หลังจาก The Cloud ได้คุยกับ American Standard ไปแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับอีกหนึ่งแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำของเครือลิกซิล (LIXIL Group) อีกครั้ง แต่เป็นแบรนด์ที่กำเนิดโดยชาวเยอรมัน 

GROHE (โกรเฮ่) แบรนด์ชั้นนำของโลกที่โดดเด่นด้านก๊อกน้ำและฝักบัว จำหน่ายมากกว่า 150 ประเทศ มีความรู้และความเชี่ยวชาญมากกว่า 86 ปี ได้รับ Award-Winning ด้านดีไซน์มากมาย รวมทั้งติดอันดับหนึ่งใน 50 บริษัทเปลี่ยนโลก (Change The World) จัดโดยนิตยสาร Fortune ไม่ได้แค่ผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้น้ำ แต่กำลัง Shaping the Future of Water เปลี่ยนนิยามและประสบการณ์การใช้

หลายคนอาจคิดว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องเน้นด้านฟังก์ชัน แต่แนวคิดของ GROHE กลับเน้นการออกแบบที่คำนึงถึงสุนทรียะและอารมณ์ อยากให้คนรู้สึก Joyful ระหว่างใช้น้ำ พร้อมผสานคุณค่าทั้ง 4 มิติที่เป็นหัวใจหลัก คือ คุณภาพ ดีไซน์ เทคโนโลยี และความยั่งยืน ทำให้พบ GROHE ได้ตามโรงแรม 5 ดาวทั่วโลก 

วันนี้ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าว่าความหมายของ Pure Freude an Wasser ว่าความเบิกบานของการใช้น้ำนั้นเป็นอย่างไร 

1. กำเนิดและเติบโตด้วยการควบรวมกิจการของชาวเยอรมัน

ชื่อ GROHE มาจากผู้ก่อตั้ง Friedrich Grohe ชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งกิจการด้วยการซื้อบริษัท Berkenhoff & Paschedag ใน ค.ศ. 1936 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Friedrich Grohe ใน ค.ศ. 1948 

ตลอดเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ GROHE ได้ควบรวมกับบริษัทอื่นๆ ที่มีจุดแข็งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากมาย เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยจุดแข็งของแบรนด์ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำ ต่อมาจึงได้รวมเข้ากับเครือบริษัทลิกซิลใน ค.ศ. 2014 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร การเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลกได้จึงไม่โดดเดี่ยว แต่มีแรงสนับสนุนจากกลุ่มเครือบริษัทครอบครัวด้วยกัน

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

2. แบรนด์ที่คิดค้นสารพัดนวัตกรรมก๊อกน้ำทันสมัยในทุกยุค

ตั้งแต่ระบบเทอร์โมสแตท (Thermostat)

ก๊อกผสมอัตโนมัติที่ผสมน้ำร้อน-เย็นให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการอย่างรวดเร็วใน ค.ศ. 1956

ก๊อกผสม One Hand Mixer ก๊อกที่ผสมน้ำร้อน-เย็นได้ด้วยมือเดียว เก่าแก่คลาสสิกรุ่นแรกใน ค.ศ. 1968

การเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับก๊อกน้ำใน ค.ศ. 2004

ก๊อกครัวที่ผลิตน้ำดื่มสปาร์คกลิ้งได้ใน ค.ศ. 2017

การผลิตก๊อกน้ำด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติ ทำให้เกิดสินค้าระดับ Iconic อย่าง 3D Icon รุ่น Atrio และ Allure Brilliant ใน ค.ศ. 2019 และอีกมากมาย

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

เหล่านี้คือผลงานของ GROHE ที่ทำให้การใช้น้ำในแต่ละวันสะดวกสบาย มีก๊อกน้ำหน้าตาทันสมัยที่มาพร้อมนวัตกรรมออกมาใหม่เสมอในแต่ละยุค

3. แบรนด์ Global ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกเพราะเข้าใจ Mega Trends

