หลังจากติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่บอกให้เราเตรียมหนาวมาสักพัก และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ลมหนาวมาเยือน

ค่ะ ตราบใดที่เรายังมีความหวัง โลกนี้จะยังคงสวยงาม

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Virgin Umeshu หรือไอศครีมรสเหล้าบ๊วยที่จะเยียวยาคุณ

หลังจากแอบเป็นแฟนคลับแบรนด์ไอศครีมสุดคราฟต์อย่าง ‘Guss Damn Good’ มานาน เพราะเป็นตัวอย่างอันหาญกล้าของแบรนด์เกิดใหม่ ในวันที่คนบอกว่า ‘ไอศครีมราคาก้อนละ 85 บาทไม่มีท็อปปิ้งขายไม่ได้หรอก เพราะมันถ่ายรูปไม่ได้’

ใช่ เรายังไม่ทันจะได้ถ่ายรูปเลย ก็กินอร่อยจนหมดถ้วยไปแล้ว

หรือแม้แต่ทำหน้าไม่แน่ใจ เมื่อได้ยินว่าหนุ่มสาวดีกรีปริญญาโทจากบอสตันจะมาเปิดร้านไอศครีม เพียงเพื่อให้คนออกจากบ้านมานั่งแลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจ

และก็ใช่อีก ที่ก็เราเป็นหนึ่งคนที่ฝันถึงสถานที่แบบนั้น

The Cloud มีนัดกับ ระริน ธรรมวัฒนะ Chief Icecream Artist และ นที จรัสสุริยงค์ Chief Icecream Scientist สองผู้ตั้งแบรนด์ไอศครีม Guss Damn Good ในบ่ายวันหนึ่งที่ร้านสาขาเพลินจิต ตั้งใจจะพูดคุยเรื่องธุรกิจและการทำแบรนด์ไอศครีมที่ฉีกทุกกฎของการเป็นไอศครีม

ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาและสีสันที่คล้ายกันทั้งตู้ ที่มาของรสชาติและชื่อที่ชวนสงสัย การไม่แปะป้ายบอกรสชาติไอศครีมเพราะอยากให้ลูกค้าได้ฟังและชิมรสชาติที่เขาอาจไม่เคยกินที่ไหน และการขายไอศครีมราคาก้อนละ 85 บาทโดยไม่มีท็อปปิ้งแม้เพียงนิดเดียว ไปจนถึงการทำร้านที่ไม่ได้เป็นไปตามภาพฝันแรกที่อยากเห็นร้านเป็นพื้นที่รวมพลคนทำธุรกิจสร้างสรรค์ แต่ใช้มันมากำหนดคาแรกเตอร์ของไอศครีมจน Guss Damn Good เป็นที่รักของคนทั้งผอง

นอกจากจะเป็นไอศครีมที่มีวิธีคิดที่เก๋แล้ว Guss Damn Good ยังเท่มากอีกด้วย เพราะไม่ได้อาศัยแค่ความกล้า แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ประณีตในรายละเอียด ทั้งยังสนุกที่ได้ฉีกกรอบยอมออกจากรูปแบบเดิม และตรงไปตรงมาอย่างที่สุด

ครั้งหนึ่งมีคนเข้าใจว่าร้านต้นตำรับของไอศครีม Guss Damn Good อยู่ที่บอสตัน ถึงกับเดินหาแล้วถึงกับส่งข้อความถามทางหลังไมค์ เพราะหาร้านในบอสตันไม่เจอ

นั่นก็เพราะ Guss Damn Good เป็นร้านไอศครีมสัญชาติไทยแท้ และอยู่ที่ไทยนี่แหละ

และเพราะ Guss Damn Good เป็นไอศครีมที่ใช้ความรู้สึกในทุกกระบวนการผลิต จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเรายังรู้สึกถึงใครบางคนเสมอ คนที่เคยกินไอศครีมรสนั้นด้วยกัน

Guss Damn Good Guss Damn Good Guss Damn Good

(Ice) Cream–working Space

จุดเริ่มต้นของไอศครีม Guss Damn Good มาจากความฝันของระรินและนที ที่อยากมีร้านไอศครีมเพื่อเป็นพื้นที่กลางให้เหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่และคนในสายงานฟรีแลนซ์ใช้พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์

