ปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่อยู่คู่มนุษย์ออฟฟิศทั่วโลก ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ต้องพบเจออุปสรรคในการทำงานทั้งนั้น ไม่ว่าจะความเห็นต่างทางความคิด บ้างหัวหน้าก็สั่งงานไม่รู้เรื่อง บรีฟงานไม่เข้าใจ หรือลูกน้องทำงานออกมาไม่ได้ตามต้องการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานด้วยกันเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อการพัฒนาองค์กรให้ประสบความเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในปัจจุบันจึงมีสถาบันฝึกอบรมบุคลากรเกิดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด มีรูปแบบและวิธีการสอนแตกต่างกันไป แน่นอนว่าการอบรมย่อมส่งผลดีมากกว่าผลเสียต่อองค์กร แต่ในมุมของเหล่าพนักงาน สิ่งนี้เปรียบเป็นเหมือนยาขม เพราะแม้จะดีตรงที่ไม่ต้องทำงานในวันนั้น แต่การนั่งแช่ฟังคอนเทนต์วิชาการจากวิทยากรก็ดูจะน่าเบื่อหน่าย จนหลายคนคิดว่าปล่อยให้ฉันกลับไปทำงานดีกว่า

บรรดาสถาบันฯ ต่างก็ต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายมาใช้เพื่อสะกดให้ผู้รับการอบรมได้รับเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ที่นำมามอบให้ ฝ่าย HR ก็ต้องเข็นพนักงานให้เข้าฟัง ส่วนพนักงานนั้นก็กลายเป็นว่าจำเป็นต้องเข้าร่วมแบบพอเป็นพิธี เช็กชื่อพอเป็นพิธี และส่งการบ้านอย่างพอเป็นพิธี เพราะความรู้ก็เป็นความรู้วันยันค่ำ ไม่ได้สนุกสนานน่าฟังเหมือนสื่อเอนเตอร์เทนเมนต์

“ปัญหาหรือข้อจำกัดหนึ่ง คือคอนเทนต์ความรู้มันไม่สนุก น่าเบื่อ เป็นกำแพงหนึ่งที่ทำให้คนที่เป็นนักเรียนรู้มือใหม่เข้าไม่ถึงความรู้ สมมติว่ามีคนร้อยคนต้องขึ้นไปเรียน แต่เราพบว่าอัตราการขึ้นไปเรียนต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าคนร้อยคนเรียนไม่ถึง 20 คน ไปเรียนน้อยมาก จนองค์กรต้องให้รีวอร์ดต่าง ๆ เพื่อให้ขึ้นไปเรียน” อาจารย์บี-เภสัชกร คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ CEO ของสถาบันฝึกอบรมบุคลากร Beyond Training บอกเล่าภาพปัญหาบางส่วนที่ได้พบเจอมา

สำหรับคนทำงานและบริษัทใหญ่หลาย ๆ แห่งในประเทศแล้ว น่าจะรู้จักหรือได้ยินชื่อของสถาบันฝึกอบรมบุคลากรแห่งนี้กันมาบ้าง แต่ชื่อของ Beyond Training อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนนอกวงการ ว่าแล้วมาทำความรู้จักกับสถาบันฝึกอบรมบุคลากรที่กำลังปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมอันแสนจำเจ ไปสู่ความเป็นสื่อบันเทิงที่ได้ทั้งสาระและความสนุกพร้อม ๆ กัน 

ซิตคอมพัฒนาทักษะบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ได้ทั้งสาระและความบันเทิง

Beyond Training

“เรามีจุดประสงค์หรือแพสชันในการเปิดบริษัท คือเปลี่ยนประเทศด้วยปัญญา เพราะเรามีความเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพ แต่อาจต้องใช้เวลาดึงศักยภาพที่แท้จริงนี้ออกมา เราอยากเป็นตรงกลางที่ผลิตสื่อความรู้ดี ๆ ส่งมอบให้กับคนไทย ให้เขาปรับ Mindset ได้ทักษะใหม่ ๆ พัฒนาตนเองเพื่อขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และหาเงินหาทองดูแลตัวเองได้ ดูแลคนในครอบครัว” 

