคิดไม่เหมือนกัน เราไม่ได้เตรียมรับมืออะไร แค่ปล่อยผ่านไป ช่วงนี้ก็พยายามไม่อ่านคอมเมนต์เลยจะดีกว่า ปล่อยให้กระแสเงียบก่อนแล้วค่อยกลับไปอ่าน น่าจะเป็นการเซฟตัวเราเองได้ดีที่สุด

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

แล้วคอมเมนต์ด้านบวก ช่วยเติมเต็มคุณได้มั้ย

ชอบพี่ฮายมากเลย ทำอีกนะคะ รอดูอยู่ ได้ยินบ่อยมาก พอได้ยินแล้วเหมือนเป็นแรงฮึดสู้ เราพร้อมเริ่มงานใหม่พรุ่งนี้ได้เลย แต่ยังไม่ได้คิดงานนะ แต่ฉันพร้อมเริ่มงานใหม่แล้ว อยู่ดีๆ แรงก็มา คำชมสำคัญมากเลยนะสำหรับคนที่คลิปหรือทำอะไรก็ตาม พอเราได้รับพลังบวกมา เรามีความสุขมากนะ 

ระหว่างทาง เคยมีความคิดว่าอยากเลิกทำมั้ย

ไม่เคยมีเลย (ตอบทันที) เพราะว่ายูทูบมันเป็นความสุข เป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมเราเวลาเจอเรื่องเครียด บางคนอาจจะไปช้อปปิ้ง ดูหนัง แต่เวลาเราเครียดเราจะถ่ายคลิป หาเพลงลิปซิงก์ หาบทละครจำแล้วก็ถ่ายเล่น มันเป็นสิ่งเติมเต็มในช่วงที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีใคร ยิ่งเราไม่มีแฟน ก็มียูทูบนี่แหละที่อยู่เป็นเพื่อนกัน

มันไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่เหมือนความผูกพันบางอย่าง

ใช่ อยู่กันมานานแล้วอะ มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว รักนางนะ รัก Haiseoul Channel

ทำไมต้องเป็น Haiseoul Channel

ช่วงหนึ่งเราอินกับวง Wonder Girls มาก อินกับ Girls Generation มาก พอจะต้องตั้งชื่อแชนแนล เอาฮายอะไรดี เกาหลีก็จะมีกรุงโซล ก็เลยกลายเป็น ‘ฮายโซล’ ดันพ้องเสียงกับไฮโซ คนที่มีฐานะร่ำรวย แต่ความตั้งใจไม่ได้อยากเป็นไฮโซ อยากเป็นฮายโซลที่อยู่เกาหลี บางช่วงเคยเปลี่ยนเป็นไฮโซลลิก้า คนไม่จำ มันยาว หรือจะเปลี่ยนเป็นฮายก้า ก็ฟังดูเหมือนยาบ้า สุดท้ายกลับมาใช้ฮายโซลเหมือนเดิม แต่เติมแชนเนลเข้าไปด้วย 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

อะไรเป็นเหตุผลให้คนเกือบ 4 แสนมาติดตามคุณ

เราคิดว่าคนติดตามเรามากขึ้น เพราะช่วงนี้ทุกคนเครียด อย่าว่าแต่ทุกคนเลย เราก็เครียด

สมมติถ้าเราเครียด เราก็อยากดูอะไรบันเทิงที่ทำให้เรามีความสุข เราก็เป็นหนึ่งคนที่สร้างความสุขมาตั้งนานแล้ว ก็เลยลองทำคลิป แล้วเหมือนเป็นคนดวงดี อยู่ดีๆ ก็มาทำเจน นุ่น โบว์ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นภายในระยะเวลาครึ่งเดือน ถ้ารวมทุกช่องทาง เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน เราบอกกับทุกสื่อว่า คนดูไม่ต้องรักฮายหรอก แต่อยากให้รักงานของฮายมากกว่า

จุดประสงค์ในการทำยูทูบแต่แรกเลย คือทำยังไงก็ได้ให้คนดูฉันแล้วยิ้ม ดูฉันแล้วหัวเราะ ทุกคนจะต้องไม่เครียดเวลาดูคลิปของฉัน บางคนคิดว่าทำยูทูบเพราะอยากหาเงิน อยากมีรายได้ ตรงนั้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เล็กมาก ส่วนตัวเราก็ยังขายของอยู่ ขายของก็มีเงิน ถึงแม้จะไม่มากมาย แต่เป็นความสุขทางใจ เราขายของมานาน ตั้งแต่มอปลาย คุณแม่เปิดร้านอาหารตามสั่ง เราก็ไปเสิร์ฟ คุณแม่เปิดอู่ซ่อมรถด้วย เราก็ไปช่วย เราว่าเรามีความสุขกับการบริการ 

เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่หัวใจคือการสร้างความสุขให้คนอื่น นี่เป็นเหตุผลให้คุณทำสิ่งนี้อยู่

ใช่ฮะ บางครั้งแม่ถามว่าทำยูทูบได้เงินมั้ย เพราะเขาเห็นเราเหนื่อย ถ่ายทั้งวันทั้งคืน ตัดต่ออีก เราบอกแม่ว่าเงินมันก็ได้ แต่ว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ถึงเหนื่อย แต่มันมีความสุข เราไม่รู้จะอธิบายยังไง ยิ่งเวลาทำคลิปแล้วมีคอมเมนต์กลับมาว่า ชอบจังเลย มีความสุขจังเลย อยากให้ทำต่อไป เป็นกำลังใจให้ อยู่ดีๆ หายเหนื่อยเลยอะ น้ำตาจะไหล 

