ย้อนกลับไปฤดูร้อน ค.ศ. 2020 ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับ Monuments and Architectural Maintenance Division ของมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวินที่ประเทศเบลเยียม งานที่ผมได้รับคือให้ทำหน้าที่ประเมินสภาพกำแพงรอบหมู่บ้านมรดกโลกซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเลอเวิน ตอนได้รับโปรเจกต์มาก็รู้สึกตื่นเต้น ว่าจะได้มีโอกาสประเมินสภาพกำแพงหมู่บ้านเก่าอายุหลายร้อยปีต้องสนุกมากแน่ๆ เลย แต่พอเจองานจริงๆ เข้าไปก็ทึ่งไปสักพักว่ากำแพงรอบหมู่บ้านมันใหญ่และยาวมาก ทำไปกี่ชาติกว่าจะเสร็จ และสภาพก็ค่อนข้างยับเยินแตกต่างจากตัวอาคารภายในหมู่บ้าน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
รูปตัวอย่างกำแพงโซน 1 ของหมู่บ้าน

ต้องเล่าก่อนว่าการประเมินสภาพกำแพงนี้เป็นการทำงานต่อจากการประเมินภาพครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2008 ซึ่งได้ทำแบบรังวัดไว้ก่อนหน้าแล้ว หน้าที่ของผมคือสร้างภาพออร์โทโฟโต (Orthophoto) ผ่านเทคนิคที่เรียกว่าโฟโต้แกรมเมทรี (Photogrammetry) เพื่อประกอบกับรังวัดเดิม และอัปเดตข้อมูลสภาพในปัจจุบัน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ตัวอย่างแบบสำรวจสภาพ

อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเสร็จใน 3 เดือน ตอนนี้ก็ลากยาวมาจะหนึ่งปีเข้าไปแล้ว แถมเพิ่มขึ้นมาคือกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของผม เด็กไทยตาดำๆ ต้องมานั่งทำวิทยานิพนธ์หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1232 และเอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศสกับภาษาดัตช์

เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ ส่วนหนึ่งของงานวิจัยของผมคือ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกำแพงนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากเล่าไม่เข้าใจว่าหมู่บ้านนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสเริ่มอธิบายต่อจากนี้ไปครับ

Beguinages หมู่บ้านสำหรับผู้หญิง

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม

ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 บริเวณพื้นที่ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือหรือปัจจุบัน คือประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ เริ่มมีการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่มีใจศรัทธาในพระเจ้าและตั้งหมู่บ้านขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้อาจไม่ได้แต่งงาน หรือเป็นแม่หม้ายที่เลือกอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า หมู่บ้านเหล่านี้มีลักษณะเป็นเหมือนอารามที่มีโบสถ์อยู่ใจกลางหมู่บ้าน รายล้อมไปด้วยอาคารขนาดเล็กซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้หญิง และมีรั้วรอบรอบบ่งบอกอาณาบริเวณชัดเจน หมู่บ้านแบบนี้กระจายตัวอยู่มากมายในเขตพื้นที่ที่เรียกว่า Flanders ในประเทศเบลเยียม 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศ ‘เบกีนาจ’ ในอดีต
ภาพ : The Archives of Ghent University

Beguines ผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์

คำถามนี้ด้วยเวลาที่ล่วงมาหลายศตวรรษ ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้บอกว่าความหมายของคำว่า Beguine (Latin : Beguina) อาจมาจากภาษาเก่าของแซกซัน (Old Saxon) คือคำว่า Beggen หรือแปลว่า To Beg การวอนขอ หรือ To Pray การภาวนา อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้มีการยอมรับอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงสมมติฐานที่บอกว่าคำว่า Beguine ที่อาจเพี้ยนมาจากคำว่า Beige ในภาษาฝรั่งเศสโบราณ ซึ่งเป็นสีชุดที่กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้สวมใส่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกว่า Beguine ครั้งแรก จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ในเมือง Liège ซึ่งได้อธิบายว่า พวกเขาคือผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์ Holy Women (Latin : Mulieres Sanctae, Mulieres Religiosae) ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 13 กลุ่มเหล่านี้ได้แพร่หลายออกไปในอาณาเขต ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
Beguine of Ghent ราว ค.ศ. 1840
ภาพ : en.wikipedia.org

การเคลื่อนไหวของ ‘เบอแกน’ เริ่มต้นจากผู้หญิงชั้นสูง และค่อยๆ กระจายลงมายังชนชั้นกลาง โดยมุ่งเน้นที่การอุทิศตนเพื่อพระเจ้าและการภาวนา ช่วยเหลือคนยากจนและปัญหาของเศรษฐกิจสังคมในสมัยนั้น ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับในเขตเมือง

ในอดีตเบอแกนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ซึ่งเรียกว่า ‘เบกีนาจ’ โดยไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสันตสำนักที่กรุงโรม ดังนั้น จึงเป็นเพียงกลุ่มของผู้หญิงผู้มีความเชื่อที่อยู่ร่วมกันและปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน นอกจากนั้นการอยู่อาศัยในรูปแบบชุมชนปิดยังสะท้อนถึงการพึ่งพาตนเอง ลักษณะพิเศษของชุมชนเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘เมืองในเมือง’ (Towns in Towns) อ่านมาถึงตรงนี้ ห้ามเชื่อมโยงกับเขตทาวน์อินทาวน์ที่ลาดพร้าวนะครับ ถึงเป็นย่านเมืองในเมืองเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด 

มาที่สาระกันต่อ พวกเขาได้พัฒนางานหัตกรรม Lace Making หรือการถักลายลูกไม้ ซึ่งกลายเป็นของฝากเลื่องชื่อของประเทศเบลเยียมในปัจจุบัน 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศเบอแกน ขณะทำงานหัตถกรรมลูกไม้ (Lace Making)
ภาพ : adore.ugent.be
Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
เบอแกนขณะสวดภาวนาภายในโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เบกีนาจเริ่มต้นราวคริสตศตวรรษที่ 13 และอยู่เรื่อยมาจนถึงยุครุ่งเรืองในราวคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ดังนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของเบกีนาจส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกอธิก เรอเนซองส์ และบาโรก ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมโบสถ์ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ภายนอกมักสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิก แต่ภายในมักจะประดับประดาด้วยงานสถาปัตยกรรมภายในรูปแบบบาโรก ซึ่งเติมแต่งในยุครุ่งเรืองช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 

จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศแถบนี้ จากปัญหาทางการเมืองตามที่เราเคยได้ยินเรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามโลก ทำให้เบกีนาจเกือบทั้งยุโรปหายไป เหลืออยู่เพียงภายในประเทศเบลเยียมเท่านั้น เบกีนาจเหล่านี้ยังคงสภาพดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ เองชาวเบลเยียมจึงได้เขียนคุณค่าและความสำคัญของเบกีนาจรายงานต่อยูเนสโก จนได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก (Serial Nominations) ในปีคริสตศักราช 1998 

การได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกนั้นมักคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ คุณค่าโดดเด่นสากล บูรณภาพ ความแท้ และแผนการจัดการมรดกวัฒนธรรม ต่อจากนี้ไปอาจมีสาระนิดหน่อยนะครับ เพราะอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ การได้เป็นมรดกโลกนั้นเริ่มกันยังไง และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ปกติแล้ว UNESCO มีเกณฑ์ 10 ข้อ ซึ่งหากตัวมรดกวัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าเพียงข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกได้ อย่างเมืองมรดกโลกกรุงศรีอยุธยาของเราผ่านเกณฑ์คุณค่าเพียงแค่ข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว

แต่ที่เบกีนาจ มีคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) ถึง 3 ประการ คือ 

  1. ลักษณะทางกายภาพของเบกีนาจโดดเด่น จากการตั้งถิ่นฐานที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางศาสนาและแบบแผนที่เรียกว่า the Flemish Cultural Region
  2. เบกีนาจเป็นหลักฐานอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมแบบแผน ของกลุ่มผู้หญิงที่มีความเชื่อในยุคกลางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป (คุณค่าข้อนี้เป็นข้อเดียวกันกับอยุธยา ซึ่งถือว่าแสดงการพัฒนาและความโดดเด่นของศิลปะชาติไทย)
  3. รูปแบบสถาปัตยกรรมเบกีนาจโดดเด่น ผสมผสานระหว่างลักษณะสถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุคกลาง ที่สะท้อนคุณค่าของรูปแบบชีวิตทางศาสนาและสภาพทั่วไปของชุมชนในสังคมนั้น

เมื่อเราพูดถึงบูรณภาพ (Integrity) อาจเป็นคำที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก อธิบายง่ายๆ ก็คือความครบถ้วนบริบูรณ์ ในความหมายของ UNESCO ลักษณะชุมชนปิดของเบกีนาจ ทำให้รักษาความสมบูรณ์ของชุมชนที่ตั้งอยู่ในเมืองได้อย่างดี นัยหนึ่งคือตัดขาดออกจากเมือง และอีกนัยหนึ่งคือแสดงออกและรักษาอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีภายในกำแพงและประตูรั้วล้อมรอบหมู่บ้านนั่นเอง หากเราเปรียบเทียบกับอยุธยา บูรณภาพของอยุธยาคือการที่เจดีย์เก่าต่างๆ ได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพดี และตำแหน่งคูคลองถนนโบราณยังคงแสดงออกถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ดั้งเดิม ดังนั้นอยุธยาจึงมีบูรณภาพเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

ความแท้ (Authenticity) คำศัพท์นี้ถือเป็นระดับสูงสุด เพราะเป็นของที่อธิบายยากสักหน่อย ขออธิบายง่ายๆ ว่า เราทุกคนเกิดมามีใบหน้าของเราที่ธรรมชาติให้มา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรกับใบหน้านี้เลย เมื่อเวลาผ่านไปจนเราอายุมาก ใบหน้าก็อาจเกิดริ้วรอย กลากเกลื้อน และอื่นๆ 

สิ่งนี้เองเป็นเครื่องสะท้อนว่า ใบหน้าเราผ่านกาลเวลามานาน มีความแท้หนึ่งเดียวที่เป็นใบหน้าเรา ซึ่งหากเราไปทำศัลยกรรม เสริมดั้ง ตาสองชั้น หรือฉีดฟิลเลอร์เข้าไป (สิ่งนี้อาจเปรียบได้ในเชิงอนุรักษ์คือ Repair, Re-habilitation, Reconstruction หรือ Restoration) ถ้าคนยังพอจำได้ว่าเป็นใบหน้าเราอยู่ ก็เท่ากับว่าเรายังมีความเป็นของแท้ แต่วัสดุหน้าเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่ามีหนึ่งเดียว ไม่เหมือนใคร แต่ความแท้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้ต่อไป

สำหรับมรดกวัฒนธรรมอย่างเบกีนาจ ความแท้ค่อนข้างชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย กล่าวคือ ถึงกลุ่มเบอแกนจะหมดไปจากเบลเยียมแล้ว แต่ที่ตั้ง (Setting) ของหมู่บ้านเหล่านี้เองถูกรักษาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นความแท้ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชุมชน ความสงบ และพื้นที่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ปิดล้อม นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมแบบยูโธเปีย (Eutopian Setting) ยังคงแสดงออกผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมของชุมชนให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน

ท้ายสุด การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะต้องมีแผนการจัดการเพื่อรักษา คุณค่า บูรณภาพ และความแท้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งแผนการจัดการนี้จะต้องถูกเขียนขึ้นอย่างบูรณาการจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะรักษาสภาพที่ดีของมรดกโลกเหล่านี้ต่อไปได้ หากวันใดวันหนึ่งคุณค่า ความแท้ หรือบูรณภาพ ถูกลดทอนไป ก็อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ถูกคุกคาม และอาจถูกเพิกถอนการประกาศได้ในที่สุด ดังนั้น การดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและประเมินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

Great Beguinage Leuven (Groot Begijnhof Leuven)

เนื่องจากงานวิจัยของผมนั้นมุ่งศึกษากำแพงของเบกีนาจที่เมืองเลอเวิน ดังนั้นผมจึงได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลในหอจดหมายเหตุของเมืองและของมหาวิทยาลัย เพื่อประกอบการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ของผมเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์คร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจสภาพว่าหมู่บ้านเบกีนาจที่เลอเวินนั้นเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างไรจนถึงทุกวันนี้

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
แผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เบกีนาจในเมืองเลอเวินก่อตั้งขึ้นประมาณปีคริสตศักราช 1232 ซึ่งก่อตั้งขึ้นนอกกำแพงเมือง 

ในยุคแรกเริ่ม เห็นได้จากแผนที่เก่าของเมืองเลอเวินในราวปีคริสตศักราช 1363 ที่ระบุตำแหน่งของโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำแดเลอ (Dijle) อย่างไรก็ตาม ตอนผมทราบว่าเขามีแผนที่ย้อนกลับไปถึงเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วก็แอบตกใจนะครับ ที่ไทยเองเวลาค้นเจอแผนที่ร้อยกว่าปีก็รู้สึกมีคุณค่ามากมายแล้ว

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ภาพขยายแผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกเหนือไปกว่านั้น แผนที่ยังถูกเขียนเป็นภาพสามมิติไอโซเมตริก ซึ่งแสดงองค์ประกอบสำคัญของเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เราจะเห็นว่าอาคารโบสถ์ส่วนใหญ่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิกซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่นอกจากตัวโบสถ์แล้วไม่ได้ระบุตำแหน่งอาคารโดยรอบของหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า หมู่บ้านเริ่มก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1305 โดยเป็นอาคารโครงสร้างไม้ประกอบกับดิน ซึ่งเราพอจะเห็นความชัดเจนของหมู่บ้านมากขึ้นจากแผนที่ที่เขียนขึ้นราว 200 ปีให้หลัง ซึ่งให้รายละเอียดของหมู่บ้านเบกีนาจเลอเวินไว้อย่างดี 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
แผนที่เก่าราวคริสตศตวรรรษที่ 16 แสดงอาณาบริเวณ ‘เบกีนาจเลอเวิน’
ภาพ : the 16th isometric illustration of Groot Begijnhof Leuven by Croÿ

จากแผนที่ เราจะเห็นว่าตัวอาคารโบสถ์ซึ่งสร้างในคริสตศตวรรษที่ 13 รายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก และล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งภายในกำแพงนี้เองเป็นพื้นที่ที่เหล่าเบอแกนใช้ชีวิตอยู่ 

ซึ่งเมื่อเรามาดูแผนที่เกือบ 400 ปีที่แล้วกันต่อ เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวที่ขยายต่อไปด้านทิศใต้ ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เบอแกนใช้เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงดูหมู่บ้าน 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพวาดทิวทัศน์เมืองเลอวเวินแสดงบรรยากาศของเมืองโดยเราสามารถเห็นหอระฆังของเบกีนาจ (Beguinage) และ ซินควินเทอน (Sint-Quinten) ซึ่งตั้งอยู่กลางภาพ 
ภาพ : Stadsgezicht van Leuven by Antoon Van Den Wijngaerde, [1557-1559] – Oxford, Ashmolean Museum, University of Oxford

เมื่อถึงยุครุ่งเรืองในคริสตศตวรรษที่ 17 อาคารแทบทั้งหมดถูกทดแทนด้วยอาคารก่ออิฐรูปแบบเฟลมมิชเรอเนซองส์ เราอาจเห็นความหนาแน่นของหมู่บ้านได้จากแผนที่ของบราว (Blaeu, 1649) อย่างไรก็ตาม รายละเอียดก็ไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนเหมือนแผนที่ในยุคก่อนหน้า เพราะนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาได้เล่าว่า การเข้าไปในพื้นที่หลังกำแพงนั้นก่อน ค.ศ.​ 1800 เป็นสิ่งที่ยากมาก ข้อมูลจึงอาจไม่ระเอียดดังแผนที่ยุคก่อนหน้า ซึ่งผู้เขียนแผนที่อาจถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปวาดเป็นพิเศษ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
Map of Leuven by BLAEU, 1649
ภาพ : Bibliotheek Campus Arenberg, KU Leuven

นอกจากแผนที่แล้ว ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 18 เริ่มมีบันทึกต่างๆ ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านกว่า 300 คน แต่นั่นก็เป็นช่วงที่หนาแน่นที่สุดก่อนเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สิทธิการครอบครองที่ดินเปลี่ยนจากการปกครองตนเองของเบกีนาจ เป็นครอบครองโดยรัฐ Commissie van Openbare Onderstand (Public Welfare Commission) ซึ่งเจ้าของใหม่ก็ใจดียินยอมให้เบอแกนอาศัยอยู่ในที่ดิน และดำเนินกิจวัตรประจำวันต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้อยู่อาศัยลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า บ้านเรือนถูกปล่อยเช่าในราคาที่ถูก นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคดังกล่าวว่า ‘เป็นชุมชนที่มีสถาพถดถอยของหญิงชรา’ 

จุดเปลี่ยน

ฟังไปก็ดูหน้าเศร้านะครับสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความถดถอย เมื่อผมค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยและของเมืองเลอเวิน ภาพถ่ายต่างๆ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 ยิ่งสะท้อนสภาพของชุมชน และเบอแกนกลุ่มสุดท้ายที่ภาพถ่ายบันทึกวิถีชีวิตของพวกเขาไว้ได้ ผมจึงขอเลือกสักภาพสองภาพมาแบ่งปันกัน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
เบอแกนกลุ่มสุดท้ายในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ประกอบกับจำนวนที่ลดลงของผู้อยู่อาศัย สภาพการจัดการของเบกีนาจก็เสื่อมโทรมลงจนในที่สุดรัฐต้องประกาศประกาศขายหมู่บ้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ประกาศขายอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศขายที่ระบุว่า ผู้ซื้อต้องซ่อมหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพดีด้วย

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศภายในบ้านพักของเบอแกน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ในช่วงเวลานั้นคนสนใจก็มีน้อย และใครจะมีเงินมากพอซื้อและซ่อมหมู่บ้านนี้ได้ นอกไปจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวิน ผ่านการโน้มน้าวของ ศาสตราจารย์เลมอนด์ เลอแมร์ (Prof. Raymond M. Lemaire) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และหนึ่งในผู้เขียนกฏบัตรเวนิส (Venice Charter) หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราวปีคริสตศักราช 1962 

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง มหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์เลอแมร์ บูรณะอาคารในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อใช้เป็นที่พักของอาจารย์ และนักศึกษาจากทั่วโลก นับจากเวลานั้นเองการบูรณะครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ตัวอย่างแบบรังวัดอาคารในช่วงการสำรวจอาคารเพื่อการบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เริ่มต้นจากการสำรวจอาคารทุกหลัง ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมากถึงมากที่สุด เนื่องจากอาคารดูต่อเติมดัดแปลงต่อกันหลายศตวรรษ ทำให้การค้นหาความแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย และภายนอกอาคารทั้งหมดทาทับด้วยปูนหมักผสมสีขาว (Limewash-layer) ซึ่งเป็นกระบวนการอนุรักษ์อาคารอย่างหนึ่ง เพื่อรักษาสถาพของอิฐและยาแนวของผนังไม่ให้เสื่อมโทรม

ผ่านการบูรณาการกฏบัตรอนุรักษ์สากลอย่างเวนิสชาร์เตอร์ ศาสตราจารย์เลอแมร์ เลือกบูรณะอาคารให้กลับไปอยู่ในสภาพดั้งเดิมในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ถูกทาทับด้วยปูนหมักผสมสี ดังนั้น การบูรณะครั้งใหญ่เพื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกทั้งหมู่บ้านจึงเกิดขึ้น 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อนและระหว่างบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การเปิดหน้างานบูรณะอาคารนั้นต้องค่อยๆ ทำ เพราะจริงๆ แล้วการลอกเปลือกอาคารออก นัยหนึ่่งคือการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปด้วย แต่หากตัดสินใจแล้วก็ต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด จากภาพเราจะเห็นว่า เมื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออก ผนังอิฐเปลือยก็เผยโฉมสู่สายตาผู้คนอีกครั้ง ซึ่งเรารู้ได้ว่าอาคารถูกสร้างเป็นอิฐเปลือยแต่แรก ก็จากลักษณะของการเรียงอิฐที่เป็นแบบแผน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บางครั้งในชั้นประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเราอาจเจอหลักฐานที่บ่งบอกเวลาในการก่อสร้าง เช่นภาพนี้ ภายหลังการลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกก็ค้นพบหลักฐาน ซึ่งบ่งบอกว่าอาคารถูกสร้างขึ้นในปีคริสตศักราช 1674
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

จากสภาพภายนอกที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีส้มอิฐ สภาพภายในอาคารเองก็ถูกแทนที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบสมัยใหม่ เพื่อตอบรับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน ดังนั้น แนวคิดในการอนุรักษ์ของกฏบัตรเวนิสที่กล่าวไว้ว่า การใช้ของใหม่ ควรแสดงออกถึงความแตกต่างจากของเดิมอย่างชัดเจน ก็ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการปรับปรุงสภาพภายในนี้เอง

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพร่างแนวคิดออกแบบการอยู่อาศํยภายในอาคารเก่าเพื่อการปรับปรุง
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven
นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศห้องพักใต้หลังคาในเบกีนาจ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกจากนั้น แนวคิดการมองหมู่บ้านเบกีนาจในแบบองค์รวม ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงเพื่อสร้างบูรณภาพของพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งในเวลาต่อมา แนวคิดนี้เองได้แผ่ขยายไปจนถึงการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในหมู่บ้าน เพื่อให้การอยู่อาศัยของยุคสมัยใหม่ไม่แออัดเหมือนในอดีต

เบกีนาจวันนี้

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูใบไม้ผลิ
ภาพ : dontthinktoomuch.com

หลังจากการบูรณะเสร็จสิ้นลงราวปีคริสตศักราช 1970 อาจารย์และนักศึกษาก็ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยจนถึงทุกวันนี้ ณ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ต้องต่อสู้กับคนเยอะหน่อย เพราะนอกจากราคาค่าเช่าที่ค่อนข้างสูงกว่าอาคารพักอาศัยทั่วไปแล้ว ยังต้องเขียน Motivation letter อธิบายว่าทำไมเบกีนาจถึงควรรับเราเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ (ก็เพราะเราอยากอยู่ไหม มีตลกร้ายบอกว่าการเข้าอยู่ในเบกีนาจ ยากกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก)

