หลังจาก The Cloud ได้คุยกับ American Standard ไปแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับอีกหนึ่งแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำของเครือลิกซิล (LIXIL Group) อีกครั้ง แต่เป็นแบรนด์ที่กำเนิดโดยชาวเยอรมัน 

GROHE (โกรเฮ่) แบรนด์ชั้นนำของโลกที่โดดเด่นด้านก๊อกน้ำและฝักบัว จำหน่ายมากกว่า 150 ประเทศ มีความรู้และความเชี่ยวชาญมากกว่า 86 ปี ได้รับ Award-Winning ด้านดีไซน์มากมาย รวมทั้งติดอันดับหนึ่งใน 50 บริษัทเปลี่ยนโลก (Change The World) จัดโดยนิตยสาร Fortune ไม่ได้แค่ผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้น้ำ แต่กำลัง Shaping the Future of Water เปลี่ยนนิยามและประสบการณ์การใช้

หลายคนอาจคิดว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องเน้นด้านฟังก์ชัน แต่แนวคิดของ GROHE กลับเน้นการออกแบบที่คำนึงถึงสุนทรียะและอารมณ์ อยากให้คนรู้สึก Joyful ระหว่างใช้น้ำ พร้อมผสานคุณค่าทั้ง 4 มิติที่เป็นหัวใจหลัก คือ คุณภาพ ดีไซน์ เทคโนโลยี และความยั่งยืน ทำให้พบ GROHE ได้ตามโรงแรม 5 ดาวทั่วโลก 

วันนี้ ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าว่าความหมายของ Pure Freude an Wasser ว่าความเบิกบานของการใช้น้ำนั้นเป็นอย่างไร 

1. กำเนิดและเติบโตด้วยการควบรวมกิจการของชาวเยอรมัน

ชื่อ GROHE มาจากผู้ก่อตั้ง Friedrich Grohe ชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งกิจการด้วยการซื้อบริษัท Berkenhoff & Paschedag ใน ค.ศ. 1936 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Friedrich Grohe ใน ค.ศ. 1948 

ตลอดเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ GROHE ได้ควบรวมกับบริษัทอื่นๆ ที่มีจุดแข็งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากมาย เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยจุดแข็งของแบรนด์ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำ ต่อมาจึงได้รวมเข้ากับเครือบริษัทลิกซิลใน ค.ศ. 2014 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร การเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลกได้จึงไม่โดดเดี่ยว แต่มีแรงสนับสนุนจากกลุ่มเครือบริษัทครอบครัวด้วยกัน

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

2. แบรนด์ที่คิดค้นสารพัดนวัตกรรมก๊อกน้ำทันสมัยในทุกยุค

ตั้งแต่ระบบเทอร์โมสแตท (Thermostat)

ก๊อกผสมอัตโนมัติที่ผสมน้ำร้อน-เย็นให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการอย่างรวดเร็วใน ค.ศ. 1956

ก๊อกผสม One Hand Mixer ก๊อกที่ผสมน้ำร้อน-เย็นได้ด้วยมือเดียว เก่าแก่คลาสสิกรุ่นแรกใน ค.ศ. 1968

การเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับก๊อกน้ำใน ค.ศ. 2004

ก๊อกครัวที่ผลิตน้ำดื่มสปาร์คกลิ้งได้ใน ค.ศ. 2017

การผลิตก๊อกน้ำด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติ ทำให้เกิดสินค้าระดับ Iconic อย่าง 3D Icon รุ่น Atrio และ Allure Brilliant ใน ค.ศ. 2019 และอีกมากมาย

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

เหล่านี้คือผลงานของ GROHE ที่ทำให้การใช้น้ำในแต่ละวันสะดวกสบาย มีก๊อกน้ำหน้าตาทันสมัยที่มาพร้อมนวัตกรรมออกมาใหม่เสมอในแต่ละยุค

3. แบรนด์ Global ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกเพราะเข้าใจ Mega Trends

เมื่อเป็นแบรนด์ระดับโลก สิ่งที่นักออกแบบต้องทำก่อนออกแบบสินค้าคือ วิจัยหา Mega Trends หรือเทรนด์ที่มีอิทธิพลระดับโลกในระยะเวลายาวนานหลายสิบปี ด้วยการสังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตในบ้านที่เปลี่ยนไป รวมถึงคุณค่าใหม่ที่คนมองหาจากอุปกรณ์ในห้องน้ำหรือห้องครัว

