ในสถานการณ์ช่วงไวรัสระบาด ผมเลื่อนไถหน้าจอมือถือไปเห็นแคมเปญประกาศขายหน้ากากผ้า เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับหมอและพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ชื่อว่า CO-with 19 ซึ่งมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนกับการระดมทุนที่เห็นกันมากมายในตอนนี้ 

ว่ากันโดยหลักการแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกับโครงการอื่นๆ แต่ความต่างที่น่าสนใจจนต้องเอามาบอกเล่ากันต่ออยู่ตรงที่แคมเปญนี้ เป็นการหยิบจับเอาศิลปินนักออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น DUCTSTORE The Design Guru, TNOP DESIGN, Pomme Chan, Visionary, Lolay, Jeep Kongdechakul, Sahred Toy, Cuscus, Yune, TUNA Dunn, Kanith, Juli Baker and Summer, Lili Tae, Benzilla, Banana Blah Blah, Nakrob Moonmanas, Benxblues, Nut.Dao, KNN.5 และ Suthipa Kamyam มาสร้างสรรค์ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากวงดนตรีอย่าง 25hours, Scrubb, Phum Viphurit, SLUR, Yellow fang, DCNXTR, Stoondio, Whal & Dolph, TELEx TELEXs, Solitude Is Bliss, Safeplanet, Dept, Anatomy Rabbit, H 3 F, Somkiat, Moving and Cut, Mints, Zweed n’ Roll, และ temp. จนออกมาเป็นกราฟิกบนหน้ากากผ้าหลากหลายที่มีทั้งน่ารัก สดใส สนุก ไปจนถึงจนเรียกรอยยิ้มได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยความน่าสนใจเลยคิดว่าจะขอเข้าไปซื้อเพื่อบริจาคในโครงการนี้ด้วย แต่กลายเป็นว่าหน้ากากผ้าหลายๆ ชิ้นนั้นขายหมดเกลี้ยงไปแล้วด้วยซ้ำ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ที่น่าสนใจกว่าลายบนหน้ากาก เห็นจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการทำแคมเปญนี้ เพราะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งมารวมตัวกันได้ไม่กี่เดือนภายใต้ชื่อว่า GroundControl นั่นเอง ซึ่งแม้จะใหม่แต่เมื่อเห็นทีมคนทำงานแล้ว เราก็ไม่แปลกใจถึงเสียงตอบรับที่ดีมากต่อเคมเปญเล็กๆ นี้เลย เพราะทีมงานทั้งสามคนประกอบไปด้วย ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับหน้าที่การเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์และเป็นศิลปินทำงานด้านภาพถ่าย รวมไปจนถึงการจัดการด้านงานศิลปะอีกมากมาย คริสซี่-ศิขรินทร์ ลางคุลเสน อดีตนักสื่อสารของค่ายหนังใหญ่ที่นอกจากจะสนใจในศิลปะ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ของคอลัมน์ What I’ve Scene ใน The Cloud อีกด้วย (ใครสนใจตามไปอ่านการท่องเที่ยวตามรอยหนังของเธอได้) และ ปอน-อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เคยทำงาน Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคมมาแล้วหลายต่อหลายตัว 

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

แม้จะมาจากต่างแบ็กกราวด์ แต่ทั้งสามคนนั้นมีแพชชันที่สอดคล้องกัน นั่นคือ ความรักและสนใจในด้านศิลปะ และต้องการใช้บริษัทแห่งนี้เชื่อมต่อวงการสร้างสรรค์เข้ากันกับสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งตัวงานศิลปะและศิลปินอย่างยั่งยืน แม้จุดหมายที่ได้ฟังในทีแรกจะดูไกลเหมือนอยู่ห่างกันคนละดาว แต่หลังจากที่ได้นัดคุยกับทั้งสามคนผ่านวิดีโอคอล ผมก็เชื่อว่าทั้งสามคนในนามของ GroundControl น่าจะส่งสารอะไรบางอย่างที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการศิลปะหลังจากนี้ได้ไม่มากก็น้อย 

และก็ขอเชิญพบกับบทสนทนาของ GroundControl ภาคพื้นดินผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญแห่งนี้ไปพร้อมกันหลังสัญญาณนับถอยหลัง…

GroundControl to Major Tom

ผมถามทั้งสามคนถึงที่มาที่ไปของการมารวมตัวกันว่าเกิดจากอะไร ทั้งสามคนเล่าให้ฟังว่ามันเริ่มต้นมาจากการที่ผ้าป่านซึ่งเป็นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และศิลปะ ตั้งแต่การทำงานสายภาพถ่าย เป็นผู้จัดการงานศิลปะ ภัณฑรักษ์ของแกลเลอรี่ ร่วมก่อตั้งเทศกาลงานศิลปะ ไปจนถึงเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดหลายงาน มาถึงจุดที่มีเป้าหมายชัดเจน และพบว่ามีสิ่งที่อยากทำอยู่อีกเยอะมาก แต่ทำไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว จึงรวมทีมขึ้นมา

