21 มิถุนายน 2562
16.24 K

‘หาดเล็ก’ คือพื้นที่แคบๆ สุดปลายแหลมทางตะวันออกของจังหวัดตราด ก่อนเทือกเขาบรรทัดจะบรรจบกับทะเลอ่าวไทย

พื้นที่ตรงนี้มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสแบ่งเขตประเทศ โดยตัดอาณาเขตของสยามให้ไปเป็นของกัมพูชาที่ตนยึดอาณานิคมอยู่ ชาวสยามกลุ่มหนึ่งมาตั้งหลักปักฐานอยู่บริเวณหาดเล็กเพื่อใช้ตัวเองเป็นกำแพงมนุษย์กั้นระหว่างกัมพูชากับทะเลอ่าวไทย หากไม่มีพวกเขา สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างเกาะช้างและเกาะกง รวมถึงทะเลอ่าวไทยเกือบครึ่ง ก็คงไม่ได้เป็นของไทยอย่างในทุกวันนี้

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในชุมชนเยอะขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มก็ลดพื้นที่อยู่อาศัยบนบกให้น้อยลงทุกที สภาพปัจจุบันจึงกลายเป็นว่าบ้านเรือนกว่า 500 ครัวเรือน เบียดกันลงไปอยู่ในทะเลและเกิดสภาพเป็นชุมชนแออัด ซึ่งชาวบ้านไม่มีเงินพอที่จะซ่อมแซมด้วยตนเอง

‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย
‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย

ใน พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) ห้ามไม่ให้ปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปในทะเลน่านน้ำไทยหรือชายหาด เมื่อเป็นเช่นนี้ ชุมชนหาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมและในน้ำก็ผิดกฎหมายอย่างเต็มประตู

ปัญหากองสุมกันจนเหมือนจะมาถึงทางตัน การมีอยู่ของชุมชนเต็มไปด้วยข้อจำกัดทั้งในเชิงกายภาพและเชิงข้อเขียนทางกฎหมาย สุดท้ายก็คงต้องจบด้วยการให้ผู้คนบริเวณนี้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้น

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ร่วมกับบริษัทภูมิสถาปัตยกรรม LANDPROCESS และชาวบ้านในชุมชน ภูมิใจนำเสนอ ‘หาดเล็กโมเดล’ หาทางออกให้ปัญหาสุดหินผ่านการออกแบบ บนความคาดหวังว่าถ้าที่นี่สำเร็จจะใช้เป็นโมเดลที่ช่วยเหลือชุมชนได้อีกกว่า 7,000 ชุมชนทั่วประเทศ

นี่คือโครงการที่ผลักดันโดยภาครัฐพร้อมกับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และทุกขั้นตอนผ่านการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงอย่างประชาชนในพื้นที่

‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย

การร่วมมือ 3 ด้านเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

และเป็นเหมือนการบอกลางๆ ว่างานไซส์เล็กแค่นี้แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่แค่ไหน

เราฟัง อาจารย์กช-กรกช วรอาคม และ โด้-นราธร มุลเมืองแสง ภูมิสถาปนิกจาก LANDPROCESS เล่าเรื่องราวการรวมพลังของคนรักหาดเล็ก แล้วเกิดความศรัทธาในมนุษยชาติขึ้นมา

ขออนุญาตนำมาเล่าต่อ ณ ที่นี้ เผื่อคุณจะเกิดศรัทธาเหมือนกันกับเรา

‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย

หาดเล็ก สิทธิ์ไม่ได้เล็กตามไปด้วย

การห้ามปลูกสิ่งก่อสร้างในน่านน้ำ จะว่าไปก็มีเหตุผล

เมื่อมีสิ่งใดๆ อยู่ในน้ำนั่นหมายถึงการเพิ่มโอกาสในการทำให้แหล่งน้ำสกปรก ปนเปื้อน การทิ้งขยะลงบนแหล่งน้ำ และปัญหาอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในมุมหนึ่ง การออกกฎหมายเช่นนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่ในอีกแง่หนึ่ง วิถีชีวิตแบบอยู่กับน้ำคือสไตล์ของชาวเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะเป็นที่ราบลุ่ม หลายชุมชนล้อมรอบด้วยทะเลและแม่น้ำ การบังคับไม่ให้มีชีวิตอยู่กับน้ำก็เท่ากับการตัดพวกเขาจากรากของตัวเอง

คำถามที่ถูกต้องจึงกลายเป็น ‘เราจะอยู่ร่วมกับพื้นที่น้ำยังไง’ มากกว่า

‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย

“มันเป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นคนไทยเหมือนกันก็ควรจะมีสิทธิในที่อยู่อาศัยเหมือนกัน คนกลุ่มนี้ ถ้าไม่มีที่ตรงนี้ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนแล้วนะ เพราะนี่คือบ้านของเขา” อ.กช อธิบาย

