เมื่อมาถึงสิ้นปีเช่นนี้ จะมีหัวข้ออะไรดีไปกว่าการพูดถึงเทศกาลปลายปีสักเล็กน้อย

บางท่านอาจไม่ทราบว่า สถิติต้นคริสต์มาสที่สูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ อยู่ที่อิตาลีนี่เอง กินเนสบุ๊กบันทึกไว้เมื่อ ค.ศ. 1991 ถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดว่ามีใครโค่นแชมป์ได้

แล้วอยู่ที่เมืองไหนล่ะ

คำตอบคืออยู่ที่เมืองกุบบิโย (Gubbio) ไม่ไกลจากเปรูจา (Perugia) อันเป็นเมืองเอกของแคว้นอุมเบรีย (Umbria) อีกที

ขอแวบออกนอกเรื่องหน่อย คุณเคยรำคาญไหม เวลาที่ในบทอ่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทความวิชาการ ชอบใส่ชื่อแล้วใส่วงเล็บตลอด ถ้ารำคาญ จะบอกว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ตอนหลังถึงได้เข้าใจว่า บางทีชื่อที่คุณคิดว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน กลับเป็นชื่อที่คุณอาจจะเคยรู้จักหรือผ่านหูผ่านตามาก่อน แต่เป็นอีกชื่อหนึ่ง เช่น Perugia ที่ว่านี่ ถ้าเปิดแผนที่กูเกิลที่เป็นภาษาไทย จะขึ้นชื่อว่า เปรูเกีย เป็นอาทิ หรือคุณอาจจะนึกคึก เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ในเน็ต หรืออาจจะไปคุยกับเพื่อนต่างชาติ ฯลฯ ล้วนมีเหตุผลให้คนเขียนติ่งชื่อดั้งเดิมในภาษานั้น ๆ เอาไว้ทั้งสิ้น

กลับมาต้นคริสต์มาสกันอีกครั้ง ต้นคริสต์มาสนี้จริง ๆ แล้วเป็นการประดับไฟบนภูเขาอินจีโน (Ingino) ตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงยอดเขาบริเวณที่ตั้งโบสถ์ซันต’อูบัลโด (Basilica di Sant’Ubaldo) อันเป็นโบสถ์ของนักบุญประจำเมือง รวมความสูงของต้นคริสต์มาสนี้ถึง 750 เมตร กินเนื้อที่ 130,000 ตารางเมตร (มีผู้หวังดีเคยเปรียบไว้ว่า ประมาณสนามฟุตบอล 30 สนาม) ประกอบด้วยไฟ 700 ดวง ใช้สายไฟรวมแล้วยาว 7½ กิโลเมตร และใช้เวลาในการทำถึง 1,300 ชั่วโมงทีเดียว นี่ยังไม่รวมตอนเก็บอีกนั้น นั่นอีก 900 ชั่วโมง บวกเข้าไป

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.zingarate.com

งานใหญ่ราวกับมหากฐินเช่นนี้ ย่อมใช้ทรัพย์ใช้สินจำนวนไม่น้อย อันก็ได้มาจากคนทั่วไปนั่นเอง มิได้มีมัคนายกนั่งเต็นท์ประกาศที่มักจะเริ่มด้วย “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่” แล้วหยุดกึกไปเพราะต้องประกาศเรียกพ่อหนุ่มเสื้อเขียวที่มากะแฟนน่ะ บริจาคหน่อยน่า พร้อมร่ายกลอนต่อไปอีกว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน เด็ดดอกไม้ร่วมต้น สร้างกุศลร่วมกัน” แล้วประกาศชื่อ (ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง) ออกไมค์เสียงดังกังวานไปทั่ววัด