เมื่อเป็นแบรนด์ระดับโลก สิ่งที่นักออกแบบต้องทำก่อนออกแบบสินค้าคือ วิจัยหา Mega Trends หรือเทรนด์ที่มีอิทธิพลระดับโลกในระยะเวลายาวนานหลายสิบปี ด้วยการสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตในบ้านที่เปลี่ยนไป รวมถึงคุณค่าใหม่ที่คนมองหาจากอุปกรณ์ในห้องน้ำหรือห้องครัว

สำหรับ​ Mega Trends ในปัจจุบันนั้นมี 5 อย่าง

หนึ่ง New Living Space จากพื้นที่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำที่มักมีผนังแบ่งกั้นชัดเจนในสมัยก่อน เน้นใช้ทำธุระทางสุขาหรืองานครัวให้เสร็จไปเท่านั้น หากสังเกตคอนโดมิเนียมและโรงแรมหรูสมัยนี้ จะเห็นว่าเส้นแบ่งขอบเขตห้องเหล่านี้เริ่มเลือนหายไป ห้องน้ำกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของห้องนอน และห้องครัวเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องนั่งเล่น จากพื้นที่ส่วนตัวกลายเป็นที่สังสรรค์และตกแต่งให้สวยงามเพื่อรับแขก 

ส่งผลให้เกิดเทรนด์ที่สอง คือ Consumer becomes the Creator คนในบ้านอยากตกแต่งห้องครัวและห้องน้ำที่บ่งบอกสไตล์ตนเอง ทั้งนี้เพราะใช้เวลาผ่อนคลายอยู่ในบ้านมากขึ้นด้วย

เทรนด์ที่สาม สี่ และห้า คือ Simplicity Seekers, Taking Control และ Intelligence Life Management สินค้าต้องใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ในขณะเดียวกันผสานการใช้เทคโนโลยีเพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยสูง เพื่อให้ใช้ชีวิตสมาร์ท เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ 

4. In-House Designer Team ที่ออกแบบโดยทำความเข้าใจความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคแต่ละประเทศ และคงมาตรฐานทั่วโลกไว้ได้ 

GROHE เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบ รางวัลออกแบบที่โดดเด่น คือ Red Dot Design Award และอีกหลายรางวัลการันตีสินค้าดีไซน์คุณภาพ 

เคล็ดลับของการออกแบบที่ดีคือ ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ทาง GROHE จึงมีทีมนักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมีสตูดิโอออกแบบกระจายอยู่หลายแห่งทั่วโลก เพื่อวิจัยความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

แม้สินค้าในแต่ละประเทศมีคอลเลกชันแตกต่างกันบ้างตามความนิยมที่ต่างกัน แต่ล้วนคุมมาตรฐานของแบรนด์ได้คงที่ทั่วโลก ด้วยการยึดถือใน 4 คุณค่าหลักของแบรนด์ คือ คุณภาพ ดีไซน์ เทคโนโลยี และความยั่งยืน

เมื่อมี 4 อย่างนี้ ไม่ว่าสินค้าจะมีรายละเอียดแตกต่างกันแค่ไหนในแต่ละประเทศ ก็ส่งมอบประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ในนามแบรนด์ GROHE ได้เหมือนเดิม

5. Emotional Design ที่ส่งมอบประสบการณ์และความรู้สึก Enjoy การใช้น้ำ

งานออกแบบของ GROHE คำนึงถึงสุนทรียะและอารมณ์ความรู้สึกในการใช้มากกว่าแค่ประโยชน์ใช้สอย 

Pure Freude an Wasser เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า Pure Joy of Water ความรู้สึกเพลิดเพลินที่เหนือความคาดหมาย เปลี่ยนการอาบน้ำในวันธรรมดาให้รื่นรมย์ เปลี่ยนการใช้ก๊อกน้ำในครัวให้ราบรื่นยิ่งขึ้น

แค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อย ก็เปลี่ยนประสบการณ์ทั้งหมด ทั้งองศาที่คำนวณมาให้สะดวกสบายแก่การเปิดก๊อกน้ำที่สุด ความสมมาตร ความโค้งมนที่เรียบบางในแบบ Sensual Minimalism เพื่อให้ประสบการณ์การใช้ไหลลื่นที่สุด