เรามีพลังขึ้นมาทันที เราไม่ได้ตอแหลนะ คนทำยูทูบ คนทำคลิป จะเข้าใจตรงนี้มาก เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ต้องการแค่คนมาดูงานแล้วเขามีความสุข ไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักเยอะ ขอให้จำได้ว่าอีนี่ไง ที่มันเล่นหลายตัว อีนี่ไง ที่มันเต้นอะไรเยอะๆ อีนี่ไง ที่มันชอบมาลิปซิงก์เป็นตัวละคร แค่คนจำเราได้แค่นี้ก็พอแล้ว

กลัวการถูกลืมมั้ย

เราไม่อยากถูกลืม บางคนบอกว่าไม่ต้องรีบทำคลิปก็ได้ ทำไปเดี๋ยวคนก็มาดูเอง ถ้าเราหายไปนาน คนที่เขาติดตามเราจะมาถามแล้วว่า หายไปไหน กลัวคนคิดว่าอีฮายตายไปแล้วหรอวะ เราว่าคนที่ติดตามเราเขารอเราอยู่นะ

ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ต้องให้ใจเขาด้วย อย่าทิ้งคนดู ทุกวันนี้ยังมีคนรอดูผลงานเราอยู่ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ติดตามเราเขาไปเจอเรื่องเครียดหรือทุกข์ใจอะไรมาบ้าง ฉะนั้น คลิปเราบางคลิปอาจจะไป Made my day ให้วันนั้นของเขาก็ได้

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

คุณเล่าแต่ความสุขของคนอื่น แล้วความสุขของคุณคืออะไร

การตื่นมาแล้วได้ทำสิ่งที่ชอบ เจอแม่ ได้กินกับข้าวแม่ ได้พาครอบครัวไปกินข้าว ได้สร้างความสุขให้กับคนในบ้าน ทุกวันนี้ไม่ได้คิดอะไรเลย ตื่นมาก็อยากให้ทุกคนยิ้ม ความสุขของคนอื่นก็คือความสุขของเรา 

แล้วความท้าทายเกือบ 10 ปีในฐานะคนสร้างสรรค์คืออะไร

การแข่งขันกับตัวเอง เราไม่เคยคิดแข่งขันกับใครเลยนะ แค่แข่งขันกับตัวเองมันก็ยากมาก ยากมาก (ย้ำ) สมมติวันนี้อยากถ่ายงาน แต่ฉันขี้เกียจ ไม่ถ่ายดีกว่า แต่ต้องพยายามฉุดตัวเองขึ้นมาให้ได้ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้มันดีกว่าเดิม ทำยังไงก็ได้ให้คนดูเขาดูแล้วรู้ว่าเราตั้งใจทำมันจริงๆ 

คุณมีความฝันหรือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงมั้ย

เราอยากเล่นซิตคอม ซิตคอมเป็นความฝัน ถ้ามีซิตคอมติดต่อมาสักเรื่อง จะไม่คิดเลย ค่าตัวไม่ต้องพูดถึง เอาความฝันของฉันก่อน ฉันอยากเล่น พูดกับแม่ตลอดว่าอยากเล่น เพราะอยากฝึกฝนเรื่องการทำจังหวะ ซิตคอมจะมีจังหวะ และไดนามิกบางอย่างที่มีแค่ในซิตคอมเท่านั้น ถ้าเราได้โอกาสตรงนั้นมามันก็เป็นการพัฒนาตัวเราที่ดีเลย 

ส่วนการทำยูทูบ ถ้าไม่ไหวเราคงหยุด ถ้ายังไหวก็จะผลิตงานให้คนดูแล้วมีความสุขต่อไป เราไม่คิดอะไรที่มันไกลมาก อยู่กับปัจจุบันแล้วคิดว่าวันนี้ฉันตื่นมาจะกินอะไร พรุ่งนี้อยากกินอะไร เราไม่มองอนาคตไกล เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงตอนไหน อาจเป็นข้อเสียของเราก็ได้ บางคนวางแผนเป้าหมายเอาไว้ แต่เป้าหมายของเรามีแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้

เราคิดว่าความคิดคนเปลี่ยนได้ทุกวัน เหมือนตอนเด็กที่อยากเป็นครู โตมาไม่อยากเป็นแล้ว วันนี้เป็นยูทูบเบอร์ อนาคตอาจจะอยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ทุกคนไม่มีความแน่นอน ข้อดีคือวันนี้เราได้ทำสิ่งนั้นเต็มที่และทำให้ดีที่สุด 

พอคนเริ่มรู้จักเยอะขึ้น ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างมั้ย

ตอนนี้ชีวิตที่หายไปคือการนอนของดิฉัน (หัวเราะ) ได้นอนน้อยลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง แล้วก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้น

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

“เจนค่ะ เจนค่ะ หนูชื่อเจน มากับนุ่น และก็มากับโบว์

นุ่นค่ะ นุ่นค่ะ หนูชื่อนุ่น มากับเจน และก็มากับโบว์

บว์ค่ะ โบว์ค่ะ หนูชื่อโบว์ มากับนุ่น และก็มากับเจน”

หลายคนคงคุ้นหูกับเพลง ซุปเปอร์วาเลนไทน์ ที่ถูกนำกลับมาเต้นคัฟเวอร์ใหม่เมื่อต้นเดือน เราว่าต้องมีบ้างที่คุณเผลอฮัม “ลัลลั้ลลา ลัลลัลลั้ลลา มาม้ามา ม้ามามาออกมาเต้น” ต่อท้าย และบางคนก็สลัดเพลงออกจากหัวไม่ได้ จนต้องลุกขึ้นมาอัดคลิปออกลีลาแดนซ์กระจายเพื่อคัฟเวอร์คลิปคัฟเวอร์อีกที เราขอเรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า ‘ปรากฏการณ์’ 