ฟังแล้วเป็นไอเดียที่ไม่เลว

แต่ช้าก่อน ‘ร้านไอศครีม’ กับ ‘พื้นที่กลางสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์’ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

“ที่บอสตัน ร้านไอศครีมเป็นที่ที่คนทุกเพศทุกวัยออกมาใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ซึ่งแม้จะเป็นเมืองหนาวมีหิมะตกเกินครึ่งปี แต่ก็มีร้านไอศครีมเยอะมาก และเกือบทุกร้านมีคนเข้าแถวซื้อไอศครีมกันตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น” สองนักเรียนไทยใน Babson College มหาวิทยาลัยที่เก่งกาจเรื่องการบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์เล่าย้อนไปที่จุดเริ่มต้น

ระรินเล่าว่า สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่หลงใหลไอศครีมคือ ความไม่มีกรอบ ซึ่งต่างจากเบเกอรี่หรือขนมชนิดอื่น จะจับอะไรมาใส่กับอะไรในไอศครีมก็ไม่ผิด ทั้งยังไม่มีพิธีตรีตรอง ไม่ต้องมีอุปกรณ์การกินให้มากความ จะคุยไปด้วยกินไปด้วยก็ทำได้

นอกจากสัมผัสไอศครีมเหนียวนุ่มน่าตื่นเต้น นทีเล่าว่า สิ่งทำให้คนบอสตันอยากออกจากบ้านมาร้านไอศครีมทุกวัน คือ บรรยากาศสนุกๆ เพลงที่เปิดเสียงดังๆ ซึ่งแม้พื้นที่ร้านจะไม่ใหญ่มาก แต่ทุกคนเชื่อมโยงและเข้าถึงกันด้วยโต๊ะกลางขนาดใหญ่ มีเก้าอี้ทรงสูงล้อมรอบให้เลือกนั่ง และไม่ว่าคุณจะยืนหรือนั่งทุกคนซึ่งอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความสนใจของตัวเองกันอย่างสนิทสนม

“ย้อนกลับไปวันนั้นเราเองก็ตอบไม่ได้ว่าอะไรคือจุดร่วมกันระหว่างไอศครีมและพื้นที่ Entrepreneur Hub เรารู้แค่ว่าเราชอบพลังแบบนี้ และอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่บ้านเรา” สำหรับระรินและนที ไอศครีมเป็นตัวกลางเชื่อมพลังงานและมวลดีๆ ของชาวบอสตัน เมื่อเรียนจบกลับมาประเทศไทย ทั้งคู่ก็รีบเล่าไอเดียธุรกิจให้คนรอบตัวฟัง แต่ไม่มีใครซื้อไอเดียนี้เลย ทั้งยังสงสัยและตั้งคำถามว่า ในยุคที่ทุกคนชอบถ่ายรูปของกิน ไอศครีมที่ไม่มีท็อปปิ้งจะขายได้ยังไง

แต่เรื่องนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับการที่ทั้งสองคนเป็นนักเรียนปริญญาโทที่ไม่ได้เป็นเชฟหรือเคยเข้าครัวจริงจังมาก่อน

Guss Damn Good Guss Damn Good Guss Damn Good

ไอศครีมที่ใช้ความรู้สึก

ที่มาของชื่อ Guss Damn Good นั้น

ชื่อ Guss Ice Cream มาจาก Gut ของ Gut Feeling และ Cus ของ Focus

ส่วน Damn Good มาจากคำอุทานของเพื่อนรุ่นพี่หลังชิม Guss Ice Cream คำแรก

“เราเริ่มจากความคิดว่าผู้ประกอบการควรจะมีอะไร ก็พบว่าผู้ประกอบการที่ดีควรจะมี Gut Feeling นั่นคือ เราก็ดูตัวเลขกำไรขาดทุนอย่างดีนะ แต่สุดท้ายเราก็จะใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ” ระรินอธิบาย ก่อนส่งไม้ต่อให้นทีเล่าหนึ่งตัวอย่างของการใช้ความรู้สึกตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในธุรกิจว่า ตอนอยู่ที่บอสตันพวกเขาทำไอศครีมกันเองด้วยเครื่องทำไอศครีมขนาดเล็กที่ซื้อจากเว็บ Amazon

