น่ากิน (ว.) ชวนให้กิน ทำให้อยากจะกิน

ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นท่าทีแสนมั่นใจระหว่างการนำเสนอเมนู ‘หอยนางรมนุ่มกรอบ พร้อมซอสฮอลแลนเดซหอยนางรมและเห็ดเป๋าฮื้อ’ ของเชฟกันน์ ในรายการ Top Chef Thailand ตอนล่าสุด ก็คงร้องคำว่า “น่ากิน” ออกมาพร้อมกัน

เหตุผลที่ The Cloud นัดหมายเชฟกันน์ หรือ กันน์-สรวิศ แสงวณิช ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเชฟหนุ่ม-อายุน้อย-หน้าตาดี-เกาหลีถูกใจ หรือเพราะคุ้นหน้าค่าตาจากรายการ The Face Men Thailand รายการเรียลิตี้ค้นหาสุดยอดนายแบบเมื่อปีก่อน

แต่เป็นเพราะสนใจเส้นทางและพรสวรรค์ของเชฟหนุ่มคนนี้

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

ก่อนจะมาเป็นเชฟกันน์ เชฟอาหารตะวันตกหนึ่งในผู้แข่งขันรายการ Top Chef Thailand Season 2 รายการค้นหาสุดยอดเชฟที่ดุเดือดและเชือดเฉือนที่สุดของประเทศ เขาเป็นนายแบบขาประจำของ Seoul Fashion Week ที่มีต้นสังกัดอยู่ที่เกาหลี ก่อนเข้าร่วมรายการ The Face Men Thailand

และก่อนจะเดินเท้าเข้าวงการนายแบบเต็มตัว เขาเป็นเชฟหนุ่มที่ทำงานในครัวของร้านอาหารระดับมิชลินมาตั้งแต่อายุ 15 ปี มีประสบการณ์ในร้านอาหารที่นิวยอร์ก บาร์เซโลนา นาปา และซานฟรานซิสโก ก่อนเปิดร้านที่กรุงเทพฯ โดยที่ไม่เคยเข้าเรียนโรงเรียนสอนทำอาหารจริงจังมาก่อน

บทสนทนาต่อไปนี้ เราชวนกันน์คุยเรื่องความหลงใหลในอาหาร จากเด็กอ้วนผู้ชอบกิน สู่เด็กใคร่รู้ที่มาของอาหารแต่ละจาน สู่ห้องครัวในนิวยอร์ก การทำงานเต็มเวลาตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ทะเลาะกับที่บ้านใหญ่โตในวันที่บอกว่าจะไม่ขอเรียนต่อ เพียงเพื่อมุ่งหน้าเป็นเชฟอย่างที่เขาภูมิใจ แต่แล้วเรื่องราวก็พลิกผัน ความผิดหวังจากการทำร้านของตัวเองผลักให้เขาเดินหน้าในเส้นทางนายแบบ ซึ่งก็ไปได้สวยไม่แพ้สมัยที่เริ่มต้นงานในครัว เขากำลังคิดอะไรอยู่ในวันที่ตัดสินใจกลับมาจับมีดและเครื่องมือทำครัว

สารภาพมาซะดีๆ ว่าใครเผลอตัดสินเขาในล่วงหน้าแล้วว่า เขาเป็นนายแบบที่ทำอาหารเก่ง หรือเชฟที่หน้าตาหล่อเหลา เราขอให้คุณลองทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ใหม่อีกครั้ง

ขอเริ่มจากเมนูทานเล่นเรียกน้ำย่อย

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

เมื่อไหร่ที่ความหลงใหลในอาหารเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณ

พอได้กินอาหารหลากหลายมากขึ้น ผมก็สงสัยว่าวิธีการทำ เช่น เมนู Ocean Herbal Broth ของร้านอาหารแรกที่ผมเริ่มทำงาน ซอสสีเขียวหน้าตาธรรมดาที่เสิร์ฟคู่กับกุ้ง แต่กินแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร เมื่อทำอาหารจริงจังจึงได้รู้ว่าเจ้าซอสเขียวนี้ทำมาจากมะเขือเทศกรองข้ามคืนจนได้น้ำสีใส จากนั้นปั่นกับเกลือและน้ำตาล ก่อนจะดริปข้ามคืนเพื่อเอาน้ำสีเหลืองผสมกับน้ำของหอย มะนาว ตามด้วยผักหลากหลายชนิดบด แล้วใช้น้ำมันที่ทำมาจากสมุนไพร 4 – 5 ชนิด ปรุงออกมาเป็นซอส แล้วผัดกับหอยเชลล์และกุ้ง

