ในสถานการณ์ช่วงไวรัสระบาด ผมเลื่อนไถหน้าจอมือถือไปเห็นแคมเปญประกาศขายหน้ากากผ้า เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับหมอและพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ชื่อว่า CO-with 19 ซึ่งมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนกับการระดมทุนที่เห็นกันมากมายในตอนนี้ 

ว่ากันโดยหลักการแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกับโครงการอื่นๆ แต่ความต่างที่น่าสนใจจนต้องเอามาบอกเล่ากันต่ออยู่ตรงที่แคมเปญนี้ เป็นการหยิบจับเอาศิลปินนักออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น DUCTSTORE The Design Guru, TNOP DESIGN, Pomme Chan, Visionary, Lolay, Jeep Kongdechakul, Sahred Toy, Cuscus, Yune, TUNA Dunn, Kanith, Juli Baker and Summer, Lili Tae, Benzilla, Banana Blah Blah, Nakrob Moonmanas, Benxblues, Nut.Dao, KNN.5 และ Suthipa Kamyam มาสร้างสรรค์ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากวงดนตรีอย่าง 25hours, Scrubb, Phum Viphurit, SLUR, Yellow fang, DCNXTR, Stoondio, Whal & Dolph, TELEx TELEXs, Solitude Is Bliss, Safeplanet, Dept, Anatomy Rabbit, H 3 F, Somkiat, Moving and Cut, Mints, Zweed n’ Roll, และ temp. จนออกมาเป็นกราฟิกบนหน้ากากผ้าหลากหลายที่มีทั้งน่ารัก สดใส สนุก ไปจนถึงจนเรียกรอยยิ้มได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยความน่าสนใจเลยคิดว่าจะขอเข้าไปซื้อเพื่อบริจาคในโครงการนี้ด้วย แต่กลายเป็นว่าหน้ากากผ้าหลายๆ ชิ้นนั้นขายหมดเกลี้ยงไปแล้วด้วยซ้ำ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ที่น่าสนใจกว่าลายบนหน้ากาก เห็นจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการทำแคมเปญนี้ เพราะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งมารวมตัวกันได้ไม่กี่เดือนภายใต้ชื่อว่า GroundControl นั่นเอง ซึ่งแม้จะใหม่แต่เมื่อเห็นทีมคนทำงานแล้ว เราก็ไม่แปลกใจถึงเสียงตอบรับที่ดีมากต่อเคมเปญเล็กๆ นี้เลย เพราะทีมงานทั้งสามคนประกอบไปด้วย ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับหน้าที่การเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์และเป็นศิลปินทำงานด้านภาพถ่าย รวมไปจนถึงการจัดการด้านงานศิลปะอีกมากมาย คริสซี่-ศิขรินทร์ ลางคุลเสน อดีตนักสื่อสารของค่ายหนังใหญ่ที่นอกจากจะสนใจในศิลปะ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ของคอลัมน์ What I’ve Scene ใน The Cloud อีกด้วย (ใครสนใจตามไปอ่านการท่องเที่ยวตามรอยหนังของเธอได้) และ ปอน-อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เคยทำงาน Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคมมาแล้วหลายต่อหลายตัว 

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

แม้จะมาจากต่างแบ็กกราวด์ แต่ทั้งสามคนนั้นมีแพชชันที่สอดคล้องกัน นั่นคือ ความรักและสนใจในด้านศิลปะ และต้องการใช้บริษัทแห่งนี้เชื่อมต่อวงการสร้างสรรค์เข้ากันกับสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งตัวงานศิลปะและศิลปินอย่างยั่งยืน แม้จุดหมายที่ได้ฟังในทีแรกจะดูไกลเหมือนอยู่ห่างกันคนละดาว แต่หลังจากที่ได้นัดคุยกับทั้งสามคนผ่านวิดีโอคอล ผมก็เชื่อว่าทั้งสามคนในนามของ GroundControl น่าจะส่งสารอะไรบางอย่างที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการศิลปะหลังจากนี้ได้ไม่มากก็น้อย 

และก็ขอเชิญพบกับบทสนทนาของ GroundControl ภาคพื้นดินผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญแห่งนี้ไปพร้อมกันหลังสัญญาณนับถอยหลัง…