ต่อมา ในวันที่ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจจริงจัง ทั้งสองคนก็คิดหาคนมาเป็นเชฟช่วยทำไอศครีม เพื่อที่ทั้งคู่จะได้รับหน้าที่ส่วนของการตลาดและสื่อสารแบรนด์ตามถนัด แต่เมื่อพบกับคนที่ตามหา พวกเขากลับคิดมากจนนอนไม่หลับ เพราะคิดเสียดายที่จะไม่ได้หยิบจับทดลองทำไอศครีมด้วยตัวเองอีกต่อไป จึงเปลี่ยนไม่จ้างเชฟแล้วขับรถไปซื้อเครื่องทำไอศครีมเครื่องใหญ่ด้วยกัน

ไอศครีมที่มีคาแรกเตอร์ Entrepreneur

แม้จะไม่ได้เป็นร้านไอศครีมที่มีพื้นที่กลางสำหรับผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์อย่างที่ตั้งใจ แต่ทั้งระรินและนทีก็ไม่ลืมที่จะใส่จิตวิญญาณและความเชื่อ ‘อย่างผู้ประกอบการ’ ลงไปในการทำแบรนด์ Guss Damn Good

“ที่ผ่านมา เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนที่มีความฝันและมุ่งมั่นจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจจากสิ่งที่รักและชอบ ซึ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก และเราก็ซึมซับพลังแบบนี้ตลอดเวลา ทุกคนที่เราเจอมีคาแรกเตอร์ 4 ข้อที่ชัดมากๆ ทุกคนสนุกสนาน บ้าบิ่น เปิดใจคุยกันตรงๆ มีเหตุผล และไม่ได้มีพิธีรีตรอง เราจึงคิดและทำให้ไอศครีมของเรามีคาแรกเตอร์แบบ ‘ผู้ประกอบการ’ ได้แก่ หนึ่ง มีความสนุก สอง ใส่ใจในรายละเอียด สาม ขบถ ฉีกกรอบนิดๆ และสี่ ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม” นทีเล่าถึงช่วงเวลาเมื่อครั้งอยู่ท่ามกลางแวดล้อมของคนรุ่นเดียวกัน

Guss Damn Good Guss Damn Good

วิทยาศาสตร์การไอศครีม

“ความรู้เรื่องการทำไอศครีมทุกอย่างมาจากหนังสือ และไม่ใช่หนังสือ Homemade Bakery ที่มีรูปภาพสวยๆ ใครๆ ก็ทำตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน แต่เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เล่าเรื่องโมเลกุล เกล็ดน้ำแข็ง สูตรการหาจุดเยือกแข็งและจุดหลอมเหลว” ระรินรีบออกตัวเล่าที่มาของสูตรไอศครีม Guss Damn Good โดยรายชื่อหนังสือทุกเล่มมาจากการแนะนำของเชฟเจ้าของร้านไอศครีมร้านโปรดในบอสตัน

ก่อนจะเป็นหน้าที่ของนทีและลูกพี่ลูกน้องของเขา ช่วยกันคิดผูกสูตรผ่านโปรแกรม Excel โดยคำนวณส่วนผสมและองค์ประกอบทั้งหมดที่จะส่งผลต่อรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ จุดเยือกแข็ง จุดหลอมเหลว ความหวาน ความมัน เพื่อหาสมดุลของสัดส่วนไขมันที่ส่งผลต่อเนื้อสัมผัสไอศครีมแบบบอสตันที่ทั้งเขาและระรินต้องการ

“อย่างเปอร์เซ็นต์ของน้ำส่งผลโดยตรงกับเนื้อไอศครีม ถ้ามากเกินไปก็จะกินแล้วเสียวฟัน ซึ่งไอศครีมที่ดีจะต้องกินแล้วไม่เสียวฟัน ทั้งหมดนี้เกิดจากการบาลานซ์สูตร ทำอย่างไรให้ออกมา Warm Eating แปลว่า แม้จะกินของแช่เย็นแต่ก็รู้สึกอบอุ่นในช่องปาก” ระรินเล่าเสริม

ถึงกระนั้น นทีก็ย้ำว่าสูตรคำนวณของเขาไม่ได้ถูกต้องที่สุดเสมอไป แต่เป็นเพียงการตั้งต้นทดลองทำรสชาติ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาให้ความสำคัญกับความรู้สึกอร่อยมากกว่า ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ตระเวณชิมไอศครีมทั่วบอสตันและรัฐแมสซาชูเซตส์ จนรู้ว่าเนื้อสัมผัสแบบไหนที่ชอบและใช่