เด็กชายกันน์ในวัย 15 เริ่มต้นเข้าไปทำงานในครัวได้ยังไง

ผมไม่ได้เข้าเรียนทำอาหารจริงจังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่ผ่านมาผมเรียนรู้วิธีการจากหนังสือทำอาหารมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการทำงานจริงในร้านเป็นยังไง จึงเริ่มจากขอโอกาสเข้าไปฝึกงานในร้านอาหาร โดยเริ่มจากช่วยพี่ชายในแผนกขนม ซึ่งพอทำจริงก็รู้ตัวว่าไม่ใช่ตัวเรา ชอบนะ แต่มันไม่ตื่นเต้น เพราะกระบวนการชั่ง ตวง อบ รอเวลา

ในขณะที่อาหารมีความเป๊ะ มีความสมบูรณ์แบบในตัว แต่อยู่ในกรอบที่มีช่องว่างที่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดได้ เลยเต็มไปด้วยตื่นเต้น เช่น เผลอทิ้งเนื้อไว้บนกระทะนานเกินไป เพราะมีสิ่งที่ต้องทำมากมายในครัว ผมพบความสุขที่ได้ทำนู่นทำนี่ในเวลาเดียวกัน เช่น ทำๆ อยู่มีคนเรียกให้ไปล้างจานและเราก็ต้องไป ซึ่งหลังจากฝึกงานกับพี่ชาย 1 เดือน ผมก็เริ่มมั่นใจว่าอยากหาประสบการณ์ในครัวข้างนอกมากขึ้น

ซึ่งวิธีการที่เด็กอายุ 15 ใช้สมัครฝึกงานในร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลิน 3 ดาวก็คือ

เริ่มจากขอไปทำงานที่ร้านโดยไม่รับเงินเดือน ใช้เวลาหลังเลิกเรียนทุกวัน ตั้งแต่บ่ายสองโมงถึงตีสอง 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อพิสูจน์ให้เขาเชื่อว่าผมทำงานได้จริงๆ และผมก็อยากรู้ว่าตัวเองจะอดทนและรับกับแรงกดดันได้มากน้อยแค่ไหน

คุณจัดการตัวเองยังไงระหว่างที่ฝึกงานไปด้วย-เรียนไปด้วย

ผมในตอนนั้นรีบร้อนมาก จำได้ว่าอยากเรียนให้จบไฮสคูลไวๆ เพื่อไปทำงานเต็มเวลา แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนนะเพราะรู้ว่าพ่อและแม่ตั้งใจส่งเรามาเรียนที่ต่างประเทศแค่ไหน จึงตั้งใจเรียนให้ได้เกรด 4 ทุกวิชา และลงตารางเรียนแน่นมากแม้กระทั่งคาบในเวลาพักกลางวัน ทำให้เก็บหน่วยกิตเกรด 12 (ม.6) ครบตั้งแต่เรียนจบเกรด 11 (ม.5)

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

คิดว่าตัวเองโตเร็วไปมั้ย หรือรู้สึกเสียดายชีวิตวัยเด็กที่หายไปหรือเปล่า

ถ้าตั้งใจเริ่มทำอะไรแล้วผมจะทำสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด ในวันที่รับใบเรียนจบ ผมตัดสินใจบอกที่บ้านว่าจะไม่เรียนต่อ แม้จะต้องแลกมาด้วยการทะเลาะกับที่บ้านอย่างรุนแรง ตอนนั้นผมรู้แค่ว่า นี่คือสิ่งที่ผมเลือกแล้วว่าอยากทำ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมต้องทำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าผมไปไกลได้แค่ไหน

เมื่อมั่นใจว่าจะเอาดีในเส้นทางนี้ ทำไมไม่เรียนจริงจังในโรงเรียนสอนทำอาหาร

ก่อนหน้านั้นเคยคิดว่าจะเรียนต่อด้านอาหารจริงจัง แต่พอได้ลองทำงานแล้ว ผมเชื่อว่าห้องครัวเป็นห้องเรียนที่ดีกว่า ขณะที่เราจะไม่กล้าสงสัยในสิ่งที่ครูและโรงเรียนสอนทำอาหารสอน เมื่อเราเอ่ยปากถามเชฟว่าทำแบบนี้ดีกว่าอีกแบบไหม เชฟจะบอกแค่ว่า ‘งั้นก็ลองทำให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็จะได้เห็นว่าสิ่งที่คิดนั้นดีกว่าจริงหรือเปล่า

