“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์คือ การครอบครองพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง แต่เราต่างก็รู้ว่าเราไม่อาจอยู่ในพื้นที่นั้นได้ตลอดเวลา วิธีการที่พอจะทำได้ก็คือ ขยายพื้นที่ปลอดภัยของเราให้กว้างขึ้น หรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยร่วมกับคนอื่นในสังคม

ที่น่าสนใจคือ เราพบว่าเมื่อใดก็ตามที่พูดถึงการทำเพื่อสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ และการใช้ทรัพยากรใหญ่ๆ อีกจำนวนมาก น้อยคนนักที่จะคิดถึงการร่วมมือเล็กๆ ในพื้นที่เล็กๆ

และในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งในพื้นที่นั้น มีคนกลุ่มหนึ่งตระหนักความสำคัญของชีวิตจากภาวะโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุ คิดเป็น 54,000 คนต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างทันที ซึ่งเกิดได้กับทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหัวใจหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ และไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงนี้ที่คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นซึ่งสวนทางกับตัวเลขทางสถิติ

โปรเจกต์ The Smallest Space to Save Lives #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ เป็นโปรเจกต์ของบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่สร้างการตระหนักให้กับสังคมว่าพื้นที่ที่สำคัญต่อชีวิต อาจมีขนาดเพียง 0.1 ตร.ม.

แม้เล็กเกินกว่าจะก่อร่างสร้างสิ่งใดๆ แต่ใหญ่พอที่จะบรรจุอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรักษาชีวิต

เรานัดคุยกับทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์นี้ ในพื้นที่ที่ใหญ่กว่า ‘0.1 ตร.ม.’ ตามคอนเซปต์อยู่หลายสิบเท่า

และนี่คือเบื้องหลังความคิดของโปรเจกต์ที่เรายกให้เป็นโปรเจกต์ CSR ในอุดมคติ

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

1 เริ่มต้นอย่างเฉียบพลัน

เริ่มต้นจากเอพี ต้องการต่อยอดความชำนาญในการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสเปซที่ให้ความสำคัญไปมากกว่าการสร้าง สเปซเพื่ออยู่อาศัย แต่คือการสร้างพื้นที่ชีวิตที่พร้อมดูแลและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมเอพี ประกอบกระแสการเสียชีวิต ที่เกิดจากความไม่รู้ในขั้นตอนการกู้ชีพผู้ที่ประสบกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ตลอดจนอุปกรณ์ในการกู้ชีพที่หลายหน่วยงาน ก็ยังไม่ตื่นตัว ด้วยเหตุนี้จะกระตุ้นให้เอพีสนใจที่จะลงทุนติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน ในคอนโดเอพี

2   สร้างความรู้สึกร่วมกันว่าเรื่องพื้นฐานต้องอยู่ในทุกพื้นที่

เมื่อรวมกับข้อมูลจาก มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป พันธมิตรทางธุรกิจของเอพี พบว่าในประเทศญี่ปุ่นเครื่อง AED ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานที่ติดตั้งในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น ทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเครื่อง AED ติดตั้งมากที่สุดในโลก นั่นคือประมาณ 6 แสนกว่าเครื่อง ในขณะที่ประเทศไทยคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำ

ดังนั้น วิธีลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่สำคัญ คือส่งต่อความรู้ให้คนทั่วไปสามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้เมื่อเกิดเหตุ และควรมีอุปกรณ์เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED ติดตั้งอยู่ในจุดที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ทันที

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

3   มองหาสิ่งที่ทำได้

จากโจทย์ที่คิดถึงความปลอดภัยของลูกบ้าน AP จึงเริ่มจากติดตั้งเครื่อง AED ในทุกพื้นที่เปิดของคอนโดจำนวน 40 โครงการ พร้อมสอนวิธีการช่วยชีวิตให้กับบุคลากร โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการช่วยชีวิต สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท รักษาความปลอดภัยไทยซีคอม จำกัด  เกิดเป็นโปรเจกต์ The Smallest Space to Save Lives #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