ปรากฏการณ์ที่สร้างเสียงหัวเราะและความบันเทิงจิตใจให้คนทั่วประเทศในช่วงที่ทุกคนกำลังเผชิญวิกฤต

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

เราต่อสายถึง ฮาย-พิชญ์พิสิฐฎ์เสฎ โชคชัย เจ้าของแชนแนล Haiseoul Channel คนต้นเรื่องที่หยิบยกเพลงดังเมื่อ 6 ปีก่อน กลับมาร้อง (ลิปซิงก์) เต้น เล่นหูเล่นตา โดยบังเอิญ และไม่คิดว่าคลิปจะดังเป็นพลุแตก เป็นผลให้มีคนกดเข้าไปดูเธอแสดงความสามารถมากถึง 12 ล้านครั้ง และมียอดติดตามเพิ่มขึ้นจากทุกช่องทางรวมกันมากถึงหลักแสน!

ขอชวนคุณทำความรู้จักเธอให้มากกว่าสิ่งที่คุณเห็น น้อยคนจะรู้ว่าเธอทำแชนแนลยูทูบมาตั้งแต่อายุ 16 ตลอดระยะเวลา 9 ปีของคนเบื้องหน้าที่มอบเสียงหัวเราะ ยังมีเบื้องหลังที่ไม่ได้สวยงามมากนักที่เธอต้องเจอ และกระบวนการทำงานตั้งแต่คิดคอนเทนต์ ถ่ายทำ กล้องหนึ่ง กล้องสอง และตัดต่อ เธอทำเองคนเดียว ไม่มีฝาแฝดอย่างที่คนเข้าใจ

ฮายบอกกับเราว่า ความฝันตอนเด็กของเธอคือ ‘คุณครูสอนภาษาอังกฤษ’ เมื่อเวลาล่วงผ่านนับสิบปีความฝันเธอก็เปลี่ยนไป และยินดีที่จะไม่กลับไปสานต่ออาชีพคุณครูสอนภาษาอังกฤษเหมือนที่เธอเคยคิด ฮายหาตัวเองเจอตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น เป็นข้อดีให้เธอเลือกเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ตรงตามความตั้งใจ แม้คุณแม่จะอยากให้เธอเป็นหมอก็ตาม

ก่อนจะขึ้นบรรทัดใหม่ ขอสักหน่อยนะ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ เชิญร่วมใจสนุกกันทุกๆ คน

ตอนไหนที่คุณหาตัวเองเจอว่าอยากเป็นอะไร

ถ้าย้อนกลับไปคงเป็นอารมณ์ตุ๊ดเด็ก สมัยก่อนไม่ว่าจะทำอะไรคนก็จะถ่ายวิดีโอแล้วอัปลงยูทูบ เพราะไม่มีแพลตฟอร์มอื่น เราอยากทำบ้างเลยถ่ายคลิปเต้นกับเพื่อนลงไป พอเรียนช่วงมัธยม เริ่มรู้สึกแล้วว่าชอบการตัดต่อ ยิ่งจินตนาการว่าเราถูกยิงแล้วมีเลือดไหลออกมา (เอฟเฟกต์) มันสุดยอดมาก พอรู้ตัวเองว่าอยากทำอะไรก็หาข้อมูลเลย เรียนเองทั้งหมดจากกูเกิล มาจริงจังมากตอนช่วงมอปลาย ตอนนั้นอยากหาแนวทางให้ช่องยูทูบของตัวเองแล้ว ก็เลยเริ่มจากคัฟเวอร์เอ็มวี แล้วก็ทำคลิปที่เราเล่นเองทุกบทบาท นักร้อง แดนเซอร์ พระเอก นางเอก ตัวร้าย เล่นเองคนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนก็จะจำได้ว่า ถ้าเป็นคลิปของ Haiseoul Channel จะมีอีฮายเล่นเองทั้งหมด 

แล้วช่วงมหา’ลัยเลือกเรียนอะไร

เราจบนิเทศศาสตร์ สาขาสาขาวิทยุและโทรทัศน์ หลายคนคิดว่าเราตัดต่อเก่งเพราะเรียนด้านนี้ แต่ไม่ใช่เลย เราตัดต่อมาตั้งแต่มอต้น เรียนนิเทศฯ เราเอาทฤษฎีและการปฏิบัติบางอย่างมาใช้ในชีวิตมากกว่า เขียนบทเราก็ได้จากตรงนี้

พอเจอตัวเองเร็ว มันดียังไง

ดีหลายอย่างนะ ถ้าย้อนเวลากลับไปจะขอบคุณตัวเอง ตอนนั้นชอบอะไร ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ เราโชคดีที่คุณแม่สนับสนุนทุกอย่าง ความจริงการเรียนของเราดี จะเป็นหมอก็ได้ เพราะแม่อยากให้เป็น แต่เราบอกแม่ว่า ถ้าเกิดฮายเป็นหมอ ต้องปวดหัวตายแน่เลย ฮายไม่ได้อยากเรียน แม่บอกว่าอย่างนั้นก็แล้วแต่เรา พอได้มาเรียนนิเทศฯ เราได้เรียนตรงสาย เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว จบมาก็มีความสุข เราได้ความรู้จากสิ่งที่ชอบแล้วเอามันมาใช้ในงานของเราได้จริงๆ

