เมื่อพูดถึงธุรกิจครอบครัว เรามักกล่าวถึงการวางแผนว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดยั่งยืนยาวนาน สามารถสร้างมรดกตกทอดเป็นตำนานหรือ Legacy ต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ การสืบทอดตำนานของธุรกิจครอบครัวนั้นทำได้หลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปเรามักนึกถึงการส่งต่อความเป็นเจ้าของกิจการ (Ownership) การบริหารกิจการ (Management) หรือการควบคุมดูแลกิจการ (Control) ให้แก่ลูกหลานที่เป็นทายาท

แต่ตำนานของธุรกิจก็อาจจะสืบสานต่อไปได้ ถึงแม้ว่าครอบครัวผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เป็นเจ้าของบริหารหรือควบคุมดูแลกิจการแล้วก็ตาม หากเป็นการสืบสานชื่อเสียงผ่านคุณภาพและแบรนด์ของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในตัวอย่างนี้คือไอศกรีม ‘Häagen-Dazs’

Häagen-Dazs แบรนด์ไอศกรีมที่เลือกขายกิจการพร้อมตำนาน โดยไม่มีสมาชิกคนใดบริหารต่อ

ครอบครัวไอศกรีม

ไอศกรีม Häagen-Dazs ถือกำเนิดมาจากน้ำพักน้ำแรงของสามีภรรยา Reuben และ Rose Mattus

Reuben เกิดในเบลารุส ต่อมาในปี 1921 เมื่ออายุได้ 10 ขวบ หลังจากที่พ่อเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาอพยพไปยังสหรัฐอเมริกากับ Lea ผู้เป็นแม่

โชคชะตาทำให้ Reuben เริ่มข้องเกี่ยวกับธุรกิจไอศกรีมตั้งแต่เขาเหยียบขึ้นฝั่งที่อเมริกา เพราะลุง 2 คนต่างก็มีโรงงานไอศกรีมที่นิวยอร์ก

เริ่มแรก Lea และ Reuben ได้ช่วยลุงของ Reuben ขายหวานเย็นมะนาว (Lemon Italian Ice) ต่อมาก็เริ่มกิจการของตัวเองที่ย่าน The Bronx โดย Lea อาศัยใต้ถุนโบสถ์เป็นที่ผลิตหวานเย็น จนในที่สุดก็ขยายกิจการไปทำหวานเย็นแท่งไอศกรีมบาร์เคลือบช็อกโกแลตและแซนด์วิช

Reuben เล่าว่า การทำไอศกรีมในสมัยนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก ตอนฤดูหนาวต้องไปเอาน้ำแข็งมาจากทะเลสาบ Great Lakes มาฝังไว้ในขี้เลื่อยจนถึงฤดูร้อน ซึ่ง Reuben ได้เรียนรู้การทำไอศกรีมให้รสชาติดีจากหนังสือด้วยตัวเอง

และที่นิวยอร์กนี่เองที่เขาได้พบและแต่งงานกับ Rose หญิงสาวชาวยิวเชื้อสายโปแลนด์ผู้อพยพมาอเมริกาพร้อมกับพ่อและแม่ หลังจากที่โรงงานเย็บผ้าของครอบครัวที่เมืองเบลฟาสต์ในไอร์แลนด์ถูกกองทัพอังกฤษทิ้งระเบิดเสียหายระหว่างสงครามเพื่ออิสรภาพไอร์แลนด์

Häagen-Dazs แบรนด์ไอศกรีมที่เลือกขายกิจการพร้อมตำนาน โดยไม่มีสมาชิกคนใดบริหารต่อ

จาก‘วิกฤตตู้เย็น’ สู่การเป็นผู้นำ ‘ไอศกรีมพรีเมียม’

เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วกะทันหันหรือ Technology Disruption ส่งผลกระทบต่อธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งหากปรับตัวไม่ทันก็อาจถึงขั้นต้องปิดกิจการกันเลยทีเดียว

Technology Disruption ไม่ใช่สิ่งใหม่ ธุรกิจไอศกรีมของ Reuben ประสบกับสถานการณ์นี้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 จากนวัตกรรมที่เราเรียกกันว่า ‘ตู้เย็น’