สำหรับ​ Mega Trends ในปัจจุบันนั้นมี 5 อย่าง

หนึ่ง New Living Space จากพื้นที่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำที่มักมีผนังแบ่งกั้นชัดเจนในสมัยก่อน เน้นใช้ทำธุระทางสุขาหรืองานครัวให้เสร็จไปเท่านั้น หากสังเกตคอนโดมิเนียมและโรงแรมหรูสมัยนี้ จะเห็นว่าเส้นแบ่งขอบเขตห้องเหล่านี้เริ่มเลือนหายไป ห้องน้ำกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของห้องนอน และห้องครัวเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องนั่งเล่น จากพื้นที่ส่วนตัวกลายเป็นที่สังสรรค์และตกแต่งให้สวยงามเพื่อรับแขก 

ส่งผลให้เกิดเทรนด์ที่สอง คือ Consumer becomes the Creator คนในบ้านอยากตกแต่งห้องครัวและห้องน้ำที่บ่งบอกสไตล์ตนเอง ทั้งนี้เพราะใช้เวลาผ่อนคลายอยู่ในบ้านมากขึ้นด้วย

เทรนด์ที่สาม สี่ และห้า คือ Simplicity Seekers, Taking Control และ Intelligence Life Management สินค้าต้องใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ในขณะเดียวกันผสานการใช้เทคโนโลยีเพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยสูง เพื่อให้ใช้ชีวิตสมาร์ท เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ 

4. In-House Designer Team ที่ออกแบบโดยทำความเข้าใจความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคแต่ละประเทศ และคงมาตรฐานทั่วโลกไว้ได้ 

GROHE เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบ รางวัลออกแบบที่โดดเด่น คือ Red Dot Design Award และอีกหลายรางวัลการันตีสินค้าดีไซน์คุณภาพ 

เคล็ดลับของการออกแบบที่ดีคือ ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า ทาง GROHE จึงมีทีมนักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมีสตูดิโอออกแบบกระจายอยู่หลายแห่งทั่วโลก เพื่อวิจัยความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

แม้สินค้าในแต่ละประเทศมีคอลเลกชันแตกต่างกันบ้างตามความนิยมที่ต่างกัน แต่ล้วนคุมมาตรฐานของแบรนด์ได้คงที่ทั่วโลก ด้วยการยึดถือใน 4 คุณค่าหลักของแบรนด์ คือ คุณภาพ ดีไซน์ เทคโนโลยี และความยั่งยืน

เมื่อมี 4 อย่างนี้ ไม่ว่าสินค้าจะมีรายละเอียดแตกต่างกันแค่ไหนในแต่ละประเทศ ก็ส่งมอบประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ในนามแบรนด์ GROHE ได้เหมือนเดิม

5. Emotional Design ที่ส่งมอบประสบการณ์และความรู้สึก Enjoy การใช้น้ำ

งานออกแบบของ GROHE คำนึงถึงสุนทรียะและอารมณ์ความรู้สึกในการใช้มากกว่าแค่ประโยชน์ใช้สอย 

Pure Freude an Wasser เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า Pure Joy of Water ความรู้สึกเพลิดเพลินที่เหนือความคาดหมาย เปลี่ยนการอาบน้ำในวันธรรมดาให้รื่นรมย์ เปลี่ยนการใช้ก๊อกน้ำในครัวให้ราบรื่นยิ่งขึ้น

แค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อย ก็เปลี่ยนประสบการณ์ทั้งหมด ทั้งองศาที่คำนวณมาให้สะดวกสบายแก่การเปิดก๊อกน้ำที่สุด ความสมมาตร ความโค้งมนที่เรียบบางในแบบ Sensual Minimalism เพื่อให้ประสบการณ์การใช้ไหลลื่นที่สุด