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

สายน้ำจากฝักบัว GROHE ก็สามารถสร้างความ Enjoy ได้ในหลากหลายรูปแบบเหมือนอยู่ในสปา อย่างฝักบัวระดับอัลตร้าลักซูรี่ AquaSymphony  ที่ให้สายน้ำที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ เช่น Drizzle ละอองน้ำเย็นเติมความมีชีวิตชีวาให้สัมผัสเหมือนการฉีดน้ำแร่ Waterfall ม่านน้ำตกขนาดใหญ่ สร้างความสดชื่นเต็มอิ่มในการอาบน้ำ หรือ Rain สายน้ำละอองนุ่มดั่งสายฝนที่นุ่มนวล 

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

การใช้ก๊อกน้ำและฝักบัวที่เราใช้กันอยู่ทุกวันจนชิน มีรายละเอียดในประสบการณ์การใช้ที่มากกว่าแค่เปิดและปิดหรือทำความสะอาดร่างกาย แบรนด์เชื่อว่าเมื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น จากการดึงก้านโยกมาเป็นการกดปุ่ม หรือปรับการไหลของสายน้ำให้ได้สัมผัสที่แตกต่าง ก็จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเบิกบานขึ้น

6. Freedom of Choice อิสระในการบ่งบอกสไตล์ของผู้ใช้

GROHE เชื่อว่าสีสันบ่งบอกบุคลิกของเจ้าของห้อง สีสันของก๊อกน้ำและฝักบัวที่หลากหลายจึงเปิดโอกาสให้เป็นตัวของตัวเอง นำแฟชั่นมาสู่ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ ยกระดับความหรูหราที่มากกว่าการใช้งาน

เนื่องจากเป็นแบรนด์ขายทั่วโลก จึงต้องเลือกสีที่ทั้งสง่างามและทันสมัยแบบไร้กาลเวลาเข้ากับวัสดุและ Mood ห้องได้หลายโทน Mix & Match กับส่วนอื่นของห้องได้ทั้ง ก๊อกน้ำ ฝักบัว และแอคเซสเซอรี่อื่นๆ ในห้องน้ำ 

เราอาจนึกไม่ถึงว่าเฉดสีของอุปกรณ์ในห้องน้ำมีความหลากหลาย และต่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้ง Nickel สีทองอ่อนที่อ่อนโยนเรียบง่าย นึกถึงธรรมชาติที่เงียบสงบและโทนห้องอบอุ่น  Cool Sunrise เฉดสีทองสว่างเข้มขึ้นมา สำหรับคนอยากได้พลังสีที่เปล่งประกาย หรูหรา Hard Graphite สีโทนเทาเข้ม ให้ความรู้สึกเท่ เคร่งขรึม เข้ากับห้องคอนกรีตหรือไม้สีอ่อน Warm Sunset หรือ Rosegold สีทองอมชมพูแบบหวานๆ หรือเฉดสีสเตนเลสที่เรียบง่ายอย่าง Super Steel 

ไม่ว่าโทนห้องสีเข้มหรือสว่าง อยากตกแต่งแบบคอนทราสต์จัดจ้านหรืออบอุ่น สีของอุปกรณ์เหล่านี้เปิดทางเลือกความเป็นไปได้ของการตกแต่งห้อง ที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น 

นึกภาพมีสีฝักบัวหรือก๊อกน้ำให้เลือกถึง 10 เฉดสี หลากหลายดีไซน์ ภาพอุปกรณ์ห้องน้ำและห้องครัวแบบเดิมที่ชินกับโครเมี่ยมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

7. การเติบโตที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ ด้วยนโยบายด้านความยั่งยืนแบบ 360 องศา 

ความยั่งยืนหมายถึงความรับผิดชอบ รับผิดชอบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดการใช้ทรัพยากรและมีอายุการใช้งานยาวนาน กระบวนการผลิตที่เน้นการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์ที่ปราศจากพลาสติก รวมถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

ในกระบวนการผลิต GROHE ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงาน คิดค้นนวัตกรรมลดมลพิษ รักษาพลังงานน้ำให้ได้มากที่สุด ใช้เทคโนโลยีอย่างการพิมพ์ 3 มิติ ช่วยลดการใช้วัสดุอย่างสิ้นเปลือง ทำให้บรรลุเป้าหมาย GROHE Goes ZERO การผลิตแบบปลอดคาร์บอน เป็นตัวอย่างให้โรงงานอื่นๆ ที่อยากผลักดันเรื่องความยั่งยืนทั่วโลก

