เมื่อมาถึงสิ้นปีเช่นนี้ จะมีหัวข้ออะไรดีไปกว่าการพูดถึงเทศกาลปลายปีสักเล็กน้อย

บางท่านอาจไม่ทราบว่า สถิติต้นคริสต์มาสที่สูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ อยู่ที่อิตาลีนี่เอง กินเนสบุ๊กบันทึกไว้เมื่อ ค.ศ. 1991 ถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดว่ามีใครโค่นแชมป์ได้

แล้วอยู่ที่เมืองไหนล่ะ

คำตอบคืออยู่ที่เมืองกุบบิโย (Gubbio) ไม่ไกลจากเปรูจา (Perugia) อันเป็นเมืองเอกของแคว้นอุมเบรีย (Umbria) อีกที

ขอแวบออกนอกเรื่องหน่อย คุณเคยรำคาญไหม เวลาที่ในบทอ่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทความวิชาการ ชอบใส่ชื่อแล้วใส่วงเล็บตลอด ถ้ารำคาญ จะบอกว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ตอนหลังถึงได้เข้าใจว่า บางทีชื่อที่คุณคิดว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน กลับเป็นชื่อที่คุณอาจจะเคยรู้จักหรือผ่านหูผ่านตามาก่อน แต่เป็นอีกชื่อหนึ่ง เช่น Perugia ที่ว่านี่ ถ้าเปิดแผนที่กูเกิลที่เป็นภาษาไทย จะขึ้นชื่อว่า เปรูเกีย เป็นอาทิ หรือคุณอาจจะนึกคึก เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ในเน็ต หรืออาจจะไปคุยกับเพื่อนต่างชาติ ฯลฯ ล้วนมีเหตุผลให้คนเขียนติ่งชื่อดั้งเดิมในภาษานั้น ๆ เอาไว้ทั้งสิ้น

กลับมาต้นคริสต์มาสกันอีกครั้ง ต้นคริสต์มาสนี้จริง ๆ แล้วเป็นการประดับไฟบนภูเขาอินจีโน (Ingino) ตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงยอดเขาบริเวณที่ตั้งโบสถ์ซันต’อูบัลโด (Basilica di Sant’Ubaldo) อันเป็นโบสถ์ของนักบุญประจำเมือง รวมความสูงของต้นคริสต์มาสนี้ถึง 750 เมตร กินเนื้อที่ 130,000 ตารางเมตร (มีผู้หวังดีเคยเปรียบไว้ว่า ประมาณสนามฟุตบอล 30 สนาม) ประกอบด้วยไฟ 700 ดวง ใช้สายไฟรวมแล้วยาว 7½ กิโลเมตร และใช้เวลาในการทำถึง 1,300 ชั่วโมงทีเดียว นี่ยังไม่รวมตอนเก็บอีกนั้น นั่นอีก 900 ชั่วโมง บวกเข้าไป

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.zingarate.com

งานใหญ่ราวกับมหากฐินเช่นนี้ ย่อมใช้ทรัพย์ใช้สินจำนวนไม่น้อย อันก็ได้มาจากคนทั่วไปนั่นเอง มิได้มีมัคนายกนั่งเต็นท์ประกาศที่มักจะเริ่มด้วย “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่” แล้วหยุดกึกไปเพราะต้องประกาศเรียกพ่อหนุ่มเสื้อเขียวที่มากะแฟนน่ะ บริจาคหน่อยน่า พร้อมร่ายกลอนต่อไปอีกว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน เด็ดดอกไม้ร่วมต้น สร้างกุศลร่วมกัน” แล้วประกาศชื่อ (ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง) ออกไมค์เสียงดังกังวานไปทั่ววัด

งานนี้ มีเว็บไซต์ของงาน ประกาศเชิญชวนท่านจับจองแสงไฟนั้นด้วยมูลค่าดวงละ 10 ยูโร เพียงแต่ไม่ได้มีการเอาสวรรค์มาฉกนรกมาขู่อะไรทั้งสิ้น เขาบอกเพียงแต่ว่า เงินส่วนหนึ่งที่ได้จะนำไปจ่ายค่าไฟ (ซึ่งใช้พลังงานแบบรักษ์โลก) และค่าใช้จ่ายอะไรต่ออะไรในการทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งเมื่อท่านบริจาคแล้วก็จะปรากฏชื่อของท่าน หรือชื่อของผู้อุทิศดวงไฟให้อยู่บนผังวางไฟบนต้นคริสต์มาสใหญ่นั้น ในเว็บนะ ใครเข้ามาคลิกก็จะเจอชื่อท่าน

การเปิดไฟจะเปิดตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ในช่วงหัวค่ำไปจนถึงกลางดึก และจะทำเช่นนี้ทุกคนไปจนถึงวันที่ 13 มกราคมปีหน้า จากนั้นก็จะล้มกระดานรายชื่อทั้งหมดไป ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากันอีกที

ท่านที่ต้องการจะมีแสงประดับภูเขาในงานนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย เนื่องจากมีผู้จองจนเต็มหมดแล้ว หากสนใจ สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ www.adottaunaluce.it แต่หากอยากจะดูภาพพิธีเปิดงาน ขอเชิญได้ที่นี่ ยังทัน 

แต่กุบบิโยก็ไม่ได้มีแค่เท่านี้ จะว่าไปแล้วการประดับไฟคริสต์มาสเพิ่งมาเริ่มใน ค.ศ. 1981 นี้เอง แต่ประเพณีนี้สิ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว บ้างก็ว่าในศตวรรษที่ 12 บ้างก็ว่าอาจจะมีที่มาตั้งแต่ก่อนศาสนาคริสต์อีก

มันคือการวิ่งเทียนหรือ Corsa dei Ceri เป็นงานประจำปี เป็นงานที่เก่าแก่ที่สุด และสำคัญที่สุดสำหรับชาวกุบบิโยก็ว่าได้ และเป็นประเพณีท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศ 

การวิ่งเทียนนี้มีขึ้นในวันที่ 15 เดือนพฤษภาคมทุกปี เพราะเป็นวันฉลองนักบุญอูบัลโด (Sant’Ubaldo) ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมือง

งานดังกล่าวคือการวิ่งแห่เทียนใหญ่ 3 เล่มจากเมืองด้านล่าง ไปยังโบสถ์ของนักบุญอูบัลโดที่อยู่บนเขา ใกล้ดาวดวงใหญ่ของต้นคริสต์มาสไง 

เทียนที่ว่านั้นก็มิใช่เทียนจริงหรอก หากแต่เป็นไม้ที่ประกอบสร้างขึ้นคล้ายเทียนพิธีต้นใหญ่นั่นเอง 

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.vivogubbio.com

พิธีแบบเต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้า มาวิ่งกันจริง ๆ เอาเกือบ 6 โมงเย็น และประมาณการวิ่งจากด้านล่างไปถึงด้านบนราว 2 ชั่วโมง

ด้านบนของเทียนไม้นี้ประดับด้วยรูปปั้นนักบุญ 3 ท่าน คือ นักบุญอูบัลโด นักบุญโจร์โจ และนักบุญอันโตนิโย

คนแห่เป็นชาย ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่น และมีหลายผลัด เพราะเส้นทางกว่า 2 กิโลเมตรนั้นเป็นทางขึ้นเขากว่าค่อน ใช้ชุดเดียวคงมีการกลิ้งลงเขาอย่างไม่เป็นพิธีแน่นอน

คนแห่เทียนแต่ละต้นแต่งกายไม่เหมือนกัน และการแบ่งว่าใครแห่ต้นไหนนั้น มิได้แบ่งตามถิ่นที่อยู่ แต่ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น แบ่งตามอาชีพ ช่างก่อสร้างและช่างสกัดหินจะแห่ต้นเทียนของนักบุญอูบัลโด พ่อค้าและช่างฝีมือแห่ของนักบุญโจร์โจ ในขณะที่ชาวนา เจ้าของที่ดิน และนักเรียนนักศึกษาแห่ของนักบุญอันโตนิโย

เมื่อแห่ไปถึงด้านบนแล้ว เทียนทั้งสามจะประดิษฐานอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ในขณะที่รูปปั้นของนักบุญทั้งสามจะอัญเชิญลงมา พร้อมกับขบวนคบไฟและการร้องเพลงบูชา 

ว่ากันว่า หากผู้ใดได้ร่วมงานวิ่งเทียนนี้ครบ 3 ครั้ง จะได้ใบประกาศนียบัตรพลเมืองกิตติมศักดิ์ของกุบบิโยกลับไป

แต่ท้ายที่สุดแล้ว จองไฟคริสต์มาสก็ไม่ทัน วิ่งเทียนก็ไม่ได้ กุบบิโยยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมให้ทำ แถมยังได้ใบประกาศนียบัตรโดยไม่ต้องมาร่วมงานถึง 3 ปี สนใจไหมล่ะ