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

สายน้ำจากฝักบัว GROHE ก็สามารถสร้างความ Enjoy ได้ในหลากหลายรูปแบบเหมือนอยู่ในสปา อย่างฝักบัวระดับอัลตร้าลักซูรี่ AquaSymphony  ที่ให้สายน้ำที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ เช่น Drizzle ละอองน้ำเย็นเติมความมีชีวิตชีวาให้สัมผัสเหมือนการฉีดน้ำแร่ Waterfall ม่านน้ำตกขนาดใหญ่ สร้างความสดชื่นเต็มอิ่มในการอาบน้ำ หรือ Rain สายน้ำละอองนุ่มดั่งสายฝนที่นุ่มนวล 

10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน
10 เรื่อง GROHE สุขภัณฑ์เปลี่ยนโลกที่ออกแบบก๊อกน้ำและฝักบัวให้คนใช้รู้สึกเบิกบาน

การใช้ก๊อกน้ำและฝักบัวที่เราใช้กันอยู่ทุกวันจนชิน มีรายละเอียดในประสบการณ์การใช้ที่มากกว่าแค่เปิดและปิดหรือทำความสะอาดร่างกาย แบรนด์เชื่อว่าเมื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น จากการดึงก้านโยกมาเป็นการกดปุ่ม หรือปรับการไหลของสายน้ำให้ได้สัมผัสที่แตกต่าง ก็จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเบิกบานขึ้น

6. Freedom of Choice อิสระในการบ่งบอกสไตล์ของผู้ใช้

GROHE เชื่อว่าสีสันบ่งบอกบุคลิกของเจ้าของห้อง สีสันของก๊อกน้ำและฝักบัวที่หลากหลายจึงเปิดโอกาสให้เป็นตัวของตัวเอง นำแฟชั่นมาสู่ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ ยกระดับความหรูหราที่มากกว่าการใช้งาน

เนื่องจากเป็นแบรนด์ขายทั่วโลก จึงต้องเลือกสีที่ทั้งสง่างามและทันสมัยแบบไร้กาลเวลาเข้ากับวัสดุและ Mood ห้องได้หลายโทน Mix & Match กับส่วนอื่นของห้องได้ทั้ง ก๊อกน้ำ ฝักบัว และแอคเซสเซอรี่อื่นๆ ในห้องน้ำ 

เราอาจนึกไม่ถึงว่าเฉดสีของอุปกรณ์ในห้องน้ำมีความหลากหลาย และต่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้ง Nickel สีทองอ่อนที่อ่อนโยนเรียบง่าย นึกถึงธรรมชาติที่เงียบสงบและโทนห้องอบอุ่น  Cool Sunrise เฉดสีทองสว่างเข้มขึ้นมา สำหรับคนอยากได้พลังสีที่เปล่งประกาย หรูหรา Hard Graphite สีโทนเทาเข้ม ให้ความรู้สึกเท่ เคร่งขรึม เข้ากับห้องคอนกรีตหรือไม้สีอ่อน Warm Sunset หรือ Rosegold สีทองอมชมพูแบบหวานๆ หรือเฉดสีสเตนเลสที่เรียบง่ายอย่าง Super Steel 

ไม่ว่าโทนห้องสีเข้มหรือสว่าง อยากตกแต่งแบบคอนทราสต์จัดจ้านหรืออบอุ่น สีของอุปกรณ์เหล่านี้เปิดทางเลือกความเป็นไปได้ของการตกแต่งห้อง ที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น 

นึกภาพมีสีฝักบัวหรือก๊อกน้ำให้เลือกถึง 10 เฉดสี หลากหลายดีไซน์ ภาพอุปกรณ์ห้องน้ำและห้องครัวแบบเดิมที่ชินกับโครเมี่ยมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

7. การเติบโตที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ ด้วยนโยบายด้านความยั่งยืนแบบ 360 องศา 

ความยั่งยืนหมายถึงความรับผิดชอบ รับผิดชอบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดการใช้ทรัพยากรและมีอายุการใช้งานยาวนาน กระบวนการผลิตที่เน้นการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์ที่ปราศจากพลาสติก รวมถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

ในกระบวนการผลิต GROHE ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงาน คิดค้นนวัตกรรมลดมลพิษ รักษาพลังงานน้ำให้ได้มากที่สุด ใช้เทคโนโลยีอย่างการพิมพ์ 3 มิติ ช่วยลดการใช้วัสดุอย่างสิ้นเปลือง ทำให้บรรลุเป้าหมาย GROHE Goes ZERO การผลิตแบบปลอดคาร์บอน เป็นตัวอย่างให้โรงงานอื่นๆ ที่อยากผลักดันเรื่องความยั่งยืนทั่วโลก