GroundControl to Major Tom

ผมถามทั้งสามคนถึงที่มาที่ไปของการมารวมตัวกันว่าเกิดจากอะไร ทั้งสามคนเล่าให้ฟังว่ามันเริ่มต้นมาจากการที่ผ้าป่านซึ่งเป็นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และศิลปะ ตั้งแต่การทำงานสายภาพถ่าย เป็นผู้จัดการงานศิลปะ ภัณฑรักษ์ของแกลเลอรี่ ร่วมก่อตั้งเทศกาลงานศิลปะ ไปจนถึงเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดหลายงาน มาถึงจุดที่มีเป้าหมายชัดเจน และพบว่ามีสิ่งที่อยากทำอยู่อีกเยอะมาก แต่ทำไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว จึงรวมทีมขึ้นมา

“ด้วยความที่เราทำงานอยู่ในแวดวงนี้มาระยะหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปดูงานหลายๆ ที่ ในหลากหลายตำแหน่ง ทั้งงานนิทรรศการ งานประกวดภาพถ่าย บุ๊กแฟร์ อาร์ตแฟร์ ทั้งในระดับเอเชียและในภูมิภาคยุโรป พอเราได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบนี้ มันทำให้เราเกิดไอเดียและโปรเจกต์ในหัวขึ้นมาเยอะมาก เพราะมองเห็นโอกาสที่จะสร้างสรรค์และเชื่อมโยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เราไม่ได้ทำเป็นเองทุกอย่าง ก็เลยมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาร่วมงานกัน 

“คนแรกที่นึกถึงเลยคือคริสซี่ เพราะว่าเราทั้งสองคนรู้จักกัน เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เดินทางด้วยกันมาหลายทริป คือป่านเชื่อว่าคนที่เดินทางด้วยกันได้จะทำงานด้วยกันได้นะ บวกกับเราทั้งสองคนก็มีทัศนคติ ความชอบ เป้าหมาย ในด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมไปถึงวิธีและการจัดการงานที่คล้ายกัน ก็เลยชวนมาร่วมงาน” ผ้าป่านเล่าถึงจุดเริ่มต้น 

และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งคือปอน น้องชายแท้ๆ ของผ้าป่านนั่นเอง

“สองคนนั้นเขาอยู่ในแวดวงศิลปะกันอยู่แล้ว แต่ผมเป็นคนเดียวที่มาจากทางฝั่งธุรกิจ มีความเข้าใจในบริบทของภาคสังคมและเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดกันตรงๆ เราเหมือนอยู่กันบนโลกคนละใบเลยนะ ผมเคยคิดถึงขั้นว่าศิลปะคือภาพวาด ภาพถ่าย แค่นั้นเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ 

“แต่พอโตขึ้น เห็นโลกที่กว้างขึ้น ก็เลยได้ค่อยๆ เห็นว่าจริงๆ ศิลปะมันแฝงอยู่รอบตัวเรา ยิ่งพอได้ฟังไอเดียของ GroundControl ก็เลยสนใจอยากมาร่วมด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เราเข้าใจงานภาคศิลปะเชิงสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์นี้ได้เข้ามาเพิ่มศักยภาพ ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ให้กับโลกฝั่งธุรกิจ เทคโนโลยี รวมไปถึงภาคีภาคสังคมที่เราทำงานด้วยมาตลอดหลายปี” ปอนอธิบายต่อ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

เป้าหมายแสนห่างไกล

ผมถามต่อว่า เป้าหมายของทั้งสามคนคืออะไร พวกเขาอธิบายว่า GroundControl เป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองไว้ว่า เป็นบริษัทจัดการงานสร้างสรรค์ที่ดูแลทั้งงานศิลปะ งานสร้างสรรค์ จนถึงงานครีเอทีฟและนวัตกรรมด้วย และยังทำเรื่องการเชื่อมต่อให้เกิดชุมชนระหว่างนักสร้างสรรค์ ลูกค้า และสังคม เพื่อให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของเหล่านักออกแบบและศิลปิน ซึ่งเมื่ออยู่กันได้อย่างยั่งยืนแล้ว ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาและยกระดับแวดวงศิลปะของไทยให้ทัดเทียมกับที่อื่นๆ ในเอเซียได้ 

“เราสนับสนุนการร่วมมือกันของคนจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคสังคม แล้วเข้าไปร่วมบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันภายใต้ขอบเขตของงานสร้างสรรค์ เรามองว่าในยุคปัจจุบัน มันมีทิศทางที่แต่ละอย่างจะถูกรวมองค์ความรู้กันมากขึ้น ไม่ใช่รู้ลึกรู้จริงด้านเดียว แต่ต้องรู้ให้กว้าง ข้ามสาย และถึงแม้เราจะทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่ถ้ามองเห็นภาพรวม ก็จะมองเห็นความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น 