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูร้อน
ภาพ : www.uitinleuven.be

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ถูกปรับปรุงเป็นที่พักอาจารย์และนักศึกษา พื้นที่แห่งนี้ก็มีชีวิติชีวาอีก เพราะนอกจากอาคารมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว การที่เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองเลอเวิน ทำให้โดยปกติมักจะมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และในฤดูร้อน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุ่งหญ้าสีเขียวที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณ ช่างอบอุ่นและดึงดูดให้มีผู้คนมานอนอาบแดด ดื่มเบียร์กันตามภาษาชาวเบลเยียมอย่างสุขกายสบายใจ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เบกีนาจจะมีคืนแห่งแสงเทียน เทียนนับพันดวงถูกจุดและประดับประดารอบหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินชมความงามของหมู่บ้านในยามค่ำคืน และต้อนรับสู่ฤดูหนาวที่ค่ำคืนยาวนานขึ้น
ภาพ : leveninleuven.be
หนึ่งในอาคารเพียงไม่กี่หลังที่ยังใช้ปูนหมักผสมสีฉาบผนังอาคาร เนื่องจากค้นพบว่าเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมก่อนศตวรรษที่ 17 ซึ่งการใช้ปูนหมักประกอบกับโครงสร้างไม้และผนังก่ออิฐ เป็นกรรมวิธีที่ควรอนุรักษ์เนื่องจากเป็นงานช่างของยุคสมัยนั้น
ภาพ : dontthinktoomuch.com

ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ยังนั่งทำวิจัยเรื่องกำแพงเก่าต่อไป เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดได้รับการบูรณะ แต่กำแพงรอบหมู่บ้านกลับเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรักษาให้ดีเท่าที่ควร มันยังเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ร่องรอยของปูนหมักผสมสียังปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่ไม่ได้ถูกทำลายไป ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจมากก็คือ ในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีสภาพเสื่อมโทรม เราควรจะเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ และดูแลรักษาอย่างไร หากมีโอกาส ผมคงได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องกำแพงโบราณอายุกว่า 400 ปีต่อไปครับ 

หากท่านผู้อ่านสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของยูเนสโกได้ครับ

Writer

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คริสต์มาสเป็นเวลาพิเศษจริงๆ โดยเฉพาะใครที่เรียนโรงเรียนคาทอลิกหรือคริสเตียน ทุก ปีมีกิจกรรมพิเศษหน้าเสาธง มีซานต้ามาแจกของขวัญ มีต้นคริสต์มาส และแน่นอน บางโรงเรียนก็จัดให้มีละครคริสต์มาส คือจัดแจงให้เด็กๆ มาแต่งตัวเป็นพระแม่มารีย์บ้าง โยเซฟบ้าง เทวดาบ้าง ลูกแกะบ้าง เป็นที่สนุกสนาน และคนที่สนุกที่สุดก็คือพ่อแม่ที่จะได้ลุ้นว่าลูกตัวเองจะได้เล่นเป็นอูฐหรือลา ละครเหล่านี้ก็เล่นซ้ำไปซ้ำมาจนจำบทได้ แน่นอนว่าเนื้อเรื่องมาจากพระคัมภีร์ไบเบิล แต่นำมาร้อยเรียงรวบรัดใหม่ เพื่อให้จดจำได้ง่ายสำหรับเด็กๆ ดังนั้นเราก็ทราบเรื่องราวการประสูติของพระคริสต์ตามไบเบิลฉบับมาตรฐานกันดีอยู่แล้ว 

วันนี้เลยชวนท่านผู้อ่านไปรู้จักกับตำนานคริสต์มาสสนุกๆ ซึ่งครั้งหนึ่งในยุคกลางเคยสร้างสีสันให้กับวันคริสต์มาส แต่ในปัจจุบัน ตำนานเหล่านั้นเลือนหายไปจากการสังคายนาบ้าง การปฏิรูปศาสนาบ้าง กลายเป็นหนังสือห้ามอ่านบ้าง คงเหลือแต่เนื้อความในพระคัมภีร์ฉบับดั้งเดิม เลยอยากชวนท่านผู้อ่านมาดูกันว่า นอกจากพระคัมภีร์แล้ว ชาวคริสต์ในยุคกลางเขาพูดถึงคริสต์มาสว่าอย่างไรกันบ้าง 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล

บทความนี้ผมเลือกหนังสือนอกสารบบพระคัมภีร์ขึ้นมาบางเล่ม เช่น ตำนานทอง (The Golden Legend) และพระวรสารของผู้ใช้ชื่อว่านักบุญมัทธิว และพระวรสารของนักบุญยากอบ ฯลฯ หนังสือเหล่านี้แต่งขึ้นเพื่อเสริมศรัทธาและรวบรวมตำนานโบราณต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน แต่ไม่จัดนับเป็นพระคัมภีร์มาตรฐาน 

อย่างไรก็ตาม เนื้อความข้างในก็ค่อนข้างส่งอิทธิพลมากต่อชาวคริสต์ในยุคพันปีก่อน สะท้อนออกมาในวรรณกรรม นิทาน สถาปัตยกรรม ศิลปะ และเค้าโครงเรื่องบางอย่างก็ยังส่งอิทธิพลสืบเนื่องมาในสมัยปัจจุบัน ในฐานะธรรมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาในนิกายออร์โธดอกซ์และคาทอลิก

01 การเลือกคู่ของพระนางมารีย์และโยเซฟ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
ภาพการสมรสของพระนางพรหมจารี ศิลปินราฟาแอล
ภาพ : th.wikipedia.org/wiki

แม้พระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงวัยเยาว์ของแม่พระ แต่ในหนังสือนอกสารบบกลับให้รายละเอียดว่า บิดามารดาของเธอถวายมารีย์ให้รับใช้ในพระวิหาร เป็นการแก้บนที่เคยขอลูกไว้กับพระเป็นเจ้า พระนางมารีย์ในวัยเยาว์อาศัยอยู่ในพระวิหารด้วยความศรัทธาเต็มใจ ทุกวันมีเทวดานำขนมปังมาให้เธอกับมืออย่างลับๆ ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้และพิศวงใจเป็นอันมาก เธอมีหน้าที่ทำงานฝีมือเย็บปักถักร้อยรับใช้บรรดาสมณะ จนเวลาผ่านไป เธอมีอายุได้ 12 ปี ซึ่งเลยวัยที่จะอาศัยอยู่ในพระวิหารและควรแต่งงาน บรรดาสมณะต่างประชุมกันว่าจะทำอย่างไรกับเธอดี 

มีผู้เสนอให้อธิษฐานวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อหาคู่ครองให้เธอ ขณะนั้นเศคาริยาห์เป็นหัวหน้าสมณะเห็นชอบต่อความคิดนี้ จึงเข้าไปในห้องชั้นในวิหารและสวดภาวนา มีเสียงจากสวรรค์ลงมาหาท่านว่า 

“เศคาริยาห์ ท่านจงไปรวบรวมบรรดาพ่อหม้ายของอิสราเอล ให้พวกเขานำไม้เท้ามาด้วย 1 อัน และพระเจ้าจะทรงแสดงเครื่องหมายให้ท่านทราบ เธอจะเป็นภรรยาของผู้นั้น” เศคาริยาห์จึงให้เป่าแตรประกาศไปทั่วกรุง และส่งคนไปทั่วทั้งดินแดนอิสราเอล

บรรดาชายหนุ่มที่ยังโสดนำไม้เท้าของตนมาด้วย บรรดาสมณะต่างรวบรวมไม้เท้าไปวางไว้พระแท่นบูชาอธิษฐานภาวนา และนำออกมาแจกจ่ายคืนให้กับชายหนุ่ม แต่ไม่มีอัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้น จนบรรดาสมณะถามว่ามีผู้ชายที่ไม่มีคู่ครองหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ ชาวบ้านจึงแจ้งว่ายังมี ‘โยเซฟ’ พ่อหม้ายชราอายุมากแล้วอีกคนหนึ่ง พวกเขาจึงไปตามโยเซฟมา 

โยเซฟถือไม้เท้าของตนมาอย่างไม่เต็มใจ ทั้งละอายว่าตัวเองเคยแต่งงาน มีลูกชายและลูกสาวหลายคนแล้ว ไม่คู่ควรกับพระนางมารีย์ที่เป็นเด็กสาวพรหมจารีบริสุทธิ์ แต่ท่านก็เดินทางไปพระวิหาร บรรดาสมณะรับเอาไม้เท้าของโยเซฟไปอธิษฐานและนำมาส่งคืน ปรากฏว่ามีนกพิราบบินออกมาจากไม้เท้า และร่อนอยู่เหนือศีรษะของเขา (ในงานคริสต์ศิลป์มักแสดงภาพดอกลิลลี่ สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์งอกออกมาจากไม้เท้า) 

โยเซฟตกใจมาก ไม่กล้ารับพระนางมารีย์เป็นภรรยา แต่บรรดาสมณะกล่าวว่า “นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า จงเกรงกลัวพระองค์เถิด ท่านไม่เห็นหรือว่าผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์จะประสบชะตากรรมอย่างใด” พร้อมยกตัวอย่างบุคคลที่ต้องพบความพินาศเมื่อไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า โยเซฟจึงต้องยอมรับพระนางเป็นภรรยา และตั้งใจว่าจะตบแต่งพระนางกับบุตรชายคนใดคนหนึ่งในอนาคต เมื่อโยเซฟรับพระนางมารีย์กลับมา ก็ได้พาเพื่อนสาวพรหมจารี 5 คนของพระนางกลับมาด้วยเพื่ออยู่เป็นเพื่อน เพราะพวกนางมิได้รับสัญญาณจากพระเจ้าให้แต่งงานกับผู้ใด

02 ตำนานไม้เท้าของโยเซฟ

ความเป็นมาของไม้เท้าโยเซฟ มีการแต่งเติมตำนานเข้าไปจนกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ จากเค้าโครงของตำนานเห็นได้ชัดว่าสับสนปนเปกับตำนานของไม้กางเขน โดยกล่าวว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างไม้เท้าอันนี้ในวันที่ 6 ของการสร้างโลก จากนั้นอาดัมก็ลักลอบนำมันออกมาจากสวนเอเดน และส่งต่อไปในบรรดาบุคคลที่สำคัญต่างๆ ในพันธสัญญาเดิม ในที่สุดก็ตกเป็นไม้เท้าของโมเสส ซึ่งเขาใช้เลี้ยงสัตว์และปกป้องฝูงแกะของเขาจากอันตราย ไม้เท้านี้เองที่โมเสสใช้ทำอัศจรรย์ในประเทศอียิปต์ต่อหน้าฟาโรห์ รวมทั้งแยกทะเลแดงเพื่อให้ชาวอิสราเอลเดินข้ามด้วย ต่อมากษัตริย์ดาวิดก็ได้นำไม้เท้านี้มาทำเป็นคทา และในที่สุดก็ตกเป็นของโยเซฟอย่างน่าอัศจรรย์ 