งานนี้ มีเว็บไซต์ของงาน ประกาศเชิญชวนท่านจับจองแสงไฟนั้นด้วยมูลค่าดวงละ 10 ยูโร เพียงแต่ไม่ได้มีการเอาสวรรค์มาฉกนรกมาขู่อะไรทั้งสิ้น เขาบอกเพียงแต่ว่า เงินส่วนหนึ่งที่ได้จะนำไปจ่ายค่าไฟ (ซึ่งใช้พลังงานแบบรักษ์โลก) และค่าใช้จ่ายอะไรต่ออะไรในการทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งเมื่อท่านบริจาคแล้วก็จะปรากฏชื่อของท่าน หรือชื่อของผู้อุทิศดวงไฟให้อยู่บนผังวางไฟบนต้นคริสต์มาสใหญ่นั้น ในเว็บนะ ใครเข้ามาคลิกก็จะเจอชื่อท่าน

การเปิดไฟจะเปิดตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ในช่วงหัวค่ำไปจนถึงกลางดึก และจะทำเช่นนี้ทุกคนไปจนถึงวันที่ 13 มกราคมปีหน้า จากนั้นก็จะล้มกระดานรายชื่อทั้งหมดไป ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากันอีกที

ท่านที่ต้องการจะมีแสงประดับภูเขาในงานนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย เนื่องจากมีผู้จองจนเต็มหมดแล้ว หากสนใจ สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ www.adottaunaluce.it แต่หากอยากจะดูภาพพิธีเปิดงาน ขอเชิญได้ที่นี่ ยังทัน 

แต่กุบบิโยก็ไม่ได้มีแค่เท่านี้ จะว่าไปแล้วการประดับไฟคริสต์มาสเพิ่งมาเริ่มใน ค.ศ. 1981 นี้เอง แต่ประเพณีนี้สิ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว บ้างก็ว่าในศตวรรษที่ 12 บ้างก็ว่าอาจจะมีที่มาตั้งแต่ก่อนศาสนาคริสต์อีก

มันคือการวิ่งเทียนหรือ Corsa dei Ceri เป็นงานประจำปี เป็นงานที่เก่าแก่ที่สุด และสำคัญที่สุดสำหรับชาวกุบบิโยก็ว่าได้ และเป็นประเพณีท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศ 

การวิ่งเทียนนี้มีขึ้นในวันที่ 15 เดือนพฤษภาคมทุกปี เพราะเป็นวันฉลองนักบุญอูบัลโด (Sant’Ubaldo) ซึ่งเป็นนักบุญประจำเมือง

งานดังกล่าวคือการวิ่งแห่เทียนใหญ่ 3 เล่มจากเมืองด้านล่าง ไปยังโบสถ์ของนักบุญอูบัลโดที่อยู่บนเขา ใกล้ดาวดวงใหญ่ของต้นคริสต์มาสไง 

เทียนที่ว่านั้นก็มิใช่เทียนจริงหรอก หากแต่เป็นไม้ที่ประกอบสร้างขึ้นคล้ายเทียนพิธีต้นใหญ่นั่นเอง 

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.vivogubbio.com

พิธีแบบเต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้า มาวิ่งกันจริง ๆ เอาเกือบ 6 โมงเย็น และประมาณการวิ่งจากด้านล่างไปถึงด้านบนราว 2 ชั่วโมง

ด้านบนของเทียนไม้นี้ประดับด้วยรูปปั้นนักบุญ 3 ท่าน คือ นักบุญอูบัลโด นักบุญโจร์โจ และนักบุญอันโตนิโย

คนแห่เป็นชาย ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่น และมีหลายผลัด เพราะเส้นทางกว่า 2 กิโลเมตรนั้นเป็นทางขึ้นเขากว่าค่อน ใช้ชุดเดียวคงมีการกลิ้งลงเขาอย่างไม่เป็นพิธีแน่นอน

คนแห่เทียนแต่ละต้นแต่งกายไม่เหมือนกัน และการแบ่งว่าใครแห่ต้นไหนนั้น มิได้แบ่งตามถิ่นที่อยู่ แต่ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น แบ่งตามอาชีพ ช่างก่อสร้างและช่างสกัดหินจะแห่ต้นเทียนของนักบุญอูบัลโด พ่อค้าและช่างฝีมือแห่ของนักบุญโจร์โจ ในขณะที่ชาวนา เจ้าของที่ดิน และนักเรียนนักศึกษาแห่ของนักบุญอันโตนิโย

