“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บนไทม์ไลน์มีกระแสชื่นชมความน่ารักและซาบซึ้งของหนังโฆษณา ‘Girlhattan’ ผลงานของพี่น้องตระกูลพูนพิริยะให้เราเห็นตลอดเวลา หนังโฆษณาของห้าง Emporium เรื่องนี้มี จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ เป็นนักแสดง และกำกับโดย บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์ของพี่สาวกับน้องสาวที่อยู่ห่างกันคนละทวีป เล่าชีวิตประจำวันในเมืองนิวยอร์กผ่านภาพสวยๆ เนื้อเรื่องน่ารักกุ๊กกิ๊กสมกับความเป็นพี่น้องที่ตอนจบถึงกับทำให้เราน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ -iSM Branded Entertainment Agency น้องใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการนำเสนอแบรนด์ด้วยแนวทางที่แปลกใหม่และโดนใจผู้บริโภคผ่านสื่อ Entertainment

เราเลยชวนบาสและจูนจูน พี่น้องพูนพิริยะ มาเป็นตัวแทนพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานระหว่างพี่น้อง จนกลายเป็นชิ้นงานที่น่าประทับใจเช่นนี้

ก่อนจะเข้าเรื่อง เรามารับชมหนังเรื่องนี้เพื่อทบทวนกันอีกซักรอบ ติดทิชชู่สักแผ่นไว้ก็ดี เผื่อคุณอาจจะน้ำตาซึมแบบเราก็ได้

หนังโฆษณาแบบเล่าเรื่องราวชิ้นแรกของ Emporium

บาสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานนี้ให้เราฟังว่า ห้าง Emporium ให้โจทย์มาว่า ต้องการทำเนื้อหาเพื่อเฉลิมฉลองความเป็น Emporium ภายใต้แคมเปญ RelationGifts ที่ห้าง Emporium ให้ความสำคัญและใส่ใจในทุกความสัมพันธ์ เพราะทุกความสัมพันธ์คือของขวัญที่มีค่าและน่าจดจำของชีวิต

โดยปกติแล้ว Emporium ทำแต่หนังแฟชั่นเท่านั้น ไม่เคยทำหนังโฆษณาในเชิงเล่าเรื่องแบบนี้มาก่อน ตอนแรกบาสยังไม่ได้รับปากเพราะช่วงเวลาทำงานบาสต้องเดินทางไปร่วมเทศกาลหนังที่นิวยอร์ก แต่ก็ได้ไอเดียเนื้อเรื่องนี้ขึ้นมาพอดี และโชคดีที่ลูกค้าเปิดกว้างมากให้ถ่ายทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้างเท่านั้น

Emporium พี่สาวคนโตของบ้าน

สิ่งที่ลูกค้าเล่าให้ทาง -iSM และบาสฟังแล้วทำให้รู้สึกสะดุดใจคือ ลูกค้าเปรียบเทียบห้างในเครือเป็นพี่น้องกัน “เขามองว่า Emporium เป็นพี่สาวคนโต EmQuartier เป็นน้องสาวคนกลาง แล้วกำลังจะมีน้องสาวคนเล็กมาใหม่ พอเปรียบเทียบเป็นคนแบบนี้แล้ว ก็ทำให้เห็นภาพและเข้าใจความรู้สึกพวกนั้นมากขึ้น ด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโตที่เกิดก่อน โตก่อน เปรี้ยวก่อน แต่ทุกวันนี้นิ่งแล้ว มีความเป็นผู้หญิงอายุสามสิบกว่าที่เข้าใจชีวิต มีมาด มีความเป็น Emporium อยู่ ทำให้เราเห็นภาพของหนังแล้วเอามาตีโจทย์ต่อ”

พอลูกค้าเปรียบเทียบเป็นพี่สาวน้องสาว ทำให้ทางทีมเกิดความคิดที่จะเล่าเรื่องผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องสาว และจุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้บาสนึกถึงน้องสาวของตัวเอง และเห็นจุดร่วมระหว่างความพิเศษในความสัมพันธ์นี้กับความอบอุ่นที่ลูกค้าอยากให้คนรู้สึกกับห้างในแบบเดียวกัน ซึ่งน่านำมาพูดภายใต้โจทย์นี้ได้พอดี บาสเล่าให้ฟังต่ออีกว่า พอดีกับที่จูนจูนเคยไปฝึกงานด้านแฟชั่นเป็นเวลา 2 เดือนที่นิวยอร์ก ประสบการณ์ของจูนจูนในช่วงนั้นจึงน่าจะออกมาพอดีกับเนื้อเรื่องที่คิดเอาไว้

“ตอนนั้นไปส่งเขาที่นู่น เราก็เป็นห่วงเขานะ เลยอยากรู้ว่าในมุมของเขา การต้องอยู่คนเดียวรู้สึกยังไง ขมวดเป็นเรื่องราวคร่าวๆ แล้วส่งต่อให้จูนจูนช่วยดึงความเป็นตัวเองออกมาเพิ่มเติมลงไปในบท”