แน่นอน ไอศครีมเนื้อสัมผัสแบบบอสตันแท้ๆ จะต้องเนื้อเนียน นุ่ม เหนียว แต่ไม่หนักเกินไป

Story to Flavor

ขณะที่เรากำลังคิดถึงอากาศเย็นๆ ที่มาปีละวันสองวัน

คนบอสตันกินไอศครีมเพียงเพราะได้คิดถึงช่วงเวลาแสนหวานของหน้าร้อน

ระรินและนทีตั้งโจทย์ต่อว่า นอกจากบรรยากาศร้อนและหนาวไอศครีมทำให้คิดถึงช่วงเวลาหรือเหตุการณ์อื่นใดในชีวิตได้อีกบ้าง จึงเป็นที่มาของไอศครีมที่มีความรู้สึก ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นรสชาติ 1 รสชาติ มีวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผลกันอยู่ในกระบวนระหว่างนั้น

Don’t Give Up #18, Why Can’t Coffee Be White?, Tokyo Mist, Sweet Caroline และ Maine Rocky Coast คือชื่อรสชาติไอศครีมบางส่วน

“เราไม่ได้ตั้งชื่อประหลาดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือแก่นของการคิดรสชาติของเรา Guss Damn Good อาจจะไม่มีรสชาติที่คนถามหาเพราะเราฉีกกฎนั้นทิ้งไป แต่เรามีรสชาติที่คิดว่าคนน่าจะชอบ เราก็ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นจะทำแบบนี้ไหม เราแค่อยากให้ไอศครีมเป็นมากกว่าขนมหวาน ถ้าเราอยากไอศครีมที่ทำให้คนกินคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง เราก็ควรเริ่มด้วยเหตุการณ์ บรรยากาศอะไรดีๆ” ระริน ผู้รับบทนักออกแบบรสชาติเล่า

เหตุการณ์หรือกิจกรรมอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ที่ระริน นที และผองเพื่อนยังจำมันได้ดี ก่อนจะคิดต่อว่ารสชาติน่าจะเป็นอะไรจากวัตถุดิบและส่วนผสมแบบไหน แล้วจึงทดลองสลับกับชิมรสชาติไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบความรู้สึกนั้น แล้วจึงตั้งชื่อรสชาติไอศครีมออกมา

“จริงๆ เป็นรสชาติที่คนทั่วไปกินได้และน่าจะชอบ เพราะเราไม่ได้ทำรสแปลกประหลาดอย่างเบคอน สปาเกตตี้ หรือรสชาติที่เข้าใจยากขนาดนั้น เราสองคนมีความเชื่อว่าไม่ว่าเราจะทำรสชาติจากเรื่องราว หรือใช้สูตรคำนวณซับซ้อนขนาดไหน เราก็อยากทำให้ Guss เป็นไอศครีมที่อร่อย” นทีเสริม

Guss Damn Good Guss Damn Good Guss Damn Good

GUESS Damn Good

นอกจากจะไม่มีท็อปปิ้งแบบร้านไอศครีมที่กำลังเป็นที่นิยม ไอศครีมของ Guss Damn Good ซึ่งมีสีสันและหน้าตาเกือบเหมือนกันทั้งตู้ ยังไม่มีป้ายบอกชื่อรสชาติอีกด้วย

“ช่วงแรกที่ออกร้านขายตามงาน Flea Market เรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอปัญหาที่หน้างาน เพราะเราใช้เวลาอธิบายต่อคนนานมาก เพราะเราอยากให้เขาได้ชิมทุกรสจริงๆ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแถวไอศครีมของเราจึงยาว” นทีเล่า ก่อนจะอธิบายเหตุผลของวิธีคิดนี้ว่า แม้จะเหนื่อยเล่าเรื่องราวของไอศครีมในช่วงแรก แต่กลับเป็นข้อดีของแบรนด์ เพราะทำให้ลูกค้าไม่ตัดสินใจเลือกไอศครีมจากสิ่งที่เขามองเห็น