“ด้วยความที่เราทำงานอยู่ในแวดวงนี้มาระยะหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปดูงานหลายๆ ที่ ในหลากหลายตำแหน่ง ทั้งงานนิทรรศการ งานประกวดภาพถ่าย บุ๊กแฟร์ อาร์ตแฟร์ ทั้งในระดับเอเชียและในภูมิภาคยุโรป พอเราได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบนี้ มันทำให้เราเกิดไอเดียและโปรเจกต์ในหัวขึ้นมาเยอะมาก เพราะมองเห็นโอกาสที่จะสร้างสรรค์และเชื่อมโยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เราไม่ได้ทำเป็นเองทุกอย่าง ก็เลยมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาร่วมงานกัน 

“คนแรกที่นึกถึงเลยคือคริสซี่ เพราะว่าเราทั้งสองคนรู้จักกัน เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เดินทางด้วยกันมาหลายทริป คือป่านเชื่อว่าคนที่เดินทางด้วยกันได้จะทำงานด้วยกันได้นะ บวกกับเราทั้งสองคนก็มีทัศนคติ ความชอบ เป้าหมาย ในด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมไปถึงวิธีและการจัดการงานที่คล้ายกัน ก็เลยชวนมาร่วมงาน” ผ้าป่านเล่าถึงจุดเริ่มต้น 

และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งคือปอน น้องชายแท้ๆ ของผ้าป่านนั่นเอง

“สองคนนั้นเขาอยู่ในแวดวงศิลปะกันอยู่แล้ว แต่ผมเป็นคนเดียวที่มาจากทางฝั่งธุรกิจ มีความเข้าใจในบริบทของภาคสังคมและเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดกันตรงๆ เราเหมือนอยู่กันบนโลกคนละใบเลยนะ ผมเคยคิดถึงขั้นว่าศิลปะคือภาพวาด ภาพถ่าย แค่นั้นเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ 

“แต่พอโตขึ้น เห็นโลกที่กว้างขึ้น ก็เลยได้ค่อยๆ เห็นว่าจริงๆ ศิลปะมันแฝงอยู่รอบตัวเรา ยิ่งพอได้ฟังไอเดียของ GroundControl ก็เลยสนใจอยากมาร่วมด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เราเข้าใจงานภาคศิลปะเชิงสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์นี้ได้เข้ามาเพิ่มศักยภาพ ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ให้กับโลกฝั่งธุรกิจ เทคโนโลยี รวมไปถึงภาคีภาคสังคมที่เราทำงานด้วยมาตลอดหลายปี” ปอนอธิบายต่อ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

เป้าหมายแสนห่างไกล

ผมถามต่อว่า เป้าหมายของทั้งสามคนคืออะไร พวกเขาอธิบายว่า GroundControl เป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองไว้ว่า เป็นบริษัทจัดการงานสร้างสรรค์ที่ดูแลทั้งงานศิลปะ งานสร้างสรรค์ จนถึงงานครีเอทีฟและนวัตกรรมด้วย และยังทำเรื่องการเชื่อมต่อให้เกิดชุมชนระหว่างนักสร้างสรรค์ ลูกค้า และสังคม เพื่อให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของเหล่านักออกแบบและศิลปิน ซึ่งเมื่ออยู่กันได้อย่างยั่งยืนแล้ว ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาและยกระดับแวดวงศิลปะของไทยให้ทัดเทียมกับที่อื่นๆ ในเอเซียได้ 

“เราสนับสนุนการร่วมมือกันของคนจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคสังคม แล้วเข้าไปร่วมบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันภายใต้ขอบเขตของงานสร้างสรรค์ เรามองว่าในยุคปัจจุบัน มันมีทิศทางที่แต่ละอย่างจะถูกรวมองค์ความรู้กันมากขึ้น ไม่ใช่รู้ลึกรู้จริงด้านเดียว แต่ต้องรู้ให้กว้าง ข้ามสาย และถึงแม้เราจะทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่ถ้ามองเห็นภาพรวม ก็จะมองเห็นความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น 

“เราอยากเห็นการ Collaborate ที่สนุกๆ จากสายงานที่ต่างกันสุดขั้ว มันคือหนทางที่ศิลปินจะถูกส่งออกไปยังอุตสาหกรรมอื่น ไม่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมศิลปะ และเกิดเป็นประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายต่อไป

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“ในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราจะเห็นได้เลยว่างานสร้างสรรค์มันสร้างมูลค่าให้กับชุมชนและเมืองได้จริง จนมีทั้งภาครัฐและเอกชนมาสนับสนุนงานศิลปะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ทั้งงานเทศกาล งานประกวด ไปจนถึงการชวนศิลปินมาสร้างงานบนกำแพง ก็ทำให้ย่านนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น เราอยากเห็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและการผลักดันนักสร้างสรรค์และศิลปินไทยเก่งๆ ที่มีอยู่เยอะมากให้ได้ทำงานระดับเอเชีย และก้าวต่อไปในระดับโลกกันมากขึ้น

“ในระหว่างนั้นศิลปินเหล่านี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ ด้วยแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อย่างกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อแบรนด์มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของงานสร้างสรรค์ ก็จะเกิดการจ้างงาน-สร้างงาน และถ่ายทอดชิ้นงานหรือแคมเปญนั้นๆ ส่งต่อให้กับสังคมได้อีกทีหนึ่ง