อาจารย์บีเล่าถึงที่มาที่ไปของสถาบันฝึกอบรม Beyond Training ซึ่งเริ่มต้นจากการรับทำอีเวนต์สัมมนาที่มีเข้าร่วมตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น รวม ๆ แล้ว ใน 3 ปีแรก สถาบันมีประสบการณ์จัดอบรมไปแล้วมากกว่า 20,000 คน 

ก่อนที่ต่อมาจะหันมารุกตลาดอบรมบุคลากรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ เมเนเจอร์ ไปจนถึงผู้บริหารตามองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยการมอบวิชาที่เป็น Soft Skill เช่น วิชาการสื่อสาร การพรีเซนต์ ภาวะผู้นำ และนวัตกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้การทำงานมีประสิทธิผลมากขึ้น

เมื่อกระแสโลกเข้ามาสู่ยุคดิจิทัล พฤติกรรมการทำงานของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป การพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้ทันโลก จนกลายเป็นเทรนด์ในหมู่พนักงานออฟฟิศรุ่นใหม่ และพร้อมกับความจำเป็นต้อง Work form Home ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ฝ่ายบุคคลหลาย ๆ บริษัทจึงเริ่มสรรหาคอร์สออนไลน์ต่าง ๆ มาเพื่อใช้พัฒนาพนักงาน เช่นเดียวกับ Beyond Training ที่ขยับตัวอีกครั้ง ด้วยแพลตฟอร์มการเรียนการสอนที่พัฒนาบุคคลากรผ่านระบบออนไลน์ในชื่อ Beyond Training Plus

การจัดอบรมในรูปแบบออนไลน์อาจไม่ใช่สิ่งใหม่ หรือเกิดขึ้นที่ Beyond Training เป็นครั้งแรก เพราะระยะหลังมานี้ บริษัทฝึกอบรมต่างก็หันมาใช้วิธีนี้ในเป็นจุดขาย เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ในยุค New Normal กันทั้งนั้น

ทว่าในมุมของพนักงาน การเรียนรู้ลักษณะนี้ก็อาจยังไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าใดนัก ไหนจะงานที่ต้องรับผิดชอบ ไหนจะต้องเปิดดูคลิปออนไลน์เพื่อเก็บประวัติ หรือหากจะเรียนวันหยุดก็ต้องเสียวันพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์ ที่แทบไม่พอให้พักได้หายเหนื่อยจากการทำงาน 

“เราก็เห็นปัญหานี้ เลยคุยกันว่าทำยังไงให้คอนเทนต์สนุก เหมือนอาหารอร่อย คนก็วิ่งมากินเอง แต่ถ้าคอนเทนต์แข็ง ๆ แห้ง ๆ น่าเบื่อ มันเหมือนกับเอาผักยัดใส่ปากเด็ก บอกกินสิมันมีวิตามิน แต่เด็กบอกเห็นผักก็ไม่อยากกินแล้ว สิ่งที่เราทำก็คือเอาผักเนี่ยแหละมาชุบแป้งทอด ข้างในก็จะอุดมไปด้วยวิตามิน ก็คือความรู้เหมือนเดิม แต่พอชุบแป้งทอดก็กินง่ายขึ้น หรืออย่างผลไม้นี้ดีมีไฟเบอร์สูง แต่เด็กก็ไม่ชอบ เราก็เอามาเคลือบช็อกโกแลตเป็นฟองดูว์ ก็ดูหอมหวานกินง่ายมากขึ้น หมายความว่าเราเอาความรู้ที่เป็นทักษะต่าง ๆ ที่คนทำงานยุคใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้ มาเคลือบหรือฉาบด้วยความสนุก”