ที่กุบบิโยมีน้ำพุอยู่แห่งหนึ่ง เรียกโดยชื่อว่า น้ำพุบาร์แจลโล (Fontana del Bargello) สำหรับเราอาจจะดูน่ารักดี แต่ก็ดูไม่ต่างจากน้ำพุแห่งอื่นในอิตาลีเท่าใดนัก

เรื่องของเรื่องคือ หากใครวิ่งรอบน้ำพุแห่งนี้ 3 รอบโดยมีชาวกุบบิโยยืนเป็นประจักษ์พยานและประพรมน้ำจากบ่อด้วย ก็จะได้ใบประกาศนียบัตร ‘คนเพี้ยน’ ไป บ้างก็ว่าต้องตะโกนสามครั้งว่า ‘ฉันมันเพี้ยน’ ด้วย บ้างก็ไม่ประพรมล่ะ กวักน้ำในน้ำพุสาดกันเลย

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.travelstales.it

ว่ากันว่า ต้นกำเนิดของใบประกาศฯ นี้ เป็นการล้อเลียนพลเมืองกิตติมศักดิ์ที่ได้จากการวิ่งเทียนนั่นเอง ส่วนใบประกาศฯ นั้น ตอนแรกก็ต้องได้จากสมาคมชาวกุบบิโย แต่ปัจจุบันนี้ท่านจะหาเอาจากร้านขายของที่ระลึกก็ได้ แหม ของคนเพี้ยนจะจริงจังอะไร อ้อ น้ำพุนั่นคนก็เลยพลอยเรียกว่า ‘น้ำพุคนเพี้ยน’ (Fontana dei Matti) ไปด้วยแล้วนะ

ไงล่ะ อยากไปกุบบิโยกันหรือยัง ☺

ข้อมูลอ้างอิง 

www.adottaunaluce.it 

www.facebook.com/events/552196062522962/?ref=newsfeed

www.alberodigubbio.com/ 

www.ceri.it/

corrieredellumbria.corr.it/news/gubbio/180134/Ceri–programma-e-percorso-.

htmlinitalia.virgilio.it/gubbio-chiamata-citta-dei-matti-35316

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

หลาย ๆ เหตุการณ์ในช่วงนี้ทำให้อยากเขียนถึงสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จริง ไม่เชี่ยวชาญอีกครั้ง

นั่นคือเมือง Curon (คูรอน)

ที่มาที่ไปก็คือ ดูหนังทาง Netflix อยู่ดี ๆ นี่ล่ะ ก็หาหนังอิตาเลียน ก็ให้มาเจอเรื่องนึงชื่อ Curon

Curon เป็นหนังระทึกขวัญ (Thriller) ที่สนุก ฉลาด ในหนังไม่ได้พูดอะไรถึงเมืองนี้มากนัก เพียงแต่ใช้เป็นฉากหลัง คนดูที่ไม่ใช่อิตาเลียนอาจจะมีงง ๆ ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวละครบางตัวพูดเยอรมัน

หนังพูดถึงแต่เรื่องเมืองจมน้ำ และเหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่า ถูกจมเพราะครอบครัวหนึ่งทำให้จม ผู้คนก็เลยชิงชังมาจนถึงวันนี้

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix

แต่หนังก็คือหนัง ถ้าไม่ใช่สารคดี ก็ต้องฟังหูไว้หู ดูตาไว้ตา ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่หนอ ก็เลยเริ่มหาอ่านตามเว็บต่าง ๆ เผื่อจะได้เอามาเล่าให้ลูกเพจ ‘ครูก้า’ อ่าน แล้วในช่วงนั้นเองก็มีลูกศิษย์ที่เรียนอิตาเลียนออนไลน์จากอิตาลีมาแนะนำตัวว่าตอนนี้อยู่แถว ๆ นั้น อ้ะ มีเรื่องบังเอิญเข้ามาอีกเรื่อง

และท้ายที่สุด ลูกศิษย์ที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘อ่านอิตาลี’ ก็มาถามว่า ครูขา จะช่วยแปลหนังสือเล่มหนึ่งให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ พอส่งรูปหน้าปกหนังสือมา ผ่าง หอระฆังกลางน้ำที่คุ้นตาก็โผล่มาให้เห็นอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับปักหมุดเลย หากเดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่ติดขัดอีกครั้ง จะต้องไปที่นี่แน่ ๆ

และนี่คือข้อมูลที่จะขอเอามาเล่าสู่กันฟัง ทั้งที่ได้จากการอ่านและการแปลนวนิยาย

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/fabianfranke-fotos/7190357668