การใช้ตู้เย็นที่แพร่หลายมากขึ้น ทำให้การขายไอศกรีมตามร้านค้าต่าง ๆ ง่ายขึ้น ธุรกิจไอศกรีมจึงแข่งขันกันสูง เกิดสงครามราคา มีการตัดราคากัน

‘วิกฤตตู้เย็น’ ในอุตสาหกรรมไอศกรีมนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่ง Reuben เล็งเห็นว่า ธุรกิจไอศกรีมจะอยู่รอดได้นั้น จะต้องผลิตของที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาพรีเมียม

Reuben กับ Rose จึงเปลี่ยนมาผลิตไอศกรีมคุณภาพสูง ไม่ใช้วัสดุสังเคราะห์ ใช้เฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติ ใช้ไข่จริง ใช้ช็อกโกแลตจากเบลเยียม วานิลลาจากมาดากัสการ์ กาแฟจากโคลอมเบีย และไขมันเนย (Butter Fat) เป็นสัดส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเคล็ดลับให้ไอศกรีมรสชาติดี

Häagen-Dazs แบรนด์ไอศกรีมที่เลือกขายกิจการพร้อมตำนาน โดยไม่มีสมาชิกคนใดบริหารต่อ

การสร้างจุดเด่นคุณภาพสูงให้สินค้า ทำให้ทั้งสองขายไอศกรีมราคามากขึ้นได้ ในราคา 75 เซนต์ต่อไพนท์ มากกว่าราคาไอศกรีมยี่ห้ออื่น ๆ ที่ขายกันถึง 23 เซนต์ต่อไพนท์

ถือเป็นจุดกำเนิดอุตสาหกรรมไอศกรีมคุณภาพชั้นเลิศ (Super Premium) ที่ยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

รสที่ถูกลิ้น ชื่อที่ชินปาก

ไอศกรีมของสองสามีภรรยาได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว Reuben ให้สัมภาษณ์ว่าสูตรลับความสำเร็จมาจาก 2 ปัจจัย

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือไอศกรีมต้องรสชาติดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อันดับ 2 คือการตลาดต้องเจ๋งด้วย ซึ่งเขาภูมิใจในการตลาดของธุรกิจตัวเองมาก

เขาเชื่อว่าองค์ประกอบสำคัญของการตลาดคือชื่อแบรนด์ แบรนด์ไอศกรีมชื่อ Häagen-Dazs มีความเป็นสแกนดิเนเวีย มีความแปลก ฟังดูหรูหราเหมือนสินค้านำเข้า แต่จริง ๆ แล้วไม่มีความหมายใด ๆ เลยในพจนานุกรม

ในปี 1960 Häagen-Dazs ไอศกรีมพรีเมียมภายใต้ชื่อแบรนด์แหวกแนวจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดย Reuben ทำหน้าที่คิดค้นและผลิตไอศกรีม ส่วน Rose ออกตระเวนทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์

ธุรกิจได้ขยายตัวต่อเนื่องจนได้วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายประเทศทั่วโลก และในปี 1976 Doris ลูกสาวของทั้งคู่ก็ได้เปิดร้าน Häagen-Dazs สาขาแรกที่ Brooklyn Height ในนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของร้าน Häagen-Dazs หลายร้อยแห่งทั่วโลกในปัจจุบัน

Häagen-Dazs แบรนด์ไอศกรีมที่เลือกขายกิจการพร้อมตำนาน โดยไม่มีสมาชิกคนใดบริหารต่อ

พูดได้ว่าในที่สุด แบรนด์นี้ก็ได้ขึ้นแท่นเป็นไอศกรีมพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ล้างมือในอ่างทองคำ