จึงออกมาเป็นโปรเจกต์ที่ชื่อ GURU GU(ไม่)RU สื่อพัฒนาศักยภาพบุคลาการแนวใหม่ที่ได้ G-village Co-Creation Hub โปรดักชันเฮาส์ชื่อดังที่ฝากผลงานภาพยนตร์ โฆษณา และซีรีส์มาอย่างโชกโชน อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ไปคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังในประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์ รวมถึงกวาด 7 รางวัลจากเวทีใหญ่ในประเทศอย่างสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 28 และซีรีส์เรื่อง หอนี้ชะนีแจ่ม มาเป็นผู้ช่วยนำความรู้ที่ดูจะน่าเบื่อ ช่วยปรับเปลี่ยนหน้าตา จับชุบแป้งทอด ให้ผู้ชมได้กินง่ายขึ้น โดยที่เนื้อหาสาระต่าง ๆ ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน

ซิตคอมพัฒนาทักษะบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ได้ทั้งสาระและความบันเทิง

ความรู้ชุบแป้งทอด

GURU GU(ไม่)RU เป็นซิตคอมรูปแบบ Edutainment ที่ซีซั่นแรกออกมาแล้ว 55 ตอน และได้เปิดให้ลูกค้าองค์กรได้ซื้อไปใส่ในแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของบริษัท หรือที่เรียกว่า LMS (Learning Management System) เพื่อให้พนักงานได้เปิดดูยามว่าง ระหว่างเดินทางไป-กลับทำงาน หรืออยากผ่อนคลายจากการทำงานก็เปิดดูได้ทันที ซึ่งคอนเทนต์นี้จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการทำงานด้านต่าง ๆ ใน 4 หมวดหมู่ ที่ทีมเทรนเนอร์ Beyond Training สอดแทรกวิชาต่าง ๆ ไว้ภายใต้ความบันเทิง ผ่านเหตุการณ์สมมติที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ได้แก่ 

– Leadership (ความเป็นผู้นำ) เช่น วิชา Effective Meeting วิชา Active Listening และวิชา Empowerment & Delegation

– Selling Skill (ทักษะการขาย) เช่น วิชา Professional Selling Skills และวิชา Selling steps Mindset & Technique

– Super Productive (การเพิ่มศักยภาพในการทำงาน) เช่น วิชา Effective and Cross และวิชา Leanovative Kaizen

– Digital Skill (ทักษะด้านดิจิทัล) เช่น วิชา Digital Mindset และวิชา Design Thinking

“สาระมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่เรามาเคลือบช็อกโกแลต นี่แหละคือหน้าที่ของโปรดักชันของเรา ก็คือทำยังไงให้มันสนุก เพราะเนื้อหาสาระข้างในมันคือสารที่ดี แต่คนยังไม่อยากจะกินตอนนี้ หรือว่าเคี้ยวยากนิดหนึ่ง พอเราไปรีเสิร์ช ไปศึกษากัน ก็ลงล็อกได้ว่าทำเป็นซิตคอมมั้ย มีความเป็นซีรีส์หน่อย เป็นเรื่องของเจ้านาย ลูกน้อง คนในองค์กร ตอนสั้นๆ ยาวประมาณ 7-8 นาที ในการเล่าเรื่อง” แก๊ป-คณีณัฐ เรืองรุจิระ โปรดิวเซอร์จาก G-village Co-Creation Hub ที่ร่วมอยู่ในวงสนทนาช่วยเล่าเสริมในมุมของโปรดักชัน ซึ่งรับหน้าที่ชุบแป้งผักต่าง ๆ ให้กินง่ายและเอร็ดอร่อยมากขึ้น

ซิตคอมเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องราวของอ้วนผอมที่เป็นตัวแทนความไม่รู้ ทั้งในมุมของหัวหน้าที่ไม่รู้ก็เลยสั่งงานให้ลูกน้องแบบนั้น หรือในมุมของรุ่นพี่ในที่ทำงาน ที่บางครั้งคำพูดคำจาอาจไม่ชวนฟัง ก่อนจะมีวิทยากรท่านต่าง ๆ เป็นตัวแทนของกูรูหรือผู้รู้ มาช่วยบอกเล่าว่าสถานการณ์แบบนี้ควรคิดและตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้ผู้เรียน ผู้ชมได้เรียนรู้ไปพร้อมกับตัวละคร ซึ่งงานก็ได้คอมเมเดี้ยนสุดฮาจากยืนเดี่ยว สแตนอัปคอมเมดี้ อย่าง ยู-กตัญญู สว่างศรี และ เบ๊น อาปาเช่ มาเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง

“คอนเทนต์นี้มีความเฉพาะตัว เป็นเรื่องของแตกต่างแต่เติมเต็ม คือ Beyond Training เนี่ยก็ Education จ๋า เรารู้ว่าสุดขอบของความสนุกเราก็ยังน่าเบื่อ ส่วน G-village ก็เอนเตอร์เทนเมนต์จ๋า ผมคิดว่าเราเอาสุดขอบของเราไปประสาน เหมือนกับเฟรนช์ฟรายจิ้มอยู่กับไอศกรีม มันแปลกแต่อร่อย คิดว่าเราไม่มีทางทำไอศกรีมให้อร่อยได้แน่นอน มันเป็นการเติมเต็มในพื้นที่ซึ่งกันและกัน” อาจารย์บีขยายความถึงการทำงานร่วมกันครั้งนี้

เบื้องหลังซีรีส์ GURU GU (ไม่) rU จาก Beyond Training สถาบันฝึกอบรมบุคลากรที่เปลี่ยนวิธีการสอนให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิงพร้อม ๆ กัน

กลับมาที่ส่วนของเนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นความถนัดของทาง Beyond Training แต่ใช่ว่าจะเป็นการนำเอาปัญหาอะไรก็ได้ในองค์กรมาใส่รวมไว้อยู่ในเรื่อง เพราะเคสที่เกิดขึ้น และสาระที่จะได้รับ อาจารย์บีบอกว่าได้อ้างอิงจากงานวิจัยระดับโลก เช่น Mckinsey และ Harvard Business Review ที่ศึกษาเกี่ยวกับทักษะในอนาคตของพนักงาน และศึกษานานาปัญหาจากในโซเชียลมีเดีย เพื่อทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของพนักงานออฟฟิศทั้งหลาย เป็นเสมือนสารตั้งต้นที่นำมาใช้พัฒนาออกมาเป็นบทในที่สุด

“เราทำการบ้านหนักมาก เตรียมบท 8 – 9 เดือน ถ้าเป็นคนก็คลอดได้เลย ในการรีเสิร์ชทักษะที่คนทำงานต้องการ รีเสิร์ชตลาด รีเสิร์ชปัญหาของคนทำงานในโซเชียลมีเดีย เพื่อพัฒนาบทเพื่อตอบโจทย์และมีความสนุก” CEO จาก Beyond Training อธิบายเพิ่ม

รีเสิร์ชจากงานระดับโลกแบบนี้ แล้วปัญหาสารพัดเรื่องในออฟฟิศของชาวต่างชาติเหมือนหรือต่างอย่างไรกับในบ้านเรา จะตอบโจทย์พฤติกรรมของคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน – เราตั้งคำถามกับอาจารย์บี

“ปัญหาหัวหน้าลูกน้องมีเหมือนกันทั่วโลก แต่ความต่างก็มีแบบคนไทยดราม่าแต่รักสนุก เป็นไทยสไตล์ของเรา มีคำพูดบางอย่าง พฤติกรรมบางอย่าง เหน็บแนม ประชด งอน การทำงานในองค์กร ไม่ชอบก็ไม่กล้าพูด แต่ฝรั่งของทำงานแล้วไม่ถูกใจ ก็เรียกว่าวันออนวัน พูดคุยกันตรง ๆ จบจากห้องประชุมก็จบ แต่คนไทย จบแต่ไม่จบ หัวหน้าก็ไม่กล้าเตือนลูกน้อง ลูกน้องก็กอสซิปหัวหน้าพฤติกรรมหนึ่งของการทำงานในคนไทย คือมีไลน์กลุ่มที่ไม่มีเจ้านาย ไว้ถล่มดราม่าในที่ทำงาน” 

ขณะเดียวกัน GURU GU(ไม่)RU  ยังเป็นซีรีส์ที่สะท้อนภาพของบรรยากาศในการทำงานจริง ๆ จนใครได้ดู อาจจะรู้สึกว่าได้เห็นภาพตัวเองขณะกำลังนั่งทำงาน