“เราอยากเห็นการ Collaborate ที่สนุกๆ จากสายงานที่ต่างกันสุดขั้ว มันคือหนทางที่ศิลปินจะถูกส่งออกไปยังอุตสาหกรรมอื่น ไม่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมศิลปะ และเกิดเป็นประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายต่อไป

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“ในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราจะเห็นได้เลยว่างานสร้างสรรค์มันสร้างมูลค่าให้กับชุมชนและเมืองได้จริง จนมีทั้งภาครัฐและเอกชนมาสนับสนุนงานศิลปะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ทั้งงานเทศกาล งานประกวด ไปจนถึงการชวนศิลปินมาสร้างงานบนกำแพง ก็ทำให้ย่านนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น เราอยากเห็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและการผลักดันนักสร้างสรรค์และศิลปินไทยเก่งๆ ที่มีอยู่เยอะมากให้ได้ทำงานระดับเอเชีย และก้าวต่อไปในระดับโลกกันมากขึ้น

“ในระหว่างนั้นศิลปินเหล่านี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ ด้วยแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อย่างกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อแบรนด์มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของงานสร้างสรรค์ ก็จะเกิดการจ้างงาน-สร้างงาน และถ่ายทอดชิ้นงานหรือแคมเปญนั้นๆ ส่งต่อให้กับสังคมได้อีกทีหนึ่ง

“การที่จะทำแบบนั้นได้ สังคมเองก็ต้องมองเห็นคุณค่าของงานสร้างสรรค์ และเข้าใจผลผลิตของอุตสาหกรรมนี้เช่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการนี้เหมือนกันนะ ที่ต้องพยายามสื่อสารและเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เข้าใจและสนับสนุนงานสร้างสรรค์กันมากขึ้น หลายประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้กันอย่างจริงจัง จนเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ถ้ามันเกิดขึ้นได้แบบครบวงจรก็จะทำให้นักสร้างสรรค์เองอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอกลักษณ์ของตัวเอง และจะเป็นการยกระดับงานของศิลปินให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้” ทั้งสามคนอธิบายถึงเป้าหมายของกลุ่ม

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

หลังฟังคำตอบ เราค่อนข้างตกใจในเป้าหมายของทั้งสามคนที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน 

“มันอาจจะดูไกลมากๆ เลย โดยเฉพาะการเปลี่ยนทัศนคติของคน จนถึงที่สุดแล้วเราอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เราได้เริ่มต้น อาจจะเป็นการส่งต่อความคิดนี้ไปให้กับรุ่นต่อไป อีกมุมเรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ยิ่งทุกวันนี้ทุกคนมีพื้นที่สื่อเป็นของตัวเอง จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราอยากเห็นมันไม่ได้ไกลมากขนาดนั้นนะ 

“หลายคนมองว่าศิลปะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่อย่างในช่วง COVID-19 นี้ พวกเราก็เห็นว่าคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ทำงานศิลปะออกมาจัดระดมทุนกันอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งที่ก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดนี้เช่นกัน เพราะไม่มีพื้นที่แสดงงาน ไม่เกิดการซื้อขายงานกันตามปกติ แต่ก็ผลิตงานออกมาเพื่อระดมทุนกันได้เยอะมาก เราจึงเห็นว่างานศิลปะมันสร้างคุณค่าและช่วยสังคมได้จริง หรือสิ่งที่ทำให้เรายังมีความสุขเวลาอยู่บ้านก็คือเรื่องสุนทรียะที่อยู่รอบตัวเรา” ทั้งทีมเล่าถึงเป้าหมายที่อาจจะไม่ได้ไกลอย่างที่เราคิด

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ภารกิจแรกของ GroundControl

เราถามถึงโครงการแรกของทีมที่ได้ทำร่วมกันอย่างหน้ากากผ้าที่พาศิลปินและนักออกแบบมาเจอกันว่าเริ่มต้นมาอย่างไร ทางทีมก็อธิบายถึงจุดเริ่มต้นว่า ทุกคนได้เห็นและรับรู้ปัญหาของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง 