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญ คือการวางแผนลดปริมาณพลาสติก GROHE ริเริ่มนโยบายลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนเป็นเลือกใช้วัสดุทดแทนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณสมบัติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มโครงการใน ค.ศ. 2018 จนถึงมิถุนายน ค.ศ. 2021 ได้มีการลดการใช้พลาสติกลงไปแล้วถึง 32 ล้านชิ้น และยังคงดำเนินการเพื่อลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลงจนเป็นศูนย์  

Pure Joy of Water จึงไม่ได้หมายถึงสโลแกนในแง่ประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นความตั้งใจรักษาทรัพยากรน้ำที่บริสุทธิ์ให้คนรุ่นต่อไป

8. ติด Top 50 บริษัทเปลี่ยนโลก (Change The World) ด้วยเทคโนโลยีช่วยโลก

ด้วยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ส่งผลดีต่อสังคม นวัตกรรมสินค้าที่ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน ลดปริมาณขยะ กระบวนการผลิตที่หลีกเลี่ยงของเสีย และรีไซเคิลน้ำ 99 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ในการผลิต ส่งผลให้ GROHE ได้รับเลือกให้ติดอันดับบริษัทเปลี่ยนแปลงโลกจากนิตยสาร Fortune และยังเป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันบริษัทแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ด้วย

เทคโนโลยีของ GROHE ยังช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืน อย่างนวัตกรรม GROHE DripStop ลดน้ำหยดจากฝักบัวหลังปิดใช้งาน ไร้น้ำหยด ลดความสิ้นเปลืองน้ำ หรือเทคโนโลยี GROHE Silkmove ES ที่ออกแบบให้ตำแหน่งตรงกลางของก้านโยกเป็นน้ำเย็น ลดการใช้น้ำผสมอย่างไม่จำเป็น 

การประหยัดทรัพยากรเกิดขึ้นได้ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบอย่างใส่ใจรายละเอียด การประหยัดน้ำและพลังงานเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หากรวมกันหลายๆ บ้านทั่วโลก ก็ส่งผลอย่างมหาศาลให้โลกได้เช่นกัน

9. ลูกค้าประทับใจจากการลองใช้ในโรงแรม 5 ดาวทั่วโลก

ด้วยคุณภาพ ดีไซน์ และความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทำให้โรมแรม 5 ดาวชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง หรือออสเตรเลีย ต่างใช้ GROHE เป็นแบรนด์สำหรับอุปกรณ์ในห้องน้ำ  

ตลาดเอเชียนับว่าเป็นตลาดหลักแห่งหนึ่งของแบรนด์ เพราะคนเอเชียคาดหวังต่อความหรูหราสูงกว่ายุโรป ลูกค้ามองหาคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมยินดีจ่ายเงิน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง

โรงแรมเหล่านี้มักเป็นสถานที่ที่แนะนำให้ลูกค้าได้รู้จัก GROHE และลองใช้ครั้งแรก เมื่อประทับใจ เพลิดเพลินกับการใช้เวลาผ่อนคลายที่โรงแรม ทำให้จดจำแบรนด์ได้ และนึกถึงเมื่อถึงเวลารีโนเวตบ้าน

ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผู้คนใช้เวลาในบ้านมากขึ้น ทำให้เร่ง Mega Trends การตกแต่งห้องน้ำและห้องครัวที่แบรนด์คาดการณ์ไว้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้นอีก

ในสถานการณ์ที่ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปพักผ่อนตามโรงแรมได้สะดวกอย่างเดิม แต่ก็ยังสามารถสร้างประสบการณ์การใช้ห้องน้ำเหมือนอยู่ในโรงแรม 5 ดาวได้ เพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์ในห้องน้ำ และการเปลี่ยนก๊อกน้ำ ฝักบัวในบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แค่ใช้สินค้าที่ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งง่าย ใช้เวลาไม่นานก็ได้ห้องน้ำใหม่ สวย หรูเหมือนยกโรงแรมมาไว้ที่บ้าน 