เมื่อแห่ไปถึงด้านบนแล้ว เทียนทั้งสามจะประดิษฐานอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ในขณะที่รูปปั้นของนักบุญทั้งสามจะอัญเชิญลงมา พร้อมกับขบวนคบไฟและการร้องเพลงบูชา 

ว่ากันว่า หากผู้ใดได้ร่วมงานวิ่งเทียนนี้ครบ 3 ครั้ง จะได้ใบประกาศนียบัตรพลเมืองกิตติมศักดิ์ของกุบบิโยกลับไป

แต่ท้ายที่สุดแล้ว จองไฟคริสต์มาสก็ไม่ทัน วิ่งเทียนก็ไม่ได้ กุบบิโยยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมให้ทำ แถมยังได้ใบประกาศนียบัตรโดยไม่ต้องมาร่วมงานถึง 3 ปี สนใจไหมล่ะ

ที่กุบบิโยมีน้ำพุอยู่แห่งหนึ่ง เรียกโดยชื่อว่า น้ำพุบาร์แจลโล (Fontana del Bargello) สำหรับเราอาจจะดูน่ารักดี แต่ก็ดูไม่ต่างจากน้ำพุแห่งอื่นในอิตาลีเท่าใดนัก

เรื่องของเรื่องคือ หากใครวิ่งรอบน้ำพุแห่งนี้ 3 รอบโดยมีชาวกุบบิโยยืนเป็นประจักษ์พยานและประพรมน้ำจากบ่อด้วย ก็จะได้ใบประกาศนียบัตร ‘คนเพี้ยน’ ไป บ้างก็ว่าต้องตะโกนสามครั้งว่า ‘ฉันมันเพี้ยน’ ด้วย บ้างก็ไม่ประพรมล่ะ กวักน้ำในน้ำพุสาดกันเลย

Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
Gubbio เมืองอิตาลีที่มีต้นคริสต์มาสสูงสุดในโลก งานวิ่งเทียน และน้ำพุคนเพี้ยน
ภาพ : www.travelstales.it

ว่ากันว่า ต้นกำเนิดของใบประกาศฯ นี้ เป็นการล้อเลียนพลเมืองกิตติมศักดิ์ที่ได้จากการวิ่งเทียนนั่นเอง ส่วนใบประกาศฯ นั้น ตอนแรกก็ต้องได้จากสมาคมชาวกุบบิโย แต่ปัจจุบันนี้ท่านจะหาเอาจากร้านขายของที่ระลึกก็ได้ แหม ของคนเพี้ยนจะจริงจังอะไร อ้อ น้ำพุนั่นคนก็เลยพลอยเรียกว่า ‘น้ำพุคนเพี้ยน’ (Fontana dei Matti) ไปด้วยแล้วนะ

ไงล่ะ อยากไปกุบบิโยกันหรือยัง ☺

ข้อมูลอ้างอิง 

www.adottaunaluce.it 

www.facebook.com/events/552196062522962/?ref=newsfeed

www.alberodigubbio.com/ 

www.ceri.it/

corrieredellumbria.corr.it/news/gubbio/180134/Ceri–programma-e-percorso-.

htmlinitalia.virgilio.it/gubbio-chiamata-citta-dei-matti-35316

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ในประวัติศาสตร์ของประเทศอันยาวนานหลายพันปี สืบไปได้ถึงยุคโรมันหรือก่อนหน้านั้น ล้วนมีผลต่อวิถีชีวิต การคิดอ่านของคนอิตาเลียนในปัจจุบันอย่างยากที่จะแยกออกว่า อันไหนมาจากยุคใดบ้าง

หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิตาลี ที่ยังหลงเหลืออนุสรณ์สถาน ความรักชาติ ความชิงชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจให้เราสัมผัสได้ในปัจจุบัน คือ บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และบุคคลที่คนอิตาเลียนพร้อมใจกันกล่าวโทษ นั่นคือ เบนีโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)