เมื่อพูดถึงคูรอน ‘ในปัจจุบัน’ ก็คือเมืองที่มีชื่อเต็มว่า คูรอน เวนอสตา (Curon Venosta) เป็นเมืองหรือหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ริมทะเลสาบเรเซีย (Lago di Resia) อยู่ตรงที่ปัจจุบันเรียกว่าแคว้น Trentino – Alto Adige (เตรนตีโน อัลโต อาดีเจ) อันเป็นแคว้นที่มีการปกครองพิเศษ หลายคนรู้จักกันในนาม ซุดตีโรล (Sudtirol) เป็นภาษาเยอรมันอันแปลว่า ทีรอลตอนใต้

แล้วทำไมพื้นที่ในอิตาลีจึงมีชื่อเป็นเยอรมัน คำตอบคือแคว้นนี้แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย (ซึ่งพูดภาษาเยอรมัน) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ดินแดนส่วนนี้ก็ถูกยกให้เป็นของอิตาลี ซึ่งก็มีความประดักประเดิดมาก ด้วยว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ประชากรแทบจะทั้งหมดพูดภาษาเยอรมัน วัฒนธรรมอะไรก็ไม่เหมือน คนที่นั่นไม่คิดแม้แต่น้อยว่าตัวเองเป็นชาวอิตาเลียน และรอวันจะไม่เป็นอิตาเลียนอยู่ทุกลมหายใจ

เมื่อพูดถึงคูรอนในปัจจุบัน ก็ต้องมีคูรอน ‘ในอดีต’ ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยว่ามันได้จมอยู่ใต้น้ำไปแล้ว

ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติใด ๆ เกิดจากฝีมือมนุษย์นี่ล่ะ

จะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี เล่าจากที่เห็นก่อนแล้วกัน

หอระฆังที่เห็นเด่นเป็นสง่านั้นไม่ได้สร้างให้อยู่กลางน้ำ หากแต่มันคือหอระฆังของโบสถ์แห่งหนึ่ง ชื่อโบสถ์ซานตา คาเตรีนา ดิ อะเลซซานเดรีย (Santa Caterina di Alessandria) อันเป็นโบสถ์ประจำเมืองคูรอน

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/pacioz/7682473278

โบสถ์อะไรที่ไหน ไม่เห็นมีโบสถ์ คุณไม่เห็นหรอก เพราะมันอยู่ใต้น้ำ ลึกลงไปราว 22 เมตร และทั้งโบสถ์ทั้งหมู่บ้านก็ถูกระเบิด ก่อนที่ทางการจะปล่อยน้ำจมทุกอย่างเพื่อหวังจะสร้างเขื่อนนั่นเอง

อันที่จริง ความคิดที่จะสร้างเขื่อนใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1910 แล้ว แต่ด้วยมีสงครามโลกครั้งที่ 1 แผนนั้นก็ยับยั้งไว้ แล้วหยิบมาปัดฝุ่นอีกทีตอนสงครามเลิก

แผนเดิมที่ว่านั้น คือการรวมทะเลสาบทั้ง 3 แห่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่มหึมา ในแผนนั้นระดับน้ำจะขึ้นมาอีก 5 เมตรเท่านั้น ซึ่งชาวคูรอนก็รับทราบดีและดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย แต่แน่นอน ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้มี

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.schoeneben.it
Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : scribol.com

สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิด แผนการสร้างเขื่อนระงับ ชาวคูรอนคิดว่าคงไม่มีการสร้างเขื่อนแล้ว นอนใจอยู่ได้ไม่นาน แต่พอสงครามเลิกและไม่มีมุสโสลินีแล้ว การสร้างเขื่อนก็ยังกลับมาอีก คราวนี้นายทุนใหญ่ประกาศเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนเป็น 22 เมตร

ชาวคูรอนกลุ่มหนึ่งพยายามต่อสู้ แต่ผลก็เป็นอย่างที่รู้ ๆ กัน ส่วนที่บอกว่ากลุ่มหนึ่งนั้น เพราะใน ค.ศ. 1939 ได้มีประกาศให้ชาวคูรอนเลือกได้ว่าจะอยู่ ณ ที่ตรงนี้ต่อ หรือจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่เยอรมันกับฮิตเลอร์ ประชากรที่คูรอนก็เบาบางลงไปบ้างแล้วนับแต่ตอนนั้น ส่วนประชากรที่เหลือ บางคนก็ไม่เชื่อเอาเสียจริง ๆ ว่าจะมีการจมเมืองสร้างเขื่อนจริง ๆ ประกาศที่ทางการมาติดที่เทศบาลเมืองก็เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งชาวเมืองแทบจะอ่านไม่ออกสักคำ