“การที่จะทำแบบนั้นได้ สังคมเองก็ต้องมองเห็นคุณค่าของงานสร้างสรรค์ และเข้าใจผลผลิตของอุตสาหกรรมนี้เช่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการนี้เหมือนกันนะ ที่ต้องพยายามสื่อสารและเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เข้าใจและสนับสนุนงานสร้างสรรค์กันมากขึ้น หลายประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้กันอย่างจริงจัง จนเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ถ้ามันเกิดขึ้นได้แบบครบวงจรก็จะทำให้นักสร้างสรรค์เองอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอกลักษณ์ของตัวเอง และจะเป็นการยกระดับงานของศิลปินให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้” ทั้งสามคนอธิบายถึงเป้าหมายของกลุ่ม

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

หลังฟังคำตอบ เราค่อนข้างตกใจในเป้าหมายของทั้งสามคนที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน 

“มันอาจจะดูไกลมากๆ เลย โดยเฉพาะการเปลี่ยนทัศนคติของคน จนถึงที่สุดแล้วเราอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เราได้เริ่มต้น อาจจะเป็นการส่งต่อความคิดนี้ไปให้กับรุ่นต่อไป อีกมุมเรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ยิ่งทุกวันนี้ทุกคนมีพื้นที่สื่อเป็นของตัวเอง จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราอยากเห็นมันไม่ได้ไกลมากขนาดนั้นนะ 

“หลายคนมองว่าศิลปะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่อย่างในช่วง COVID-19 นี้ พวกเราก็เห็นว่าคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ทำงานศิลปะออกมาจัดระดมทุนกันอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งที่ก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดนี้เช่นกัน เพราะไม่มีพื้นที่แสดงงาน ไม่เกิดการซื้อขายงานกันตามปกติ แต่ก็ผลิตงานออกมาเพื่อระดมทุนกันได้เยอะมาก เราจึงเห็นว่างานศิลปะมันสร้างคุณค่าและช่วยสังคมได้จริง หรือสิ่งที่ทำให้เรายังมีความสุขเวลาอยู่บ้านก็คือเรื่องสุนทรียะที่อยู่รอบตัวเรา” ทั้งทีมเล่าถึงเป้าหมายที่อาจจะไม่ได้ไกลอย่างที่เราคิด

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ภารกิจแรกของ GroundControl

เราถามถึงโครงการแรกของทีมที่ได้ทำร่วมกันอย่างหน้ากากผ้าที่พาศิลปินและนักออกแบบมาเจอกันว่าเริ่มต้นมาอย่างไร ทางทีมก็อธิบายถึงจุดเริ่มต้นว่า ทุกคนได้เห็นและรับรู้ปัญหาของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง 

พอดีว่า นิค-ธาฤทธิ์ เจียรกุล (วง temp. และ Part Time Musicians) ที่เชิญวงดนตรีอินดี้หลายๆ วงมาทำไลฟ์ผ่านอินสตาแกรม 14 วัน 14 วง สนใจอยากทำระดมทุน จึงเอาโครงการที่เปิดรับมาให้ทางทีมช่วยกันดู เหมือนตรวจสอบกันอีกรอบว่าโครงการไหนที่ขาดแคลนจริงๆ บ้าง ทางทีมก็เลยได้เจอโครงการของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งด้วยวัฒนธรรมของชาวมุสลิมที่อาจจะไม่สอดคล้องกับการระบาดของโรคในตอนนี้ และความอ่อนไหวด้านสถานการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ไม่ค่อยมีการสื่อสารเรื่องนี้ออกไปมากนัก 

“พวกเราอยากช่วยทำอะไรบางอย่างในแบบที่พวกเราทำได้ ก็เลยมาเริ่มต้นโปรเจกต์ CO-with 19 ซึ่งเราก็มามองกันว่าตอนนี้เรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง พบว่าเรามีพี่ๆ เพื่อนๆ เป็นศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบ ส่วนนิคก็มาจากสายนักดนตรี โปรเจกต์นี้เลยเกิดขึ้นง่ายมาก เพราะมันตรงกับเป้าหมายของเราด้วย 

“นั่นคือการนำเอาสองวงการมาเจอกัน ร่วมมือกันสร้างงานเพื่อสังคม และยังได้ ทำ-มา-หา-กิน ภายใต้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ออซั่มโด มาควบคุมคุณภาพการผลิต รวมไปถึง Socialgiver เข้ามาสนับสนุนเป็นแพลตฟอร์มด้านการบริจาคเงิน โดยรายได้ทั้งหมดจากแคมเปญนี้ เราบริจาคให้กับโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“คือเราก็รู้นะว่าการทำแบบนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของระบบโครงสร้างในภาพรวมใหญ่ แต่ตอนนี้ความขาดแคลนของโรงพยาบาลก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งถ้ามีโมเดลที่ทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้จริง เราก็พร้อมทำกันเต็มที่ แต่เพียงแค่ในตอนนี้มันรอไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่เกิดจากคนด้านล่างมันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในยุคสมัยนี้ที่ทุกคนไม่ได้รอการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายแบบบนลงล่าง แต่ขับเคลื่อนกันด้วยแรงจากชุมชนขึ้นไป” ทีมเล่าย้อนถึงวันที่ทำโปรเจกต์ CO-with 19