ในปี 1983 ธุรกิจ Häagen-Dazs กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นที่หมายปองของบริษัทอื่นที่อยากซื้อกิจการโดยให้ราคาที่สูง ขณะที่ Reuben และ Rose ในวัย70 กว่าก็คิดว่าถึงเวลาวางมือจากธุรกิจเสียที ทั้งคู่จึงตัดสินใจขาย Häagen-Dazs ให้แก่บริษัท Pillsbury ไปในราคา 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การที่ครอบครัว Mattus ตัดสินใจขายกิจการให้ Pillsbury บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพยากรและเครือข่ายธุรกิจกว้างขวาง ทำให้แบรนด์ของพวกเขายิ่งขยายไปมากขึ้น และสร้างความมั่นคงที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดยืนยาวต่อไปได้ ในขณะที่ครอบครัวเองก็ได้ค่าตอบแทนสูงจากการขายเช่นกัน

หลังจากขายธุรกิจแล้ว Doris ยังคงบริหารงานของ Häagen-Dazs อยู่ในฐานะ President และ General Manager ของธุรกิจด้านแฟรนไชส์ ส่วน Kevin Hurley สามีของ Doris ก็เป็น President และ General Manager ของกิจการค้าปลีก 

Reuben ดำรงตำแหน่ง Chairman ของ Häagen-Dazs ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารของเครือ Pillsbury

ในเวลาต่อมา เมื่อ Pillsbury ขาย Häagen-Dazs ต่อให้แก่ General Mills ครอบครัว Mattus ก็ไม่ได้มีส่วนในกิจการไอศกรีมที่ตัวเองริเริ่มอีกต่อไป แต่ความสำเร็จของ Häagen-Dazs จนถึงทุกวันนี้นั้นต้องถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ครอบครัวนี้ได้สร้างขึ้นมา

The Last Scoop

ในบั้นปลายชีวิต แม้ว่า Reuben จะขายธุรกิจ Häagen-Dazs ไปแล้ว แต่เขาก็ยังชอบคิดค้นและพัฒนาเทคนิคการผลิตไอศกรีมใหม่ ๆ

หลังจากที่เขาป่วยจนต้องผ่าตัดหัวใจ ลูกสาวและลูกจึงนำเสนอไอเดียธุรกิจไอศกรีมไขมันต่ำ (Low-fat Ice Cream) ซึ่งเขาก็ตกลงที่จะร่วมธุรกิจใหม่นี้ด้วย โดยหน้าที่ของเขาคือทดสอบรสชาติของไอศกรีมที่คิดค้นมาว่าดีพอจะผลิตออกขายหรือไม่

ไอศกรีมนี้ขายใต้ชื่อแบรนด์ Mattus’Low Fat Ice Cream ซึ่งเรียกได้ว่าตรงข้ามกับ Häagen-Dazs นอกจากผลิตไอศกรีมที่มีสัดส่วนไขมันเนยต่ำแล้ว ยังใช้นามสกุลของครอบครัวเป็นชื่อแบรนด์

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ธุรกิจดำเนินไป 2 ปี ครอบครัว Mattus ก็ตัดสินใจเลิกกิจการนี้ เพราะ Reuben ไม่คิดว่าไอศกรีมรสชาติดีพอ

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เสียชีวิตในปี 1994 ด้วยวัย 82 ปี ส่วน Rose มีชีวิตต่อมาจนเสียชีวิตในปี 2006 ด้วยวัย 90 ปี ถือเป็นการปิดตำนานผู้ริเริ่มอุตสาหกรรมไอศกรีมพรีเมียมที่เติบโตมาจนมีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน

ตระกูล Mattus แสดงให้เห็นว่า การ Leave Legacy ของธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องพยายามให้ครอบครัวคงความเป็นเจ้าของบริหารหรือดำเนินกิจการไปตลอดก็ได้

การวางมือและส่งต่อธุรกิจให้เจ้าของใหม่ที่สืบสาน ต่อยอด และรักษากิจการไว้ได้ในอนาคตก็เป็นการ Leave Legacy แบบหนึ่ง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว Legacy ในมุมมองของผู้บริโภคไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่อยู่ที่คุณภาพและชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ต่างหาก