เท่าที่ฟังต้องเป็นคนกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก

เป็นคนขี้อายมาก (ลากเสียง) ถ้าพูดแบบนี้คนจะไม่ค่อยเชื่อ เวลาเราถูกเรียกออกไปตอบคำถามหน้าห้อง จะเหงื่อแตก ปากแห้ง ไม่กล้าเลย แต่ถ้าต้องออกไปพรีเซนต์หน้าห้องแล้วมีเพื่อนยืนอยู่ด้วยจะไม่เป็นอะไร 

พอมาเรียนนิเทศฯ ก็จะมีพาร์ตการแสดง เราเล่นทั้งละคร หนังสั้น งานนิเทศฯ เขาก็จะเรียกใช้อีฮายตลอด มีบางครั้งที่เราจะต้องขึ้นแสดง มันก็ตื่นเต้นนะ แต่พอขึ้นเวทีปุ๊บ สิ่งที่ทำให้หายตื่นเต้นคือเสียงปรบมือ ทุกครั้งเลย

แล้วตอนนี้นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

เราถือว่าตัวเองเป็นคอมเมเดียนบวกกับเอนเตอร์เทนเนอร์ เพราะเราทำให้คนมีความสุข เราไม่ใช่เน็ตไอดอลนะ เน็ตไอดอลในนิยามของเราต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เราไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต่อสังคม เราแค่เป็นคนหนึ่งที่ทำคลิป ไม่ได้ให้ร้ายใคร เป็นคนสร้างความสุข ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนตัวเราคิดแบบนี้

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

เกือบ 10 ปีในฐานะยูทูบเบอร์ งานพัฒนาหรือเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

มันเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ งานก่อนหน้านี้ถ้ามันดีแล้ว งานต่อไปจะต้องดีกว่า 

ก่อนเรียนนิเทศฯ ไม่รู้จักเบรกดาวน์ สตอรี่บอร์ด ถ่ายเอ็มวีเราถ่ายเป็นอาทิตย์ ไม่มีการวางแผนจะถ่ายฉากไหนก่อน ไม่มีเดย์ ไม่มีไนต์ ถ่ายเป็นละครหลังข่าวเลย ถ่ายเรื่อยๆ ไม่มีหยุดพัก แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ามันถ่ายสลับกันได้

เคยย้อนไปดูงานเก่าของตัวเอง รู้สึกว่าทำไมตอนนั้นเราทำได้แค่นั้น แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่าทำดีแล้วนะ ทำดีมากด้วย ส่วนตอนนี้เราคิดว่าเราทำได้ดีในจุดที่ดีที่สุดแล้ว เราคิดว่าถ้าเราทำเอง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง แล้วมาดูงานตัวเอง ยิ่งมันยังไม่ถึงจุดที่เราโอเคจะรู้สึกนอยด์และเฟลกับตัวเอง ฉะนั้นเวลาทำคลิปเราคิดว่าต้องให้ดีที่สุด เป็นคนไม่ทำงานลวกๆ

เราเป็นคนทำงานกับใครไม่ได้ ถ้าเกิดเราคิด แล้วให้คนอื่นช่วย จะไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นงานคนอื่น แล้วเราไปช่วย แบบนั้นเราทำได้ เพราะเป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยยืดหยุ่น งานจะต้องเป๊ะ เพื่อนเคยบอกว่าเราเป็น Perfectionist เรื่องงาน 

ถ้าหนึ่งถึงสิบก็ต้องหนึ่งถึงสิบ ห้ามสิบเอ็ด ห้ามเก้า ห้ามแปด บอกไว้เท่าไหนคือเท่านั้น 

มีข้อดีของการทำงานคนเดียวมั้ย

ไม่ต้องทะเลาะกับใคร (หัวเราะ) เราเป็นคนคิดงานเอง ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับงานเรา เราด่าใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เราไม่อยากให้คนไม่ชอบเราเวลาทำงาน กลัวไปวีนคนอื่นหรือทำให้คนอื่นไม่ชอบ ทำงานคนเดียวเลยสะดวกสบายกว่า

วิธีสร้างคอนเทนต์แบบ Haiseoul Channel เป็นยังไง

อยากทำก็ทำ (หัวเราะ) วันนี้อยากลิปซิงก์เพลงนี้ก็ทำเลย อยากเล่นละครเรื่องนี้ก็ทำเลย เราไม่ค่อยทำตามกระแส เพราะทำตามกระแสมีคนทำเยอะแล้ว อย่างช่วง COVID-19 คนจะทำคอนเทนต์แนวนี้เยอะ เราต้องฉีกออกไป

เหมือนตอนคัฟเวอร์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ คนนึกไม่ถึงว่าเราไปเอามาจากไหน มันเริ่มจากเราดูคลิปไปเรื่อยๆ แล้วไปเจอวงซุปเปอร์วาเลนไทน์ รู้จักอยู่แล้ว แต่ไม่เห็นมาสักพัก คนน่าจะชอบ ไม่ได้ตั้งใจถ่ายด้วยซ้ำ เจน นุ่น โบว์ เป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดว่าจะถ่ายดีมั้ยวะ พอมีเวลาเหลือ ก็ถ่ายสักหน่อยแล้วกัน ตอนถ่ายจริงเราเต้นเป็นนุ่นอยู่ยี่สิบสองเทค

เราถ่ายโบว์สองเทค เพราะโบว์คือตัวเราเลย เจนก็คล้ายเรา แต่นุ่นเราเต้นไม่ได้สักที ทำยังไงให้ตัวเองเต้นเบาวะ ทำยังไงให้เรียบร้อย ถ่ายตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสองทุ่ม ข้าวก็ยังไม่ได้กิน เลยบอกตัวเองว่าถ้าเป็นนุ่นไม่ได้ก็จะเลิกถ่ายแล้ว