หาดเล็กเป็นพื้นที่ประเภทนี้พื้นที่แรกที่กรมเจ้าท่าปล่อยให้เช่าพื้นที่ เรียกว่าพวกเขามีโอกาสได้อยู่อาศัยอย่างถูกกฏหมาย เพื่อลองดูว่าจะออกแบบที่ดินครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้อย่างไรไม่ให้ระบบนิเวศเสียหายและไม่เกิดการรุกล้ำเพิ่มเติม

‘หาดเล็กโมเดล’ การออกแบบที่อยู่อาศัยของชุมชน 738 ครัวเรือนในพื้นที่ที่แคบที่สุดในประเทศไทย

ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่นี่ก็มีภูมิความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างชาวทะเล และมีมาดของความเป็นเจ้าบ้านมากกว่าผู้บุกรุก เพื่อให้ได้อยู่ต่อ เขาพร้อมเปิดใจปรับกิจวัตร รับความเปลี่ยนแปลงเต็มที่

“เขาน่าช่วยขนาดนี้ ทำไมเราจะไม่อยากช่วยเขาล่ะ”

ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่

ไม่ใช่แค่นั้น ที่ผ่านมาชาวบ้านเองก็พยายามพัฒนาชุมชนเองอยู่แล้วด้วย

พวกเขาต่างรู้ดีว่า ถ้าจะอยู่ให้ได้เขาจะต้องขยับตัว นั่นคือสาเหตุที่ชาวบ้านเคยลองทำโฮมสเตย์ อยากทำแพพานักท่องเที่ยวไปดูสัตว์ทะเล หรือทำเส้นทางเดินในป่าชายเลนและปลูกป่าชายเลนเพิ่ม

แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทางออกของชาวบ้านไม่อาจแก้ปัญหาได้รอบด้าน ทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนมาได้ครั้งเดียวก็ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อ ไม่รู้จะเดินทางอย่างไร

ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่นี้จริงๆ แล้วยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานมาก ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กรมเจ้าท่า และอีกมากมาย แต่ละภาคส่วนก็มีความกังวลในด้านที่ตนเองดูแล เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การทิ้งขยะลงทะเล หรือการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร เรื่องความมั่นคงของพื้นที่บริเวณชายแดน เป็นต้น

เป้าหมายของงานนี้จึงเป็นการตอบสนองโจทย์ให้ครบทุกฝ่าย ผ่านการเพิ่มเครื่องมือให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพัฒนาระบบนิเวศทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมของพวกเขาเอง

อ.กช บอกว่า “สำหรับภูมิสถาปนิกอย่างเรา ทางออกที่จะเสนอให้เขาได้ก็คือแบบ”

ศึกษากันใหญ่

จะออกแบบได้ ต้องเข้าใจบริบทก่อน

ชุมชนหาดเล็กประกอบด้วย 5 หมู่บ้านที่อยู่รวมกัน แต่ละหมู่บ้านมีจุดเด่นและปัญหาแตกต่างกันไป

หมู่บ้านที่ 1 อยู่ด้านเหนือสุดของหาดเล็ก มีลักษณะเป็นป่าชายเลนอยู่แล้ว แต่ด้วยการสร้างบ้านเรือนและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ป่าเลยหายไปมาก เป้าหมายจึงเป็นการฟื้นฟูป่ากลับมา โดยปลูกป่าเคียงคู่ไปกับการทำทางศึกษาธรรมชาติ ให้ทางเดินไม้ช่วยกันแนวคลื่น ปกป้องป่าไปด้วยในตัว

หมู่บ้านที่ 2 อยู่บริเวณกึ่งกลางหาดเล็ก มีปัญหาเรื่องคลื่นซัดแรงและลมพัดแรง เป็นหมู่บ้านที่บ้านเรือนเสียหายหนักที่สุด สิ่งแรกที่ต้องแก้ไขจึงเป็นการออกแบบแนวกันคลื่นโดยใช้ไม้ไผ่ คอนกรีต และป่าชายเลนเป็นตัวกรองแรงคลื่นรวมกัน 3 ชั้น

หมู่บ้านที่ 3 ถัดลงมาด้านใต้ของหมู่บ้านที่ 2 เป็นหมู่บ้านที่ยังทำประมงเรือเล็กอยู่อย่างชัดเจน และยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวหาดเล็กหลงเหลืออยู่มาก จึงเน้นการชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ชีวิต อยู่โฮมสเตย์ กินอาหารทะเล และเรียนรู้วิถีชาวประมง