และไม่ว่าเชฟจะมอบหมายหน้าที่มากมายแค่ไหนให้แก่ผม ผมจะตั้งธงเสมอว่าจะทำงานนั้นให้เสร็จเร็วที่สุดเพื่อนำเวลาที่เหลือไปช่วยงานคนอื่น นั่นหมายถึงผมจะได้เรียนรู้งานอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็ยังไม่ถนัดใช้มีดมากนัก แต่พยายามทำให้ดีที่สุดก่อน จนเมื่อคล่องแล้วจึงค่อยตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เร็วขึ้นกว่าเดิมในทุกครั้ง

ในขณะที่คนทั่วไปมองงานเหล่านี้ว่าเป็นงานทำซ้ำ คุณกลับมองเป็นโอกาสท้าทายความสามารถตัวเอง

เราคิดเสมอว่าทุกวันที่ทำงานคือไปเรียน แม้จะไม่ได้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่สอนทุกอย่าง จับมือให้ทำ ให้ลองดู แต่งานในครัวทำให้ผมได้เรียนจากการสังเกตวิธีการที่คนอื่นๆ ใช้ พยายามซึมซับเทคนิคของพวกเขา และจะเอ่ยปากถามทุกครั้งที่เกิดข้อสงสัย

คุณชอบบรรยากาศหรืองานส่วนไหนในกระบวนการทำอาหารมากที่สุด

ช่วงที่ตัดสินใจไม่เรียนต่อหลังจบไฮสคูลแล้วมาทำงานเต็มเวลา 14 – 15 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่ชอบมากๆ คือช่วงที่ครัวเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 2 เป็นเวลาร่างกายมีเลือดสูบฉีดตลอดเวลา ขณะที่ทุกอย่างอยู่บนกระทะ มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ความวุ่นวายในครัวทำให้ผมอยากตื่นมาทำงานทุกวัน

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

อะไรคือแรงผลักดันของคุณ

ผมคิดว่าไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตาม ปลายทางของงานคือการสร้างความสุขให้คน อาหารที่อร่อยหรือการทำให้คนกินได้รับรู้สึกดีๆ ถือเป็นรางวัลสูงสุดที่เชฟทุกคนอยากไปถึง เป็นแรงผลักดันให้ผมอยากเข้าใจทุกอย่างในอาชีพนี้ เพื่อจะได้ทำออกมาให้ดีอย่างที่ผมคิด

อาชีพนี้จริงๆ ถ้านับกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา ต้องยอมรับว่าไม่ใช่อาชีพที่ทำเงินเยอะ แต่พอได้ทำงานทุกอย่าง แม้จะเป็นงานขัดพื้นครัว ล้างจาน เรากลับรู้สึกดี ทุกอย่างคือการเรียนรู้เพื่อจะเป็นที่ยอมรับ

การเป็นที่ยอมรับในครัวสำคัญกับคุณยังไง

ผมมีความเชื่อว่าผมไม่มีทางจะเรียนรู้จากคนคนนั้นได้เลยหากผมไม่ได้การยอมรับจากเขา ผมรู้ตัวว่าตัวเองเด็กมากในตอนนั้น ผมจึงอยากได้รับการยอมรับจากทุกคนในครัว เพราะ ไม่เช่นนั้นเราจะทำงานร่วมกับเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือพิสูจน์ความตั้งใจของตัวเองเพื่อให้เขามั่นใจในตัวเรา

ยังไง

ช่วงที่ย้ายจากครัวเย็น ซึ่งรับผิดชอบเมนูสลัดและของกินเล่น ไปสู่ครัวร้อน หรืออาหารเมนูหลัก ไม่เพียงรับรู้ถึงแรงกดดันที่เปลี่ยนไป มีเมนูและสิ่งที่ต้องทำเยอะมาก มีรองหัวหน้าเชฟคนหนึ่ง เขาด่าผมทุกวัน ถามว่าผมทำอาหารเป็นหรือเปล่า ตอนนั้นผมได้แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ได้มาอยู่ตรงนี้ หากผมยังทำตัวเองให้โดนด่าทุกวันผมจะไม่ได้เรียนรู้อะไร ก็ยิ่งตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีขึ้นในทุกวันๆ จนวันหนึ่งที่เขาเลื่อนขั้น เขาก็ไปคุยกับเชฟว่าขอให้เลื่อนตำแหน่งผมมาแทนเขา วันนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกได้รับการยอมรับจริงๆ จังๆ