“ถ้าเราปักป้ายว่ารสนี้คือนม คนก็สั่งรสนม 1 ลูก โดยที่เราไม่มีโอกาสคุยอะไรกับเขา แต่เมื่อเราไม่ได้ให้ตัวเลือก และเขาต้องถามเราเท่านั้นถึงจะรู้ว่าไอศครีมแต่ละรสคืออะไร มีหลายคนเลยที่ทั้งชีวิตไม่เคยชอบกินคาราเมลมาก่อนเพราะจำได้แต่รสหวานเลี่ยน ซึ่งถ้าเราปักคำว่า Burn Caramel ลงไป เขาก็จะไม่กล้าสั่ง จนเมื่อเราบอกว่าคาราเมลที่เรากวนเองมันอร่อยยังไง ขมมากแค่ไหน ก็เปลี่ยนใจทำให้เขาชอบคาราเมล ที่สำคัญ ทำให้ทั้งเราและเขารู้จักกันมากขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้เขาจดจำเราได้” นทีและระรินช่วยกันเล่าถึงการเปลี่ยนมุมมองความเสี่ยงให้กลายเป็นโอกาสในที่สุด

Craft and Ice Cream

“เราสองคนไม่ใช่เชฟ เราไม่อายที่จะบอกว่าเราทั้งสองคนมีความรู้เรื่องไอศครีมน้อยมากในวันที่เริ่มต้น นั่นทำให้เรายิ่งสนุกกับการลองผิดลองถูก โดยที่ไม่รู้สึกว่าผิดกฎเกณฑ์สิ่งที่เรียนมา เพราะเราไม่เคยเรียน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจับอะไรมาเจอกันแล้วจะให้รสชาติที่ดีหรือแย่ยังไง นั่นทำให้เราเจอรส Why Can’t Coffee Be White? เราอยากทำไอศครีมรสกาแฟ แต่ทำอย่างไรสีของกาแฟก็ไม่ออก แต่กลิ่น รสชาติ และคาเฟอีน มาเต็มแล้ว” ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารัก

หรืออย่างรส Virgin Umeshu ไอศครีมรสเหล้าบ๊วยที่ไม่ส่วนผสมของแอกอฮอล์เลย ยิ่งทำให้คนที่ชอบกินเหล้าบ๊วยหรือไม่เคยกินเหล้าบ๊วยมาก่อนก็ชอบไอศครีมรสนี้เหมือนกัน และสำหรับรสยอดฮิตอย่าง Bonfire ที่นทีอยากให้มีมาตั้งนานแล้วแต่ระรินไม่ยอมทำเพราะกลัวขายไม่ได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นรสชาติอันดับหนึ่งในใจของแฟนๆ รวมถึงเราด้วย

สิ่งที่น่าสนใจและทำให้ Guss Damn Good แตกต่าง คือวิธีคิดออกแบบรสชาติไอศครีมที่สร้างและได้แรงบันดาลจากเรื่องราวของผู้คน เช่น รส Make a Toast ของคู่แต่งงานใหม่ ที่ทั้งบ่าวสาวชอบปาร์ตี้เพราะบรรยากาศการเฉลิมฉลอง จึงออกมาเป็นไอศครีมรสสตรอว์เบอร์รี่แชมเปญ หรือรส Sing Along ของคู่รักที่มอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณ จากส่วนผสมของรสชาตินมที่ภรรยาชอบ แล้วใส่เกล็ดช็อกโกแลตของโปรดของลูกสาวลงไป ให้ความรู้สึกย้อนกลับไปยังวัยเด็ก

ระรินบอกว่า ไอศครีมของ Guss Damn Good ไม่จำกัดว่าจะต้องทำจากความรู้สึกดีๆ เท่านั้น ในอนาคตเธออยากจะลองทำรส Heart Broken ขมๆ หน่อย

ฟังแล้วอยากลองชิมมันซะเดี๋ยวนี้เลย

Guss Damn Good Guss Damn Good

Guss Damn Good x BRAND

ไม่เพียงแปลงเรื่องราวส่วนบุคคลออกมาเป็นรสชาติ

Guss Damn Good ยังเก่งกาจเรื่อง Collaboration คิดรสชาติตอบโจทย์แบรนด์ทั้งเล็กและใหญ่อย่างประณีต และแบรนด์แรกที่ Guss Damn Good ทำงานด้วย ก็คือ wet & wild