10. กล้าให้คำสัญญาด้านคุณภาพ เพราะทดสอบการใช้หลายแสนครั้ง

เยอรมนีขึ้นชื่อเรื่องสินค้าคุณภาพสูงและการใส่ใจในรายละเอียด

ก่อนปล่อยสินค้าออกสู่ตลาด บริษัทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มข้น ทั้งทดสอบพื้นผิว ประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึง Life Cycle ของสินค้า ตัวอย่างเช่น ก๊อกน้ำจะมีทดสอบการใช้งานถึง 210,000 รอบ เปรียบเสมือนการใช้งานจริงถึง20 ปี รวมทั้งยังมีการรับประกันว่าจะมีอะไหล่สินค้าไว้บริการถึงแม้สินค้ารุ่นนั้นจะยกเลิกผลิตไปแล้วถึง 10 ปี 

แม้อุปกรณ์เหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งที่คนซื้อใหม่ทุกปี แต่ทุกคนล้วนใช้หลายครั้งต่อวัน มีประสบการณ์การใช้ สัมผัสก๊อกน้ำและฝักบัวในทุกๆ วัน หากใช้แล้วคุณภาพดี เมื่อถึงเวลาต้องซื้อใหม่ ทำให้นึกถึง GROHE

สิ่งนี้เป็น Brand Promise ที่เป็นยิ่งกว่าคำสัญญาแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริง 

ภาพ : GROHE

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

14 พฤศจิกายน 2561
31 K

ปัญหาหนึ่งของแบรนด์ที่มีสินค้าไกลตัว นานๆ ซื้อที และยากที่ผู้คนจะเห็นความแตกต่างก็คือ การทำตัวให้ดูน่าคบ น่าใกล้ชิดสนิทสนม ตอนแรกเราก็รู้สึกกับแบรนด์มิชลินแบบนี้ นอกจากจะรู้ว่ามิชลินเป็นแบรนด์ขายยางรถยนต์ มีมาสคอตสีขาวดูใจดี และมีการจัดลำดับร้านอาหารซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลกแล้ว เราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมิชลินอีกเลย แล้วก็ไม่รู้ว่า 3 อย่างนี้มันเกี่ยวข้องกันยังไงด้วย

มิชลินไกด์

พอมีโอกาสได้สนทนากับ ลีโอเนล ด็องเทียก ประธานและกรรมการผู้จัดการกลุ่มมิชลินประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย เรายิงหลายคำถามที่ค้างคาใจ แล้วก็ได้พบว่า แบรนด์ที่มีอายุ 100 กว่าปีแบรนด์นี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาเลย

มิชลินไกด์

 

01

มิชลินเป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส เดิมเป็นโรงงานผลิตยาง และคิดค้นยางรถยนต์แบบถอดได้

ชื่อมิชลินมาจากนามสกุลของสองพี่น้องมิชลิน อองเดร (André) และ เอดูอาร์ (Édouard) ผู้เป็นต้นกำเนิดนวัตกรรมสำคัญของโลกอย่างยางรถที่ถอดได้ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมนุษย์ผลิตอะไรหลายอย่างเพื่อทำลายข้อจำกัดของตัวเอง พี่น้องชาวมิชลินก็ทำให้มนุษย์เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระมากขึ้น ไปได้ไกลมากขึ้น และนั่นก็เป็นแนวคิดหลักของแบรนด์มาตลอด จนถึงวันนี้ก็ 129 ปีแล้ว

มิชลินไกด์ มิชลินไกด์

 

 

02

มิชลินไม่ใช่บริษัทผลิตยางรถยนต์ แต่สร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการสัญจร

พี่น้องมิชลินคิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำยางรถที่ถอดได้ อย่างการทำล้อรถที่ถอดได้ ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ช่วยให้ดูแลยางรถยนต์ได้ง่ายขึ้น คนพกล้อสำรองติดรถไปได้ ทำให้มนุษย์เดินทางได้ไกลกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และปลอดภัยกว่าเดิม