พอดีว่า นิค-ธาฤทธิ์ เจียรกุล (วง temp. และ Part Time Musicians) ที่เชิญวงดนตรีอินดี้หลายๆ วงมาทำไลฟ์ผ่านอินสตาแกรม 14 วัน 14 วง สนใจอยากทำระดมทุน จึงเอาโครงการที่เปิดรับมาให้ทางทีมช่วยกันดู เหมือนตรวจสอบกันอีกรอบว่าโครงการไหนที่ขาดแคลนจริงๆ บ้าง ทางทีมก็เลยได้เจอโครงการของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งด้วยวัฒนธรรมของชาวมุสลิมที่อาจจะไม่สอดคล้องกับการระบาดของโรคในตอนนี้ และความอ่อนไหวด้านสถานการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ไม่ค่อยมีการสื่อสารเรื่องนี้ออกไปมากนัก 

“พวกเราอยากช่วยทำอะไรบางอย่างในแบบที่พวกเราทำได้ ก็เลยมาเริ่มต้นโปรเจกต์ CO-with 19 ซึ่งเราก็มามองกันว่าตอนนี้เรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง พบว่าเรามีพี่ๆ เพื่อนๆ เป็นศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบ ส่วนนิคก็มาจากสายนักดนตรี โปรเจกต์นี้เลยเกิดขึ้นง่ายมาก เพราะมันตรงกับเป้าหมายของเราด้วย 

“นั่นคือการนำเอาสองวงการมาเจอกัน ร่วมมือกันสร้างงานเพื่อสังคม และยังได้ ทำ-มา-หา-กิน ภายใต้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ออซั่มโด มาควบคุมคุณภาพการผลิต รวมไปถึง Socialgiver เข้ามาสนับสนุนเป็นแพลตฟอร์มด้านการบริจาคเงิน โดยรายได้ทั้งหมดจากแคมเปญนี้ เราบริจาคให้กับโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“คือเราก็รู้นะว่าการทำแบบนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของระบบโครงสร้างในภาพรวมใหญ่ แต่ตอนนี้ความขาดแคลนของโรงพยาบาลก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งถ้ามีโมเดลที่ทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้จริง เราก็พร้อมทำกันเต็มที่ แต่เพียงแค่ในตอนนี้มันรอไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่เกิดจากคนด้านล่างมันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในยุคสมัยนี้ที่ทุกคนไม่ได้รอการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายแบบบนลงล่าง แต่ขับเคลื่อนกันด้วยแรงจากชุมชนขึ้นไป” ทีมเล่าย้อนถึงวันที่ทำโปรเจกต์ CO-with 19

เราถามถึงแผนรับมือในวันที่เกิดวิกฤตโดยตรงกับงานแบบออแกไนเซอร์ของทั้งสามคนที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นว่ามีแผนรับมืออย่างไรบ้าง

ถึงแม้เราจะเน้นเรื่องการทำงานกับบรรดานักสร้างสรรค์ แต่ส่วนหนึ่งก็คือการทำกิจกรรมและอีเวนต์ ซึ่งงานหลายตัวถูกเลื่อนออกไป เรายังคาดการณ์ไม่ได้ชัดเจนว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสังคม หลายคนบอกว่ามันจะมี New Normal ใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งก็น่าตื่นเต้นดีที่เราจะทดลองหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง ค้นหาทางเลือกใหม่ในการจัดกิจกรรมทั้งหลาย เป็นการปรับตัวสำหรับโลกอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ เช่น การจัดนิทรรศการงานศิลปะหรืออาร์ตแฟร์ในรูปแบบออนไลน์ เปิดให้คนได้มีประสบการณ์เสมือนอยู่ที่งานแสดงจริงๆ เป็นทั้งพื้นที่แสดงงาน ขายงาน เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ หรือจะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันได้ 

“ความท้าทายตอนนี้ คือการค้นหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็ขอฝากให้รอติดตามกันว่าโปรดักต์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมีอะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบไหน และนำไปสู่สิ่งใหม่ได้ยังไง” 

ชาว GroundControl ทิ้งท้าย ซึ่งทำให้เราตั้งตารอดูนวัตกรรมใหม่ๆ ทางศิลปะที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ด้วยความหวังเป็นอย่างมาก

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ขอขอบคุณ

ภาพ : กันต์รพี โชคไพบูลย์

สถานที่ : OOOBkk

ในสถานการณ์ช่วงไวรัสระบาด ผมเลื่อนไถหน้าจอมือถือไปเห็นแคมเปญประกาศขายหน้ากากผ้า เพื่อระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับหมอและพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ชื่อว่า CO-with 19 ซึ่งมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนกับการระดมทุนที่เห็นกันมากมายในตอนนี้ 