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญ คือการวางแผนลดปริมาณพลาสติก GROHE ริเริ่มนโยบายลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนเป็นเลือกใช้วัสดุทดแทนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณสมบัติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มโครงการใน ค.ศ. 2018 จนถึงมิถุนายน ค.ศ. 2021 ได้มีการลดการใช้พลาสติกลงไปแล้วถึง 32 ล้านชิ้น และยังคงดำเนินการเพื่อลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลงจนเป็นศูนย์  

Pure Joy of Water จึงไม่ได้หมายถึงสโลแกนในแง่ประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นความตั้งใจรักษาทรัพยากรน้ำที่บริสุทธิ์ให้คนรุ่นต่อไป

8. ติด Top 50 บริษัทเปลี่ยนโลก (Change The World) ด้วยเทคโนโลยีช่วยโลก

ด้วยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ส่งผลดีต่อสังคม นวัตกรรมสินค้าที่ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน ลดปริมาณขยะ กระบวนการผลิตที่หลีกเลี่ยงของเสีย และรีไซเคิลน้ำ 99 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ในการผลิต ส่งผลให้ GROHE ได้รับเลือกให้ติดอันดับบริษัทเปลี่ยนแปลงโลกจากนิตยสาร Fortune และยังเป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันบริษัทแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ด้วย

เทคโนโลยีของ GROHE ยังช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืน อย่างนวัตกรรม GROHE DripStop ลดน้ำหยดจากฝักบัวหลังปิดใช้งาน ไร้น้ำหยด ลดความสิ้นเปลืองน้ำ หรือเทคโนโลยี GROHE Silkmove ES ที่ออกแบบให้ตำแหน่งตรงกลางของก้านโยกเป็นน้ำเย็น ลดการใช้น้ำผสมอย่างไม่จำเป็น 

การประหยัดทรัพยากรเกิดขึ้นได้ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบอย่างใส่ใจรายละเอียด การประหยัดน้ำและพลังงานเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หากรวมกันหลายๆ บ้านทั่วโลก ก็ส่งผลอย่างมหาศาลให้โลกได้เช่นกัน

9. ลูกค้าประทับใจจากการลองใช้ในโรงแรม 5 ดาวทั่วโลก

ด้วยคุณภาพ ดีไซน์ และความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทำให้โรมแรม 5 ดาวชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง หรือออสเตรเลีย ต่างใช้ GROHE เป็นแบรนด์สำหรับอุปกรณ์ในห้องน้ำ  

ตลาดเอเชียนับว่าเป็นตลาดหลักแห่งหนึ่งของแบรนด์ เพราะคนเอเชียคาดหวังต่อความหรูหราสูงกว่ายุโรป ลูกค้ามองหาคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมยินดีจ่ายเงิน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง

โรงแรมเหล่านี้มักเป็นสถานที่ที่แนะนำให้ลูกค้าได้รู้จัก GROHE และลองใช้ครั้งแรก เมื่อประทับใจ เพลิดเพลินกับการใช้เวลาผ่อนคลายที่โรงแรม ทำให้จดจำแบรนด์ได้ และนึกถึงเมื่อถึงเวลารีโนเวตบ้าน

ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผู้คนใช้เวลาในบ้านมากขึ้น ทำให้เร่ง Mega Trends การตกแต่งห้องน้ำและห้องครัวที่แบรนด์คาดการณ์ไว้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้นอีก

ในสถานการณ์ที่ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปพักผ่อนตามโรงแรมได้สะดวกอย่างเดิม แต่ก็ยังสามารถสร้างประสบการณ์การใช้ห้องน้ำเหมือนอยู่ในโรงแรม 5 ดาวได้ เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์ในห้องน้ำ และการเปลี่ยนก๊อกน้ำ ฝักบัวในบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แค่ใช้สินค้าที่ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งง่าย ใช้เวลาไม่นานก็ได้ห้องน้ำใหม่ สวย หรูเหมือนยกโรงแรมมาไว้ที่บ้าน 