เราถามถึงแผนรับมือในวันที่เกิดวิกฤตโดยตรงกับงานแบบออแกไนเซอร์ของทั้งสามคนที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นว่ามีแผนรับมืออย่างไรบ้าง

ถึงแม้เราจะเน้นเรื่องการทำงานกับบรรดานักสร้างสรรค์ แต่ส่วนหนึ่งก็คือการทำกิจกรรมและอีเวนต์ ซึ่งงานหลายตัวถูกเลื่อนออกไป เรายังคาดการณ์ไม่ได้ชัดเจนว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสังคม หลายคนบอกว่ามันจะมี New Normal ใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งก็น่าตื่นเต้นดีที่เราจะทดลองหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง ค้นหาทางเลือกใหม่ในการจัดกิจกรรมทั้งหลาย เป็นการปรับตัวสำหรับโลกอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ เช่น การจัดนิทรรศการงานศิลปะหรืออาร์ตแฟร์ในรูปแบบออนไลน์ เปิดให้คนได้มีประสบการณ์เสมือนอยู่ที่งานแสดงจริงๆ เป็นทั้งพื้นที่แสดงงาน ขายงาน เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ หรือจะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันได้ 

“ความท้าทายตอนนี้ คือการค้นหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็ขอฝากให้รอติดตามกันว่าโปรดักต์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมีอะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบไหน และนำไปสู่สิ่งใหม่ได้ยังไง” 

ชาว GroundControl ทิ้งท้าย ซึ่งทำให้เราตั้งตารอดูนวัตกรรมใหม่ๆ ทางศิลปะที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ด้วยความหวังเป็นอย่างมาก

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ขอขอบคุณ

ภาพ : กันต์รพี โชคไพบูลย์

สถานที่ : OOOBkk

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีวงประสานเสียงหญิงล้วน คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021 ได้สำเร็จ ที่น่าปรบมือชื่นชมคือ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม (Siam Ruby Women’s Choir) เป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุวัย 50 – 70 ปี ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้เป็นแบบ Virtual ประจวบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักร้องประสานเสียงทั้ง 16 คน ต้องฝึกซ้อมออนไลน์และอัดคลิปส่งประกวดทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยเบื้องหลังความตั้งใจมีแรงผลักดันจากคนรุ่นหลานอย่าง อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้ก่อตั้ง ผู้ฝึกสอน และวาทยกร วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ตลอดจนเป็นเจ้าของบริษัท เอนาวา จำกัด สตูดิโอที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ยืนยาว สุขภาพจิตแจ่มใส สุขภาพกายแข็งแรง ด้วยกิจกรรมเสียงเพลง ทั้งคลาสเรียนร้องคาราโอเกะ วงประสานเสียง ฯลฯ 

ความพอดีกันของความสุขและความไพเราะ คือท่าไม้ตายที่ทำให้พวกเขาชนะใจกรรมการ ก่อนจะทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องหลังของผู้สูงอายุกับเสียงเพลงและคนเจนวายกับเบบี้บูมเมอร์ ชวนฟังเพลง ‘อสงไขย’ จากพี่วัยเก๋าทั้ง 16 คน พร้อมกัน รับรองว่าขนจะลุกเกรียวด้วยความทึ่งในศักยภาพ ความไพเราะและความสุขที่ผู้ขับร้องมอบให้ผู้ฟัง

บทเพลงที่คว้าเหรียญทองจากเวที 4th World Virtual Choir Festival 2021

Spark Joy

อาจารย์ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ หรือ เดว์ เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ทั้งชีวิตเขามอบหัวใจให้ดนตรี ระหว่างทางเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลากหลาย ทั้งเข้าร่วมการแข่งขันดนตรี ร่วมประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิล และจับงานแสดงร่วมกับช่อง Thai PBS เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ รับบทเป็น นาคา, โหมโรง รับบทเป็น ศร จวบจนระดับอุดมศึกษา เขาเลือกเรียนสาขาประพันธ์เพลงคลาสสิก วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และจบปริญญาโทด้านการอำนวยเพลง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจบการศึกษาเขาก็เป็นอาจารย์พิเศษ เป็นวาทยกรวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย ซึ่งเป็นวงประสานเสียงผู้สูงอายุที่คว้า 4 เหรียญเงิน จากการแข่งขัน 3 ประเทศ

“ผมได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขาอยากทำโปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมด้วยการให้ผู้สูงอายุเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ การร้องเพลง และผมเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ เขาชวนผมไปทำด้วยกัน พอทำแล้วผมรู้สึก Spark Joy กับผู้สูงอายุ

“ผมมองเห็นศักยภาพของพวกเขา และผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุด ต้องดึงศักยภาพของคนสูงวัยออกมาให้เต็มที่ หลังจากนั้นผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง เอาเพลง ผู้ใหญ่ลี ไปทำเป็นร็อกแอนด์โรลว์ ไปแข่งที่ประเทศมาเลเซีย จนได้เหรียญเงินกลับมา เราแข่งมาแล้วสามประเทศ ได้สี่เหรียญเงิน ไม่เคยได้เหรียญทองเลย ในสายตาผม เหรียญทองเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากที่จะเห็นว่าความสามารถระดับเหรียญทองมันต้องประมาณไหน 