ทำให้คุณรู้สึก…

ภูมิใจในตัวเอง

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

อะไรคือสิ่งที่ได้จากการทำงานในร้านอาหารอันดับหนึ่งของสเปนเมื่ออายุ 18

หลังจากทำงานที่ร้านอาหารในนิวยอร์ก 3 ปี เชฟก็แนะนำเราจนได้ไปทำงานกับร้านที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสายเทคนิค ใช้วิทยาศาสตร์ในการทำอาหาร เช่น รู้เรื่องไฟ เรื่องอุณหภูมิ เทคนิคแปลกๆ ช่วยเปิดโลกการทำอาหารอีกแบบ แต่จุดที่ยากคือการสื่อสาร เพราะแทบจะไม่มีใครใช้ภาษาอังกฤษเลย ภาษาสเปนที่พอรู้มาบ้างก็เป็นสำเนียงที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แถมสูตรอาหารเป็นภาษาสเปนหมด เราไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาเขาไม่รับคนต่างชาติเข้าทำงานเลย ไม่ว่าผมจะเคยเป็นใครที่นิวยอร์ก ที่สเปนผมต้องเริ่มจากเตรียมของเหมือนกันกับทุกคน จนครบ 1 ปีแล้วย้ายไปเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบจริงจังกับร้านที่นาปา และซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย  

อาหารที่ดีคืออะไร

ไม่ใช่แค่อร่อยและหน้าตาสวยงาม แต่เป็นอาหารที่ทำอย่างตั้งใจ ทั้งวัตถุดิบที่ใช้และส่วนผสมที่ใส่มีที่มาและที่ไป เราคิดถึงการเข้ากันของรสชาติ บ่อยครั้งที่อาหารจานหรูใช้วัตถุดิบชั้นดีราคาแพงทั้งหมด แต่หยิบใส่แล้วกลับไม่เข้ากัน ทำให้อาหารที่ออกมาไม่อร่อย

คนทุกวันนี้ไม่ได้มองอาหารเป็นแค่อาหารอีกต่อไป คนมองหาประสบการณ์ ซึ่งสำหรับผม สำคัญคืออาหารที่กินแล้วอร่อยและมีความสุข ผมไม่อยากทำอาหารที่คนจะรู้สึกว่าเขาจะกินมันครั้งเดียวในชีวิต

สไตล์ในการทำอาหารของคุณคืออะไร

ที่ผ่านมา ในการทำครัวแต่ละครั้งผมจะเป็นคนที่คิดเยอะเกินไป คิดว่าจะทำอย่างไรให้จานนั้นๆ ออกมาดีที่สุด เพราะจากที่ทำงานกับหลายๆ ร้านซึ่งมีรูปแบบและแนวทางที่แตกต่างกัน ยิ่งทำให้ผมคิดเยอะกับการทำอาหาร นั่นคือผมอยากเคารพวัตถุดิบ แต่ก็ต้องการใส่เทคนิคนี้ลงไป เมื่อก่อนผมจะยังหาแนวทางของตัวเองได้ไม่เต็มร้อย อะไรคือตัวตนที่แท้จริงของผมกันแน่ ช่วงที่ได้พักจากทำอาหารก็คิดได้ว่า ผมชอบของท้องถิ่นแต่จะใช้เทคนิคทำให้พิเศษขึ้น เช่น Fine Dining ที่ไม่ทำให้รู้สึกกินยากจนเกินไป

การเป็นเชฟที่รู้เรื่องอาหารมากขึ้นทำให้การกินอาหารยังอร่อยอยู่หรือเปล่า

ทำให้กินแล้วรู้ว่าทำไมอาหารจานนี้ดี จานนั้นไม่ดี

สิ่งที่คุณทำได้ดีรองจากงานในครัวคืออะไร

ถ่ายแบบ ผมรู้ตัวว่าบุคลิกตอนเคลื่อนไหวอาจจะแปลกๆ ดังนั้น ให้ผมยืนนิ่งอยู่เฉยๆ ดีกว่า

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณหยุดพักงานในครัวมาเป็นนายแบบเต็มเวลา

ช่วงที่กลับมาเปิดร้านที่ประเทศไทยกับพี่ชาย อยู่ที่นู่นผมเป็นรองหัวหน้าเชฟ รับผิดชอบสั่งของ ซึ่งผมเข้าใจระบบทั้งหมด แต่พอมาเป็นเชฟเอง ทุกอย่างขึ้นตรงกับผมและพี่ชาย เราให้พลังของเราเต็มทั้งร้อยกับร้านร้านนี้ อยู่มาวันหนึ่งหุ้นส่วนบอกเราว่า เขาตัดสินใจขายร้านด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างทางธุรกิจ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกผิดหวังกับชีวิตของตัวเอง เพราะเราทิ้งโอกาสดีๆ มากมายในต่างประเทศเพื่อกลับมาเปิดร้านที่บ้านเกิด หลังจากนั้นผมตัดสินใจหยุดพักจากการทำอาหาร

ผิดหวัง?