พอพูดแบบนั้นกับตัวเอง เห้ย เราทำได้ ก็เลยออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น เราลองย้อนกลับไปดูคลิปยังมีหนวดอยู่เลย

ถ้ารู้ว่าคนดูเยอะขนาดนี้จะโกนหนวด จะรีบตัดชุดใหม่ แล้วแต่งหน้าให้สวย เพราะแต่งหน้าหนึ่งครั้งเราอยากถ่ายให้ได้หลายงาน เราจะวางแผนไว้เลยว่าหนึ่งวันต้องถ่ายงานอะไรบ้าง เราจะเขียนไว้นะ ถ้าไม่เขียนงานจะล่าช้า

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

การ Parody ละครของคุณก็สนุกมาก ตีบทแตกทุกเรื่อง

โอ้โห (ลากเสียง) สนุกจริง แต่ละครตอนนี้มันยังยากสำหรับเรา ถ้าเต้น ร้องลิปซิงก์ ถนัดเลย

การทำละครความยาวสองนาที เราซ้อมเป็นอาทิตย์เลยนะ พอรู้แล้วว่าจะเล่นเรื่องอะไร ก็เอาเสียงตัวละครมาแกะข้อความ ต้องเขียนนะคะเราถึงจะจำได้ เป็นคนไม่ชอบพิมพ์ จะเขียนแบ่งคำ แบ่งวรรค ถ้าบทสามบรรทัดต้องเทคเดียวผ่าน มันจะดูแบบ เออได้ว่ะ อารมณ์มันต่อเนื่องด้วย พอจดบทแล้วก็ซ้อมบทให้เข้าปาก แล้วค่อยเริ่มถ่ายจริง

ความยากคือต้องดูรูปปากตัวละคร เขาอ้าปากยังไง ปล่อยปากยังไง หายใจยังไง แล้วเราต้องจำอินเนอร์ด้วย เช่น ถึงคำนี้อีนี่ต้องโกรธแล้ว ถึงคำนี้อีนี่โกรธมาก ถึงคำนี้อีนี่โคตรโกรธ ถึงคำนี้อีนี่ไม่ไหวแล้ว ตาต้องแดง ตาต้องถลึงแล้ว มันต้องจำและจับจุดตรงนั้นให้ได้ เสียงต้องไปด้วยกันกับหน้า ถ้าเสียงโกรธแต่หน้ายังไม่โกรธ อันนี้เริ่มยากแล้ว ยิ่งต้องเล่นเป็นตัวละครผู้ชายก็จะยิ่งเกร็ง เขินตัวเองเหมือนกัน เราจะเล่นเป็นผู้ชายได้หรอวะ (หัวเราะ) 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

แล้วการลิปซิงก์คุณฝึกฝนยังไง

ลิปซิงก์เพลงง่ายมาก มันเป็นพื้นฐาน การลิปซิงก์มันอยู่ในตัวทุกคน คนเราต้องมีช่วงที่ใส่หูฟัง ใส่แอร์พอดแล้วขยับปากฮัมเพลงบ้างล่ะ ท่อนนี้มันโดนฉันขอขยับปากร้องตาม ต้องมีโมเมนต์หลับตาแล้วร้องเพลง ตอนอาบน้ำหรือตอนได้ยินเสียงข้างบ้านต้องร้องตามบ้างแหละ ฝึกไม่ยาก วันเดียวก็ทำได้แล้ว จำเนื้อเพลงกับจำลมหายใจนักร้อง จบ

ถ้าเพลงเศร้า เราก็เศร้า เพลงร่าเริง แรดหน่อย ก็แรด

หมูกระทะ, พัก (โควิด) ก่อน, ชานมไข่มุก คุณแต่งเพลงพวกนี้เองหมด

เราชอบแต่งเพลงมาก แต่ทำดนตรีไม่เป็น ดนตรีที่ใช้เป็นดนตรีที่ทุกคนโหลดไปใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ เวลาจะแต่งเพลง คนทั่วไปเขาแต่งเนื้อก่อน แล้วค่อยทำดนตรี แต่เรามีดนตรีก่อน แล้วทำเนื้อให้เขากัน ซิงเกิลแรก ไม่สวยก็เหนื่อยหน่อยนะ ปล่อยไปแล้วไม่ปัง (ปัง : โดดเด่น เป๊ะ) เพลงยาวมากห้านาที เลยคิดใหม่ว่าจะทำเพลงที่ลงได้ทุกแพลตฟอร์ม 

ตอนนั้นเล่นอินสตาแกรมเป็นหลัก ก็จะต้องทำเพลงความยาวหนึ่งนาทีที่ลงอินสตาแกรมได้พอดี จุดหลักคือเราต้องทำให้เนื้อเพลงมันเป็น Earworm หลอนอยู่ในหู ต้องมีท่อนซ้ำให้คนจำ 

อย่างเพลง หมูกระทะ เราอินหมูกระทะมาก หนึ่งอาทิตย์กินหมูกระทะไปแล้วห้าวัน พูดตอนนี้ก็ยังเปรี้ยวปาก สั่งมากินที่บ้านแล้วมันไม่ได้ฟีล มันต้องได้ยินเสียงคนคุยกัน ต้องมีความแย่งหมู ต้องดูว่าเขาเอาสามชั้นมาเติมหรือยัง ก็โอเคงั้นเราจะทำเพลง หมูกระทะ มันก็ได้ออกมาเป็นเพลง เพลงของเราใช้เวลาแต่งไม่ถึงชั่วโมง พอได้คำแรก มันจะโยงเชื่อมคำที่สองอัตโนมัติ มันยากเหมือนกันนะ คนจะคิดว่าเราต้องเก่งมาก พอมาถึงจุดนี้ได้ก็แอบชมตัวเองเหมือนกัน ‘บางครั้งฮายมันก็เก่งเนาะ’ 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