“ผมสู้แล้วก็คิด แสดงและฝึกฝนพวกเขาต่อไป” อาจารย์ธนาวุฒิเล่าตั้งใจ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

วงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยมีเหรียญเงินติดตัว แต่อาจารย์ธนาวุฒิก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของวัยอิสระอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเสนอละครเวที ในความทรงจำ เดอะมิวสิคัล ให้นักศึกษาสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาวุฒิเสนอว่า เขาอยากทำละครเวทีที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดบนเวที โดยเขารับหน้าที่ประพันธ์เพลง แถมได้ คุณสุชาติ ชวางกูร รับบทพระเอก และ คุณนนทิยา จิวบางป่า รับบทนางเอก ซึ่งการแสดงประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นผู้ประพันธ์และเรียบเรียงละครเวที เทพธิดาบาร์ 21 ด้วย 

หลังจากเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาสักพัก เขาก็ตัดสินใจลาออก

“ผมมีคติอยู่ว่า อะไรที่ไม่ใช่ความสุขผมไม่ทำ ผมมีความสุขกับการสอนผู้สูงอายุ ก็เลยตัดสินใจลาออก ลาออกจากวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อยด้วย แล้วก็ชวนลูกศิษย์เก่ามาตั้งวงประสานเสียงด้วยกัน

“ลูกศิษย์ของผมค่าเฉลี่ยอยู่ที่หกสิบปี ส่วนผมอายุสามสิบปี ข้ามเจนกันเลย เจนวายกับเบบี้บูมเมอร์”

เราเชื่อแล้วว่าอาจารย์ธนาวุฒิสปาร์กจอยกับผู้สูงอายุจริงๆ 

Siam Ruby Women’s Choir

อาจารย์ธนาวุฒิตั้งบริษัท เอนาวา จำกัด ขึ้นมา เพื่อเชื่อมดนตรีกับผู้สูงอายุ ให้มีอายุยืนยาว สุขภาพกายและสุขภาพจิตสดใสแข็งแรง และยังก่อตั้งวงประสานเสียงขึ้นอีก 6 วง ได้แก่ วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม วงประสานเสียงพลังสุขสูงวัย (ชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย) วงประสานเสียงเพื่อนโดม วงประสานเสียงเพลินเพลงคอรัส (การรวมตัวกันของผู้ปกครองโรงเรียนเพลินพัฒนา) วงประสานเสียงเยาวชนเทศบาลนครยะลา และ The Emerald Singers (วงขับร้องประสานเสียงที่มีช่วงวัยต่างกันและมีความหลากหลายของเพลงที่ขับร้อง)

ซึ่งวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม เป็นการรวมตัวกันของหญิงวัยอิสระที่มีใจรักเสียงเพลงและต่อยอดเป็นกิจกรรมร้องเพลง มีสมาชิก 16 คน น้องน้อยอายุ 52 ปี และพี่โตอายุ 72 ปี แต่อายุไม่อาจจำกัดความสามารถ

พวกเธอเริ่มออกแข่งขันขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติครั้งแรก ค.ศ. 2019 คว้าเหรียญเงินจากรายการ Senior Choir และรางวัลเหรียญทองแดงจากงาน Singapore International Choral Festival 2019 ประเทศสิงคโปร์

“ทุกการแข่งขันที่ผ่านมาเราไม่เคยได้เหรียญทอง มันเครียดนะ ทุกๆ ครั้งที่แข่ง ผมพยายามปรับตัวตลอด บางทีความผิดมันเกิดจากผมนะ ถ้าผมรู้มาตรฐานของเหรียญทองว่าเป็นประมาณไหนก็คงจะดี แต่นี่ผมมืดแปดด้าน เลยข้อคำแนะนำจากกรรมการทุกครั้ง เขาพูดเหมือนกันว่า ทุกการร้องเพลงต้องมีความสุขและความไพเราะ

“ผู้สูงอายุต้องร้องเพลงอย่างมีความสุข แล้วก็ไพเราะด้วย คำสองคำนี้ มันยากที่จะอธิบายว่าความสุขแบบไหนที่แสดงออกมาแล้วลงตัว กรรมการเคยบอกกับผมว่า เขาไม่ต้องการเพลงที่ยาก ไม่ต้องการให้ร้องหลายเสียง แล้วก็ไม่ต้องการเพลงระดับสูงจนนักร้องร้องแล้วรู้สึกทรมาน แต่เขาต้องการเพลงที่มัน Touch the heart อย่างเดียวก็พอ 

“ผมเอาเรื่องนี้กลับไปคิดจนเจอโควิด-19 ทำให้พวกเราไม่ได้ไปแข่งใน ค.ศ. 2020 ส่วน ค.ศ. 2021 มีการชักชวนจากเจ้าของงานประเทศอินโดนีเซีย ผมก็สนใจเข้าร่วม เพราะเขาเปิดรับซีเนียร์ด้วย ผมลองดูอีกสักตั้ง มานั่งตกผลึกว่าความสุขกับความไพเราะจะออกมาได้ยังไง ในการแข่งขันผมเลือกเพลง อสงไขย
เพลงไทยร้องง่ายๆ จังหวะง่ายๆ และเป็นเพลงที่พวกเขาร้องแล้วเพราะที่สุด ทั้งสิบหกคนก็ชอบ เวลาออกคอนเสิร์ต เขาร้องเพลงนี้แล้วสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกไพเราะ มีความพอดีของเสียง จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเหรียญทองเหรียญแรกในหลายปีที่ผ่านมา”