“wet & wild เป็นแบรนด์เครื่องสำอางจากอเมริกา เขามีสีลิปสติกที่ทุกคนใช้แล้วสวย ที่สำคัญ ทุกคนเอื้อมถึงได้เพราะราคาไม่แพง เราก็ตีโจทย์ว่าแบรนด์นี้มาจากอเมริกา เราไม่อยากได้อะไรหรูหรา ส่วนผสมจะเป็นของที่มีในตู้เย็นบ้านคนอเมริกัน เช่น ครีมชีส และเชอร์รี่ เนื่องจากแคลิฟอร์เนียร์แหล่งกำเนิดแบรนด์นั้นมีเชอร์รี่เป็นของขึ้นชื่อ ก่อนจะออกมาเป็นรส Cream Cheese Cherry เป็นไอศครีมสีขาวที่กินไปเรื่อยๆ จะเจอซอสสีแดงเหมือนลิปสติก” เราได้แต่กลืนน้ำลายตามสิ่งที่ระรินเล่า

ในการทำงาน Collaboration หลังจากรับบรีฟจากแบรนด์ ระรินและนทีจะกลับไปทำการบ้านเพื่อกลับมาเสนอ 3 รสชาติที่เป็นไปได้ สอดคล้องกับเรื่องราวที่เป็นโจทย์ พร้อมเล่าถึงส่วนผสมของไอศครีมและเหตุผลที่ใช้ ก่อนจะตัดสินใจเลือกเพียง 2 รสชาติเพื่อทำของจริงกลับมาให้ชิมในการนัดหมายครั้งต่อไป

I feel good, I knew that I would, now

เราขอให้ระรินเล่าตัวอย่างการออกแบบรสชาติร่วมกับแบรนด์ให้ฟังเพิ่มเติมอีก เพราะเห็นว่ากระบวนการคิดสนุกและมีเอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบ

“โจทย์จาก TEDxChulalongkornU พูดถึงการเดินหน้าต่อ ต่อยอดจากงานปีก่อนที่พูดเรื่องการเริ่มต้น เราก็คิดถึง Road Trip ทุกครั้งที่ขับรถเดินทางไปจุดหมายต่อไป เรารู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเจออะไรข้างหน้า อาจจะฝนตก พายุ หรือรถเสีย เราจะเจอบททดสอบระหว่างทางมากมาย เราจึงอยากให้ไอศครีมมีครบทั้งสามความรู้สึก หอมหวาน สนุกสนาน แต่ก็ตื่นเต้น มีเปรี้ยวๆ นิดหนึ่ง ตามด้วยอุปสรรคที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ออกมาเป็นไอศครีมรสบลูเบอร์รี่หอมหวาน ซึ่งเกิดจากการกวนซอสบลูเบอร์รี่ให้เปรี้ยว ตามด้วยใส่โรสแมรี่ลงไปในไอศครีมให้รสออกฉุนๆ หน่วงนิดๆ แทนอุปสรรคที่เราจะเจอ”

ฟังแค่นี้ก็รู้สึกว่าเราต้องรีบหา Road Trip มาชิมบ้างแล้ว ยังไม่นับไอศครีมรส Chubby Camper ให้อารมณ์ช็อกโกแลตเลอะหน้าเด็กอ้วนที่ไปแคมปิ้งกับพ่อแม่ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกับ Escape Hotel ที่เขาใหญ่ และไอศครีมรส Suntan ไอศกรีมรสชาดำกลิ่นพีช ให้อารมณ์นอนจิบชาอาบแดดอยู่ที่หัวหิน ที่ทำร่วมกับ Escape Hotel ที่หัวหิน

So good, so good, I GUSS you

ขณะที่ตัวอย่างการทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ทั้งไทยและเทศ เช่น DTAC ที่มีโจทย์อยากได้ไอศครีมสำหรับหน้าร้อนเพื่อแก้อาการหัวร้อน

“ตอนแรกเราตีความลึกเกินไป มัวแต่คิดถึงส่วนผสมที่มีผลต่อสุขภาพทำให้ร่างกายหลั่งสารมีประโยชน์สร้างความสุข ก่อนจะกลับมาคิดถึงวิธีหาความสุขอย่างการกินไอศครีมรสชาติอร่อยที่คุ้นเคย จึงออกมาเป็นไอศครีมรส Summer Smile ไอศครีมวานิลลาที่ใส่ Salted Vanilla Speculoos หรือแฮปปี้คุ้กกี้ ตามด้วยอัญชัน และชินนาม่อนจางๆ อร่อยมาก ขายดีสุดๆ ซึ่งตอนนี้ไม่มีขายแล้วเพราะเราได้ใช้คุ้กกี้ Speculoos หมดประเทศแล้วตั้งแต่รู้ว่าตัวแทนจำหน่ายจะไม่นำเข้าคุ้กกี้นี้อีกต่อไป”