หมู่บ้านที่ 4 อยู่ด้านใต้สุดแหลม ติดชายแดนกัมพูชา จึงเป็นที่ตั้งของตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า หมู่บ้านนี้มีตลาดและลานกิจกรรมให้คนได้ออกมานัดเจอพบปะกัน

และสุดท้าย หมู่บ้านที่ 5 อยู่ถัดลงมาด้านใต้ของหมู่บ้านที่ 1 เป็นบริเวณที่มีคนอยู่เยอะที่สุด ทำให้เกิดปัญหาความเป็นอยู่ที่แออัด มีขยะเยอะ รวมถึงมีทั้งคนไทยและกัมพูชา เวลาจะคุยอะไรก็ต้องใช้เวลามากหน่อย แต่ข้อดีคือที่นี่มีประเพณีดั้งเดิมน่ารักๆ หลายอย่าง เช่น ลอยกระทง 2 แผ่นดิน ไทย-กัมพูชา และงานแข่งเรือ สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับส่งเสริมให้กิจกรรมเหล่านี้เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเหมาะกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หัวใจใหญ่

กระบวนการออกแบบงานนี้ประกอบด้วยการคุยมากกว่าการลงมือวาดแบบจริงๆ อีก

หาดเล็ก

“ตอนเรียนเราเคยคิดว่าการออกแบบนี่ยากที่สุด แต่พอมาทำงานอย่างนี้ ขั้นตอนออกแบบน่ะทำวันเดียวก็เสร็จ ตรงที่ยากคือกระบวนการนำไปทำให้เกิดขึ้นจริงๆ ต่างหาก เช่นจะทำอย่างไรให้กรมเจ้าท่ายอมปลดล็อกพื้นที่ตรงนี้ หรือให้ชาวบ้านยอมให้รื้อบ้านตัวเอง” อ.กช อธิบาย

ระหว่างการออกแบบพวกเขาต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วนและอุดทุกปัญหา เพื่อให้ได้ ‘ทางออก’ ที่เหมาะสมที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด เป็นที่น่าพึงพอใจที่สุด เวลาขอการอนุมัติหรือยินยอมอะไรจะได้น่าทำจนไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ลง

หาดเล็ก
หาดเล็ก

แน่นอนว่าโครงการจะดีแค่ไหน หากสุดท้ายผลไม่เกิดขึ้นในเชิงรูปธรรมผู้คนก็จะไม่มีทางเห็นผลกระทบชัดเจน และไม่ส่งแรงกระเพื่อมใดๆ ในสังคม การสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ต้องเริ่มจากการสร้างจริง ที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

เพราะรู้แบบนี้ พวกเขาจึงทุ่มกันเต็มที่เพื่อผลักดันให้มันเกิดขึ้นจริง

อ.กช กระซิบกับเราว่า “ที่จริงแล้วงานนี้ก็ลุ้นอยู่นะว่าจะเกิดไหม แต่ถ้ามันยากแล้วเราจะไม่ทำเลยมันก็ไม่ใช่ ถ้าทุกคนคิดว่ายาก ไม่ลองหมดเลย มันก็ไม่มีทางเกิด เราต้องสู้สิ ต้องมั่นใจว่ามันต้องได้”

หาดเล็ก
หาดเล็ก

แรงกระเพื่อมใหญ่

เมื่อปี 2561 หาดเล็กโมเดลได้รับเลือกเป็นกรณีศึกษาในงาน World Habitat Day ขององค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย

พวกเขาเลือกเพราะเห็นข้อดีอะไรของที่นี่

หาดเล็ก

ข้อเท็จจริงก็คือ มีที่อยู่อาศัยปักหลักอยู่ในพื้นที่คล้ายคลึงกับที่หาดเล็กนี้อีกกว่า 7,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ที่กำลังรอคอยอยู่ว่าจะโดนสั่งให้ย้ายออกจากบ้าน หรือจะมีทางออกอื่นมาช่วยเหลือพวกเขาไว้

แต่ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศที่แปรปรวน ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แปลว่าที่อยู่อาศัยบนบกจะลดลง หากมีหนทางใดให้เราใช้ชีวิตกับน้ำหรือในน้ำได้ ก็จะเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ๆ อีกมาก

หาดเล็ก

“อาจารย์คิดว่ามันไม่ใช่แค่ปัญหาของชุมชนนี้นะ ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จะนำโมเดลไปใช้ได้ในอีกหลากหลายชุมชนชาวประมง ทั้งในสเกลประเทศและสเกลโลกเลย” อ.กช กล่าว

หากสำเร็จ หาดเล็กอาจช่วยชีวิตหาดใหญ่ๆ ได้อีกมากมาย

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load