โยเซฟมีอาชีพเป็นช่างไม้ที่ต้องไปทำงานก่อสร้างในที่ต่างๆ เขาจึงพาพระนางมาอยู่ที่บ้านฝากไว้กับบรรดาเพื่อนสาวของเธอ และออกไปทำงานในท้องที่อื่น วันหนึ่งบรรดาสมณะประชุมหารือกันว่าจะทอผ้าม่านผืนใหม่สำหรับพระวิหาร โดยผู้รับหน้าที่ต้องเป็นหญิงสาวพรหมจารี 7 คน จึงมีการจับฉลากกันคัดเลือกหญิงสาว 7 คน พระนางมารีเป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยจับฉลากได้รับด้ายสีม่วงและด้ายกำมะหยี่สีแดงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่ใช้สำหรับกษัตริย์ พระนางจึงรับด้ายมาทอที่บ้านพร้อมกับเพื่อนสาวพรหมจารีคนอื่นๆ

03 การแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ (Annunciation)

ในยุคกลางเชื่อกันว่า อัครเทวดากาเบรียล (Gabriel) รับพระบัญชาจากพระเป็นเจ้ามาแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ต่อพระนางมารีย์ในวันที่ 25 มีนาคม เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิในเมืองนาซาเร็ธ บ้านของพระนาง นักบุญเบอร์นาร์ด (St. Bernard) จึงสรรเสริญวันนี้ด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า “ดอกไม้ให้กำเนิดดอกไม้ในเวลาของดอกไม้” เพราะนาซาเร็ธแปลว่า ดอกไม้ 

ปัจจุบันยังมีการรำลึกถึงวันนี้อยู่ในพระศาสนจักร แต่ตำนานทองที่แต่งขึ้นในยุคกลางได้ให้รายละเอียดต่อไปว่า วันที่ 25 มีนาคมมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เหตุการณ์สำคัญได้แก่ เป็นวันที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัม เป็นวันที่อาดัมและเอวากินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน และสมัยนั้นก็เชื่อกันว่าพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนในวันที่ 25 มีนาคมด้วย 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
การแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ ศิลปิน Robert Campin, 1427 – 32
ภาพ : MET museum

อย่างไรก็ตาม ในพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกรายละเอียดของการแจ้งข่าวประสูติไว้มากนัก แม้แต่วันที่ที่แน่นอน นอกจากกล่าวถึงบทสนทนาของทูตสวรรค์และพระนางมารีย์ว่า

เมื่อถึงเดือนที่ 6 พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลีชื่อนาซาเร็ธ ให้ไปแจ้งข่าวแก่หญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ ซึ่งเป็นคนในเชื้อวงศ์ของดาวิด 

ชาวคริสต์ในยุคโบราณต่างสงสัยว่า ในขณะที่อัครเทวดากาเบรียลมาแจ้งข่าวประสูติ พระนางมารีย์ทรงกระทำอะไรอยู่ ตำนานเล่าว่าเมื่อทูตสวรรค์ลงมาหามารีย์ พระนางกำลังเย็บม่านของพระวิหารอยู่ ระหว่างนั้นก็หยิบเหยือกใบหนึ่งไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุ พร้อมกับบรรดาเพื่อน ๆ อีก 5 คนอันเป็นหญิงสาวพรหมจารี ทุกคนต่างได้ยินคำทักทายของเทวดาพร้อมกันทั้งสิ้น จึงเป็นพยานให้พระนางมารีย์ได้ว่าไม่เคยมีชายใดได้ล่วงเกินเธอเลย

ในทางศิลปะบางครั้งจะแสดงภาพพระนางกำลังอ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในตอนที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ พระนางกำลังสงสัยว่าเหตุการณ์อัศจรรย์เหนือธรรมชาตินั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ทันใดนั้นทูตสวรรค์ก็ปรากฏกายมาต่อหน้าเธอ เพื่อทำให้คำทำนายของประกาศกเป็นความจริง เมื่อพระนางมารีย์ตอบรับการแจ้งข่าวของทูตสวรรค์เรียบร้อยแล้ว พระนางก็ตั้งครรภ์ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้า 

ขณะที่เทวดามาแจ้งข่าวการประสูตินั้นเองโยเซฟไม่ได้อยู่บ้าน และอีก 6 เดือนต่อมา เขาก็กลับมา และพบว่าพระนางมารีย์ตั้งครรภ์แล้วด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า เขาได้สอบถามเธออย่างละเอียด แต่มารีย์ก็ยืนยันว่าเธอมิได้มีชายใดล่วงเกิน 

โยเซฟกังวลใจเป็นอันมาก จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับๆ และส่งพระนางกลับไปอยู่บ้าน เพราะการมีชู้ในธรรมเนียมชาวยิวถือว่าเป็นบาปหนักและมีโทษถึงตาย เธอจะต้องถูกลงโทษด้วยการขว้างด้วยหิน เมื่อเขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นในเวลากลางคืนทูตสวรรค์ก็มาแจ้งแก่โยเซฟในความฝันว่าให้รับพระนางมารีย์เป็นภรรยา และให้ตั้งชื่อบุตรในครรภ์ว่าเยซู เพราะเขาจะเป็นผู้ช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป เมื่อตื่นขึ้น โยเซฟจึงรับพระนางเป็นภรรยา แต่ก็มิได้ล่วงเกินพระนางแต่อย่างใด (มัทธิว 1 : 20 – 25)

04 การทดสอบของพวกสมณะ

เมื่อครรภ์ของพระนางมารีย์โตขึ้น มิอาจปิดบังความจริงกับชาวบ้านได้อีก อันนาสผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของสมณะชาวยิวมาเยี่ยมโยเซฟที่บ้าน และได้พบพระนางมารีย์ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงไปฟ้องบรรดาสมณะว่า มารีย์ ผู้ซึ่งเป็นสาวพรหมจารีที่โยเซฟรับไปดูแลที่บ้านนั้น ตั้งครรภ์ก่อนจะมีการแต่งงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำบาปหนัก และถ้าหากว่าบุตรในครรภ์เป็นลูกของโยเซฟ ก็เท่ากับว่าโยเซฟล่วงเกินนางก่อนแต่งงานโดยมิได้ให้เกียรติ แต่ถ้าโยเซฟมิได้ล่วงเกินพระนางมารีย์ ก็แสดงว่านางมีชู้ 

สมณะจึงให้เรียกโยเซฟและพระนางมารีย์มาสอบสวน โดยให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ เดินวนรอบพระแท่นบูชา 7 รอบ และส่งไปอยู่ในที่เปลี่ยว ชาวยิวเชื่อกันว่าผู้ใดที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์และทำบาป จะมีเครื่องหมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าและดวงตาของผู้นั้น แต่ว่าเมื่อพระนางมารีย์และโยเซฟดื่มน้ำนั้นแล้ว ก็ไม่มีเครื่องหมายของบาปอันใดเลยปรากฏขึ้น บรรดาสมณะจึงไม่สามารถเอาผิดพวกเขา และส่งพวกเขากลับไปบ้านเหมือนเดิม

05 การประสูติของพระเยซู

ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์ไว้ 2 สำนวน จากจำนวน 4 เล่ม คือในพระวรสารของนักบุญมัทธิวและพระวรสารของนักบุญลูกา ส่วนพระวรสารอีก 2 เล่มนั้น ตั้งต้นโดยกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์กำลังออกเทศนาในวัยหนุ่ม โดยข้ามการประสูติและเวลาเยาว์วัยของพระเยซูไป ดังนั้น รายละเอียดในพระคัมภีร์จึงมีค่อนข้างน้อย และเป็นโอกาสที่จะมีผู้เขียนหนังสือนอกสารบบแต่งเติมเสริมรายละเอียดเพิ่มเข้าไปจนพิสดารในภายหลัง 

พระวรสารของนักบุญลูกาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประสูติของพระองค์ไว้ค่อนข้างยาวว่า

“ครั้งนั้น พระจักรพรรดิออกัสตัสทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วจักรวรรดิโรมัน การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกนี้มีขึ้นเมื่อคีรินีอัส เป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย ทุกคนต่างไปลงทะเบียนในเมืองของตน โยเซฟออกเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลีไปยังเมืองของกษัตริย์ดาวิดชื่อ เบทเลเฮมในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์กษัตริย์ดาวิด ท่านไปลงทะเบียนพร้อมกับพระนางมารีย์ซึ่งกำลังทรงพระครรภ์ ขณะที่อยู่ที่นั่นก็ถึงกำหนดเวลาที่พระนางมารีจะมีพระประสูติกาล พระนางประสูติพระโอรสองค์แรก ทรงใช้ผ้าพันพระวรกายพระกุมารนั้นแล้วทรงวางไว้ในรางหญ้า เนื่องจากไม่มีที่ในห้องพักแรมเลย” (ลูกา 2 : 1-7)

ส่วนพระวรสารของนักบุญมัทธิวให้รายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป คือได้กล่าวถึงเรื่องที่ทูตสวรรค์มาแจ้งให้โยเซฟทราบว่าพระนางมารีย์ทรงตั้งครรภ์ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้าและให้รับพระนางเป็นภรรยา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดของสถานที่และการประสูติ แต่ได้กล่าวถึงเรื่องบรรดาโหราจารย์จากทิศตะวันออกมานมัสการพระเยซูที่บ้านแทน

06 การเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม

ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวรายละเอียดการเดินทางกลับไปเมืองเบธเลเฮม อันเป็นต้นเรื่องการประสูติของพระคริสต์ นอกจากใจความสั้นๆ ว่า พระจักรพรรดิออกัสตัสต้องการจะสำรวจสำมะโนประชากร ทุกคนในจักรวรรดิโรมันต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม โยเซฟซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองเบธเลเฮมจึงต้องกลับไปที่นั่น เขาได้พาพระนางมารีย์ที่กำลังมีครรภ์แก่ไปด้วย (ลูกา 2 :1 – 5)

ส่วนในหนังสือนอกสารบบและตำนานต่างๆ กล่าวว่า ผู้คนในยุคกลางเชื่อว่า พระเยซูประสูติเมื่อโลกอายุได้ 5,900 ปีตามการคำนวณของนักบุญยูสิบิอุส (St. Eusebius ค.ศ. 283 – 371) ในรัชสมัยของจักรพรรดิออกัสตัสแห่งจักรวรรดิโรมัน พระองค์ทรงสั่งให้สำรวจสำมะโนประชากรทั่วทั้งจักรวรรดิเพื่อที่จะได้เก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง จึงบัญชาให้ทุกคนกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อลงทะเบียน พร้อมทั้งนำเงินเหรียญ 1 ไปจ่ายภาษีด้วย และเมื่อนับเงินเหรียญนั้นจะได้ทราบจำนวนประชากรทั้งหมด ชาวยิวซึ่งเป็นเมืองขึ้นของโรมันก็ต้องปฏิบัติตามเช่นนั้นด้วย โยเซฟก็ได้พาพระนางมารีย์กลับไปยังเมืองเบธเลเฮมซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน 

พระนางมารีย์ประทับอยู่บนหลังลาพาหนะเพราะมีครรภ์แก่ ระหว่างทางพระนางทรงพบบุคคลลึกลับ 2 คน คนหนึ่งกำลังร้องไห้ พระนางก็พลอยโศกเศร้าไปกับเขาด้วย และอีกคนหนึ่งกำลังหัวเราะด้วยความยินดี พระนางก็แย้มสรวลไปกับเขาด้วย เมื่อโยเซฟเห็นอาการของพระนางมารีย์ดังนั้น ก็แปลกใจเพราะในทางเปลี่ยวนั้นไม่มีบุคคลอื่น และท่านก็ไม่เห็นใคร ท่านจึงถามมารีย์ว่าเหตุใดจึงแสดงอาการเช่นนั้น 