4 พานักสร้างบ้านไปไกลถึงเรื่องการรักษาชีวิต

จากข้อมูลของแพทย์ในสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ พบว่า ในประเทศไทยนอกจากท่าอากาศยานแล้ว สถานที่สำคัญใหญ่ๆ ที่ติดตั้งเครื่อง AED มีอยู่จำนวนไม่เกินนิ้วนับ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของคน แทนที่จะทำการสื่อสารส่งข่าวประชาสัมพันธ์ในวิธีการปกติ ทีมงานเปลี่ยนให้สิ่งนี้มีพลังมากขึ้น พาแบรนด์ที่มีบทบาทเป็นผู้สร้างบ้านไปไกลกว่าการสร้างคอนโดขาย ด้วยการพูดเรื่องการรักษาชีวิต ใช้ความคิดสร้างสรรค์ส่งต่อแรงบันดาลใจ ทำให้มีเครื่อง AED ติดตั้งในหลายๆ พื้นที่ทั้งสาธารณะและไม่สาธารณะ

5 สร้างกระแส vs สร้างผลกระทบ

ก่อนจะเป็นโปรเจกต์ The Smallest Space to Save Lives #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ

หลังจากได้รับโจทย์และข้อมูลจากคุณหมอ ทีมงานในส่วนความคิดสร้างสรรค์กลับมาพร้อมวิธีการนำเสนอใน 2 แนวทาง แนวทางแรกสื่อสารว่า ‘เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ในเวลาที่คุณไม่ทันตั้งตัว’ ด้วยการทำ LIVE TVC จำลองเหตุการณ์ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้เกิดขึ้นในรายการสดที่มียอดผู้ชมสูงๆ โดยซื้อช่วงเวลาต่อจากการออกอากาศปกติ เป็น fear approach ให้เห็นความสำคัญของความรวดเร็วในการช่วยชีวิตคน ฟังแล้วเป็นแนวทางที่ได้ผลดีในเชิงสร้างการรับรู้และการพูดถึงในสังคมวงกว้าง แต่ไอเดียนี้กลับต้องพ่ายให้กับแนวทางที่สอง ‘โปรเจกต์พื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยชีวิตได้มากกว่า’ อย่างเป็นเอกฉันท์ เพราะไม่เพียงสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนกว่า โปรเจกต์พื้นที่ 0.1 ตร.ม. ยังพากลับมาหาแบรนด์ที่พูดเรื่องการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่

6 ไกลแค่ไหนคือใกล้

การนำเสนอเรื่องความสำคัญของการติดตั้งเครื่อง AED เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้คนจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฝั่งครีเอทีฟจึงคิดถึงการสื่อสารเรื่อง CPR ไปพร้อมกัน ดังนั้นนอกจากวิดีโอโปรโมต The Smallest Space to Save Lives ที่พูดถึงพื้นที่ 0.1 ตร.ม. โปรเจกต์นี้ยังประกอบด้วยคลิปสั้นสอนวิธีการทำ CPR ที่เข้าใจง่ายผ่านโซเชียลมีเดียของแฟนเพจต่างๆ ในสไตล์ตัวเอง และโครงการรณรงค์ใน change.org เรื่องการบรรจุชั่วโมงเรียนวิธีปั๊มหัวใจช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือ CPR ในหลักสูตรการเรียนการสอน (ร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่นี่)