ชาวเมืองต่อสู้กันสุดฤทธิ์ ถึงกับเชิญนายกฯ มา ไปหาสันตะปาปาที่โรม แต่แล้วผลก็เป็นอย่างที่รู้กัน

การจมหมู่บ้านในครั้งนั้น มีบ้านจมไปเกือบ 200 หลังคาเรือน (บางแหล่งข่าวบอก 163 บ้างก็บอก 180) ก่อนจะจมมีการระเบิดบ้านทุกหลังก่อน ไม่มีใครตายเพราะการระเบิดหรือการปล่อยน้ำในครั้งนั้น แต่จากการตรอมใจหรืออื่น ๆ ย่อมไม่มีใครรู้

ภาพ : twitter.com/Avventural

วกกลับมาที่หนังนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น การจมคูรอนไม่ได้เป็นการตัดสินใจของชาวบ้านหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเลย แต่เป็นการลงนามอนุมัติของรัฐบาลอิตาลีนี่ล่ะ ส่วนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนั้น มีขึ้นตั้งแต่ตอนที่ประชากรเลือกข้างว่าจะอยู่หรือจะไปแล้ว

คราวนี้มารู้จักกับตัวละครหลักของเมืองนี้กันดีกว่า นั่นก็คือหอระฆังกลางน้ำ ถามว่าตัวละครหลักแค่ไหน เอาเป็นว่าตราประจำเมืองเป็นรูปหอนี้ก็แล้วกัน

ตราประจำเมือง
ภาพ : www.araldicacivica.it/comune/curon-venosta

ตามประวัติ หอระฆังนี้สร้างในศตวรรษที่ 14 แต่ที่หอระฆังยังดูแข็งแรงอยู่นั้น เป็นเพราะได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2009 นี้เอง

ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องอัศจรรย์ใจของหอระฆังนี้ก็ย่อมมีแน่นอน เรื่องแรกคือตอนที่รัฐบาลส่งคนมาระเบิดหมู่บ้าน (ระเบิดบ้านทีละหลัง) นั้น ก็ระเบิดโบสถ์ด้วยเช่นกัน ปรากฏว่าโบสถ์ถล่ม แต่หอระฆังยืนนิ่งไม่สะเทือน ข่าวว่าพวกช่างแอบกลัว ต่างพากันถอดใจ ประกอบกับตอนนั้นเริ่มปล่อยน้ำแล้ว ก็เลยปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

เรื่องเล่าขานอีกเรื่องของหอระฆังก็คงจะไม่พ้นเรื่องเสียงระฆัง ว่ากันว่าวันดีคืนดีในช่วงฤดูหนาว จะมีคนได้ยินเสียงระฆังหง่างเหง่งวังเวงแว่วดังมาจากหอนั้น หลายท่านคงคิดว่าก็คงจะมีคนปีนขึ้นไปตีน่ะสิ คงไม่น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไร หากระฆังไม่ได้ถูกปลดออกจากหอตั้งแต่ตอนปล่อยน้ำลงเขื่อนแล้ว

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเล่ากันแต่เป็นเรื่องจริง ก็คือ 1 ปีหลังจากที่คูรอนกลายเป็นทะเลสาบแล้ว ได้มีรถเมล์คันหนึ่งแหกถนนพุ่งลงทะเลสาบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย เหลือรอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

ปัจจุบันผู้ที่ไปเยือนคูรอน เวนอสต้า ก็ต้องพุ่งตรงไปถ่ายรูปกับหอระฆังกลางน้ำ หากในหน้าแดดอุ่นก็ออกเรือไปชมใกล้ ๆ ได้ หากไปหน้าหนาว ก็เดินเท้าไปบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง กิจกรรมฤดูร้อน-ฤดูหนาว มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมิได้ขาด

ทะเลสาบเรเซียในฤดูหนาว
ภาพ : www.suedtirolerland.it

ใครอยากสัมผัสกับรายละเอียดว่าชาวเมืองในช่วงเวลานั้น ‘น่าจะ’ รู้สึกนึกคิดอย่างไร ขอแนะนำนวนิยายแปลของสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี ที่ใช้ท้องเรื่องเป็นเมืองคูรอนในช่วงนับแต่ ‘บ้านเมืองยังดี’ จนกระทั่งเมืองทุกพังทลายกลายไปอยู่ใต้น้ำ หน้าปกเป็นรูปหอระฆังกลางน้ำนี้ อยู่ใต้ชื่อภาษาไทยว่า ‘หยัดยืน’

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load