Häagen-Dazs แบรนด์ไอศกรีมที่เลือกขายกิจการพร้อมตำนาน โดยไม่มีสมาชิกคนใดบริหารต่อ

ข้อมูลอ้างอิง

www.tharawat-magazine.com/grow/haagen-dazs/

www.tampabay.com/archive/1996/09/05/no-fat-products-are-losing-allure/?outputType=amp

 www.baltimoresun.com/news/bs-xpm-1992-12-27-1992362188-story.html

toriavey.com/banking-on-butterfat-the-history-of-haagen-dazs

www.nytimes.com/1983/06/07/business/pillsbury-s-ice-cream-chain-deal.html

taylorgoad.com

Writer

ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California, San Diego นักวิชาการผู้หลงใหลเรื่องราวจากโลกอดีต รักการเดินทางสำรวจโลกปัจจุบัน และสนใจวิถีชีวิตของผู้คนในโลกอนาคต

Business Family

ครอบครัวธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจครอบครัว

การคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) ในการประกอบธุรกิจเป็นเรื่องที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน แต่กระแส ESG นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ธุรกิจหลายแห่งนำหลัก ESG มาใช้ในการดำเนินกิจการมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่มักให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการอยู่ร่วมกันกับชุมชน

Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก

หนึ่งในผู้นำกระแส ESG ในวงการธุรกิจคือ ตระกูล Cadbury ที่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มายาวนานกว่าร้อยปีเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการสร้างกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ (Corporate Social Responsibility : CSR) และการปฏิวัติบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ของธุรกิจทั่วโลกอีกด้วย

ธุรกิจช็อกโกแลต 200 ปี

ตระกูล Cadbury เป็นผู้ก่อตั้งกิจการช็อกโกแลตชั้นนำของโลก เจ้าของช็อกโกแลตหลายแบรนด์ เช่น Dairy Milk ในห่อสีม่วงที่หลายคนอาจจะคุ้นเคย หรือ Crunchie ในห่อสีม่วงทอง

ธุรกิจครอบครัวของตระกูลนี้เริ่มต้นในปี 1824 โดย John Cadbury จากร้านขายชากาแฟในเมือง Birmingham ในอังกฤษ พวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มเคร่งศาสนาที่เรียกกันว่า Quakers ทำให้จอห์นตัดสินใจขายเครื่องดื่มโกโก้ในร้านของเขาด้วย เพราะเป็นเครื่องดื่มรสชาติดี ไม่ทำลายสุขภาพ และเป็นทางเลือกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจช็อกโกแลต

Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก

ในปี 1847 Benjamin Cadbury น้องชายของเขาได้เข้ามาร่วมทำธุรกิจด้วย บริษัทจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Cadbury Brothers และในอีก 7 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งจาก Queen Victoria ให้เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตและโกโก้ให้ราชสำนักอังกฤษ

ในช่วงแรกธุรกิจ Cadbury ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งลูกชายของ John 2 คน คือ Richard และ George เข้ามารับช่วงต่อในปี 1861 แต่ถึงอย่างนั้น ธุรกิจก็ยังไปได้ไม่ค่อยดีนัก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจเริ่มดีขึ้นจนทำกำไรได้ คือในปี 1864 ที่สองพี่น้องตัดสินใจเปลี่ยนโฟกัสของธุรกิจจากชาและกาแฟไปสู่ช็อกโกแลต และปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น

Cadbury เริ่มผลิตช็อกโกแลตแท่ง Dairy Milk ในห่อสีม่วงในปี 1905 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้มหาศาลและทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วน Dairy Milk ก็ได้กลายเป็นช็อกโกแลตยอดนิยมในอังกฤษที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 60% ในอีก 30 ปีถัดมา

Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก

จากความหวานสู่ความขม

นอกจากการเติบโตจากผลิตภัณฑ์ของ Cadbury เอง ธุรกิจยังเติบโตจากการควบรวมหลายกิจการ เช่น ในปี 1919 Cadbury ควบรวมกิจการกับ J.S. Fry & Sons ผู้ผลิตช็อกโกแลตแท่งหลายแบรนด์อย่าง Crunchie ในห่อสีทอง และควบรวมกับบริษัทเครื่องดื่ม Schweppes จนกลายเป็นบริษัท Cadbury-Schweppes ในปี 1969