อีกบทบาทที่จูนจูนได้รับ

นี่คืองานที่บาสและจูนจูนทำงานร่วมกันเยอะมากกว่าปกติ (นอกเหนือจากการเป็นแค่นักแสดงและผู้กำกับ) บาสคิดว่าการให้จูนจูนมีส่วนร่วมในการเขียนบทพูดมากกว่าบทบาทของนักแสดงนำน่าจะทำให้งานออกมาจริงที่สุด และเป็นชีวิตของจูนจูนที่สุด

ฝั่งจูนจูนบอกว่าตอนแรกที่บาสยกหน้าที่นี้ให้ช่วย รู้สึกหนักใจพอสมควรเพราะเป็นเรื่องที่ส่วนตัวมาก แต่ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าเล่าอยู่ พอมานั่งย้อนคิดดูแล้ว ก็พบว่ามันมีตู้ที่เก็บก้อนความรู้สึกอยู่นะ คือความพยายามจะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่อยากรบกวนที่บ้าน แต่ภายใต้สิ่งนั้นก็คือ ฉันยังเป็นเด็กอยู่ ฉันต้องการการดูแล ฉันคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้”

ต้องใส่แบรนด์ลงไปตรงไหนบ้าง แค่ไหน ถึงจะพอดี

มีการปรึกษาลูกค้าอยู่ตลอดว่า อะไรเป็นจุดเด่นหรือว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์ได้บ้าง มีการประชุมกันและเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นตัวแทนของ Emporium ที่คนนึกถึงจริงๆ มาใส่ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการขึ้นลิฟต์ในห้าง ป้ายลดราคา ถาดและจานชามจากศูนย์อาหาร รวมไปถึงตะกร้าช้อปปิ้งเหล็กสีทองจาก Gourmet Market ที่ขนกันไปจริงๆ (ยกเว้นข้าวขาหมูที่เขาบอกว่าไม่ได้เอาไป ที่นู่นก็มีเหมือนกัน)

การเลือกใส่รายละเอียดให้พอดีและไม่ยัดเยียดแบรนด์จนดูได้เพลินขนาดนี้ บาสบอกว่า “ต้องงัดเอาทักษะในการทำหนังที่ตัวเองมีมาสนับสนุนความคิดหลักของเรื่องให้ได้ เหมือนทำหนังโฆษณา ทุกอย่าง ทุกชั่วขณะ ทุกวินาทีที่เราเล่าในหนัง จะนำมาสู่จุดจบตอนสุดท้ายของหนัง และกลับมาที่แท็กไลน์กับก๊อปปี้ด้วยเช่นกัน”

 

ไม่มองว่าหนังโฆษณาของห้างต้องถ่ายในห้างเท่านั้น

“สุดท้ายแล้วเราทำหนังโฆษณา มันไม่สามารถทำทุกอย่างเป็นหนังแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นการประนีประนอมกันและกันที่กำลังดี ในเวลาเดียวกัน มันมีโปรดักต์ผูกติดอยู่ ผมไม่ถนัดฝั่งแฟชั่น แต่ก็ไม่สามารถทำหนังเล่าเรื่องอย่างเดียว จนเสียเรื่องความเป็นแฟชั่นของทางแบรนด์ได้ ทุกอย่างต้องไม่มีฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่ล้ำเส้นกันจนเสียความเป็นตัวเองทั้งสองอย่าง ถือว่ายากแต่ด้วยความเข้าใจกันทุกฝ่ายก็เลยผ่านไปได้ด้วยดี”

การรู้จักพื้นที่ก็ไม่ได้ช่วยให้การถ่ายทำง่ายขึ้น

การที่บาสเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กถึง 7 ปี ไม่ได้ช่วยทำให้การถ่ายทำที่นั่นง่ายขึ้นแต่อย่างใด เพราะไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษ รู้แค่ตรงนี้สวยเท่านั้น แต่โชคดีที่ได้รุ่นน้องที่รู้จักเพิ่งย้ายไปใช้ชีวิตที่นั่น เปิดโปรดักชันเฮาส์ชื่อ Whiteline Production House ค่อยสนับสนุนทีมงานไทยที่ไปถ่ายทำ ก่อนนี้ทางโปรดิวซ์เซอร์ของทีม Whiteline ก็เคยทำงานกับ หับ โห้ หิ้น มาก่อน

“เขามีทักษะความเก่งกล้าในการติดต่อกับทุกอย่าง ขอนู่นขอนี่ได้หมด ถ้าที่ไหนถ่ายไม่ได้ เขาก็จะช่วยหาที่คล้ายๆ กันให้แทน ถือว่าโชคดีมาก”

Good moments in a relationship are the gift of life.