หรือตัวอย่างของแบรนด์รองเท้าชื่อดัง แรงบันดาลใจของรสโปรดของใครหลายคน

“มีครั้งหนึ่งที่รส TOMS มีปัญหา เป็นช่วงที่พายุไซโคลนถล่มมาดากัสการ์ ทำให้วานิลลาขาดแคลน ราคาจึงขึ้นสูงกว่าปกติ 8 เท่า เราก็ลองใช้วานิลลาพันธุ์อื่นแล้วแต่รสชาติไม่เหมือนเดิม เราจึงสื่อสารกับลูกค้าด้วยการเขียนบอกว่า เราขอโทษที่เราต้องดื้อใช้วานิลลาพันธุ์ที่เราเคยใช้เท่านั้น ทำให้เราต้องขอขึ้นราคา 10 บาท ปรากฏว่าขายดีขึ้นมาก มีคนส่งข้อความหลังไมค์มาขอบคุณและชื่นชมว่าที่เราทำนั้นดีแล้ว” ระรินยิ้มรับ

Guss Damn Good Guss Damn Good

If I ain’t GUSS you

“มีหลายครั้งมากที่คนไม่เชื่อว่า Guss Damn Good เป็นไอศครีมของคนไทย มีคนส่งข้อความมาถามในเพจว่าไปบอสตันแล้วหาร้าน Guss Damn Good ไม่เจอ” นทีเล่าติดตลก

ปัจจุบัน Guss Damn Good มีหน้าร้านทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ ศาลาแดง เพลินจิต เซ็นทรัลเวิลด์ Eight ทองหล่อ The Commons และ เมกา บางนา นอกจากมีหน้าร้านแล้วยังมีบริการออกร้านนอกสถานที่ ส่งไอศครีมถึงบ้าน และออกแบบรสชาติไอศครีมร่วมกับแบรนด์ต่างๆ

“ในการบริหารจัดการ เรากังวลเรื่องการขนส่งไอศครีมมากที่สุด พวกเรากลัวไอศครีมละลาย เวลาที่ลูกค้าสั่งให้ไปส่งไอศครีมเราจะถามกลับไปเสมอว่าเขาจะกินจริงกี่โมง เช่น ถ้าสั่งให้ไปส่งบ่าย 2 แต่ลูกค้าตั้งใจออกจากออฟฟิศตอน 1 ทุ่ม เราจะขอส่งไอศครีมไปที่บ้านแทนได้หรือเปล่า

“ช่วงแรกของ Guss Damn Good สนุกเพราะสิ่งที่ทำนั้นยากและท้าทาย การคิดสูตร เปิดร้าน มีปัญหาให้เราแก้ไขทุกวัน เวลาไปออกอีเวนต์สักครั้งถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ต้องเตรียมอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ถึงจะเหนื่อยก็สนุก ซึ่งพอเริ่มโต ปัญหาก็เปลี่ยนไป มีงานที่เราไม่อยากทำแต่เราต้องทำเพื่อให้ธุรกิจเติบโต เราทำแต่งานที่เราชอบไม่ได้ เราต้องทำงานส่วนที่เราไม่ชอบด้วยเพื่อผลักสิ่งที่ชอบให้ไปข้างหน้า” ระรินเล่าความตั้งใจจริงที่อยู่ระหว่างทาง