ว่ากันโดยหลักการแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกับโครงการอื่นๆ แต่ความต่างที่น่าสนใจจนต้องเอามาบอกเล่ากันต่ออยู่ตรงที่แคมเปญนี้ เป็นการหยิบจับเอาศิลปินนักออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น DUCTSTORE The Design Guru, TNOP DESIGN, Pomme Chan, Visionary, Lolay, Jeep Kongdechakul, Sahred Toy, Cuscus, Yune, TUNA Dunn, Kanith, Juli Baker and Summer, Lili Tae, Benzilla, Banana Blah Blah, Nakrob Moonmanas, Benxblues, Nut.Dao, KNN.5 และ Suthipa Kamyam มาสร้างสรรค์ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากวงดนตรีอย่าง 25hours, Scrubb, Phum Viphurit, SLUR, Yellow fang, DCNXTR, Stoondio, Whal & Dolph, TELEx TELEXs, Solitude Is Bliss, Safeplanet, Dept, Anatomy Rabbit, H 3 F, Somkiat, Moving and Cut, Mints, Zweed n’ Roll, และ temp. จนออกมาเป็นกราฟิกบนหน้ากากผ้าหลากหลายที่มีทั้งน่ารัก สดใส สนุก ไปจนถึงจนเรียกรอยยิ้มได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยความน่าสนใจเลยคิดว่าจะขอเข้าไปซื้อเพื่อบริจาคในโครงการนี้ด้วย แต่กลายเป็นว่าหน้ากากผ้าหลายๆ ชิ้นนั้นขายหมดเกลี้ยงไปแล้วด้วยซ้ำ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ที่น่าสนใจกว่าลายบนหน้ากาก เห็นจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการทำแคมเปญนี้ เพราะเป็นกลุ่มคนที่เพิ่งมารวมตัวกันได้ไม่กี่เดือนภายใต้ชื่อว่า GroundControl นั่นเอง ซึ่งแม้จะใหม่แต่เมื่อเห็นทีมคนทำงานแล้ว เราก็ไม่แปลกใจถึงเสียงตอบรับที่ดีมากต่อเคมเปญเล็กๆ นี้เลย เพราะทีมงานทั้งสามคนประกอบไปด้วย ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ที่หลายคนอาจจะคุ้นชินกับหน้าที่การเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์และเป็นศิลปินทำงานด้านภาพถ่าย รวมไปจนถึงการจัดการด้านงานศิลปะอีกมากมาย คริสซี่-ศิขรินทร์ ลางคุลเสน อดีตนักสื่อสารของค่ายหนังใหญ่ที่นอกจากจะสนใจในศิลปะ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ของคอลัมน์ What I’ve Scene ใน The Cloud อีกด้วย (ใครสนใจตามไปอ่านการท่องเที่ยวตามรอยหนังของเธอได้) และ ปอน-อังกูร ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เคยทำงาน Social Enterprise หรือธุรกิจเพื่อสังคมมาแล้วหลายต่อหลายตัว 

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

แม้จะมาจากต่างแบ็กกราวด์ แต่ทั้งสามคนนั้นมีแพชชันที่สอดคล้องกัน นั่นคือ ความรักและสนใจในด้านศิลปะ และต้องการใช้บริษัทแห่งนี้เชื่อมต่อวงการสร้างสรรค์เข้ากันกับสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งตัวงานศิลปะและศิลปินอย่างยั่งยืน แม้จุดหมายที่ได้ฟังในทีแรกจะดูไกลเหมือนอยู่ห่างกันคนละดาว แต่หลังจากที่ได้นัดคุยกับทั้งสามคนผ่านวิดีโอคอล ผมก็เชื่อว่าทั้งสามคนในนามของ GroundControl น่าจะส่งสารอะไรบางอย่างที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการศิลปะหลังจากนี้ได้ไม่มากก็น้อย 

และก็ขอเชิญพบกับบทสนทนาของ GroundControl ภาคพื้นดินผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญแห่งนี้ไปพร้อมกันหลังสัญญาณนับถอยหลัง…