มารีย์ตอบว่า “คนที่ฉันเห็นเขากำลังร้องไห้นั้น คือชาวยิวที่มีใจแข็งกระด้างไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ที่กำลังจะมาบังเกิด จึงต้องประสบความพินาศไป ฉันจึงโศกเศร้าไปพร้อมกับเขา ส่วนคนที่กำลังหัวเราะดีใจเป็นคนต่างศาสนา (Pagan) ที่ต้อนรับพระเมสสิยาห์ และจะได้รับการไถ่กู้ให้รอด ฉันจึงยินดีไปกับเขาด้วย” 

โยเซฟประหลาดใจกับถ้อยคำของพระนางเป็นอันมาก ตำนานเรื่องนี้แต่งขึ้นในยุคที่ชาวคริสต์ค่อนข้างดูถูกชาวยิวว่าเป็นชนชาติที่ฆ่าพระเจ้า ยิวในยุโรปจึงตกอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างถูกเหยียดหยามมาตลอด

07 ตำนานเรื่องสันติภาพอันยาวนานของจักรวรรดิโรมัน

หนังสือตำนานทอง (The Golden Legend) ซึ่งแต่งรวบรวมในยุคกลางกล่าวว่า ในรัชสมัยของจักรพรรดิออกัสตัส ชาวโรมันต่างภูมิใจในสันติภาพอันยาวนานของอาณาจักรโรมัน ซึ่งแผ่ขยายอิทธิพลไปครึ่งค่อนโลกในขณะนั้น จนทุกคนเชื่อว่าสันติภาพนี้จะยืนยงไปตลอดกาล พวกเขาจึงสร้างวิหารขึ้นมาหลังหนึ่งอุทิศให้แก่เทพอพอลโล และให้ชื่อว่า ‘วิหารแห่งสันติภาพนิรันดร’

ชาวโรมันเข้าทรงถามเทพเจ้าอพอลโลว่า สันติภาพของจักรวรรดิจะยืนยงไปนานเพียงใด เทพเจ้าอพอลโลตอบกลับมาว่า “ตราบเท่าที่หญิงพรหมจารีจะให้กำเนิดบุตร” พวกเขาจึงยินดีมากและคิดไปว่าสันติภาพจะดำรงตลอดไป ซึ่งระหว่างนั้นเอง พระนางมารีย์ซึ่งเป็นหญิงพรหมจารีก็ให้กำเนิดบุตรจริงๆ และในคืนนั้นเอง วิหารของเทพอพลอลโลก็พังทลายลง บางตำนานก็กล่าวว่า วิหารอพอลโลหลังนี้สร้างโดยโรมิวลุส จักรพรรดิองค์แรกของโรมัน ในคริสตศิลป์ จึงมักพบภาพซากปรักหักพังของวิหารแบบกรีกในฉากการประสูติของพระคริสต์ด้วย ซึ่งมีที่มาจากนิทานเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ ซากวิหารกรีกยังมีความหมายเชิงอุปมา หมายถึงการหมดลงของยุคศาสนากรีก และยุคใหม่ของพระคริสต์กำลังจะมาแทนที่

08 การคลอดที่เหนือธรรมชาติ

ชาวคริสต์ในยุคกลางเชื่อว่าเมื่อเอวากินผลไม้ต้องห้ามแล้ว ก็ถูกพระเจ้าสาปแช่งให้ต้องได้รับความเจ็บปวดในขณะคลอดบุตร ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องลงมาถึงบรรดาสตรีทุกคนในโลกว่าจะต้องรับทุกข์ทรมานขณะคลอด อย่างไรก็ตามพระนางมารีย์ทรงเป็นข้อยกเว้น เพราะพระเป็นเจ้าทรงปกป้องนางไว้จากบาปกำเนิดดั้งเดิมของเอวา ด้วยเหตุนี้ การคลอดของพระนางจึงไม่เจ็บปวด พระนางทรงคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเมื่อมีประสูติกาล และการคลอดนั้นสะอาดปราศจากเลือด

 อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงว่าพระนางมารีย์คลอดอย่างเหนือธรรมชาติหรือไม่ ในศิลปะของนิกายออร์โธดอกซ์มักแสดงภาพพระนางมารีย์ประทับนอนอย่างอ่อนเพลียหลังการคลอดปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากในศิลปะเรอเนสซองที่มักแสดงภาพระนางมารีย์มิได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยเลย ปัญหาเรื่องการคลอดเหนือธรรมชาติหรือไม่จึงมีคำตอบที่แตกต่างกันไปในยุคโบราณ

09 โยเซฟกับปีศาจชายแก่

เรื่องราวของโยเซฟกับปีศาจชายแก่ปรากฏในศิลปะของนิกายออร์โธดอกซ์ ในขณะที่พระนางมารีย์กำลังคลอดอยู่นั้น โยเซฟรอคอยอยู่ภายนอกด้วยความกระวนกระวายใจ ขณะนั้นซาตานแปลงกายเป็นชายแก่มาสนทนากับท่าน และพยายามยุยงล่อลวงให้ท่านเชื่อว่าพระนางมารีย์ไม่ได้ตั้งครรภ์ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า หากแต่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นต่างหาก มันทำให้ท่านยิ่งวุ่นวายใจมากขึ้น 

10 จักรวาลหยุดนิ่งชั่วขณะ

ขณะที่พระนางมารีย์กำลังจะคลอดบุตร โยเซฟออกไปตามหมอตำแย ระหว่างทางนั้นท่านสังเกตว่าธรรมชาติและจักรวาลหยุดนิ่งอยู่ชั่วขณะ นกที่กำลังบินก็หยุดกลางอากาศ ผู้คนที่กำลังทำงานถืออุปกรณ์นิ่ง ผู้ที่กำลังกินก็อ้าปากค้างอยู่ ผู้ที่กำลังพูดก็มิได้มีเสียงเปล่งออกมา ใบหน้าของทุกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จักรวาลหยุดเคลื่อนไหวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง โยเซฟตกตะลึงแต่ไม่นานทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
พระคริสต์ประสูติ ศิลปิน Duccio di Buoninsegna, 1308 – 1311
ภาพ : Washington National gallery

11 สถานที่ประสูติของพระเยซู ถ้ำหรือคอกสัตว์

การวิเคราะห์พระคัมภีร์ในปัจจุบันนั้นเชื่อว่า พระเยซูทรงบังเกิดในคอกเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคงจะเป็นคอกสัตว์ภายในบริเวณบ้านเก่าของนักบุญโยเซฟนั่นเอง เนื่องจากท่านต้องกลับมาลงทะเบียนสำมะโนประชากรในบ้านเกิดของตน และเมื่อพระนางมารีย์กำลังจะคลอดบุตร บ้านของท่านซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาญาติพี่น้อง คงจะไม่มีพื้นที่เพียงพอ จึงต้องย้ายพระนางออกไปคลอดในคอกสัตว์ในบริเวณบ้าน 

อย่างไรก็ตาม การคลอดในคอกสัตว์ก็เป็นที่ประทับใจของบรรดาชาวคริสต์ เพราะแสดงถึงการถ่อมตัวของพระบุตรพระเจ้าลงมาบังเกิดในที่ต่ำต้อยสกปรกที่สุดในโลกมนุษย์ ทุกวันนี้เมื่อมีการจำลองเหตุการณ์ประสูติของพระเยซูจึงมักสร้างคอกสัตว์จำลองขนาดเล็กขึ้นมา และมีพระกุมารเยซูประทับอยู่ในรางหญ้า

อย่างไรก็ตาม ในธรรมเนียมของพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ มีความเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงประสูติในถ้ำ และชาวคริสต์ก็มีธรรมเนียมการไปแสวงบุญในสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ในเมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีสภาพเป็นถ้ำหิน ทั้งนี้เกิดจากการตีความพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่ว่า “พระองค์จะประทับในคูหาอันอ่อนนุ่ม” ทำให้ในศิลปะนิกายออร์โธดอกซ์มักจะแสดงฉากประสูติพระเยซูอยู่ในถ้ำ ทั้งนี้การประทับอยู่ในถ้ำก็เป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าว่าพระศพของพระองค์จะถูกฝังอยู่ในถ้ำเช่นกัน การอยู่ในถ้ำจึงให้ความหมายของการเกิดและการตายของพระเยซูคริสต์

ปัญหาว่าพระเยซูประสูติในสถานที่ใดคงจะเป็นที่ถกเถียงกันพอสมควร ดังนั้นในคัมภีร์นอกสารบบจึงประนีประนอมว่าพระองค์ประสูติในถ้ำและประทับในนั้นเป็นเวลา 3 วันจากนั้นในวันที่ 3 พระนางมารีย์ทรงย้ายออกจากถ้ำและเข้าไปอาศัยอยู่ในคอกเลี้ยงสัตว์ และพำนักที่นั่นอีก 3 วัน พระนางวางพระกุมารลงในรางหญ้า มีลาและวัวมานมัสการพระองค์ เป็นไปตามคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ว่า “วัวรู้จักเจ้าของของมันและลาก็รู้จักเจ้าของรางหญ้า” ดังนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางสัตว์ทั้งสอง และยังเป็นไปตามคำทำนายของประกาศกอบาคัสด้วยว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสดงพระกายท่ามกลางสัตว์ทั้งสอง” 

โยเซฟพักอยู่กับพระนางมารีย์ที่นั่นอีก 3 วัน จากนั้นจึงเข้าไปพำนักในบ้านอีก 1 วัน เมื่อถึงวันที่ 8 บิดามารดาก็นำพระองค์ไปเข้าพิธีสุหนัตตามกำหนดธรรมเนียมของศาสนายิว และตั้งชื่อพระองค์ว่า ‘เยซู’ ตามที่ทูตสวรรค์แจ้งเอาไว้

12 การนมัสการของวัวและลา (Adoration of the Ox and Ass) 

วัวและลาเป็นสัตว์ที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ตอนที่พระคริสต์ประสูติ แต่ในงานคริสตศิลป์และการประดับตกแต่งฉากการประสูติจนกระทั่งปัจจุบัน กลับขาดวัวและลาไม่ได้ งานศิลปะในยุคต้นคริสเตียนนั้น บางครั้งพบว่าวัวและลามีความสำคัญกว่าแม่พระและนักบุญยอแซฟเสียอีก 

การเพิ่มวัวและลาเข้ามาในฉากประสูติของพระเยซูเป็นที่ประทับใจของชาวคริสต์ เพราะแสดงถึงความต่ำต้อยของพระองค์ที่ประสูติท่ามกลางคอกสัตว์ ทั้งยังสอดคล้องกับคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ว่า “วัวยังรู้จักเจ้าของ ลายังรู้จักรางหญ้าของนายมัน แต่ชนชาติอิสราแอลประชาชนของพระเจ้า กลับไม่รู้จักพระองค์” (อิสยาห์ 1 : 3) ดังนั้นการที่มีวัวและลาในฉากประสูติจึงมิได้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เป็นการอุปมาว่า ชาวยิวไม่ต้อนรับพระผู้ไถ่ที่มาบังเกิด 