วิสัยทัศน์ในการสร้างนวัตกรรมของมิชลินในเวลาต่อมาจึงไม่ได้มีแค่ยางรถยนต์รูปแบบต่างๆ แต่ยังรวมไปถึงการทำถนน ทำแผนที่ ทำรองเท้าบูต บริการเกี่ยวกับการดูแลรักษายาง โปรแกรมพิเศษเพื่อติดตามการใช้น้ำมันและการเดินทางของรถบรรทุก และที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือคู่มือแนะนำการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่เรียกว่า ‘มิชลินไกด์’

 

03

ทุกอย่างที่มิชลินทำตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำให้การสัญจรดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น

ลีโอเนลบอกเราว่า “ไม่ว่านวัตกรรมที่เราสร้างจะเป็นอะไร ถ้ามันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมิชลิน มันก็ยากที่จะไม่ประสบความสำเร็จ” หลักคิดคือ นวัตกรรมใดๆ ก็ตามต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ไม่อย่างนั้นก็ป่วยการที่จะทำ

 

04

มิชลินไกด์เกิดมาเพื่อตอบโจทย์การสัญจรในยุคนั้น และช่วยเพิ่มยอดขายแบบนอกกรอบ

2 ปีหลังทำยางรถถอดได้ พี่น้องมิชลินอยากให้มีคนใช้ยางรถของเขามากขึ้น แต่แทนที่พี่น้องมิชลินจะโฆษณาความดีความงามของยาง พวกเขากลับเลือกวิธีเพิ่มปริมาณคนใช้รถในประเทศฝรั่งเศส ผ่านการดึงดูดให้คนออกเดินทาง

สมัยนั้นการเดินทางจำกัดอยู่ในเส้นทางที่คุ้นเคย มิชลินเลยพิมพ์หนังสือแนะนำข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ การดูแลยางระหว่างทาง ปั๊มน้ำมัน โรงแรมทั่วฝรั่งเศส และร้านอาหารแนะนำ แจกฟรีให้ลูกค้า เมื่อมีข้อมูลมากขึ้นคนก็กล้าเดินทางไกลขึ้น บนท้องถนนก็จะมีรถมากขึ้น และการใช้ยางก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เป็นวิธีการขายของที่แยบยลมากๆ  

พี่น้องมิชลินเขียนคำนำในมิชลินไกด์เล่มแรก เมื่อปี 1900 ว่า “หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นพร้อมการเริ่มศตวรรษใหม่ และมันจะมีชีวิตยืนยาวเฉกเช่นเดียวกับศตวรรษ” (This guide was born with the century and will be just as long-lived.) 118 ปีผ่านไป สิ่งที่มิชลินกล่าวไว้นั้นไม่ผิดเลย นักชิมบางสำนักถึงกับกล่าวเอาไว้ว่า “ในบรรดาหนังสือพาชิมทั้งหมด มีแต่มิชลินไกด์เท่านั้นที่เขาเชื่อใจ”

มิชลินไกด์

ภาพ : www.michelin.com
05

ผู้ตรวจสอบมิชลิน : องค์กรลับที่เปิดเผยตัวไม่ได้ และดำเนินการอย่างลับๆ มาเป็นศตวรรษ

ตั้งแต่ในช่วง 10 ปีแรกของมิชลินไกด์ พี่น้องมิชลินรับรู้ได้ถึงพลังของหนังสือคู่มือเล่มนี้ จึงเสาะหา ‘ผู้ตรวจสอบมิชลิน’ เพื่อมาเป็นคนตรวจสอบร้านอาหารที่ได้มาตรฐานตามที่มิชลินต้องการ ความเท่ที่สุดขององค์กรนี้คือ ผู้ตรวจสอบมิชลินทุกคนต้องปกปิดตัวตน ห้ามให้ใครรู้ว่าเขาและเธอคือใคร เพื่อความยุติธรรมในการตัดสิน ไม่เพียงเจ้าของร้านที่จะไม่มีทางรู้ว่าคนที่กินอาหารอยู่ในร้านเป็นผู้ตรวจสอบจากมิชลินหรือไม่ ทุกวันนี้แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของมิชลินก็ยังไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร แม้แต่ครอบครัวของผู้ตรวจสอบมิชลินเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาทำงานอะไร  

สิ่งเดียวที่ลีโอเนลบอกเราได้ และอาจเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ “มีคนไทยที่เป็นผู้ตรวจสอบมิชลิน เขาเหล่านี้ไม่ได้ตรวจสอบร้านอาหารแค่ในประเทศไทย แต่ยังไปตรวจสอบรสชาติแบบไทยๆ ที่ต่างประเทศด้วย”