นอกจากนี้ ธุรกิจยังควบรวมกิจการอื่น ๆ ทั้งในอังกฤษยุโรปอเมริกาและออสเตรเลีย จนทำให้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ในด้านหนึ่งนั้น การควบรวมกิจการต่าง ๆ ทำให้ Cadbury ขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว มีผลิตภัณฑ์หลากหลายและครองส่วนแบ่งตลาดในหลายประเทศทั่วโลก

ขณะเดียวกัน การควบรวมก็ทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของธุรกิจของตระกูล Cadbury ลดน้อยลงไปจนในที่สุดไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการที่ธุรกิจอื่นจะเข้ามาทุ่มซื้อกิจการหรือ Takeover

ในที่สุดเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อบริษัท Kraft Foods จากสหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามาทุ่มซื้อกิจการ Cadbury จนซื้อหุ้นรวมได้เกิน 75% ในปี 2010 และผนวก Cadbury เข้าไปเป็นบริษัทลูกของ Kraft ซึ่งถือเป็นการปิดฉากตระกูล Cadbury ในธุรกิจช็อกโกแลตที่ดำเนินมาเกือบ 200 ปี และส่งผ่านธุรกิจมาถึงทายาทรุ่นที่ 4

สาธารณชนในอังกฤษมีปฏิกิริยาต่อต้านการทุ่มซื้อกิจการครั้งนี้อย่างรุนแรง จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะ Kraft เป็นธุรกิจต่างชาติจากอเมริกา ส่วน Cadbury เป็นธุรกิจครอบครัวสัญชาติอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องความเอาใจใส่ Stakeholders และกิจการสาธารณกุศลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาร้อยกว่าปี

ทุนนิยมเพื่อสังคม

หากย้อนหลังกลับไป John Cadbury ผู้ก่อตั้งธุรกิจในรุ่น 1 ได้ยึดหลักการทำธุรกิจในระบบทุนนิยมที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของ Stakeholders ซึ่งทายาทก็ซึมซับแนวคิดนี้สืบต่อกันมาทุกรุ่น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ Richard กับ George ทายาทรุ่นสองตัดสินใจย้ายโรงงานออกจากชุมชนแออัดในเมืองไปสร้างนิคมชื่อ Bournville นอกเมือง Birmingham ในปี 1879 ซึ่งต่อมา George ได้ออกเงินส่วนตัวซื้อที่ดินใกล้ ๆ โรงงานพัฒนาเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนงานให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ

Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก
ภาพ : SWNS
Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก
ภาพ : Birmingham Mail

Bournville ถือเป็นแบบอย่างของทุนนิยมเพื่อสังคม (Social Capitalism) ให้กับนักธุรกิจอื่น ๆ เช่น Milton Hershey ผู้ก่อตั้งบริษัทช็อกโกแลต Hershey ได้นำแบบอย่างนี้ไปสร้างนิคมคล้าย ๆ กันที่มลรัฐ Pennsylvania ในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ Richard กับ George ยังเพิ่มค่าจ้างให้คนงานผู้หญิง 3 เท่า จัดระบบเรื่องการลาป่วย และให้การศึกษากับลูกจ้าง รวมถึงต่อต้านการใช้แรงงานเด็กอีกด้วย

เรียกได้ว่า Cadbury เป็นผู้นำเรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) และเรื่อง Environmental, Social, and Governance (ESG) ก่อนที่ประเด็นเหล่านี้จะกลายมาเป็นกระแสหลักของการประกอบธุรกิจมากกว่าร้อยปีเลยทีเดียว

ส่วนทายาทรุ่นสาม Barrow Cadbury ลูกชายคนโตของ Richard และ Edward Cadbury ลูกชายคนโตของ George ก็ต่างตั้งมูลนิธิของตนเองเพื่องานสาธารณกุศล