คุณแม่และครอบครัวติดตามแชนแนลของคุณด้วยหรือเปล่า

เจน นุ่น โบว์ ที่ยอดคนดูสิบสองล้านวิว ก็มาจากแม่ประมาณห้าล้านวิว เราเดานะ เพราะเวลาตื่นเช้ามาก็แอบฟังเสียงโทรศัพท์ของแม่ เอาแล้ว ทำไมได้ยินเสียงเหมือน “เจนค่ะ เจนค่ะ” แม่ดันสุดฤทธิ์ คุณยายเรามีลูกเจ็ดคน ทุกคนในบ้านต้องเชียร์อีฮายอยู่แล้วแน่นอน ไม่ต้องกลัว 

ความจริงแม่เราอยากได้ลูกสาว พ่ออยากได้ลูกชาย เรามีพี่ชายแล้วหนึ่งคน พอคลอดออกมาลูกเป็นตุ๊ด แม่ย้ายเรามาอยู่กับยายเลย เดี๋ยวพ่อเตะ ยุคนั้นผู้ใหญ่เขาหัวโบราณ แม่เลยชอบมาก เวลาเราถ่ายงาน ก็จะให้แม่ตัดชุดให้ ถ้านิยามนะ แม่เราน่าจะเป็นคอสตูมหรือดีไซเนอร์เก่า เพราะว่าเป็นคนที่มีทุกชุด ถ้าเกิดไม่มีจะกิน เอาเสื้อไปขายแล้วเป็นเศรษฐีได้เลย เราเปรียบเทียบแบบนี้เลย ตอนเป็นวัยรุ่นแม่ชอบซื้อเสื้อผ้า ซื้อเก็บ เครื่องประดับก็ซื้อเก็บ ถ้าจะยืมอะไร แม่มีหมด ชุดไหนไม่มี แม่ตัดให้ แม่ไม่เคยห้ามว่าอย่าทำ เขาสนับสนุนเราทุกอย่าง

วันที่คลิปคัฟเวอร์เพลง ซุปเปอร์วาเลนไทน์ มียอดคนดู 12 ล้าน มันกำลังบอกอะไรคุณ

บอกกับเราว่าน่าจะกลับไปถ่ายใหม่ แล้วตั้งใจกว่าตอนนั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะดัง เราแค่อยากทำ

จากคลิปแรกของเราเมื่อเริ่มทำ เราว่าเราพัฒนามาตลอด จุดไหนไม่ดีก็ต้องปรับ เราว่าคนเราไม่มีใครดีเพอร์เฟกต์ แม้ว่าเราจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว คนอื่นมาดู อาจไม่ดีก็ได้ เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับปรุงทันทีที่มีคนคอมเมนต์

ทุกวันนี้ยอดวิวสำคัญกับคุณมั้ย

ยอดวิวทำให้คนรู้จักเรา ให้คนรู้ว่ากระแสมันดี แต่มันไม่ได้สำคัญกับเราเชิงว่า ยอดวิวเยอะ ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องมีเงิน จุดประสงค์คือเราตั้งใจทำคลิปออกมาให้คนดู อยากให้เขามีความสุขกับคลิปของเรา

การอยู่มาทุกยุคของการทำคลิปออนไลน์เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมโซเชียลมั้ย

เห็นนะ เรื่องการคอมเมนต์ แต่ก่อนคนไม่มีแอคเคาต์ก็ไม่ค่อยคอมเมนต์ สมัยนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะแอคหลุม (แอคหลุม : แอคเคาต์ส่วนตัวที่ไม่เปิดเผยหน้าตาและชื่อจริงของผู้ใช้) เขาจะด่าอะไรเราก็ได้ จะพิมพ์อะไรก็ได้ จะทำให้คนอื่นเสียใจ จะเหยียบคนอื่นซ้ำแค่ไหนก็ได้ โชคดีมากที่เราทำยูทูบมาตั้งแต่ยุคแรก มันทำให้เราแข็งแกร่ง แต่มีบ้างที่เราไม่ไหว

ถ้าเป็นคอมเมนต์เชิงติเพื่อก่อ ได้เลย เรายินดี อันนี้มันสำคัญมากกับคนทำคลิป บางคนดังข้ามคืนก็มี บางคนทำมาเป็นสิบปีไม่ดัง เหมือนเรา คนก็เพิ่งมารู้จักตอนทำคัฟเวอร์เจน นุ่น โบว์ 

คิดว่าเป็นเพราะอะไร จังหวะหรือเวลา

เราว่าเป็นเพราะ COVID-19 คนอยู่บ้านกัน แล้วเขาไม่มีอะไรทำ ทำงานก็เครียด ดูยูทูบกันทั้งวัน เราว่ามาจากตรงนี้

ถ้าเกิดไม่มี COVID-19 เราทำเจน นุ่น โบว์ อาจจะไม่บูมก็ได้นะ อันนี้คือเรื่องจริงเลย พอคลิปนี้คนเริ่มรู้จัก เขาก็จะย้อนดูคลิปเก่าด้วย กลายเป็นว่าคลิปพวกนั้นก็มีคนดู บางคนก็เคยเห็นคลิปเรามาก่อน คนนี้หรอที่ทำ บางคนก็อ๋อ คนนี้นี่เอง 