ไม้ตายที่ทำให้พิชิตเหรียญทอง คือความพอดีของความสุขและความไพเราะ-เราย้ำ

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ ผู้พาวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยามชนะเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“ความพอดีต้องคำนึงเป็นอันดับแรก ผมรู้อยู่แล้วว่านักร้องของผมทำได้เท่านี้คือสุดยอด อย่าทำไปมากกว่านั้น เพราะวันนั้นพวกเราอยู่ในจุดที่ต้องแสดงความเจ๋งที่สุดออกมา นั่นคือความพอดีที่สุด ไม่ใช่ความยากที่สุด”

เหรียญทองจาก 4th World Virtual Choir Festival 2021 นับเป็นความสุขที่มอบให้กับคนไทยทุกคน

“นักเรียนบางคนอยู่กับผมมาตั้งแต่ต้นเขาก็ดีใจมาก บางคนเพิ่งมาปีเดียวก็ดีใจ งานนี้ไม่มีใครไม่ดีใจเพราะมันเกินความคาดหมาย อย่างที่ผมบอก ผมเป็นคนที่ทำอะไรจะต้องทำให้สุดจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย สมมติปีที่ห้ายังไม่ได้เหรียญทอง ผมก็จะทำต่อไป บังเอิญว่ามันได้เร็วไปหน่อย ซึ่งผมมองไว้ห้าปี สิบปี ถึงจะได้เหรียญทอง

“วันนั้นผมรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ดีใจมาก ฉันทำได้ เพราะผมไม่เคยยอมแพ้กับอะไรเลย งานประกวดผมก็ส่งประกวดตลอดเลยนะ แต่ผมไม่เคยได้ขึ้นเวที ผมก็ไม่หยุดส่ง ส่งคลิปทุกปี เขาไม่เลือก ผมก็ไม่เป็นไร ผมไม่เคยท้อ พูดง่ายๆ ว่าทำไมต้องท้อ เหตุผลของการท้อแท้คืออะไร นั่นยิ่งทำให้ผมกลับมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง

“พอนักเรียนเห็นว่าผมหรือครูผู้สอนของเขาเป็นนักสู้ ตัวผู้เรียนก็สู้ ไม่มีใครยอมแพ้เลย” 

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Social Distancing

“เราซ้อมกันผ่านไลน์กลุ่มครับ” หัวเรือเฉลยเบื้องหลังความสำเร็จ ทำเอาเราต้องร้องว้าว (ในใจ)

ลูกหลานต่างรู้กันดีว่าแอปพลิเคชันไลน์กับผู้สูงอายุเป็นของคู่กัน ภาพสวัสดีวันจันทร์ก็เช่นกัน 

อาจารย์ธนาวุฒิเลือกใช้แอปพลิเคชันสื่อสารยอดนิยมมาเชื่อมวัยอิสระ ในวันที่โรคภัยบอกให้เราต้อง Social Distancing พูดไปจะหาว่าอวย เพราะคุณพี่ สว. (สูงวัย) ติดใจการเรียนการสอนออนไลน์กันยกใหญ่ ส่วนการซ้อมก็อาศัยการวิดีโอคอลพร้อมกัน แล้วตรวจเช็กการร้องแยกอีกเป็นรายบุคคล ซึ่ง 16 คน ไม่ได้เท่ากับ 16 ครั้ง คุณพี่บางท่านต้องตรวจการบ้านถึง 3 รอบ และมากสุดคือ 10 รอบขึ้นไป เพื่อให้ได้รอบที่ดีที่สุดของทุกคน ผู้สอนว่านี่คือโจทย์หิน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“รูปแบบการส่งประกวดคือการอัดคลิปของแต่ละคนแล้วเอามาต่อกัน โดยผมเล่นไลน์เปียโนแจกทุกคน แล้วให้เขาใส่หูฟังฟังเสียงเปียโนแล้วร้องออกมาปากเปล่า หลังจากนั้นผมให้ซาวนด์เอ็นจิเนียช่วยซ้อนเสียงทั้งหมดให้

“ความยากคือทุกคนต้องร้องให้เป๊ะก่อน หายใจพร้อมกัน ปิดคำ เปิดคำพร้อมกัน ซึ่งพวกเขาต้องอัดมาจากที่บ้าน บางคนยังพักผ่อนอยู่ที่หัวหินอยู่เลย บางคนก็อยู่บ้านหลาน บ้านญาติ อุปกรณ์ก็ของญาติบ้าง หลานบ้าง”

เราแอบหยอกผู้สอนไปว่ากว่าจะถึงเส้นชัยก็อุปสรรคไม่น้อย วัยอิสระไม่โอดโอยกันบ้างหรือ