ผิดหวังครั้งใหญ่ เพราะจะกลับไปทำงานเส้นทางนี้ในต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หนึ่ง เราไม่ได้มีปริญญา ประสบการณ์ที่พอจะมีก็จำเป็นต้องอาศัยการแนะนำบอกต่อกันในกลุ่มเชฟ ซึ่งห่างเหินเพราะเราใช้เวลาทำร้านที่ประเทศไทย สอง ถ้าจะเริ่มทำงานเป็นเชฟที่ประเทศไทย ผมก็รู้ว่าตัวเองอายุน้อยเกินไปที่คนจะเชื่อและให้การยอมรับ

การเปลี่ยนจากเชฟมาเป็นนายแบบ เรียกร้องให้คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงบ้าง

ช่วงที่เข้าวงการนายแบบเป็นหนึ่งในเรื่องที่ดีในชีวิตผมเลยนะ จากที่ทำงานในครัวไม่พูดคุยกับใคร ทำให้ผมกล้าเปิดเผยตัวตนของเราให้กับคนอื่นมากขึ้น และเราก็เปิดรับคนอื่นมากขึ้น

การเป็นคนที่เปิดรับมากขึ้นส่งผลต่องานในครัวยังไง

ช่วงชีวิตที่ผมเข้าไปทำงานในครัวทำให้การพบเจอและปฏิสัมพันธ์กับคนหรือเพื่อนรุ่นเดียวกันหายไป ผมกลายเป็นคนขี้อาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะที่ออกจากครัวมาอธิบายอาหารให้ลูกค้าฟัง ผมยังคิดอยู่เสมอว่าถ้าได้ทำงานนายแบบก่อนมาเป็นเชฟก็คงจะดี อย่างน้อยจะทำให้ผมปฏิบัติต่อคนที่ทำงานด้วยได้ดีขึ้น

สมัยที่ทำงานในครัวต่างประเทศ บรรยากาศจริงที่เกิดขึ้นในครัวคือการด่าทอ ปาหม้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก และทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงในที่ทำงาน ไม่มีการนำมาคิดต่อหลังเวลางาน ทุกคนเข้าใจว่าคือหนึ่งในกระบวนการทำงาน แต่พอกลับมาที่ประเทศไทย ผมก็ยังทำตัวเหมือนเดิม แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับคือเขาเดินร้องไห้ออกไปเลย ผมก็ตกใจ เพราะมันคือเรื่องงานเมื่อทำพลาดเราก็ต้องคุยกันด้วยท่าทีแบบนั้น

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

อะไรคือความยากของการเป็นนายแบบที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้

การรอคอย ผมพบว่านายแบบเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลาไปกับการรอเยอะมาก จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ทำงานในครัวมาตลอดอย่างผม เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว งานในครัวทำให้เราต้องยืนตลอดทั้งวัน มีอะไรให้ทำตลอด 14 – 15 ชั่วโมง

เมื่อมีคนบอกว่านายแบบเป็นอาชีพที่มีดีแค่หน้าตา คุณอยากจะบอกพวกเขาว่าอะไร

ผมไม่ปฏิเสธว่าจุดเริ่มต้นของสายอาชีพนี้คือรูปร่างหน้าตา แต่การทำงานจริงก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจในเนื้องานที่ทำจริงๆ ภาพแบบไหนที่ช่างภาพและแบรนด์ต้องการให้เรานำเสนอออกมา

จากความสามารถและรูปร่างหน้าตาที่ดูจะไปได้ไกล อะไรทำให้ตัดสินใจเข้าวงการด้วยการประกวดทั้งบทบาทนายแบบและเชฟ