GroundControl to Major Tom

ผมถามทั้งสามคนถึงที่มาที่ไปของการมารวมตัวกันว่าเกิดจากอะไร ทั้งสามคนเล่าให้ฟังว่ามันเริ่มต้นมาจากการที่ผ้าป่านซึ่งเป็นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และศิลปะ ตั้งแต่การทำงานสายภาพถ่าย เป็นผู้จัดการงานศิลปะ ภัณฑรักษ์ของแกลเลอรี่ ร่วมก่อตั้งเทศกาลงานศิลปะ ไปจนถึงเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดหลายงาน มาถึงจุดที่มีเป้าหมายชัดเจน และพบว่ามีสิ่งที่อยากทำอยู่อีกเยอะมาก แต่ทำไม่ได้ด้วยตัวคนเดียว จึงรวมทีมขึ้นมา

“ด้วยความที่เราทำงานอยู่ในแวดวงนี้มาระยะหนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปดูงานหลายๆ ที่ ในหลากหลายตำแหน่ง ทั้งงานนิทรรศการ งานประกวดภาพถ่าย บุ๊กแฟร์ อาร์ตแฟร์ ทั้งในระดับเอเชียและในภูมิภาคยุโรป พอเราได้เห็นภาพที่กว้างขึ้นของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบนี้ มันทำให้เราเกิดไอเดียและโปรเจกต์ในหัวขึ้นมาเยอะมาก เพราะมองเห็นโอกาสที่จะสร้างสรรค์และเชื่อมโยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เราไม่ได้ทำเป็นเองทุกอย่าง ก็เลยมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาร่วมงานกัน 

“คนแรกที่นึกถึงเลยคือคริสซี่ เพราะว่าเราทั้งสองคนรู้จักกัน เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เดินทางด้วยกันมาหลายทริป คือป่านเชื่อว่าคนที่เดินทางด้วยกันได้จะทำงานด้วยกันได้นะ บวกกับเราทั้งสองคนก็มีทัศนคติ ความชอบ เป้าหมาย ในด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมไปถึงวิธีและการจัดการงานที่คล้ายกัน ก็เลยชวนมาร่วมงาน” ผ้าป่านเล่าถึงจุดเริ่มต้น 

และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งคือปอน น้องชายแท้ๆ ของผ้าป่านนั่นเอง

“สองคนนั้นเขาอยู่ในแวดวงศิลปะกันอยู่แล้ว แต่ผมเป็นคนเดียวที่มาจากทางฝั่งธุรกิจ มีความเข้าใจในบริบทของภาคสังคมและเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดกันตรงๆ เราเหมือนอยู่กันบนโลกคนละใบเลยนะ ผมเคยคิดถึงขั้นว่าศิลปะคือภาพวาด ภาพถ่าย แค่นั้นเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ 

“แต่พอโตขึ้น เห็นโลกที่กว้างขึ้น ก็เลยได้ค่อยๆ เห็นว่าจริงๆ ศิลปะมันแฝงอยู่รอบตัวเรา ยิ่งพอได้ฟังไอเดียของ GroundControl ก็เลยสนใจอยากมาร่วมด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เราเข้าใจงานภาคศิลปะเชิงสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์นี้ได้เข้ามาเพิ่มศักยภาพ ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ให้กับโลกฝั่งธุรกิจ เทคโนโลยี รวมไปถึงภาคีภาคสังคมที่เราทำงานด้วยมาตลอดหลายปี” ปอนอธิบายต่อ

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

เป้าหมายแสนห่างไกล

ผมถามต่อว่า เป้าหมายของทั้งสามคนคืออะไร พวกเขาอธิบายว่า GroundControl เป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองไว้ว่า เป็นบริษัทจัดการงานสร้างสรรค์ที่ดูแลทั้งงานศิลปะ งานสร้างสรรค์ จนถึงงานครีเอทีฟและนวัตกรรมด้วย และยังทำเรื่องการเชื่อมต่อให้เกิดชุมชนระหว่างนักสร้างสรรค์ ลูกค้า และสังคม เพื่อให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของเหล่านักออกแบบและศิลปิน ซึ่งเมื่ออยู่กันได้อย่างยั่งยืนแล้ว ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาและยกระดับแวดวงศิลปะของไทยให้ทัดเทียมกับที่อื่นๆ ในเอเซียได้ 

“เราสนับสนุนการร่วมมือกันของคนจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคสังคม แล้วเข้าไปร่วมบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันภายใต้ขอบเขตของงานสร้างสรรค์ เรามองว่าในยุคปัจจุบัน มันมีทิศทางที่แต่ละอย่างจะถูกรวมองค์ความรู้กันมากขึ้น ไม่ใช่รู้ลึกรู้จริงด้านเดียว แต่ต้องรู้ให้กว้าง ข้ามสาย และถึงแม้เราจะทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่ถ้ามองเห็นภาพรวม ก็จะมองเห็นความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น 