มุสโสลินีเป็นใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1922 – 1943 ระยะเวลาราว 20 ปีนี้ ในประวัติศาสตร์อิตาลีเรียกว่า ‘ยี่สิบปีแห่งฟาชิสต์’ (Il ventennio fascista) อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 1939 – 1945 นั่นเอง

การพาประเทศไปแพ้สงครามนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความเกลียดชังนั้นเริ่มมาตั้งแต่การที่มุสโสลินีพาประเทศอันเพิ่งสะบักสะบอมมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

ทำไมถึงโทษมุสโสลินีอยู่คนเดียว

เพราะเขาเป็นเผด็จการ เปล่า ไม่ได้กล่าวหาว่าร้ายลอย ๆ เขาเองนั่นล่ะที่เป็นคนประกาศตนว่า เขาจะเป็นเผด็จการล่ะนะ

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://commons.wikimedia.org

มารู้จักมุสโสลินีกันหน่อยเป็นไร

ชื่อที่เราคุ้นว่ามุสโสลินีนั้นจริง ๆ คือนามสกุล ชื่อจริงของเขานั้น ยาวอีกนิดก็กรุงเทพฯ แล้ว คือ เบนีโต อมัลคาเร อันแดรฺอา แล้วก็ตบท้ายด้วยนามสกุล มุสโสลินี

ชื่อทั้งหมดนี้มีที่มาทั้งสิ้น พ่อของเธอซึ่งยังชีพด้วยการเป็นช่างเหล็กนั้น เป็นคนมีความคิดทางสังคมนิยมที่รุนแรงมาก ชื่อที่เรียงเป็นตับวิวาห์พระสมุทรนั้น มาจากรายนามของนักการเมืองแนวสังคมนิยมทั้งในและนอกประเทศอิตาลีทั้งสิ้น แต่พอใช้จริง ๆ ก็เหลือแค่เบนีโต ซึ่งเป็นชื่ออดีตผู้นำของเม็กซิโกเท่านั้น ด้วยความที่ไม่ใช่ชื่ออิตาเลียนนี้ จึงมีผู้เรียกผิดเรียกถูกว่า เบเนเด็ตโต อันเป็นชื่อที่สามัญกว่าสำหรับคนอิตาเลียน

มุสโสลินีเรียนเก่ง แต่เป็นคนเกเรชอบความรุนแรงแต่เล็ก ในวัยเด็กเคยแทงเพื่อนอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง เปล่า ไม่ใช่ 2 จึ้ก แต่ 2 คน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง จึงทำให้เขาได้ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อันเป็นที่ซึ่งเขาแสดงความคิดทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ หนังสือพิมพ์ที่เขาทำแต่ละแห่งนั้น ล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ของพวกสังคมนิยมทั้งสิ้น

ในวัยหนุ่ม ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หนังสือพิมพ์ที่เขาทำงานและพรรคสังคมนิยมที่เขาสังกัดอยู่นั้นยึดแนวเป็นกลาง แต่มุสโสลินีกลับออกไปเดินขบวนสนับสนุนสงคราม จึงทำให้เขาถูกขับออกจากวงโคจรของสังคมนิยมทั้งหมด แล้วไม่นาน อิตาลีก็เข้าสงคราม มุสโสลินีได้สมัครเข้าร่วมรบสมใจ แต่ก็บาดเจ็บกลับออกมา

จากการผ่านสงคราม จากการอกหักจากสังคมนิยม และจะด้วยอะไรอีกก็ตาม มุสโสลินีคิดว่า อิตาลีควรจะต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ มุสโสลินีได้กลับมาทำงานในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง และได้แสดงความคิดเห็นของตนไปอย่างกว้างขวาง มุสโสลินีเบื่อความจอมปลอมของประชาธิปไตย มีความคิดว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งไร้สาระ และอาจมองไม่เห็นทางในการฟื้นฟูประเทศด้วยวิธีแบบเดิม ๆ และฝักใฝ่ในทางการนำประเทศอย่างดุดันเหี้ยมหาญประหนึ่งชาวโรมัน เขาได้ก่อตั้งขบวนการขึ้นมาขบวนการหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากมาย ในไม่กี่ปีขบวนการที่เขาคิดก่อตั้งก็มีผู้ร่วมด้วยช่วยกันเรือนแสนจากทั่วประเทศ และเป็นขบวนการที่มีบทบาทสำคัญมากในประวัติศาสตร์ นั่นคือ ขบวนการฟาชิสม์ (Fascism)