10. กล้าให้คำสัญญาด้านคุณภาพ เพราะทดสอบการใช้หลายแสนครั้ง

เยอรมนีขึ้นชื่อเรื่องสินค้าคุณภาพสูงและการใส่ใจในรายละเอียด

ก่อนปล่อยสินค้าออกสู่ตลาด บริษัทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มข้น ทั้งทดสอบพื้นผิว ประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึง Life Cycle ของสินค้า ตัวอย่างเช่น ก๊อกน้ำจะมีทดสอบการใช้งานถึง 210,000 รอบ เปรียบเสมือนการใช้งานจริงถึง20 ปี รวมทั้งยังมีการรับประกันว่าจะมีอะไหล่สินค้าไว้บริการถึงแม้สินค้ารุ่นนั้นจะยกเลิกผลิตไปแล้วถึง 10 ปี 

แม้อุปกรณ์เหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งที่คนซื้อใหม่ทุกปี แต่ทุกคนล้วนใช้หลายครั้งต่อวัน มีประสบการณ์การใช้ สัมผัสก๊อกน้ำและฝักบัวในทุกๆ วัน หากใช้แล้วคุณภาพดี เมื่อถึงเวลาต้องซื้อใหม่ ทำให้นึกถึง GROHE

สิ่งนี้เป็น Brand Promise ที่เป็นยิ่งกว่าคำสัญญาแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริง 

ภาพ : GROHE

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ถ้าให้คิดถึงแบรนด์สินค้าที่อายุเกือบๆ ร้อยปี ก็คงจะคิดได้หลายชื่อ และภาพที่มากับมันก็จะเป็นความคลาสสิกไร้กาลเวลา แต่ KITKAT ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่บอก เราว่าหลายคนก็คงไม่เชื่อว่าอีกแค่ 17 ปี แบรนด์นี้ก็จะครบรอบศตวรรษแล้ว และแม้สโลแกนอันโด่งดังจะบอกว่าให้พักบ้างก็ได้ แต่แบรนด์คิทแคทไม่เคยหยุดพักทำเรื่องสนุกใหม่ๆ เลย

วันนี้ The Cloud ได้มานั่งพักและนั่งคุยกับ คุณเกรียงศักดิ์ สำราญทรัพย์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจอินโดไชน่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตจากบริษัทเนสท์เล่ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่องของคิทแคท

ใครจะเชื่อว่าแบรนด์นี้อยู่บนโลกมาแล้ว 83 ปี ถ้าเทียบเป็นคนก็เรียกได้ว่าเป็นคุณปู่ที่ผ่านอะไรมามากมาย แต่ทุกวันนี้เรายังไม่รู้สึกว่าคิทแคทแก่เลย มารู้จักคุณปู่ที่ใจยังวัยรุ่นคนนี้กัน

1. จุดเริ่มต้นมาจากร้านพายเนื้อชื่อ KIT CAT

แรกเริ่มเดิมทีคำว่า คิทแคท ไม่เกี่ยวอะไรกับช็อกโกแลตเลย คิทแคทในสมัยศตวรรตที่ 17 มาจากชื่อของ คุณคริสโตเฟอร์ แคตลิง (Christopher Catling) เขาตั้งชื่อพายเนื้อของเขาว่า KIT CAT อันมีที่มาจากชื่อย่อของเขา พายของคริสโตเฟอร์มีผู้ชื่นชอบจำนวนมาก ก็เลยมีกลุ่มคนที่ชอบมาพูดคุยกันเรื่องการเมืองและทานพายที่ร้านของเขาจนต่อมาได้ตั้งเป็นกลุ่มชื่อ KIT CAT Club

KITKAT
2. ชื่อเดิมฉบับเต็มของคิทแคทมาจาก คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์

ขนมเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1935 โดยบริษัทผลิตขนมชื่อ Rowntree’s ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ตอนแรกใช้ชื่อว่า คิทแคท ช็อกโกแลต คริสป์ และอีก 2 ปีต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเหลือเป็นแค่คิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk/