 

06

มิชลินสตาร์ไม่ได้วัดที่ความอร่อย แต่วัดที่คุณภาพวัตถุดิบ ชั้นเชิงของรสชาติ การปรุง และคาแรกเตอร์ของเชฟ

เนื่องจาก ‘ความอร่อย’ เป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตก พี่น้องมิชลินจึงไม่เคยเอาเรื่องความอร่อยมาเป็นหลักในการให้ดาว แต่ใช้หลักการที่จับต้องได้มากกว่า คือคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ ผู้ตรวจสอบของมิชลินต้องเชี่ยวชาญที่จะรู้ได้ว่าอาหารในจานนี้วัตถุดิบคืออะไร คุณภาพเป็นแบบไหน อย่าลืมว่าผู้ตรวจสอบของมิชลินต้องปกปิดตัวตน การขอเข้าไปดูในครัวเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น ความเชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะบอกได้

และอะไรที่แบนๆ ไม่เหมาะกับแบรนด์ที่ขายยางแน่ๆ ถ้าเทียบเป็นคน ร้านที่จะได้รับดาวจากมิชลินต้องเป็นร้านที่มีคาแรกเตอร์ นอกจากคุณภาพของวัตถุดิบแล้ว รสชาติก็ต้องโดดเด่น เทคนิคการทำอาหารต้องมีชั้นเชิง เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟที่สะท้อนความหลงใหลออกมาในอาหารต้องน่าสนใจ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้มันคือประสบการณ์ในมื้ออาหารที่จะทำให้คนประทับใจไปอีกนาน

มิชลินไกด์

 

 

07

เมืองที่มีร้านอาหารได้รับมิชลินสตาร์มากที่สุดคือ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ร้านอาหารในโตเกียวได้รับดาวมิชลินรวมกันทั้งหมด 314 ดาว มากกว่า 141 ดาวในเมืองแรกที่มีการให้ดาวมิชลินอย่างปารีส ประเทศฝรั่งเศส กว่าเท่าตัว

 

08

ทุกคนร่วมให้เบาะแสกับผู้ตรวจสอบมิชลินได้!

เราเลยแอบถามลีโอเนลว่า ถ้าอยากเป็นผู้ตรวจสอบมิชลินต้องทำอย่างไร เขาแนะนำว่า “ผู้ตรวจสอบมิชลินต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เกี่ยวกับเรื่องอาหารเป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ ต้องหลงใหลในการทำสิ่งนี้” แม้การเป็นผู้ตรวจสอบมิชลินต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อม แต่ลีโอเนลก็ปลอบใจว่า เราทุกคนช่วยให้เบาะแสกับผู้ตรวจสอบมิชลินได้ ใครเจอร้านอาหารที่มีคุณสมบัติตรงกับที่บอกมา ไม่ว่าจะเป็นอยู่มุมไหนของโลก ก็แจ้งเบาะแสที่ Facebook ของมิชลินประเทศไทยได้เลย

 

09

สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยและเป็นมิตรของมิชลินคือ มิชลินแมน หรือบีเบนดั้ม มาสคอตอายุ 120 ปี และเป็นหนึ่งในมาสคอตที่อยู่มานานที่สุดในโลก

เจ้ามาสคอตตัวกลมสีขาวตัวนี้ชื่อบีเบนดั้ม นอกจากจะปรากฏตัวตามงานอีเวนต์และในงานโฆษณาของมิชลินแล้ว บีเบนดั้มยังผูกติดกับทุกอย่างที่มิชลินทำ จนเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงวัฒนธรรมของมิชลิน ที่เชื่อในการขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วย

ล่าสุดมาสคอตอายุกว่า 100 ปี ตัวนี้ได้รับรางวัล Icon of the millennium จาก Advertising Week ด้วย

มิชลินไกด์

 

10

บีเบนดั้มเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับการสัญจรที่สะดวกและปลอดภัย

ชื่อของบีเบนดัมมาจากวลี ‘Nunc est bibendum’ แต่งโดยกวีชื่อ Horace เป็นภาษาละตินแปลว่า ‘ดื่มให้หมด’ (Drink up) พอเอามาใช้กับโฆษณาชิ้นแรกในปี 1898 มิชลินให้ความหมายกับการดื่มนี้ว่า เป็นการดื่มอุปสรรคบนท้องถนนให้หมดไป C‘est à dire : À votre santé. Le pneu Michelin boit l’obstacle. (That is to say, to your health. The Michelin tire drinks up obstacles.)