ส่วนวัวนั้นยังอาจมีความหมายถึงชาวยิว เพราะวัวเป็นสัตว์ใช้งานที่สะอาด เป็นเครื่องหมายของนักบวช เปรียบเสมือนชาวยิวที่แบกธรรมบัญญัติของโมเสสไว้ แต่กลับไม่รู้ความหมายที่แท้จริง จึงปฏิบัติตามบัญญัติอย่างเถรตรง ไม่เข้าใจกฎความรักของพระเป็นเจ้า

ส่วนลานั้นเป็นสัตว์ต่ำต้อยสกปรก มีความหมายถึงพวกนอกศาสนา (Pagan) ที่นับถือรูปเคารพของเทพเจ้านอกรีตต่างๆ พระคริสต์ประสูติท่ามกลางมนุษย์ 2 ประเภท และนำคนเหล่านี้กลับมาหาพระองค์

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
การนมัสการของวัวและลา เอกสาร Klosterneuburger Evangelienwerk Gen. 8 f. 8v จากเมือง Schaffhausen, หอสมุด Stadtbibliothek
ภาพ : www.e-codices.unifr.ch/en/list/one/sbs/0008

13 การนมัสการของหมอตำแย (Adoration of the Midwife)

หมอตำแยไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ แต่ปรากฏในหนังสือนอกสารบบคือพระวรสารของผู้ใช้ชื่อว่านักบุญมัทธิว และพระวรสารของนักบุญยากอบ กล่าวว่าโยเซฟออกไปตามหมอตำแยในหมู่บ้านเบธเลเฮม ในระหว่างนั้นเองพระนางมารีย์ก็มีประสูติกาลพระเยซูคริสต์ เมื่อโยเซฟกลับมาพร้อมกับหมอตำแย 2 คนชื่อซาโลเม่และเซเลมี (Salome and Zelemie) เห็นว่าพระนางคลอดอย่างเรียบร้อยแล้วก็ขออนุญาตตรวจร่างกาย 

ซาโลเม่เข้าไปตรวจพระนางมารีย์ก่อน และพบว่าเธอยังเป็นพรหมจารีอยู่ทั้งๆ ที่กำลังให้นมบุตร ก็ตกใจมากร้องเสียงดัง เมื่อเซเลมีได้ยินก็ไม่เชื่อว่านางยังเป็นพรหมจารี จึงขอตรวจดูบ้าง เมื่อมือของเธอสัมผัสกับร่างกายของมารีย์ ทันใดมือก็เหี่ยวแห้งไปทันที นางจึงอ้อนวอนขอโทษต่อพระนางที่มีความสงสัยเคลือบแคลง พระนางมารีย์จึงให้เธอนมัสการพระกุมารเยซู มือของเธอก็กลับหายเป็นปกติ เรื่องการรักษามือของหญิงสาวเช่นนี้ คล้ายคลึงกับนิทานเรื่องอนัสตาเซียซึ่งนิยมในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 15 อนัสตาเซียนั้นเกิดมาไม่มีมือ เมื่อเธอได้ไปอุ้มพระกุมารเมื่อแรกประสูติไว้ในอ้อมแขน พระเป็นเจ้าก็บันดาลให้มืออันสวยงามงอกขึ้นมาจากแขนของเธอ

14 การนมัสการของโหราจารย์ (Adoration of the Magi)

Adoration of the Magi ศิลปิน Gentile da Fabriano, 1423
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Adoration_of_the_Magi

การนมัสการของโหราจารย์เป็นเรื่องราวหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เป็นที่ประทับใจของผู้คน ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนและถูกต่อเติมรายละเอียดออกไปจนกลายเป็นเรื่องแฟนตาซีเหนือธรรมชาติ หัวข้อนี้ถูกหยิบยืมออกไปผลิตเป็นงานคริสตศิลป์อย่างกว้างขวาง และถูกตีความไปในแง่มุมต่างๆ มากมาย มีการฉลองวันพระคริสต์แสดงองค์ในวันที่ 6 มกราคม เป็นเครื่องหมายถึงการที่พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเพื่อมนุษย์ทั่วทั้งโลก มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะชนชาติอิสราเอลหรือชาวยิวเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น พระเป็นเจ้าทรงแสดงพระองค์ต่อคนนอกศาสนาด้วย 

ในยุคกลาง โหราจารย์เป็นตัวแทนของบรรดาพวกนอกรีตที่ใช้เวทมนตร์คาถาโหราศาสตร์ ที่ได้กลับใจเข้าสู่อ้อมแขนของคริสต์ศาสนา ยังมีการแต่งเติมตำนานว่า เมื่อพวกเขากลับไปยังดินแดนในภาคตะวันออกแล้ว ต่อมาก็ได้รับศีลล้างบาปเป็นคริสต์ศาสนิกชนจากนักบุญโทมัส อัครสาวก ซึ่งเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในอินเดียหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว ส่วนโหราจารย์ทั้งสามนั้นเมื่อสิ้นชีวิตลง ตามตำนานทองกล่าวว่า ศพของท่านได้ถูกนำไปยังเมืองมิลาน แล้วปัจจุบันย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่เมืองโคโลญ 

ในพระคัมภีร์ ปรากฏเรื่องราวของบรรดาโหราจารย์จากทางทิศตะวันออกในพระวรสารของนักบุญมัทธิวเพียงเล่มเดียวเท่านั้น มีรายละเอียดว่า

“ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรดพระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย มีโหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออกเดินทางมากรุงเยรูซาเล็ม และสืบถามว่ากษัตริย์ของชาวยิวที่ประสูติที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อทำนมัสการพระองค์ 

เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ ก็ทรงวุ่นวายพระทัยมาก ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนก็วุ่นวายใจไปด้วย กษัตริย์เฮโรดทรงให้ประชุมบรรดานักปราชญ์หัวหน้าสมณะถามพวกเขาว่าพระคริสต์จะประสูติที่ใด พวกเขาจึงค้นหารายละเอียดในพระคัมภีร์ และตอบว่าพระคริสต์จะประสูติในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย ดังนั้นกษัตริย์เฮโรดจึงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม กล่าวลวงว่าเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้รู้จะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย 

พวกเขาก็ออกเดินทางไป มีดวงดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏมาอีกครั้งหนึ่งและนำทางให้ มาหยุดนิ่งเหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร พวกเขามีความยินดีจึงเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์ จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ และเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์ แต่พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาในความฝันมีให้กับไปหากษัตริย์เฮโรดพวกเขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น (มัทธิว 2 : 1 – 12) 

เพราะเมื่อกษัตริย์เฮโรดทราบว่าโหราจารย์กลับบ้านของตนไปแล้วพระองค์ก็ทรงพิโรธมาก จึงสั่งให้ประหารเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 2 ปีในเมืองเบธเลเฮมและในดินแดนใกล้เคียง

15 โหราจารย์รู้จักพระคริสต์ได้อย่างไร

ในหนังสือตำนานทองกล่าวว่า โหราจารย์เหล่านี้เป็นลูกศิษย์สำนักเดียวกับประกาศกบาลาอัม (Balaam) (ประกาศกผู้หนึ่งในพันธสัญญาเดิม ซึ่งได้ทำนายว่าจะมีพระผู้ไถ่มาบังเกิด) นิมิตนั้นก็สืบทอดมาจากบรรดาบรรพบุรุษของพวกเขานั่นเอง คำทำนายกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นเขาแล้ว แต่ไม่ใช่บัดนี้ ข้าพเจ้ามองดูเขา แต่ไม่ใช่จากใกล้ๆ ดาวดวงหนึ่งจะขึ้นมาจากยาโคบ ธารพระกรจะรุ่งเรืองออกมาจากอิสราเอล” (กันดารวิถี 24 : 17) ซึ่งหมายความว่าจะมีพระผู้ไถ่เกิดจากเผ่าอิสราเอลของยาโคบ 

บรรพบุรุษของโหราจารย์ได้คัดเลือกลูกศิษย์ 12 คนเพื่อถ่ายทอดคำทำนายเหล่านี้ และหากผู้ใดผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย บุตรชายของเขาจะเป็นผู้สืบทอดคำทำนายนี้ขึ้นมาแทนที่บิดา และในทุกๆ ปีคนทั้ง 12 จะขึ้นไปยังภูเขา อาศัยอยู่บนนั้นเป็นเวลา 3 วัน เพื่อชำระร่างกายให้สะอาด สวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ทรงเผยแสดงให้พวกเขาเห็นดวงดาวที่ประกาศกบาลาอัมกล่าวทำนายไว้ก่อนหน้านี้ 

ในคัมภีร์นอกสารบบ ‘พระวรสารภาษาอาหรับ’ ซึ่งได้รับอิทธิพลของศาสนาทางตะวันออกเข้าไปมาก ถึงกับกล่าวว่าบรรดาโหราจารย์เหล่านี้ได้ฟังคำทำนายเรื่องกษัตริย์เกิดใหม่จากซาราธูสตรา ศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์ อันเป็นศาสนาที่บูชาไฟในแถบเปอร์เซียทีเดียว

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
รูปการนมัสการของโหราจารย์ ศิลปิน Giovanni di Paolo, 1450 
ภาพ : Washington national gallery

16 พระสุบินของพระเจ้ากรุงเปอร์เซีย

ในกรุงเปอร์เซียมีวิหารที่อุทิศให้เทพีจูโน (Juno) มีเทวรูปที่ทำจากเงินและทองประดิษฐานอยู่มากมาย วันหนึ่งพระราชาแห่งเปอร์เซียทรงพระสุบินแปลกประหลาด จึงไปที่วิหารนั้นเพื่อทำนายฝัน นักบวชฟังความฝันแล้วทำนายว่า “ขอยินดีกับพระองค์ตอนนี้เทพีจูโนทรงพระครรภ์แล้ว” พระราชาทรงประหลาดพระทัยมาก ถามว่า “ผู้ที่ตายไปแล้วจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร” 

นักบวชตอบว่า “เธอผู้ตายไปแล้วบัดนี้กลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และกำลังให้กำเนิดบุตร จูโนฟื้นคืนชีพแล้ว เธอจะไม่ได้ชื่อจูโนอันแปลว่าแผ่นดินอีกต่อไป แต่จะมีชื่อใหม่ว่าอูราเนีย ซึ่งแปลว่าสวรรค์ สมญานามของเธอคือ น้ำพุนิรันดร ซึ่งจะไหลไปหล่อเลี้ยงมนุษยชาติ น้ำพุซึ่งมีปลาเพียงตัวเดียว แต่มนุษย์ทั้งโลกจะกินเนื้อของมันได้พอเพียงราวกับกินปลาทั้งมหาสมุทร เธอปฏิสนธิด้วยอำนาจของพระผู้สร้าง และจะให้กำเนิดบุตรของพระผู้สร้าง ชื่อแท้จริงของเธอคือ มิเรียม” (มิเรียมเป็นสำเนียงหนึ่งของคำว่า มารีย์) 