“ตอนหลังก็มาสารภาพว่าท้อ” อาจารย์ธนาวุฒิเว้นจังหวะก่อนจะอธิบาย

“ผมบอกเขาว่า คุณฟังเสียงตัวเองคนเดียวอย่าท้อเลย คนฟังสิบหกเสียงยังไม่ท้อเลย” ผู้สอนหัวเราะ

การปรับตัวไม่เพียงเฉพาะการฝึกซ้อมของวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่คลาสร้องเพลงคาราโอเกะของเอนาวา สตูดิโอ ก็ถูกปรับมาเรียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ด้วยเหมือนกัน มีสอนมากถึง 13 คลาสต่อสัปดาห์

การสอนร้องคาราโอเกะของที่นี่ จะสอนร้องอย่างปลอดภัย เข้าใจตัวเองและเข้าใจข้อจำกัด

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ต้องปรับตัวกันหนักมาก ก่อนหน้าก็หลงทาง แต่ผมว่าข้อดีของคนที่มาเรียนกับผมคือ หัวใจเขาไม่แก่ ถ้าหัวใจแก่ไม่มาเรียนร้องเพลงหรอก อะไรที่เขาปรับได้ เขาจะปรับเร็วเลย กลายเป็นว่าติดใจ

“ผมเปิดสอนร้องเพลงออนไลน์สัปดาห์ละหนึ่งเพลง ตอนนี้ผมเปิดสิบสามห้องต่อสัปดาห์ มีคนสนใจเยอะมาก ห้องหนึ่งผมสอนสิบห้าคน สิบห้าคูณสิบสามคือจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เรียนออนไลน์ บางคนเข้าห้องน้ำก็เดินร้องเพลงไปด้วย แล้วก็มีการบอกต่อด้วยนะ ตัวลูกอายุหกสิบกว่าแล้ว ก็ชวนคุณแม่อายุเก้าสิบมาเรียนด้วยกัน”

สนทนากันสักพัก ต่อมสงสัยทำงาน การสอนสูงวัยร้องเพลงยากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า-เราถาม

“เขาประสบการณ์เยอะ บางทีเม็มฯ เต็ม อาจจะเข้าใจช้ากว่าคนทั่วไป ผมต้องใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไปก็จะเข้าใจเขา สิ่งที่ผมชอบคือวัฒนธรรมเก่าๆ ที่เขาให้ความเคารพคุณครู แม้ผมจะเป็นรุ่นหลานของเขา แต่บางคนไม่ได้มองว่าผมเป็นเด็ก เขามองว่าผมเป็นอาจารย์ ถ้าพวกเขามองข้ามอายุ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา คุณค่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อายุ มันอยู่ที่ภาวะความเป็นผู้นำ และอีกฝ่ายต้องยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น ส่วนผมก็ต้องแอคทีฟและพัฒนาอยู่เสมอ”

เพียงเข้าใจและยอมรับก็พิชิตระยะห่างระหว่างวัยได้ นี่สิ ความหมายของวลี อายุเป็นเพียงตัวเลข!

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Live and Learn

การทำงานกับผู้สูงอายุมาหลายขวบปี ทำให้อาจารย์ธนาวุฒิมีไกด์บุ๊กในการดำเนินชีวิต เป็นตำราและบทเรียนชีวิตนับสิบ นับร้อย ของเหล่าพี่ๆ วัยอิสระ เขาเรียกมันว่า ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับภาวะผู้นำ

“ต้องค่อยๆ เรียนรู้ผู้สูงอายุ หลายคนมีความสามารถหลากหลาย และหลายคนทำให้ผมมีความสามารถมากขึ้นด้วยซ้ำ เขาผ่านอะไรมาเยอะ ผมเอาตรงนั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้จากนักเรียนมีสามสเต็ป

“หนึ่ง ผมเรียนรู้ที่จะเป็นหรือไม่เป็นเหมือนกับเขา สอง ผมเรียนรู้วิธีการจะใช้ความสุขเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด สาม การต่อสู้กับความแก่ ซึ่งผมพยายามศึกษาทุกเรื่องใหม่หมดทุกครั้ง เพราะการเรียนรู้จะทำให้คุณเติบโต แล้วคุณก็ต้องกลับไปเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อที่จะเป็นเด็ก แล้วเติบโต ถ้าคุณเรียนรู้ทุกๆ ปี คุณก็จะไม่มีความแก่

“ผมใช้วิธีนี้กับตัวเองเสมอ หนึ่งปีต้องมีหนึ่งเรื่องเล่า ปีก่อนผมสนใจเรื่องแฟชั่น กีฬา เครื่องดื่ม การลงทุน ส่วนปีนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องไวน์และพันธุ์องุ่น พอสนใจแล้วผมเอาจริง อย่างตอนสนใจเรื่องอาหาร ผมไปเรียน ไปลองขาย เพื่อให้อยู่ในจุดที่ผมเข้าใจมันจริงๆ แม้กระทั่งปีที่สนใจเรื่องการลงทุน เล่นหุ้น ก็กลายเป็นนิสัยติดตัวผม ทำให้ผมใช้เงินเป็น ที่สำคัญ ต้องดูด้วยว่าเราได้อะไรจากความรู้นั้น และมันทำให้เราอยู่รอดได้ยังไง ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งดี” 

คุณพี่วัยอิสระและอาจารย์ธนาวุฒิพิสูจน์ให้เห็นแจ้งแล้วว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