3. โจทย์แรกของคิทแคท คือขนมที่พกใส่กระเป๋าทำงานได้

แนวความคิดของช็อกโกแลตคิทแคทมาจากพนักงานในโรงงานของโรวน์ทรีส์ที่อยากจะได้ขนมที่สามารถพกใส่กระเป๋าไปทำงานได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์คิทแคทที่ยาวนานมา 80 กว่าปี

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


4. เหตุผลที่คิทแคทเกิดมาเป็นขนมให้หักแบ่งและห่อฟอยล์เก็บไว้กินได้

รูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของคิทแคทเป็นช็อกโกแลต 4 แท่งวางเรียงกันใน 1 ห่อ ขนาดพอจะใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้พอดีๆ ไส้กลางเป็นเวเฟอร์กรอบๆ และหุ้มด้วยช็อกโกแลตแบบไม่หนามาก ทำให้สามารถหักแบ่งมากินเป็นคำเล็กๆ แล้วก็ห่อเก็บเอาไว้กินต่อได้ ความกรอบของเวเฟอร์และรสชาติของช็อกโกแลตที่ไม่เข้มข้นจนเกินไปทำให้คิทแคทเป็นช็อกโกแลตที่ทานได้บ่อยๆ แบบไม่รู้สึกผิด เหมือนกับการที่คนทำงานก็สามารถอนุญาตให้ตัวเองพักเหนื่อยได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดเช่นกัน “บางทีเราก็ต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังนิดเดียว ไม่ได้ต้องการพักแบบไปนอนที่ทะเลอะไรอย่างนั้น นี่แหละครับที่เป็นเวลาของคิทแคท” เกรียงศักดิ์เล่าให้ฟังถึงเนื้อแท้ของความเป็นคิทแคท

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk


5. ‘Have a break, have a KITKAT’ หนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลก

คิทแคทมีคำโฆษณาที่ฮิตติดหูคนมามากกว่า 60 ปีที่บอกว่า ‘Have a break, have a KITKAT’ สร้างสรรค์โดย โดนัลด์ กิลเลส บริษัทเจ ดับบลิวที ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คำโฆษณานี้เป็นหนึ่งในคำโฆษณาที่ถูกใช้มานานที่สุดในโลกและก็ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ตามยุคสมัยอย่างสนุกสนาน เกรียงศักดิ์ยังบอกเราด้วยว่า “คำว่าเบรกในภาษาอังกฤษมีความหมายทั้งหยุดแล้วก็หัก ซึ่งเข้ากับแบรนด์คิทแคทที่ออกแบบเอาไว้ให้ค่อยๆ หักกิน” ส่วนคำแปลภาษาไทยคือ ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ก็ถือว่าเป็นคำแปลที่ลงตัวมาก

KITKAT

ภาพ : J. Walter Thompson London
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Netherland

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London

KITKAT

ภาพ: Twitter/Kitkat


6. การทำโฆษณาแบบที่เล่นกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นจุดแข่งของคิทแคท และเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์ยังดูทันสมัยอยู่เสมอ

ไม่ว่ามีเหตุการณ์อะไรที่คิทแคทเห็นว่าจะลงไปมีส่วนร่วมได้เราก็จะเห็นงานสร้างสรรค์สนุกๆ จากคิทแคทตลอด ที่เราว่ามันเจ๋งที่สุดคือการส่งคิทเคทไปปลอบใจ ฟีลิกซ์ บามการ์ตเนอร์ (Felix Baumgartner) นักดิ่งพสุธาชาวออสเตรเลีย ถึงนอกโลกเมื่อปี 2012 ฟีลิกซ์วางแผนว่าจะขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (20 ไมล์จากพื้นโลก) แล้วดิ่งพสุธากลับลงมา แต่กลายเป็นว่าเขาต้องรออยู่บนอวกาศนานกว่าที่คาดเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย คิทแคทเลยโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อให้กำลังใจเขาว่า น่าจะต้องรอนานนิดหนึ่งนะ และเมื่อโพสต์นี้กลายเป็นกระแส คิทแคทก็ไม่หยุดแค่นั้น พวกเขายังส่งคิทแคทขึ้นไปที่ชั้นบรรยากาศจริงๆ ด้วย เหล่าครีเอทีฟจากเจ ดับลิวที ประเทศอังกฤษ ใช้บอลลูนตรวจสภาพอากาศติดกล้อง GoPro ส่งคิทแคทไปจนถึงชั้นบรรยากาศโลกแล้วถ่ายภาพกลับลงมา

ไม่โม้ ทำจริง!