เบื้องหน้าคุณสร้างรอยยิ้มให้กับคนอื่น โลกเบื้องหลังที่คุณเจอมันโหดร้ายมั้ย

ส่วนมากเราเจอคอมเมนต์ด้านลบ ไม่มีสาระอะไร เขามาด่าเรา ประมาณว่า สงสารแม่มึงนะที่มีลูกเป็นตุ๊ด เจอประจำ เจอทุกวัน ตอนนี้ก็ยังเจอ เวลาเลื่อนไปเห็นก็มีนอยด์นิดหนึ่งแหละ ก็เครียดบ้าง เราทำอะไรผิดขนาดนั้น เราไม่ว่าเขาหรอก เพราะคนเรามีความคิดไม่เหมือนกัน เราไม่ได้เตรียมรับมืออะไร แค่ปล่อยผ่านไป ช่วงนี้ก็พยายามไม่อ่านคอมเมนต์เลยจะดีกว่า ปล่อยให้กระแสเงียบก่อนแล้วค่อยกลับไปอ่าน น่าจะเป็นการเซฟตัวเราเองได้ดีที่สุด

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

แล้วคอมเมนต์ด้านบวก ช่วยเติมเต็มคุณได้มั้ย

ชอบพี่ฮายมากเลย ทำอีกนะคะ รอดูอยู่ ได้ยินบ่อยมาก พอได้ยินแล้วเหมือนเป็นแรงฮึดสู้ เราพร้อมเริ่มงานใหม่พรุ่งนี้ได้เลย แต่ยังไม่ได้คิดงานนะ แต่ฉันพร้อมเริ่มงานใหม่แล้ว อยู่ดีๆ แรงก็มา คำชมสำคัญมากเลยนะสำหรับคนที่คลิปหรือทำอะไรก็ตาม พอเราได้รับพลังบวกมา เรามีความสุขมากนะ 

ระหว่างทาง เคยมีความคิดว่าอยากเลิกทำมั้ย

ไม่เคยมีเลย (ตอบทันที) เพราะว่ายูทูบมันเป็นความสุข เป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมเราเวลาเจอเรื่องเครียด บางคนอาจจะไปช้อปปิ้ง ดูหนัง แต่เวลาเราเครียดเราจะถ่ายคลิป หาเพลงลิปซิงก์ หาบทละครจำแล้วก็ถ่ายเล่น มันเป็นสิ่งเติมเต็มในช่วงที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีใคร ยิ่งเราไม่มีแฟน ก็มียูทูบนี่แหละที่อยู่เป็นเพื่อนกัน

มันไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่เหมือนความผูกพันบางอย่าง

ใช่ อยู่กันมานานแล้วอะ มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว รักนางนะ รัก Haiseoul Channel

ทำไมต้องเป็น Haiseoul Channel

ช่วงหนึ่งเราอินกับวง Wonder Girls มาก อินกับ Girls Generation มาก พอจะต้องตั้งชื่อแชนแนล เอาฮายอะไรดี เกาหลีก็จะมีกรุงโซล ก็เลยกลายเป็น ‘ฮายโซล’ ดันพ้องเสียงกับไฮโซ คนที่มีฐานะร่ำรวย แต่ความตั้งใจไม่ได้อยากเป็นไฮโซ อยากเป็นฮายโซลที่อยู่เกาหลี บางช่วงเคยเปลี่ยนเป็นไฮโซลลิก้า คนไม่จำ มันยาว หรือจะเปลี่ยนเป็นฮายก้า ก็ฟังดูเหมือนยาบ้า สุดท้ายกลับมาใช้ฮายโซลเหมือนเดิม แต่เติมแชนเนลเข้าไปด้วย 

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

อะไรเป็นเหตุผลให้คนเกือบ 4 แสนมาติดตามคุณ

เราคิดว่าคนติดตามเรามากขึ้น เพราะช่วงนี้ทุกคนเครียด อย่าว่าแต่ทุกคนเลย เราก็เครียด

สมมติถ้าเราเครียด เราก็อยากดูอะไรบันเทิงที่ทำให้เรามีความสุข เราก็เป็นหนึ่งคนที่สร้างความสุขมาตั้งนานแล้ว ก็เลยลองทำคลิป แล้วเหมือนเป็นคนดวงดี อยู่ดีๆ ก็มาทำเจน นุ่น โบว์ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นภายในระยะเวลาครึ่งเดือน ถ้ารวมทุกช่องทาง เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน เราบอกกับทุกสื่อว่า คนดูไม่ต้องรักฮายหรอก แต่อยากให้รักงานของฮายมากกว่า

จุดประสงค์ในการทำยูทูบแต่แรกเลย คือทำยังไงก็ได้ให้คนดูฉันแล้วยิ้ม ดูฉันแล้วหัวเราะ ทุกคนจะต้องไม่เครียดเวลาดูคลิปของฉัน บางคนคิดว่าทำยูทูบเพราะอยากหาเงิน อยากมีรายได้ ตรงนั้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เล็กมาก ส่วนตัวเราก็ยังขายของอยู่ ขายของก็มีเงิน ถึงแม้จะไม่มากมาย แต่เป็นความสุขทางใจ เราขายของมานาน ตั้งแต่มอปลาย คุณแม่เปิดร้านอาหารตามสั่ง เราก็ไปเสิร์ฟ คุณแม่เปิดอู่ซ่อมรถด้วย เราก็ไปช่วย เราว่าเรามีความสุขกับการบริการ 

เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่หัวใจคือการสร้างความสุขให้คนอื่น นี่เป็นเหตุผลให้คุณทำสิ่งนี้อยู่