ใช่-ไม่มีใครแก่เกินเรียน

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

Passion & Impact

ชายผู้มอบชีวิตให้กับดนตรีตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะพาวงประสานเสียงผู้สูงอายุไปถึงคือการโลดแล่นทั่วโลก และเป็นที่พูดถึงในนาม ‘วงประสานเสียงผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เพียงแค่วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม แต่หมายรวมถึงวงประสานเสียงผู้สูงอายุทั่วประเทศไทย ต้องได้รับการยอมรับจากสากลว่ามีความสามารถ ถ้าพูดถึงเมื่อไหร่ต้องที่ไทยเท่านั้น

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จแล้วคือ ความสุขที่มากพอจนผู้เห็น ผู้ฟังต้องยิ้มตาม ผมไม่ต้องการให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่าเจ๋ง เก่งที่สุด หรือเทียบกับใคร แต่ขอเป็นความสุขที่ไม่มีใครเทียบดีกว่า และทับทิมสยามก็เป็นตัวแทนประเทศไทย ไม่น้อยหน้าไปกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือพาราลิมปิก เพราะเราคือผู้สูงอายุไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ก้องโลก”

และนับเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยสำหรับวงประสานเสียงผู้สูงอายุด้วย

“นี่คือยาที่ดีที่สุด” วาทยกรพูดถึงการเกิดขึ้นของวงประสานเสียงผู้สูงอายุ

“เพราะการร้องเพลงช่วยพัฒนาสมองซีกขวา ส่วนการร้องประสานเสียงช่วยพัฒนาสมองซีกซ้าย สมองทั้งสองซีกจะไม่ฝ่อ และการยืนร้องเพลง ร่างกาย สรีระสง่างดงามมากขึ้น อีกเรื่องคือการฝึกหายใจ ยิ่งเก็บออกซิเจนได้เยอะ การเผาผลาญยิ่งดี และที่สำคัญได้สังคม มิตรภาพ เพื่อนๆ ให้การยอมรับ ทำให้คนสูงวัยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม ช่วยสร้างความรับผิดชอบ เพราะมีส่งการบ้าน ต้องฝึกซ้อม และข้อสุดท้ายทำให้สูงวัยเป็นนักพิชิตเป้าหมาย เป้าหมายคือมีคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งทำให้ประทับใจที่สุด นี่คือการทำให้ฮอร์โมนความสุขและความสำเร็จพลุ่งพล่าน”

ผู้คลุกคลีกับบรรดาวัยอิสระบอกว่าการตั้งเป้าหมายนั่นสำคัญ ยิ่งพิชิตได้ยิ่งเพิ่มพลังใจ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

“อาจจะเป็นการร้องเพลงจบหนึ่งเพลง การร้องเพลงไม่ให้เพี้ยน การร้องเพลงให้ตรงจังหวะ มันเป็นการชนะใจตัวเองทั้งนั้น ลูกหลานต้องพยายามถามสูงวัยว่าความสุขของเขาคืออะไร ให้มุ่งเน้นไปทางนั้น เพราะกิจกรรมทำให้คุณภาพของคนสูงวัยดีขึ้น และต้องไม่ลืมหาเป้าหมายระยะสั้นให้ได้ เพื่อให้เขากระโจนสู้เป้าหมายนั้นอย่างภาคภูมิใจ”

สิ่งที่ทำให้เด็กชายที่ผูกพันกับดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ จวบจน อายุ 30 ปี คือ ‘แพสชันและอิมแพค’

“แพสชันคือสิ่งแรกที่คุณต้องมี ต้องมีความอยาก ความรัก ความคลั่งไคล้ ส่วนอิมแพค มันต้องมีประโยชน์หรือเข้ากับสถานปัจจุบัน ตัวผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจสำเร็จในปีแรกหรือสองปีแรก แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีความอดทนอยู่ได้คือ ‘แพสชัน’ จงเชื่อในแพสชันของคุณ แล้วจงคิดอย่างถี่ถ้วนว่ามันอิมแพคต่อคนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกยังไงบ้าง

“บั้นปลายผมวางแผนกับภรรยาว่าจะเก็บเงินแล้วทำเพื่อสังคม ไปตระเวนแนะนำชาวบ้านเรื่องการเก็บเงิน ส่วนตัวผมจะทำให้ชุมชนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้มากขึ้น ผ่านดนตรีและการร้องประสานเสียง 

“ทุกวันนี้ดนตรีให้ทุกอย่างกับผม ผมคงจะอยู่กับดนตรีต่อไป พัฒนาวงการดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการประสานเสียง ส่งเสริมดนตรีไทย ส่งเสริมคุณภาพผู้สูงวัยกับดนตรี เพราะผมอยากทำให้ตัวเองมีประโยชน์ต่อสังคม”

เราเชื่อว่าแพสชันที่มีต่อเสียงเพลงและผู้สูงอายุของชายคนนี้กำลังสร้างอิมแพคในใจพวกคุณ

คุยกับวาทยากรวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม ที่พากลุ่มนักร้องสูงวัยคว้าเหรียญทองครั้งแรกของไทย

ภาพ : วงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม Siam Ruby Women’s Choir

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load