พระเจ้ากรุงเปอร์เซียทรงโสมนัสมากจึงทรงส่งโหราจารย์ ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของพระองค์ให้ออกไปแสวงหาว่ากษัตริย์ที่จะประสูติใหม่นั้นอยู่ที่ใด โดยส่งมอบของขวัญไปด้วย ตำนานเช่นนี้คงเป็นความพยายามกลืนศาสนาดั้งเดิมของทั้งชาวกรีกและศาสนาของชาวอาหรับ

17 ดาวแห่งเบธเลเฮม

ดวงดาวแห่งเบธเลเฮมเป็นดาวประหลาดเคลื่อนไหวได้ และนำบรรดาโหราจารย์ไปเฝ้าพระกุมารเยซู ซึ่งเป็นที่ประทับใจชาวคริสต์มาก ด้วยเป็นเรื่องราวอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ จนมีนักปราชญ์และนักดาราศาสตร์หลายท่านพยายามค้นหาว่าดวงดาวนี้คืออะไรกันแน่ 

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 14 มีการค้นพบดาวหางฮัลเลย์เป็นครั้งแรก ก็มีผู้สรุปไปว่าดาวหางฮัลเลย์ก็คือดวงดาวแห่งเบธเลเฮมนั่นเอง อย่างไรก็ตามนักบุญมัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสารคิดว่าดวงดาวนี้เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ เราไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานทางวิชาการหรือวิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์นี้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงบริบททางตำนานและศาสนา

ส่วนในหนังสือตำนานทองกล่าวว่า ในเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงประสูตินั้นเอง ดาวดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือภูเขาที่พวกโหราจารย์กำลังเฝ้ามองอยู่ มีลักษณะเป็นรูปกุมารผู้หนึ่ง ใต้ศีรษะของกุมารนั้นมีรูปกางเขนกำลังเปล่งรัศมี ดาวดวงนั้นได้กล่าวกับโหราจารย์ว่า “จงไปยังดินแดนแห่งยูเดีย แล้วพวกท่านจะได้พบกษัตริย์ที่พวกท่านกำลังแสวงหา ผู้ซึ่งประสูติมาจากหญิงพรหมจารีย์” 

บรรดาโหราจารย์ได้ติดตามดวงดาวนั้นไป จนกระทั่งดาวมาหยุดอยู่ที่บ้านที่พระกุมารประทับ บางตำนานกล่าวว่าดาวตกลงไปในบ่อน้ำที่พระนางมารีย์ตักเป็นประจำ และหากผู้ใดที่มีจิตใจบริสุทธิ์มองลงไปในบ่อน้ำก็จะเห็นดาวดวงนั้นคงอยู่ที่นั่น

18 จำนวนโหราจารย์

ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกแน่ชัดว่าโหราจารย์ที่มาจากทิศตะวันออกมีกี่คน ดังนั้นในศิลปะยุคต้นศาสนาคริสต์ ที่ปรากฏในอุโมงค์คาตาคอมบ์ (Catacomb) จึงแสดงภาพโหราจารย์แตกต่างกัน มีจำนวนตั้งแต่ 2 – 6 คน แต่ออไรเจิน (Origen) นักปราชญ์ยุคต้น เป็นบุคคลแรกที่วิเคราะห์ว่าโหราจารย์น่าจะมี 3 คนตามจำนวนของขวัญที่เขานำมาถวายให้พระกุมารเยซู จากนั้นจำนวนของโหราจารย์ก็คงที่เป็น 3 คน มาตลอด 

เลข 3 นี้ถูกตีความขยายรายละเอียดออกไปว่า หมายถึงผู้คนจาก 3 ทวีปทั่วโลก ซึ่งในขณะนั้นชาวยุโรปรู้จักโลกเพียง 3 ทวีปเท่านั้น คือยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เริ่มมีการแสดงภาพคนสีผิวต่างกัน นอกจากนั้นยังหมายถึงวัยของมนุษย์ 3 วัยตามความคิดของอริสโตเติลว่าประกอบด้วยวัยเยาว์ วัยกลางคน และวัยชรา ภาพลักษณ์ของโหราจารย์ที่แสดงออกในศิลปะจึงมักเป็นผู้ชาย 3 วัยหรือ 3 เชื้อชาติ ตามแต่การตีความของศิลปิน ซึ่งโดยความหมายหลักก็คือ พระคริสต์ทรงประสูติมาเพื่อคนทุกชาติภาษาทั่วโลก

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
The adoration of the Magi ศิลปิน Abraham Bloemaert, 1624
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Adoration_of_the_Magi
แท่นด้านหน้าโบสถ์ the Lady chapel of the Portuguese mission, London
ภาพ : Lawrence OP จาก Flickr

19 รายละเอียดของโหราจารย์

คำว่า Magi ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์ของ Magus นั้น แปลได้ใน 3 ภาษา ในภาษาฮิบรูแปลว่าอาจารย์ ในภาษากรีกแปลว่านักปรัชญา และในภาษาลาตินแปลว่า ‘ชาญฉลาด’ พวกเขามีชื่อเสียงมากในทางด้านสติปัญญา ในหนังสือตำนานทองได้กล่าวถึงชื่อของโหราจารย์ทั้งสามเป็นภาษาฮิบรู ภาษากรีก และภาษาลาตินไว้ว่า “ชื่อของทั้ง 3 นั้นเขียนเป็นภาษาฮิบรูว่า Galgalath, Magalath และTharath และเขียนในภาษากรีกว่า Appelius, Amerius, and Damascus หรืออาจเขียนในภาษาละตินว่า Jaspar, Melchior และ Balthasar” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราจะรู้จักชื่อของโหราจารย์ทั้งสามในภาษาละติน

เมลควายร์ (Melchoir) เป็นชายชราอายุ 60 ปี ผมเป็นสีขาว มีหนวดยาว เป็นผู้มอบทองคำแด่พระเยซู กัสปาร์ (Gaspar) เป็นชายหนุ่มอายุ 20 ปี มีผิวพรรณงดงามหน้าตาหมดจด เป็นผู้ถวายกำยานแด่พระคริสต์ คนสุดท้ายชื่อบัลทาซ์ (Balthasar) เป็นชายผิวดำอายุ 40 ปี เป็นผู้ถวายมดยอบให้พระเยซูคริสต์ 

บรรดาโหราจารย์เดินทางมาโดยไม่หยุดหย่อน ไม่กินและไม่ดื่ม พวกเขาเดินทางโดยใช้อูฐชนิดพิเศษ ซึ่งเดินทางระยะ 12 วันได้ในวันเดียว บางตำนานกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเดินทาง 2 ปีมาถึงอิสราเอล หลังจากเห็นดาวปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ฉะนั้น พวกเขาคงไม่ได้มาทันเวลาประสูติทันที แต่มาถึงหลังจากนั้นมาก สอดคล้องกับพระวรสารนักบุญมัทธิวที่กล่าวว่า เฮโรดสั่งประหารเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีลงมาเพราะกลัวว่ากษัตริย์ผู้ประสูติใหม่จะนำปัญหาวุ่นวายมาให้  เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ที่พระนางมารีย์นำพระกุมารไปถวายพระเป็นเจ้าในพระวิหารเมื่ออายุได้ 40 วัน (ซึ่งปรากฏในพระวรสารนักบุญลูกา) จึงถือว่าเป็นไปได้ โดยไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์ เพราะกษัตริย์เฮโรดยังไม่ทราบเรื่องนี้

20 ความหมายของบรรณาการ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
พรมแขวน ศิลปิน Edward Burne-Jones, 1887
ภาพ : Musée d’Orsay

บรรดาโหราจารย์ได้นำของขวัญ 3 อย่างมาให้พระเยซูกุมาร นั่นคือ ทองคำ กำยาน มดยอบ ของทั้ง 3 สิ่งนี้มีความหมายนั่นคือ ทองคำหมายถึงเครื่องบรรณาการของกษัตริย์ อันแสดงว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ กำยานเป็นเครื่องหอมที่ใช้ในศาสนา หมายถึงพระเยซูทรงเป็นสมณะผู้อุทิศตัวถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า และมดยอบเป็นเครื่องหอมใช้ผสมน้ำมันสำหรับเจิมหรือชโลมศพ หมายถึงพระเยซูจะต้องตายเพื่อลบล้างบาปให้กับมนุษย์ 

ทองคำของโหราจารย์นี้มีตำนานเล่าว่า เคยเป็นทองคำของเตราห์ พ่อของอับราฮัม และตกทอดมาถึงโยเซฟ เขาใช้ทองคำนี้ซื้อเครื่องเทศจากชาวเมืองชีบามาใช้ชโลมศพยาโคบผู้เป็นบิดา ในยุคพันธสัญญาเดิม นอกจากนี้ยังมีตำนานว่าของขวัญทั้ง 3 ชิ้นของโหราจารย์นั้นเคยเป็น ของที่เซ็ตบุตรชายของอาดัม มนุษย์คนแรกนำมาฝังไว้กับศพของบิดา ต่อมาได้ถูกย้ายไปฝังเอาไว้ในกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นใจกลางโลก และตกทอดมาเป็นสมบัติของพวกโหราจารย์อย่างน่าอัศจรรย์ 

ในหนังสือ คำบอกเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดในเปอร์เซีย เมื่อพระนางมารีย์และโยเซฟรับของขวัญจากโหราจารย์แล้ว พระนางก็มอบผ้าอ้อมผืนเล็กของพระกุมารให้กับพวกโหราจารย์เป็นของตอบแทน พวกเขาได้นำจิตรกรมาด้วย และได้ขออนุญาตพระนางมารีย์วาดภาพพระองค์อุ้มกุมารในอ้อมแขน นำกลับไปสักการะบูชาในบ้านเกิดของตัวเอง 

เมื่อถึงเปอร์เซียแล้ว พวกเขาได้สักการะผืนผ้าของพระกุมาร โดยจุดไฟขึ้นและโยนผ้านั้นลงในกองไฟ ผ้าก็ไม่ไหม้แต่อย่างใด เมื่อไฟมอด พวกเขาจะหยิบผ้านั้นขึ้นมาสัมผัสมือและศีรษะ ก่อนนำไปประดิษฐานในวิหารและจารึกว่า “ชาวเปอร์เซียอุทิศวิหารนี้ให้แก่พระสุริยะ พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ กษัตริย์ของพระเยซู ด้วยความยินดียิ่ง”  การเอ่ยถึงพระสุริยะซึ่งเป็นเทพพื้นเมืองมาก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งพยายามที่จะยกย่องศาสนาคริสต์เหนือศาสนาพื้นเมืองของชาวเปอร์เซีย โดยเฉพาะพวกโซโรอัสเตอร์

21 การแสดงพระองค์เป็นพระจักรพรรดิ

การนมัสการของโหราจารย์ยังถูกเปรียบเทียบกับการแสดงพระองค์เป็นพระจักรพรรดิของพระเยซู ในศิลปะโรมันนั้นมักจะมีธรรมเนียมการสร้างภาพพระจักรพรรดิทรงรับบรรณาการจากคนป่าเถื่อน ซึ่งประกอบด้วยชาวแอฟริกา ชาวเอเชีย และชาวยุโรปเหนือ โดยเฉพาะภาพของชาวปาร์เทียน (Parthian) ซึ่งมีเอกลักษณ์คือการใส่หมวกฟรีเจียน (phrygian cap) สวมเสื้อทูนิคสั้น และใส่รองเท้าบู๊ท พวกนี้นับถือศาสนาที่บูชาเทพมิทราส (Mithras) ศาสนาลึกลับจากดินแดนตะวันออกนี้แพร่กระจายเข้าไปในดินแดนโรมันด้วย และกลายเป็นที่นิยมของบรรดาทหารและขุนนาง มีสัญลักษณ์เป็นภาพเทพมิทราสกำลังฆ่าวัว 