KITKAT

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson London


7. ครั้งหนึ่งคิทแคทเคยเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

คิทแคทเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่แทบไม่ผ่านการรีแบรนด์เลย โลโก้ของคิทแคทเป็นตัวหนังสือสีแดงบนพื้นขาวมาตลอด ยกเว้นตอนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นมขาดแคลนทั่วโลกเลยทำให้คิทแคทต้องลดปริมาณนมในช็อกโกแลตลงและเปลี่ยนหีบห่อเป็นสีน้ำเงินเพื่อบอกถึงสูตรที่เปลี่ยนไป เรื่องนี้เกรียงศักดิ์บอกว่า คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ไม่มีมาสค็อต ไม่มีพรีเซนเตอร์ สัญญลักษณ์ของคิทแคทก็คือโลโก้สีแดงนี่แหละ

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.co.uk

8. ปัจจุบัน คิทแคทผลิตโดยบริษัทเนสท์เล่ทั่วโลก ยกเว้นที่สหรัฐอเมริกาที่ผลิตโดยบริษัท Hershey’s และคิทแคทที่ขายในประเทศไทยผลิตในประเทศมาเลเซีย

KITKAT

9. ประเทศที่คนกินคิทแคทมากที่สุดคือประเทศอังกฤษ

และรสที่คนอังกฤษชอบที่สุดคือรสช็อกโกแลตดั้งเดิม ปัจจุบัน คิทแคทขายได้นาทีละ 47 ชิ้นในประเทศอังกฤษ

10. เมื่อปี 2010 Guinness World Records บันทึกไว้ว่าคิทแคทเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่ขายได้มากที่สุดในโลก

11.   เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมด้านรสชาติ

คิทแคทเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก และมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาผ่านนวัตกรรมด้านรสชาติ และรูปแบบ แต่ก็ยังคงความเป็นเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตเอาไว้เหมือนเดิม

12. ประเทศที่มีนวัตกรรมคิทแคทมากที่สุดคือประเทศญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นมีคิทแคทมาแล้วมากกว่า 300 รสชาติ และรสชาติที่ขายดีที่สุดคือรสซอสถั่วเหลือง

KITKAT

ภาพ: Buzzfeed


13. ชนะแน่นอน!

คิทแคทในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า คิทโตะ แคทโตะ ซึ่งไปพ้องกับคำว่า คิทโตะ แคทซึ (Kitto Katsu | キットカット) ที่มีความหมายว่า  ชนะแน่นอน คนญี่ปุ่นจึงถือเอาคิทแคทเป็นเหมือนเครื่องรางเวลาไปสอบ และคิทแคทก็ถือโอกาสนี้ทำแคมเปญ ‘Lucky Charm’ เพื่อโปรโมตสินค้าในปี 2005 และได้รับรางวัล Asian Marketing Effectiveness Awards และอีก 5 ปีต่อมาคิทแคทและบริษัทไปรษณีย์ญี่ปุ่นก็ได้ร่วมกันออกแพ็กเกจจิ้งที่สามารถเขียนข้อความและส่งถึงกันได้ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ 20,000 แห่งในญี่ปุ่น คิทแคทรุ่นนั้นขายหมดในเวลาอันรวดเร็วและได้รับรางวัล Media Grand Prix ในปี 2010 ที่เทศกาลโฆษณาเมืองคานส์

KITKAT

ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo
KITKAT
ภาพ: J. Walter Thompson Tokyo

14. คิทแคทรสชาติท้องถิ่น

ความหลากหลายของคิทแคทในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งต้องยกความดีความงามให้กับ วัฒนธรรมการผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นที่ไปเยือนกลับมาฝากคนที่บ้านเวลาเดินทางไปในที่ต่างๆของคนญี่ปุ่น ที่เรียกว่า omiyage | お土産 คิทแคทในญี่ปุ่นก็เลยพัฒนารสชาติประจำภูมิภาคต่างๆ เอาไว้ขายเป็นของฝาก เช่น รสมันม่วงจากโอกินาว่า รสโมมิจิ มันจูจากฮิโรชิม่า รสวาซาบิจากชิซึโอกะ หรือรสชาเขียวมัจฉะจากเกียวโต เป็นต้น