“เราคิดว่าทำให้มันเป็นเนื้อแท้ในการดูซีรีส์ ไม่ใช่เรื่องหัวหน้าที่แสนดีที่ทำถูกตลอด นี่ไม่ใช่ซีรีส์โลกสวย แต่มันคือซีรีส์โลกจริงมากกว่า ดูแล้วก็ เออ หัวหน้าเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนะ หรือว่าไม่ใช่แค่ปัญหาหัวหน้ากับลูกน้อง แต่เป็นสิ่งที่เจอในการทำงาน ที่ติดปัญหาเรื่องนี้จริง ๆ เช่น คิดไอเดียใหม่ ๆ ไม่ออกเหมือนกัน แต่ดีดนิ้วปุ๊บไม่ได้คิดออกเลย ก็ค่อนข้างเลียนแบบมาจากชีวิตจริงของคนทำงาน” อาจารย์บีเสริม

GURU GU(ไม่)RU  Season 2

เร็วๆ นี้ GURU GU(ไม่)RU กำลังจะปล่อยซีซั่น 2 จำนวน 36 ตอน ซึ่งมีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่เช่นเดียวกับซีซั่นแรก แต่เปลี่ยนหมวดหมู่ใหม่ พร้อมทั้งจัดเต็มวิชาที่น่าสนใจจากทีมวิทยากร Beyond Training ที่จะมาช่วยอัปสกิลล์และรีสกิลล์ให้กับผู้ชมอย่างรอบด้าน แบ่งออกเป็น 

– Leadership (ความเป็นผู้นำ) เช่น วิชา Self Leadership 

– Productivity (การเพิ่มศักยภาพในการทำงาน) มาจากวิชา Critical Thinking วิชา Project Management และวิชา Knowledge Management

– Entrepreneurship Mindset (ผู้ประกอบการในองค์กร) มาจากวิชา Entrepreneurship Mindset

– Innovation Technology (นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการทำงาน) เช่น วิชา Sustainable Digital Innovation และวิชา Innovation Management

โดยทั้งตัวแทนจาก Beyond Training และ G-village Co-Creation Hub เผยเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกจากเรื่องของเนื้อหาที่เปลี่ยนไปแล้ว ในซีซั่นนี้มีความแตกต่างไปจากเดิมอีกหลายอย่าง

“อาจารย์บีให้ไอเดียมาว่า สำหรับการทำซีซั่น 2 อยากให้ซีรีส์นี้เล่าเรื่องตั้งแต่หัวหน้าหนึ่งคน ที่มีลูกน้องเข้ามาทำงาน ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ จนวันสุดท้ายเขาเกษียณออกไป ซึ่งก็จะเป็นโครงของซีซั่นนี้ที่เหมือนดูซีรีส์หนึ่งเรื่อง จะมีความผูกพันกับตัวละคร แต่ละตัวก็มีคาแรกเตอร์เฉพาะ” แก๊ป โปรดิวเซอร์เล่าถึงความพิเศษของโปรเจกต์ครั้งใหม่ ก่อนที่อาจารย์บีจะช่วยเล่าเพิ่มเติมอีกว่า

“ซีซั่นนี้เรามีคอมเมเดียนเพิ่มจำนวนจากแค่ 2 ท่านเป็น 4 – 5 ท่าน เพราะเราต้องการจำลองเลเยอร์ขององค์กรที่มีตั้งแต่โอเปอเรชั่น ซูเปอร์ไวเซอร์ เมเนเจอร์ ไดเรกเตอร์ ตอนพัฒนาบทเราอยากให้คนดูรู้สึกเห็นตัวเองในคอนเทนต์นี้ ฉันเป็นเด็กจบใหม่ ชีวิตจริงในการทำงานก้เป็นแบบนี้ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น โก๊ะ ๆ ก็จะมีพี่เลี้ยงคอยประกบ โดยแบ่งเป็น 4 เลเยอร์ในองค์กร” 

เบื้องหลังซีรีส์ GURU GU (ไม่) rU จาก Beyond Training สถาบันฝึกอบรมบุคลากรที่เปลี่ยนวิธีการสอนให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิงพร้อม ๆ กัน