ถึงแม้ว่าต่อมาในช่วงทศวรรษ 2000 ผู้บริหารจะเป็นคนนอกครอบครัว ไม่ได้เป็นสมาชิกครอบครัวอีกต่อไปแล้ว แต่คุณค่าที่ยึดมั่นในครอบครัวของตระกูลยังคงอยู่ในการดำเนินกิจการของบริษัท เช่น กำไรของธุรกิจ 1% ก่อนหักภาษีจะใช้จ่ายไปในโครงการเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน

ในปี 2008 หรือเพียงไม่ถึง 2 ปีก่อนที่ Kraft จะเข้ามาทุ่มซื้อกิจการ Cadbury ได้ประกาศแผนการลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงก่อตั้ง Cadbury Cocoa Partnership โดยสัญญาที่จะบริจาคเงินถึง 44 ล้านปอนด์ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวสวนโกโก้ขนาดเล็กในกานา อินเดีย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะแคริบเบียน

จากตัวอย่างเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอังกฤษจะมีปฏิกิริยาต่อต้านการเข้าซื้อกิจการของ Kraft ในปี 2010

The Cadbury Report

สมาชิกสำคัญอีกคนหนึ่งของตระกูลที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล คือ Adrian Cadbury ทายาทรุ่นสี่ หลานของปู่ George ผู้ก้าวมาเป็นประธานบริษัทในปี1965 ด้วยวัยเพียง 36 ปี และอยู่ในตำแหน่งถึง 24 ปีก่อนที่จะวางมือและส่งต่อธุรกิจครอบครัว Cadbury ให้แก่ Dominic น้องชายของเขาที่รับช่วงบริหารกิจการครอบครัวต่อมาจนถึงปี 2002

Cadbury ธุรกิจครอบครัวที่มีแนวคิด ESG มากว่า 100 ปี ก่อนเป็นกระแสหลักของธุรกิจทั่วโลก
ภาพ : Ben Smith/REX Shutterstock

Adrian ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Sir Adrian Cadbury ในปี 1977 และเป็นนักธุรกิจชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG เช่นเดียวกับบรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ ของตระกูล หลังวางมือจากการบริหารบริษัทแล้ว Sir Adrian ได้รับการแต่งตั้งโดย London Stock Exchange ให้เป็นประธานของคณะกรรมการว่าด้วยประเด็นทางการเงินของบรรษัทภิบาล (The Committee on the Financial Aspects of Corporate Governance)

คณะกรรมการชุดนี้รู้จักกันในชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘The Cadbury Committee’ ตามชื่อของ Sir Adrian ที่เป็นประธานและมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิรูปการประกอบธุรกิจในโลกสมัยใหม่

รายงานของคณะกรรมการที่เรียกกันว่า The Cadbury Report และเผยแพร่ในปี1992 นั้น ได้นำเสนอแนวทางในการประกอบกิจการแบบมีบรรษัทภิบาลได้เป็นรากฐานของการปฏิรูปบรรษัทภิบาลของธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการคณะกรรมการบริษัทและการจัดทำบัญชี เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดธรรมาภิบาลของธุรกิจ

Cadbury จึงเป็นครอบครัวที่ถึงแม้จะไม่ได้บริหารธุรกิจของตนเองอีกต่อไปแล้ว แต่ได้มอบมรดกสำคัญไว้ให้กับวงการธุรกิจทั่วโลก ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้นำที่วางรากฐานเรื่องการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาลมากว่าร้อยปี ซึ่งกลายเป็นกระแสหลักของการดำเนินธุรกิจทั่วโลกในปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิง 

https://en.m.wikipedia.org/wiki/History_of_Cadbury

www.cadburyworld.co.uk/schoolandgroups/~/media/CadburyWorld/en/Files/Pdf/factsheet-cadbury-family

www.reuters.com/article/cocoa-ghana-cadbury-idUKL2863128120080128

www.theguardian.com/business/2015/sep/06/sir-adrian-cadbury

Writer

ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์

ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California, San Diego นักวิชาการผู้หลงใหลเรื่องราวจากโลกอดีต รักการเดินทางสำรวจโลกปัจจุบัน และสนใจวิถีชีวิตของผู้คนในโลกอนาคต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load