ฟาชิสม์ หรือ พวกฟาชิสต์ ตั้งมาจากคำว่า Fascio ซึ่งหมายถึงขวานโบราณของชาวโรมันที่มีด้ามจับเป็นกิ่งไม้พันรวมหนักแน่น อันเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี มุสโสลินีผู้มีวาทศิลป์อันน่าทึ่งได้ปลุกระดมเชิญชวนผู้คนให้ร่วมแนวคิดของตน อันจะนำประเทศไปสู่ความเกรียงไกรเฉกเช่นจักรวรรดิโรมันในอดีต ผู้คนเข้าร่วมกันมากมาย และเรียกมุสโสลินีด้วยคำว่า ดูเช (Duce) อันมาจากคำว่า Dux ในภาษาละตินที่แปลว่า ผู้นำ นั่นเอง

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://it.cleanpng.com

สภาพอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ถึงแม้จะอยู่ในฝ่ายผู้ชนะสงคราม แต่ก็บอบช้ำสะบักสะบอมเต็มที รัฐบาลของ พระเจ้าวิตตอริโอ เอ็มมานูเอเลที่ 3 ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในที่สุดวันหนึ่งในปี 1922 มุสโสลินีก็บัญชาการทัพฟาชิสต์ของตนให้เดินตบเท้าเข้าสู่โรม (Marcia su Roma) พระเจ้าวิตตอริโอกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง บีบให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก แล้วเชิญมุสโสลินีซึ่งนั่งยิ้มอยู่ที่มิลาน ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนั่นคือจุดเริ่มของ 20 ปีแห่งฟาชิสม์

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : www.britannica.com

สิ่งแรกที่มุสโสลินีทำคือเปลี่ยนรัฐสภาให้มีพรรคเดียวคือพรรคของตน กวาดล้างพวกสังคมนิยมออกไปด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง แล้ววันหนึ่งก็ประกาศกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปว่า ตนจะปกครองแบบเผด็จการละนะ

จากนั้นก็เป็นกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ เพราะเมื่อมีผู้นำคนเดียวแล้ว ก็ต้องทำให้คนรักและศรัทธา ช่วงนี้มุสโสลินีออกงานหนักมาก ไม่ได้ไปตัดริบบิ้นปล่อยลูกโป่งอย่างที่คิด หากแต่ลงไม้ลงมือทำทุกสิ่งอัน ถอดเสื้อโชว์ความแข็งแกร่ง เกี่ยวข้าว สงฟาง ฯลฯ แน่นอนทุกงานมีวิดีโอถ่ายไว้ แล้ววิดีโอเหล่านี้ละที่นำเอาไปฉายตามโรงหนังหรือชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้คนเชื่อว่าการปกครองแบบนี้แสนดีหนักหนา ผู้นำก็แสนจะเข้มแข็งอบอุ่น เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อะไรประมาณนั้น

ภาพ : www.udinetoday.it

ย้อนไปยังปณิธานที่หาญมุ่งของมุสโสลินี เขาบอกว่าจะให้อิตาลีเกรียงไกรเหมือนอาณาจักรโรมัน ก็จะเป็นอาณาจักรได้อย่างไรหากไม่ขยายอาณาเขต อย่ากระนั้นเลย จำเราจะต้องไปบุกเอธิโอเปียดีกว่า ซึ่งก็ได้มาเป็นเมืองขึ้น แต่แลกด้วยทั้งเงินทั้งชีวิตของทหารที่หมดไปกับสงครามซึ่งไม่ควรจะเกิดเลย