“เราอยากเห็นการ Collaborate ที่สนุกๆ จากสายงานที่ต่างกันสุดขั้ว มันคือหนทางที่ศิลปินจะถูกส่งออกไปยังอุตสาหกรรมอื่น ไม่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมศิลปะ และเกิดเป็นประโยชน์ร่วมกันในทุกฝ่ายต่อไป

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ
Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“ในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราจะเห็นได้เลยว่างานสร้างสรรค์มันสร้างมูลค่าให้กับชุมชนและเมืองได้จริง จนมีทั้งภาครัฐและเอกชนมาสนับสนุนงานศิลปะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ทั้งงานเทศกาล งานประกวด ไปจนถึงการชวนศิลปินมาสร้างงานบนกำแพง ก็ทำให้ย่านนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น เราอยากเห็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและการผลักดันนักสร้างสรรค์และศิลปินไทยเก่งๆ ที่มีอยู่เยอะมากให้ได้ทำงานระดับเอเชีย และก้าวต่อไปในระดับโลกกันมากขึ้น

“ในระหว่างนั้นศิลปินเหล่านี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ ด้วยแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อย่างกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อแบรนด์มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของงานสร้างสรรค์ ก็จะเกิดการจ้างงาน-สร้างงาน และถ่ายทอดชิ้นงานหรือแคมเปญนั้นๆ ส่งต่อให้กับสังคมได้อีกทีหนึ่ง

“การที่จะทำแบบนั้นได้ สังคมเองก็ต้องมองเห็นคุณค่าของงานสร้างสรรค์ และเข้าใจผลผลิตของอุตสาหกรรมนี้เช่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการนี้เหมือนกันนะ ที่ต้องพยายามสื่อสารและเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เข้าใจและสนับสนุนงานสร้างสรรค์กันมากขึ้น หลายประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้กันอย่างจริงจัง จนเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ถ้ามันเกิดขึ้นได้แบบครบวงจรก็จะทำให้นักสร้างสรรค์เองอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอกลักษณ์ของตัวเอง และจะเป็นการยกระดับงานของศิลปินให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้” ทั้งสามคนอธิบายถึงเป้าหมายของกลุ่ม

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

หลังฟังคำตอบ เราค่อนข้างตกใจในเป้าหมายของทั้งสามคนที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน 

“มันอาจจะดูไกลมากๆ เลย โดยเฉพาะการเปลี่ยนทัศนคติของคน จนถึงที่สุดแล้วเราอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เราได้เริ่มต้น อาจจะเป็นการส่งต่อความคิดนี้ไปให้กับรุ่นต่อไป อีกมุมเรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ยิ่งทุกวันนี้ทุกคนมีพื้นที่สื่อเป็นของตัวเอง จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราอยากเห็นมันไม่ได้ไกลมากขนาดนั้นนะ 

“หลายคนมองว่าศิลปะเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่อย่างในช่วง COVID-19 นี้ พวกเราก็เห็นว่าคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ทำงานศิลปะออกมาจัดระดมทุนกันอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งที่ก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดนี้เช่นกัน เพราะไม่มีพื้นที่แสดงงาน ไม่เกิดการซื้อขายงานกันตามปกติ แต่ก็ผลิตงานออกมาเพื่อระดมทุนกันได้เยอะมาก เราจึงเห็นว่างานศิลปะมันสร้างคุณค่าและช่วยสังคมได้จริง หรือสิ่งที่ทำให้เรายังมีความสุขเวลาอยู่บ้านก็คือเรื่องสุนทรียะที่อยู่รอบตัวเรา” ทั้งทีมเล่าถึงเป้าหมายที่อาจจะไม่ได้ไกลอย่างที่เราคิด

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ภารกิจแรกของ GroundControl

เราถามถึงโครงการแรกของทีมที่ได้ทำร่วมกันอย่างหน้ากากผ้าที่พาศิลปินและนักออกแบบมาเจอกันว่าเริ่มต้นมาอย่างไร ทางทีมก็อธิบายถึงจุดเริ่มต้นว่า ทุกคนได้เห็นและรับรู้ปัญหาของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง 