ไม่เพียงเท่านี้ เพราะจากเดิมที่เนื้อหาแบ่งระหว่างความบันเทิงกับพาร์ตที่วิทยากรให้ความรู้ แต่สำหรับซีซั่นใหม่นี้ อาจารย์บีบบอกว่า วิทยากรที่ในซีซั่นแรกจะพูดแต่ศัพท์วิชาการ จนหลายคนที่ได้ดูก็แอบกดข้ามไปบ้าง มาคราวนี้ก็จะได้บทตลกด้วย ส่วนคอมเมเดียนก็จะมีโอกาสได้ลองพูดภาษาวิชาการเช่นกัน ทำให้การเล่าเรื่องเป็นไปอย่างลื่นไหล 

พร้อมกันนี้ ยู กตัญญู หนึ่งในนักแสดงที่อยู่มาตั้งแต่ซีซั่นแรก ยังช่วยสำทับความพิเศษของซีซั่นใหม่ ในมุมของนักแสดงด้วย

“ซีซั่นแรกจะใส่มุกเยอะ ซีซั่น 2 ก็ไม่ได้น้อยลงนะ แต่สอดแทรกให้เนียนขึ้น วิทยากรที่เข้ามาก็มีมุกกับเราด้วยเลย แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลชุดความรู้เข้ามาผสมในเรื่องแล้วกลมกลืมขึ้น ไม่ได้แยกขาดไปเลย พอมาเกลี่ยกับเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ลดความตลก แต่สร้างเนื้อหาให้ความตลกมันสอดคล้องกับความรู้ที่พยายามนำเสนอ ผมก็ยังตลกเหมือนเดิม คำสอนที่อาจารย์สอน นั่งฟังก็ได้ความรู้ไปด้วย ผมเองทำบริษัท พอได้ฟังก็เอามาปรับใช้ได้”

ไฮไลต์สุดท้ายคือการสรุปความรู้ในตอนท้ายของแต่ละ EP ซึ่งผู้ชมก็สามารถแคปภาพ หรือหยุดภาพเพื่อจดบันทึก แล้วนำสกิลล์ที่ได้รับไปทบทวนปรับใช้ต่อไป 

“อีกความพิเศษคือการสรุปความรู้ ชาเลนจ์ของการทำคอนเทนต์นี้คือเรามีเวลาในการใส่เนื้อความรู้นิดเดียว เพราะถ้าใส่เยอะ คนก็บอกว่านี่ความรู้ งั้นก็ไม่ดู ฉะนั้น ต้องใส่น้อย แต่ทำไงให้น้อย แต่ดูมาก เรากลั่นเฉพาะ ถ้าเป็นกาแฟนี่เป็นเอสเปรสโซ่ช็อตอะ ต้องเข้มข้น น้อยจริง ๆ แต่คนดูแล้วต้องได้ความรู้“ผมคิดว่าคอนเทนต์ที่เป็นเอดูเทนเมนต์มันง่าย แต่ทำให้กลมกล่อมยาก เราทำด้วยแพสชัน ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งโปรเจกต์นี้คงไม่เกิด เราอยากให้ความรู้มันสนุก เพื่อที่ขยายขอบเขต ให้คนรู้สึกว่าความรู้ก็สนุกได้ อยากให้ GURU GU(ไม่)RU  เป็นประตูบานแรก หลังจากนั้นเขาจะไปฟังพอดแคสต์อะไรได้เลยครับ หรือไปงานอีเวนต์ไปเลยครับ วันนี้ชาเลนจ์ของเราคือ คนจบการศึกษาคิดว่าจบแล้วไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มแล้ว แต๋โลกการทำงานจริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่งั้นวันหนึ่งเขาจะตกงาน องค์กรก็ไม่มีประสิทธิภาพ แข่งขันไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็ส่งผลมาที่ประเทศเรากำลังพัฒนา ไม่พัฒนาแล้วสักที” อาจารย์บีทิ้งท้าย

เบื้องหลังซีรีส์ GURU GU (ไม่) rU จาก Beyond Training สถาบันฝึกอบรมบุคลากรที่เปลี่ยนวิธีการสอนให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิงพร้อม ๆ กัน

Writer

Avatar

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load