ในยุคต้นศาสนามิทราสเป็นคู่แข่งของศาสนาคริสต์ที่เริ่มขยายตัวในอาณาจักรโรมัน ดังนั้นจึงปรากฏว่าในศิลปะยุคต้นคริสเตียนนั้นมักจะมีการแสดงภาพพระเยซูคริสต์ทรงรับบรรณาการจากโหราจารย์ที่แต่งตัวแบบชาวปาร์เทียน ซึ่งนอกจากจะได้รับอิทธิพลจากภาพการรับบรรณาการของจักรพรรดิโรมันแล้ว ยังเป็นการแสดงความเหนือกว่าของศาสนาคริสต์ต่อศาสนาเทพมิทราสอีกด้วย

อย่างไรก็ตามความนิยมการแสดงภาพโหราจารย์เป็นชาวปาร์เทียนนั้นก็มิได้เป็นที่นิยมอยู่นานนัก เมื่อเข้าสู่ยุคกลางและศาสนาคริสต์สามารถกำจัดศาสนาอื่นๆ จนกลายเป็นศาสนาหลักของยุโรปได้สำเร็จ ศาสนามิทราสเสื่อมสลายลงจนหายไป รูปลักษณ์ทางศิลปะของโหราจารย์ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นชนชาติอื่นๆ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
Far left end, lower register of the Dogmatic Sarcophagus (before mid-4th cent.): The Adoration of the Magi

22 โหราจารย์ผิวดำ (The Black Magus)

เมื่อมีการตีความว่าจำนวนเลข 3 ของโหราจารย์หมายถึงมนุษย์ 3 เชื้อชาติในโลก ก็เริ่มมีการแสดงออกทางศิลปะเป็นชายผิวขาวชาวยุโรป ชาวเอเชียนั้นแสดงแทนด้วยผู้ชายผิวเหลืองโพกศีรษะแบบชาวตะวันออกกลางหรือชาวเติร์ก ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นแทนด้วยชายแอฟริกันผิวดำ ในยุคกลางนั้นเชื่อกันว่ามนุษย์แบ่งออกได้เป็น 3 เชื้อชาติตามจำนวนลูกชายของโนอาห์ เมื่อน้ำท่วมโลกมีเพียงโนอาห์กับลูกชาย 3 คนชื่อฮาม (Ham) เชม (Shem) และจาเฟ็ต (Japheth) และภรรยาที่รอดมาได้ 

หลังจากแผ่นดินเริ่มแห้ง โนอาห์ก็ปลูกไร่องุ่น และนำผลผลิตมาบ่มหมักเป็นไวน์ เมื่อท่านถวายผลผลิตแรกให้พระเจ้าแล้ว ก็ดื่มไวน์จนเมามายและเริ่มถอดเสื้อผ้าเปลือยกาย บรรดาลูกชายเมื่อมาเห็นบิดาอยู่ในสภาพน่าอับอาย ก็รีบไปหาผ้ามาคลุมให้ แต่ฮามผู้เดียวกลับหัวเราะเยาะบิดา ในภายหลังเมื่อบิดาทราบเข้าก็สาปแช่งเขาให้ต้องเป็นข้ารับใช้รับใช้ของบรรดาพี่น้อง และเชื่อกันว่าลูกหลานของฮามคือคนผิวดำในทวีปแอฟริกานั่นเอง โหราจารย์ผิวดำคือบัลทาซาร์จึงเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากฮาม เขาเป็นผู้ถวายมดยอบอันเป็นเครื่องหอมที่ใช้ชโลมศพคนตาย เป็นสัญลักษณ์การกล่าวทำนายของ ‘การตายของพระบุตรพระเจ้า’ ด้วย

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
ประติมากรรมโหราจารย์ทั้งสาม คนขวาสุดเป็นชายผิวดำ
ภาพ : MET Museum

23 จากโหราจารย์กลายเป็นกษัตริย์

พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวเพียงว่าเหล่าผู้มาจากตะวันออกเหล่านี้เป็นโหราจารย์ (Magi แปลว่า นักปราชญ์หรือผู้ฉลาด) แต่ต่อมาสถานะของคนลึกลับเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ไปเป็นกษัตริย์ ทั้งนี้เกิดจากการที่บรรดานักปราชญ์ในศาสนจักรช่วงศตวรรษที่ 5 – 6 ตีความพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมว่า

“ขอบรรดากษัตริย์แห่งทาร์ซิสและหมู่เกาะทั้งหลายนำบรรณาการมาถวาย กษัตริย์แห่งเชบาและซาบานำของกำนัลมาถวายด้วย ขอกษัตริย์ทั้งหลายกราบถวายบังคมพระราชา และนานาชาติรับใช้พระองค์” (สดุดี 72 : 10-11) 

การวิเคราะห์เช่นนี้ส่งผลต่อคริสตศิลป์ในยุคกลางช่วงศตวรรษที่ 10 ลงมา เริ่มมีการแสดงภาพของท่านเหล่านี้แต่งกายด้วยเครื่องทรงแบบกษัตริย์ 

เมื่อเริ่มมีความคิดว่าโหราจารย์แท้จริงแล้วเป็นบรรดากษัตริย์ ก็มีการกำหนดให้แต่ละคนปกครองอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนตะวันออกของยุโรปด้วย โดยทั่วไปแล้วจะถือว่าพวกเขามาจากเปอร์เซีย อาหรับ และอินเดีย ตามการวิเคราะห์ของนักบุญยอห์น คริสซอสตอม (John Chrysostom) แต่ก็มีบางความคิดกล่าวว่ามาจากบาบิโลเนียและเยเมนด้วย 

นอกจากจะเริ่มมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นกษัตริย์แล้ว ในยุคศตวรรษที่ 14 เริ่มมีความนิยมที่จะวาดรัศมีกลม (Halo) รอบศีรษะของโหราจารย์เหล่านี้ด้วย นั่นคือเริ่มมีความคิดว่าพวกเขามีสถานะเทียบกับนักบุญ (หลังจากได้รับศีลล้างบาปจากนักบุญโทมัสเมื่อท่านเดินทางไปอินเดียในภายหลัง) ดังนั้นในช่วงยุคกลางจึงเริ่มมีขนบการบูชาพระธาตุของพวกท่านที่เมืองโคโลญ และกำหนดวันถึงแก่กรรมของพวกท่านขึ้นมาด้วย บรรดาชาวบ้านเริ่มมีการเคารพบูชาโหราจารย์เหล่านี้ โดยเฉพาะพวกทำคุณไสยเวทมนต์

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
Adoración de los Reyes Magos by El Greco, 1568 
ภาพ : Museo Soumaya, Mexico City

24 เหตุการณ์อัศจรรย์ในกรุงโรม

ในคืนที่พระคริสต์ประสูตินั้นเอง มีเครื่องหมายอัศจรรย์ปรากฏบนท้องฟ้า ซึ่งเห็นได้ทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ กัน ในกรุงโรมนั้นพระจักรพรรดิออกัสตัสทรงเป็นใหญ่เหนือกว่าทุกคนในโลก บรรดาประชาชนอยากจะบูชาพระองค์ในฐานะเทพเจ้า แต่ทรงห้ามปรามไว้ ในคืนนั้นพระองค์แลเห็นความผิดปกติบนท้องฟ้า จึงสงสัยว่าจะมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์มาเกิดใช่หรือไม่ จึงตรัสเรียกคนทรงหญิงมาไต่ถาม คนทรงนั้นเข้าทรงแล้วเห็นภาพพระอาทิตย์ทรงกลด ภายในมีหญิงพรหมจารีผู้หนึ่งนั่งบนแท่นบูชา อุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขน มีเสียงดังว่า “นี่คือแท่นบูชาแห่งสวรรค์” คนทรงอธิบายนิมิตนั้นให้จักรพรรดิฟัง และเชิญชวนให้พระองค์ไปนมัสการ แต่พระองค์ทรงนิ่งเสีย ในเวลาต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองก็มีโบสถ์สร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นพระราชวังหลวงนั้น โบสถ์นั้นมีชื่อว่า “โบสถ์แม่พระผู้เป็นแท่นบูชาแห่งสวรรค์”

ส่งท้าย

ตำนานต่างๆ ที่แต่งเติมสีสันให้คริสตจักรในยุคกลางเหล่านี้ ในปัจจุบันถูกชำระออกไปโดยศาสนจักรและนักปราชญ์ทางศาสนา เพราะถือว่าเป็นเรื่องราวที่ปลอมปนเข้ามา และเข้าข่ายปลอมพระคัมภีร์ และแทนที่จะนำพาชาวบ้านไปสู่แสงสว่างทางปัญญา กลับพาให้หลงไปกับเรื่องราวปลีกย่อยอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ 

กระนั้นก็ตาม เรื่องราวเหล่านี้กลับสะท้อนความเชื่อซื่อๆ ของชาวบ้านและนักปราชญ์ในยุคนั้น ที่พวกเขาพยายามแสวงหาพระเป็นเจ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะรู้จักพระองค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลเพียงเล่มเดียวอาจไม่จุใจเพียงพอ เทวตำนานปกรณัมจึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มและอุดช่องคำถามต่างๆ ที่ชาวบ้านถามกันไม่หยุดหย่อน ว่าเหตุใดพระคริสต์จึงทำอย่างนั้น ทำไมพระแม่มารีย์จึงทำอย่างนี้ 

พวกเขาค้นคว้าและตอบคำถามกันด้วยเครื่องมือและตำราเท่าที่มีอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะเข้าถึงพระเป็นเจ้า เป็นเหมือนกับบรรดาโหราจารย์ (Magi) จากดินแดนตะวันออกไกล ที่มาเฝ้าพระกุมารเยซูในคืนวันประสูติ พวกเขามีเพียงดวงดาวแห่งเบธเลเฮมดวงเดียวเท่านั้น แต่ก็พบกับพระเป็นเจ้าในร่างมนุษย์ได้ 

และเมื่อหวนกลับมานึกถึงมนุษย์เราในยุคปัจจุบัน เรามีสารพัดตำรา ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต อย่างเพียบพร้อม เมื่อกดเสิร์ชกริ๊กเดียวก็ค้นออกมาได้นับหมื่นๆ เรื่อง ว่าพระเยซูเป็นใคร แต่เราเคยใช้เครื่องมือเหล่านี้แสวงหาพระองค์บ้างหรือไม่ ดังนั้นในโอกาสคริสต์มาสนี้ เชิญชวนให้พี่น้องทุกท่านลองตั้งคำถามเล่นๆ กับตัวเองก็ได้ว่า ฉัน ในฐานะเอทิสต์ ศาสนิกชน หรือต่างศาสนิกชน มุมมองของท่านต่อพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร แล้วทำไมหนอ เสียงของเด็กน้อยที่เกิดในรางหญ้าเล็กๆ คนนี้ จึงเป็นเสียงที่ได้ยินไปทั่วทั้งโลก

สุขสันต์วันพระคริสตสมภพครับ

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load