พอดีว่า นิค-ธาฤทธิ์ เจียรกุล (วง temp. และ Part Time Musicians) ที่เชิญวงดนตรีอินดี้หลายๆ วงมาทำไลฟ์ผ่านอินสตาแกรม 14 วัน 14 วง สนใจอยากทำระดมทุน จึงเอาโครงการที่เปิดรับมาให้ทางทีมช่วยกันดู เหมือนตรวจสอบกันอีกรอบว่าโครงการไหนที่ขาดแคลนจริงๆ บ้าง ทางทีมก็เลยได้เจอโครงการของทางโรงพยาบาลที่ขาดแคลนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งด้วยวัฒนธรรมของชาวมุสลิมที่อาจจะไม่สอดคล้องกับการระบาดของโรคในตอนนี้ และความอ่อนไหวด้านสถานการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ไม่ค่อยมีการสื่อสารเรื่องนี้ออกไปมากนัก 

“พวกเราอยากช่วยทำอะไรบางอย่างในแบบที่พวกเราทำได้ ก็เลยมาเริ่มต้นโปรเจกต์ CO-with 19 ซึ่งเราก็มามองกันว่าตอนนี้เรามีอะไรอยู่ในมือบ้าง พบว่าเรามีพี่ๆ เพื่อนๆ เป็นศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบ ส่วนนิคก็มาจากสายนักดนตรี โปรเจกต์นี้เลยเกิดขึ้นง่ายมาก เพราะมันตรงกับเป้าหมายของเราด้วย 

“นั่นคือการนำเอาสองวงการมาเจอกัน ร่วมมือกันสร้างงานเพื่อสังคม และยังได้ ทำ-มา-หา-กิน ภายใต้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ออซั่มโด มาควบคุมคุณภาพการผลิต รวมไปถึง Socialgiver เข้ามาสนับสนุนเป็นแพลตฟอร์มด้านการบริจาคเงิน โดยรายได้ทั้งหมดจากแคมเปญนี้ เราบริจาคให้กับโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

“คือเราก็รู้นะว่าการทำแบบนี้มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของระบบโครงสร้างในภาพรวมใหญ่ แต่ตอนนี้ความขาดแคลนของโรงพยาบาลก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งถ้ามีโมเดลที่ทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างได้จริง เราก็พร้อมทำกันเต็มที่ แต่เพียงแค่ในตอนนี้มันรอไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่เกิดจากคนด้านล่างมันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในยุคสมัยนี้ที่ทุกคนไม่ได้รอการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายแบบบนลงล่าง แต่ขับเคลื่อนกันด้วยแรงจากชุมชนขึ้นไป” ทีมเล่าย้อนถึงวันที่ทำโปรเจกต์ CO-with 19

เราถามถึงแผนรับมือในวันที่เกิดวิกฤตโดยตรงกับงานแบบออแกไนเซอร์ของทั้งสามคนที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นว่ามีแผนรับมืออย่างไรบ้าง

ถึงแม้เราจะเน้นเรื่องการทำงานกับบรรดานักสร้างสรรค์ แต่ส่วนหนึ่งก็คือการทำกิจกรรมและอีเวนต์ ซึ่งงานหลายตัวถูกเลื่อนออกไป เรายังคาดการณ์ไม่ได้ชัดเจนว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสังคม หลายคนบอกว่ามันจะมี New Normal ใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งก็น่าตื่นเต้นดีที่เราจะทดลองหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง ค้นหาทางเลือกใหม่ในการจัดกิจกรรมทั้งหลาย เป็นการปรับตัวสำหรับโลกอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ เช่น การจัดนิทรรศการงานศิลปะหรืออาร์ตแฟร์ในรูปแบบออนไลน์ เปิดให้คนได้มีประสบการณ์เสมือนอยู่ที่งานแสดงจริงๆ เป็นทั้งพื้นที่แสดงงาน ขายงาน เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ หรือจะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันได้ 

“ความท้าทายตอนนี้ คือการค้นหาความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็ขอฝากให้รอติดตามกันว่าโปรดักต์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมีอะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบไหน และนำไปสู่สิ่งใหม่ได้ยังไง” 

ชาว GroundControl ทิ้งท้าย ซึ่งทำให้เราตั้งตารอดูนวัตกรรมใหม่ๆ ทางศิลปะที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ด้วยความหวังเป็นอย่างมาก

Ground Control กับโปรเจกต์สร้างสรรค์หน้ากากผ้าที่ช่วยกอบกู้ทั้งสังคมและวงการศิลปะ

ขอขอบคุณ

ภาพ : กันต์รพี โชคไพบูลย์

สถานที่ : OOOBkk

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load