ช่วงที่เริ่มงานนายแบบมีโอกาสไปทำงานกับเอเจนซีที่เกาหลีช่วงหนึ่ง ก่อนเอเจนซี่ส่งเรากลับมาที่ไทยเพื่อเข้าร่วมรายการ The Face Men Thailand ขณะที่การตัดสินใจเข้าร่วมรายการ Top Chef Thailand Season 2 เป็นช่วงที่ผมอยากกลับมาทำอาหารจริงๆ ซึ่งผมก็คิดไม่ผิด นอกจากประสบการณ์ที่ดี ทุกคนยังกลายเป็นเพื่อนกัน สนิทกัน ทำให้ผมรู้จักวงการอาหารไทยมากขึ้น

สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองรายการคืออะไร

การเตรียมตัวให้พร้อม ในการแข่งขันที่ขึ้นอยู่กับโจทย์ สิ่งที่เราทำได้คือทำให้เต็มที่ มีสมาธิให้พร้อม สู้ให้ถึงที่สุด เพราะต่างเป็นรายการโทรทัศน์ที่คนดูจะเห็นท่าทีและการวางตัวของเรา เราจึงเป็นตัวเองเต็มที่เหมือนชีวิตปกติในทั้งสองรายการ

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

ให้เลือกระหว่าง ‘นายแบบที่ทำอาหารเก่ง’ กับ ‘เชฟที่หน้าตาหล่อเหลา’

ทำไมคนเราต้องเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่ว่าเขาจะจดจำผมได้ในด้านไหน ผมอยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทำได้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง ผมรักในงานทั้งสองเส้นทางนี้ คนเราไม่ความตัดสินคนจากภาพที่เห็น ตั้งแต่วันที่ประกวดนายแบบแล้ว พอบอกใครว่าเป็นเชฟ เขาจะมองด้วยสีหน้าสงสัยว่าผมทำอาหารเป็นจริงหรือเปล่า หรือพอผมมาเข้าร่วมรายการแข่งขันทำอาหาร คนก็มองด้วยหน้าตาสงสัยอีกว่าผมทำอาหารจริงหรือเปล่า “นี่เข้ามาได้เพราะหน้าตาดีใช่หรือเปล่า” สำหรับผม ผมรู้สึกว่าเขายังไม่เห็นอะไรเลยก็ตัดสินกันไปหมดแล้ว

จากเด็กชายเชฟผู้ไม่ยอมแพ้ ในวันนี้ดูเหมือนว่าคุณปล่อยวางกับความฝันนั้นลง

ถ้าเป็นความฝันเรื่องการเป็นเชฟ การได้เข้าไปทำงานอยู่ในร้านอาหารหรูหลายๆ ร้าน ผมคิดว่าผมถึงความฝันของผมแล้ว ไม่ต้องเป็นเชฟที่ดีที่สุดในโลกก็ได้ แค่เห็นโลกและเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่ผมรัก และการเปิดร้านอาหารตอนอายุ 20 แม้จะสร้างความผิดหวังครั้งใหญ่ แต่ก็ให้บทเรียนที่ดีและมีค่าเสมอ

ผมกำลังแบ่งสัดส่วนสิ่งที่ผมชอบและมีความสุขที่ได้ทำ ซึ่งผมจะทำต่อไป แต่นั่นจะไม่ใช่สิ่งเดียวหรือเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำ

ถ้าคะแนนเต็ม 10 จะให้คะแนนตัวเองตอนนี้เท่าไหร่

5 คะแนน เป็นคะแนนที่ผมพอใจชีวิตช่วงนี้แล้ว เพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำมาแล้วทั้งหมด

ผมอายุแค่ 23 ยังมีอะไรรอให้ผมทำเยอะแยะมากมาย ผมอาจจะไม่ได้จบอยู่ที่ทำแค่ 2 อาชีพนี้ ไม่ว่าคนจะมองว่าผมเป็นยังไง มันคงเร็วไปที่เขาจะตัดสินผมโดยมองแค่จุดที่ผมยืนอยู่วันนี้ วันที่ผมอายุ 30 ผมก็อาจจะคิดว่าผมทำสิ่งที่ทำอยู่ทำไม ผมจึงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เปรียบชีวิตช่วงนี้เหมือนอาหารเมนูไหน

ยำ ยำอะไรก็ได้ มีหลายรสทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตที่ใช้ตอนนี้ถูกต้องที่สุดไหม แต่ก็เป็นชีวิตที่กลมกล่อมแล้วสำหรับผม

กันน์ สรวิศ, Top Chef Thailand

ขอบคุณสถานที่ : ร้าน Flat Marble
ซอยพหลโยธิน 9 อารีย์
ร้านเปิดทุกวัน เวลา 17.00 – 00.00 น.
Facebook : Flat Marble

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load