“ในการทำงานวันแรกสนุกยังไง วันนี้ก็ยังสนุกอย่างนั้น สำคัญคือ พาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกัน จากวันที่เริ่มต้นเพียง 2 คน วันนี้เรามีพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วยอีก 3 คน (สวิตา นาคะชัย Director of Fun ทัตพงศ์ วุฒิหิรัญปรีดา People / Sales / Store และ พัฒจิรา สีมานนทปริญญา People / Scoop / Store) เราทำงานร่วมกันใต้ความความเชื่อใจและการเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อก่อนความสุขของผมคือการแอบมองเห็นลูกค้าเผลอยิ้มอย่างลืมตัวในคำแรกที่กิน ก่อนที่เขาจะกลับมา Act Cool เป็นเหมือนรางวัลเล็กๆ จากการทำงาน แต่ในวันนี้ที่สิ่งที่เราทำเติบโตขึ้น ความสุขของเราก็เปลี่ยนไป ความสุขของเราคือการเห็นคนที่ทำงานกับเรามีความสุข” นทีเล่า เป็นจังหวะเดียวกับที่เราแอบเห็นใบหน้าเผลอยิ้มของเขา

Inspired by people story, inspired by ‘Guss Damn Good’

เราลองใช้นิ้วนับจำนวนรสชาติของไอศครีมจากชื่อที่ได้ยินตลอดบทสนทนา ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามความถี่ของการออกรสชาติใหม่ๆ ซึ่งทั้งระรินและนทีหัวเราะแทนคำตอบ ว่าพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมารสชาติทั้งหมดเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ความรู้สึกอยากรู้ อยากลองทำ และเรื่องราวระหว่างทางที่พบเจอ เช่น ไม่นานมานี้ Guss Damn Good ออกไอศครีมรสชาติพิเศษ ได้แก่ รสชาจากไต้หวัน ในจำนวนจำกัด และแน่นอนว่าหมดลงในเวลารวดเร็ว

นทีเล่าว่า ทุกครั้งที่คนในทีมออกเดินทาง เขาจะให้โจทย์ว่าอยากจะหิ้วของฝากอะไรกลับมาให้เพื่อนกินมากที่สุด เช่นกันกับระรินที่เพิ่งไปเที่ยวงาน Food Fair ก่อนจะลงมือทำชุดไอศครีม จากชาจากไต้หวัน 5 ถ้วย ทั้งยังแนะนำให้กินเรียงตามลำดับ ซึ่งเธอถึงขั้นคุยตรงกับเจ้าของไร่

นทีและระรินบอกว่า พวกเขาเป็นร้านไอศกรีมที่ไม่มีนโยบายลดราคา และทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เช่น กิจกรรมแลกไอศครีมกับของขวัญในวันครบรอบวันเกิดร้านที่ผ่านมา หรือกิจกรรมให้ทายรสชาติแลกรับไอศครีมฟรี เป็นต้น

แต่เรากลับพบว่ากระแสตอบรับนั้นสวนทาง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะแฟนคลับ Guss Damn Good ที่เหนียวแน่นไม่แพ้เนื้อไอศครีมที่เหนียวนุ่ม

ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดแล้วทำเลย ซึ่งแม้จะทำให้ชาว Guss เหนื่อยไปบ้าง แต่นทีก็ย้ำว่า บางไอเดียหากคิดนานเกินไป สุดท้ายเราจะเจอแต่เหตุผลที่ทำให้สิ่งที่ตั้งใจไม่เกิดขึ้น

เราจบบทสนทนาด้วยการปล่อยให้ระรินและนทีคุยกันถึงรสชาติใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายบอสตัน เพื่อที่จะไม่สปอยล์คุณก่อน

เอาล่ะ จงวิ่งไปร้าน Guss Damn Good สาขาที่ใกล้คุณมากที่สุด

Guss Damn Good

ขอบคุณสถานที่:   ร้าน Bar Storia สาขาเพลินจิต

The Rules

นที จรัสสุริยงค์ – Co-founder, Chief Icecream Scientist 
  1. เคารพและเชื่อใจเป็น 2 ข้อที่สำคัญในการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์
  2. แพสชันอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความอดทนด้วย เพื่อที่รับมือกับงานที่ชอบและงานที่ไม่ชอบ
  3. รักษาตัวตนหรือคำมั่นสัญญาที่แบรนด์มีต่อลูกค้า นั่นคือ เราจะไม่ทำในสิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดกับ Guss Damn Good

 

ระริน ธรรมวัฒนะ – Co-founder, Chief Icecream Artist
  1. หมั่นหาความรู้เพิ่มเติม
  2. คิดถึงเรื่องการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวก่อนงานเสมอ
  3. ทำทุกอย่างอย่างตั้งใจ เพื่อจะมั่นใจและภูมิใจกับสิ่งที่ทำ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load