ใช่ฮะ บางครั้งแม่ถามว่าทำยูทูบได้เงินมั้ย เพราะเขาเห็นเราเหนื่อย ถ่ายทั้งวันทั้งคืน ตัดต่ออีก เราบอกแม่ว่าเงินมันก็ได้ แต่ว่าเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ถึงเหนื่อย แต่มันมีความสุข เราไม่รู้จะอธิบายยังไง ยิ่งเวลาทำคลิปแล้วมีคอมเมนต์กลับมาว่า ชอบจังเลย มีความสุขจังเลย อยากให้ทำต่อไป เป็นกำลังใจให้ อยู่ดีๆ หายเหนื่อยเลยอะ น้ำตาจะไหล 

เรามีพลังขึ้นมาทันที เราไม่ได้ตอแหลนะ คนทำยูทูบ คนทำคลิป จะเข้าใจตรงนี้มาก เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ต้องการแค่คนมาดูงานแล้วเขามีความสุข ไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักเยอะ ขอให้จำได้ว่าอีนี่ไง ที่มันเล่นหลายตัว อีนี่ไง ที่มันเต้นอะไรเยอะๆ อีนี่ไง ที่มันชอบมาลิปซิงก์เป็นตัวละคร แค่คนจำเราได้แค่นี้ก็พอแล้ว

กลัวการถูกลืมมั้ย

เราไม่อยากถูกลืม บางคนบอกว่าไม่ต้องรีบทำคลิปก็ได้ ทำไปเดี๋ยวคนก็มาดูเอง ถ้าเราหายไปนาน คนที่เขาติดตามเราจะมาถามแล้วว่า หายไปไหน กลัวคนคิดว่าอีฮายตายไปแล้วหรอวะ เราว่าคนที่ติดตามเราเขารอเราอยู่นะ

ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ต้องให้ใจเขาด้วย อย่าทิ้งคนดู ทุกวันนี้ยังมีคนรอดูผลงานเราอยู่ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่ติดตามเราเขาไปเจอเรื่องเครียดหรือทุกข์ใจอะไรมาบ้าง ฉะนั้น คลิปเราบางคลิปอาจจะไป Made my day ให้วันนั้นของเขาก็ได้

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9
เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

คุณเล่าแต่ความสุขของคนอื่น แล้วความสุขของคุณคืออะไร

การตื่นมาแล้วได้ทำสิ่งที่ชอบ เจอแม่ ได้กินกับข้าวแม่ ได้พาครอบครัวไปกินข้าว ได้สร้างความสุขให้กับคนในบ้าน ทุกวันนี้ไม่ได้คิดอะไรเลย ตื่นมาก็อยากให้ทุกคนยิ้ม ความสุขของคนอื่นก็คือความสุขของเรา 

แล้วความท้าทายเกือบ 10 ปีในฐานะคนสร้างสรรค์คืออะไร

การแข่งขันกับตัวเอง เราไม่เคยคิดแข่งขันกับใครเลยนะ แค่แข่งขันกับตัวเองมันก็ยากมาก ยากมาก (ย้ำ) สมมติวันนี้อยากถ่ายงาน แต่ฉันขี้เกียจ ไม่ถ่ายดีกว่า แต่ต้องพยายามฉุดตัวเองขึ้นมาให้ได้ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้มันดีกว่าเดิม ทำยังไงก็ได้ให้คนดูเขาดูแล้วรู้ว่าเราตั้งใจทำมันจริงๆ 

คุณมีความฝันหรือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงมั้ย

เราอยากเล่นซิตคอม ซิตคอมเป็นความฝัน ถ้ามีซิตคอมติดต่อมาสักเรื่อง จะไม่คิดเลย ค่าตัวไม่ต้องพูดถึง เอาความฝันของฉันก่อน ฉันอยากเล่น พูดกับแม่ตลอดว่าอยากเล่น เพราะอยากฝึกฝนเรื่องการทำจังหวะ ซิตคอมจะมีจังหวะ และไดนามิกบางอย่างที่มีแค่ในซิตคอมเท่านั้น ถ้าเราได้โอกาสตรงนั้นมามันก็เป็นการพัฒนาตัวเราที่ดีเลย 

ส่วนการทำยูทูบ ถ้าไม่ไหวเราคงหยุด ถ้ายังไหวก็จะผลิตงานให้คนดูแล้วมีความสุขต่อไป เราไม่คิดอะไรที่มันไกลมาก อยู่กับปัจจุบันแล้วคิดว่าวันนี้ฉันตื่นมาจะกินอะไร พรุ่งนี้อยากกินอะไร เราไม่มองอนาคตไกล เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงตอนไหน อาจเป็นข้อเสียของเราก็ได้ บางคนวางแผนเป้าหมายเอาไว้ แต่เป้าหมายของเรามีแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้

เราคิดว่าความคิดคนเปลี่ยนได้ทุกวัน เหมือนตอนเด็กที่อยากเป็นครู โตมาไม่อยากเป็นแล้ว วันนี้เป็นยูทูบเบอร์ อนาคตอาจจะอยากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ทุกคนไม่มีความแน่นอน ข้อดีคือวันนี้เราได้ทำสิ่งนั้นเต็มที่และทำให้ดีที่สุด 

พอคนเริ่มรู้จักเยอะขึ้น ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างมั้ย

ตอนนี้ชีวิตที่หายไปคือการนอนของดิฉัน (หัวเราะ) ได้นอนน้อยลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง แล้วก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้น

เบื้องหลังปรากฏการณ์เจน นุ่น โบว์ ของ Haiseoul Channel คนทำยูทูบที่เพิ่งดังในปีที่ 9

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load