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

15. คิทแคทรสซูชิในวัน   April Fool’s Day

มากไปกว่านั้นก็ยังมีรสชาติที่ทำขึ้นพิเศษเพื่อขายในระยะเวลาจำกัด เพื่อสร้างความตื่นเต้นและเอาใจลูกค้า อย่างเช่นรสซูชิที่ทำออกมาหลังจากมีกระแส คิทแคทรสซูชิในวัน April Fool’s Day

KITKAT KITKAT

ภาพ: Facebook/Kitkat
http://fortune.com/2017/02/01/nestle-kit-kat-sushi-japan/

16. ร้าน KITKAT Chocolatory เป็นวิธีการสนุกๆ ที่คิทแคทใช้วิจัยรสชาติ และสร้างความสนิทสนมกับคนกินคิทแคท

ร้านช็อกโกแลตนี้ดูแลโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมชาวญี่ปุ่นชื่อ ยาสุมาสะ ทาคากิ ผู้ซึ่งมีจินตนาการมากมายในการสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทแบบต่างๆ จนเข้าตาบริษัทเนสท์เล่ และร่วมกันพัฒนาจนมาเป็นร้าน KITKAT Chocolatory ที่มีอยู่ 4 สาขาในญี่ปุ่น และมีร้านชั่วคราว (Pop-up Store) ในออสเตรเลีย มาเลเซีย และเคยมาเปิดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว

KITKAT

ภาพ: https://favy-jp.com/topics/935

17. ร้านคิทแคทที่ให้ลูกค้าสร้างสรรค์รสชาติคิทแคทของตัวเอง

ลูกค้าที่เข้าไปซื้อ KITKAT Chocolatory จะสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์วัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่ได้มีในคิทแคททั่วไป จนเกิดรสชาติเฉพาะตัว และจากนั้นก็สามารถตบแต่งห่อช็อกโกแลตในรูปแบบของตัวเองเพื่อเอาไปมอบให้คนอื่นได้ด้วย

KITKAT

ภาพ: BEHROUZ MEHRI/AFP/Getty Images

18. รสชาติที่ฮอตฮิตจาก Chocolatory จะได้รับการผลิตออกมาขายจริง บางรสชาติก็เป็นรุ่นพิเศษบางรสชาติก็ได้เป็นสินค้าถาวร

อย่างเช่น Kit Kat Baked ที่ต้องเอาเข้าเตาอบเพื่อความอร่อย หรือคิทแคทที่โรยหน้าด้วยราสป์เบอร์รี่อัลมอนด์และกุหลาบอัลมอนด์

KITKAT

ภาพ: https://www.nestle.com/media/news/baked-kitkat-japan

KITKAT

ภาพ: https://nestle.jp

19. คิทแคทรสชาติไทยๆ

เมื่อปี 2560 คิทแคทเปิด Chocolatory ในประเทศไทยเป็นร้านชั่วคราวอยู่ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยมีรสชาติพิเศษแบบไทยๆ คือ รสส้มตำ รสทุเรียน รสข้าวเหนียวมะม่วง และรสชากุหลาบ

KITKAT

20. คิทแคทรสชานม

แม้เนสท์เล่จะยังไม่สามารถผลิตคิทแคทรสทุเรียนหรือผลไม้ไทยอื่นๆ เป็นเอกลักษณ์สำหรับประเทศไทยตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยขอความร่วมมือไปได้ แต่วันนี้คิทแคทประเทศไทยก็มีรสชานมคู่กับช็อกโกแลตมาให้คนไทยได้กินคิทแคทรสชาติแบบไทยๆ กันเป็นครั้งแรกแล้ว แต่เกรียงศักดิ์ยังแอบกระซิบมาด้วยว่า พวกเราจะได้เห็นความสนุกแบบคิทแคทที่ญี่ปุ่นในประเทศไทย เร็วๆ นี้ด้วยนะ

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load