มิชลินไกด์

 

11

บีเบนดั้มถูกปรับลุคมาแล้ว 8 ครั้งให้เข้ากับยุคสมัย

 

 

มิชลินไกด์

 

 

12

มิชลินอยู่ในประเทศไทยมา 31 ปี และบีเบนดั้มก็เป็นส่วนหนึ่งในการสัญจรของคนไทยในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

พอถามถึงความรู้สึกของลีโอเนลเกี่ยวกับการเอาบีเบนดั้มมาใช้แบบไทยๆ ลีโอเนลถึงกับหัวเราะออกมาแล้วบอกว่า “ทุกคนที่มิชลินชื่นชมความผูกพันและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีกับบีเบนดั้มมาก แม้ว่าการเอาไปใช้บางทีมันจะผิดมาตรฐานของแบรนด์ แต่เราก็ยินดี เพราะว่ามันน่ารักมาก” และบอกต่อว่า ปรากฏการณ์เอาบีเบนดั้มมาแต่งรถกันขนาดนี้ มีแค่เมืองไทยที่เดียวเท่านั้น

มิชลินไกด์ มิชลินไกด์

ภาพ: Facebook Michelin Thailand

 

13

บีเบนดั้มภาษาละตินหมายถึงการดื่ม แต่ในเมืองไทยความอวบอ้วนของมันหมายถึงความมีกินมีใช้

มิชลินเคยตั้งคำถามกับแฟนๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กว่าทำไมถึงเอาตุ๊กตามิชลินมาติดหน้ารถ เราเลยได้รู้ว่าคนไทยมีความผูกพันกับบีเบนดั้มแบบพิเศษจริงๆ แฟนๆ ที่เข้ามาตอบคำถามล้วนแต่บอกว่าตุ๊กตามิชลินที่อ้วนจ้ำม่ำหมายถึงความมีกินมีใช้ แล้วก็ทำให้รู้สึกปลอดภัย เพราะว่ามันตัวอ้วนกลมทำให้รู้สึกนุ่ม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้ต่างจากตัวตนจริงๆ ของบีเบนดั้มเลย

 

14

ก้าวต่อไปมิชลินจะออกแบบนวัตกรรมที่จะทำให้การสัญจรใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด

จากที่มิชลินเคยพามนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การเดินทางที่อิสระมากขึ้นเมื่อสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุกวันนี้มิชลินเปลี่ยนมาพาผู้ใช้งานมุ่งไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยางรถยนต์ในอนาคตของมิชลินจะทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ ด้วยการนำยางเก่ามารีไซเคิลและใช้วัสดุชีวภาพ ไม่ต้องใช้ลม พิมพ์ดอกยางเพิ่มได้เรื่อยๆ แถมยังมีระบบแจ้งเตือนผู้ขับเกี่ยวกับสภาพยางเพื่อความปลอดภัยด้วย

มิชลินไกด์

ภาพ: www.michelin.com
15

ทำยางให้ใช้ได้นานขึ้น แต่ไม่ทำให้รายได้น้อยลง

มิชลินอยากให้ยางของพวกเขาใช้งานได้นานขึ้น นั่นหมายความว่า ยอดขายก็จะน้อยลง แต่การรักโลกก็ไม่ทำร้ายตัวเองขนาดนั้น เพราะมิชลินปรับโมเดลทางธุรกิจให้สอดคล้องกับสิ่งนี้ นั่นก็คือ พวกเขาจะเลิกขายยาง แต่เปล่ียนไปให้เช่ายางแทน ซึ่งทุกวันนี้เริ่มให้บริการนี้กับเครื่องบินและรถบรรทุกแล้ว นั่นหมายความว่า ยิ่งยางหนึ่งเส้นใช้งานได้นานขึ้นเท่าไหร่ มิชลินก็ได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load