การกระทำของมุสโสลินีเป็นที่เฝ้าสังเกตของผู้นำจากหลายประเทศ บ้างก็มองด้วยความชื่นชม หนึ่งในนั้นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เฝ้าเพียรติดต่อขอมาดูงานที่อิตาลี ในที่สุดมุสโสลินีก็ให้มาอย่างเสียไม่ได้ ฮิตเลอร์ประทับใจในการปกครองของมุสโสลินีมาก และได้นำแนวคิดหลายอย่างกลับไปใช้ที่เยอรมนีของตน ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่าทักทายแบบนาซี ซึ่งก็เอามาจากท่าทักทายของพวกฟาชิสต์นั่นเอง

ภาพ : www.britannica.com

แต่ในขณะที่กองทัพเยอรมันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพของมุสโสลินีกับย่ำแย่ลงทุกที ไปรบที่ไหนก็หนีญญ่ายพายจแจ้น (แตกกระจัดกระจายจากหมู่) ไปเสียหมดสิ้น ในที่สุดวันหนึ่ง มุสโสลินีก็ไปเยือนเยอรมนีแล้วก็หน้าตึงกลับมา เพราะเมื่อเห็นแสนยานุภาพของกองทัพเยอรมันแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่ใช่พระเอกของมหากาพย์เรื่องนี้แล้ว

รวบรัดตัดความ เยอรมันทำสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเงื้อง่าราคาแพงอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เข้าร่วมจนได้ทั้งที่ไม่พร้อมอะไรเลย ผู้กุมบังเหียนของการศึกคือฮิตเลอร์ ส่วนมุสโสลินีได้แต่เป็นผู้ตาม ในที่สุดเมื่อฝ่ายพันธมิตรอันมีสหรัฐอเมริกาบุกเข้าอิตาลี รัฐบาลอิตาลีก็ต้องตัดสินใจคิดการใหญ่แล้ว นั่นคือ คนในพรรคพร้อมใจกันปลดมุสโสลินีออกจากตำแหน่ง แล้วส่งตัวแทนไปเซ็นสัญญาสงบศึกในปี 1943 นับเป็นจุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของฟาชิสต์และมุสโสลินี

ไม่ เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ ตายเหรอ ยัง มุสโสลินีถูกนำไปกักตัวยังที่ลับ แต่เยอรมันบุกไปชิงตัวได้ (ลับยังไง) แล้วก็ให้มุสโสลินีตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดโดยมีฮิตเลอร์เป็นเบื้องหลัง ความปั่นป่วนนี้มีอยู่ได้สัก 2 ปี ในที่สุดมุสโสลินีก็ถูกพวกต่อต้านฟาชิสต์จับ และสำเร็จโทษโดยการยิงแล้วนำศพไปยังมิลาน ภาพจำสุดท้ายของคนอิตาเลียนที่มีต่อมุสโสลินีคือ การถูกแขวนห้อยหัวลงมากลางจัตุรัสแห่งหนึ่งในเมือง และข่าวนั้นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจยิงตัวเองตาย

ภาพ : www.britannica.com

ถามว่ามีอะไรบ้างไหมที่มุสโสลินีทำไว้นอกเหนือจากการพาคนไปตาย ก็ต้องบอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เขาทำไว้ ก็คือการให้วาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง

ภาพ : www.wikiwand.com

ปัจจุบัน ฟาชิสต์และมุสโสลินีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง กระนั้น ณ บ้านเกิดของเขา ที่เมืองเปรดัปปิโย (Predappio) ก็ยังทำเป็นพิพิธภัณฑ์ คนอิตาเลียนไม่กลบประวัติศาสตร์ อะไรเกิดก็ต้องเรียนรู้กับมัน การฝังกลบไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้

สำหรับคนอิตาเลียนในปัจจุบันนี้ เมื่อนึกถึงมุสโสลินี ก็มักจะพูดออกมาอย่างขำ ๆ ว่า 

“อ้ะ อย่างน้อยรถไฟตอนนั้นก็ตรงเวลา”

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load