7 จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง

จากภาพรวมอันแสนจริงจังของโปรเจกต์ The Smallest Space to Save Lives ทีมครีเอทีฟเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่ไม่ทำให้ mood & tone ออกมาสนุกสนานอย่างโปรเจกต์เกี่ยวกับการช่วยชีวิตขององค์กรในต่างประเทศ เป็นเพราะเรื่องการช่วยชีวิตเป็นเรื่องใหม่ในสังคม จึงเลือกสื่อสารในแนวทาง emotional ก่อน และหากในอนาคตที่สังคมมองว่าเรื่อง CPR นี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราก็อาจจะเห็นอะไรสนุกๆ อย่างที่ทีมครีเอทีฟคิดไว้ เช่น สร้างการจดจำจังหวะหรือ beat ของการปั้มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตอย่างถูกต้องผ่านเพลง ทำเว็บไซต์ให้คนใส่เพลงอะไรก็ได้ลงไปแล้วโปรแกรมจะ render ออกมาเป็นมิวสิกวิดีโอสอนทำ CPR ในจังหวะที่ถูกต้อง

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

8 0.1 ตร.ม. เป็นอะไรได้บ้าง

ไอเดียแรกๆ ครีเอทีฟตีความพื้นที่ 0.1 ตร.ม. ไว้หลายแนวทาง ทั้งทำ media ทุกชิ้นในขนาด 0.1 ตร.ม. ไม่ว่าจะเป็นบิลบอร์ดใหญ่ๆ หรือหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ทุกอย่างจะมีขนาด 0.1 ตร.ม. เพื่อให้คนรู้ว่าขนาดแค่นี้ช่วยชีวิตคนได้ แต่สุดท้ายทีมงานเลือกที่จะกลับมาโฟกัสที่ของและขนาดจริงๆ ของพื้นที่ ซึ่งได้แก่ พื้นที่กรอบฐานตัวเครื่อง AED ในขนาด 0.1 ตร.ม.

9 ติดตั้งตามตอนต่อไป

ขั้นตอนต่อมา คือการนำเครื่องไปติดตั้งในพื้นที่จริง โดยเลือกจากจำนวนคนที่ใช้พื้นที่นั้นและความต้องการใช้งาน จึงลงตัวใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ท่าเรือสาทร ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค และศูนย์ประสานงานอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตธนบุรี ซึ่งในวันรุ่งขึ้นก็มีเหตุการณ์ให้ใช้เครื่อง AED นี้จริงที่ อปพร.

ทีมงานเล่าความยากของการติดตั้งในพื้นที่จริงให้ฟังว่า นอกจากกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง และสอนวิธีใช้อุปกรณ์ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่เสียงบรรยายของเครื่อง AED ยังมีเรื่องความกังวลของคนในพื้นที่ว่าใครจะดูแลเครื่องนี้ และความเข้าใจด้วยกลัวว่าเด็กจะเล่นซนจนเกิดอันตราย ซึ่งหลักการทำงานของเครื่อง AED นี้ จะวินิจฉัยและรักษาด้วยการปล่อยกระแสไฟกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นปกติอีกครั้ง ในภาวะที่หัวใจของผู้ป่วยเต้นอ่อนแรงเท่านั้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าร่างกายเป็นปกติเครื่องจะไม่ทำงานปล่อยกระแสไฟฟ้าจนเกิดอันตราย

AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต, AED, หัวใจ, ช่วยชีวิต,

10 #ขอพื้นที่เล็กๆให้หัวใจได้เต้นต่อ

อ่านมาถึงตรงนี้ เราเชื่อว่าใครหลายคนคงกำลังเอาใจช่วยให้เกิดการติดตั้งเครื่อง AED นี้ในที่ต่างๆ มากขึ้น

สำหรับใครที่สนใจร่วมรณรงค์เรื่องการบรรจุชั่วโมงเรียนวิธีปั๊มหัวใจช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือ CPR ในหลักสูตรการเรียนการสอน สามารถร่วมลงชื่อได้ที่นี่ และสำหรับหน่วยงานทั่วไปและพื้นที่สาธารณะที่สนใจติดตั้งเครื่อง AED สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.SmallestSpaceToSaveLives.com

ทีมงาน

Client : บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

Agency : บริษัท ซีเจ เวิร์ค จำกัด

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load