กระบวนการทำงานเป็นในรูปแบบของการทำงานโฆษณาปกติ บาสมีโปรดักชันเฮาส์ของตัวเองชื่อ Houseton มารับผิดชอบในการพัฒนาเรื่องราว ส่วนทาง -iSM เป็นฝ่ายตีโจทย์ พัฒนาคอนเซปต์ และถ่ายทอดไอเดีย ให้สามารถสื่อสารได้ง่าย โดยปรึกษากันตลอดในทุกขั้นตอนของการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ

“ก๊อปปี้ในตอนจบ ‘Good moments in a relationship are the gift of life.’ ที่ทีมครีเอทีฟ คุณอู๊ด (นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์) คิดมา ก็สามารถช่วยสรุปสิ่งที่หนังต้องการสื่อให้รู้สึกและสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร ให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี”

หนังเรื่องนี้มีความแตกต่าง

บาสบอกกับเราว่าหนังเรื่องนี้เป็นเเนวเล่าเรื่องที่อยากให้ออกมาดูเรียบง่าย เส้นเรื่องต้องไม่มีความขัดแย้งอะไร เป็นเรื่องอารมณ์และมู้ดแอนด์โทนเล็กๆ ในชีวิตของมนุษย์ธรรมดาคนนึงมากกว่า

“สุดท้ายเราจะประคองช่วงเวลาเล็กๆ เหล่านั้น แล้วค่อยๆ สะสมไปเป็นจิ๊กซอว์ทางความรู้สึกในภาพใหญ่ตอนจบได้ยังไง นี่คือทิศทางในการทำหนังครับ แล้วหนังยังมีความเป็นแฟชั่นด้วย ซึ่งผมเป็นคนไม่ได้เรื่องเรื่องแฟชั่นเลย แต่ก็ได้ความช่วยเหลือจากลูกค้าที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องสไตล์ลิ่งให้ ผมก็เพิ่งเคยลองทำงานแนวนี้เหมือนกัน”

ในขณะที่จูนจูนบอกว่าหนังเรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องที่เฉพาะตัวเกินไป เหมือนเป็นแค่เรื่องความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว แต่เชื่อว่าเมื่อได้ดูหนังจนจบ ทุกคนน่าจะต้องมีคนที่เรารักและเคยอยู่ในจุดที่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการคนดูแล ซึ่งน่าจะเชื่อมโยงได้กับทุกคน

“อันนี้แอบชมเฮียบาส รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นวิธีเล่าเรื่องกึ่งแฟชั่น กึ่งเรื่องราวที่เป็นงานโฆษณาของลูกค้าได้ฉลาดมาก ขนาดตอนที่เฮียบาสมาเล่าคอนเซปต์ทางหนังให้ฟัง เราฟังแล้วก็รู้สึกว่า เออว่ะ ยูไม่จำเป็นจะต้องบอกว่านี่เป็นแบรนด์นี้นะคะ เราเป็นแบบนี้นะคะ มันมีวิธีเล่าเรื่องที่ฉลาดกว่านั้น สื่อเมสเสจได้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเป็นแบรนด์ที่เรากำลังนำเสนออยู่พร้อมกันได้ด้วย”

Emporium ได้อะไรจากหนังเรื่องนี้

จูนจูนบอกว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูหรูหราและจับต้องได้ยากให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“Emporium มีลุค มีมาดบางอย่าง เป็นพี่สาวมาก หรูหรา เป็นผู้นำ ดูแพง ดูน่าเชื่อถือ แต่พอมาดูงานนี้ที่เฮียบาสกำกับ มันไม่ใช่แค่นั้น พอแทนว่าเป็นพี่สาว มันมีความอบอุ่นมาด้วย เฮียบาสสร้างภาพทั้งหมดจากคำนั้น พอดูแล้วรู้สึกจริงๆ ว่าเราไป Emporium เมื่อไหร่ก็รู้สึกว่านี่คือสถานที่ที่อยู่มานาน มีทุกอย่างพร้อม Emporium คือพี่สาวจริงๆ”

ส่วนบาสได้ให้บทสรุปของงานชิ้นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเราสามารถทำให้คนดูรู้สึกเหมือนที่เราและแบรนด์เชื่อว่าโมเมนต์เล็กๆ ของความสัมพันธ์อาจกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุด และแบรนด์ Emporium ขอเป็นส่วนหนึ่งที่มอบของขวัญให้กับทุกสายสัมพันธ์ที่มีค่าเหล่านั้น แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้ว ที่งานชิ้นนี้จะช่วยสร้าง relationship ระหว่างแบรนด์กับคนดูให้เกิดขึ้นได้ในท้ายสุด

ทีมงาน

Agency: -iSM Branded Entertainment

Creators: Nopparat Wattanawaraporn
Natsa Chitchaitheekul
Watcharapong Dandee
Pakorn Inthachai
Karn Janteerasakul

Account Service: Varunorn Suphannanont

Production: Houseton Film

Director: Nattawut Poonpiriya

Executive Producer: Amorn Nilthep

Co-Producer – Kobrsak Noomnoi, Narissara Thanapreechakul

Assistant Director – Attapol Worrawuttaweekul

DOP – Boonyanuch Kraithong, Warut Snidvongs

Acting C – Romchat Tanalappipat

1st AC – Kingkan Siripiriyakul

2nd AC – Warut Snidvongs

HMU – Praesakow Sangchai

Sound – Prachya Amornratananond

Production Assistant – Aden Nasarat, Joana Maria

Still – Patcha Kitchaicharoen

Behind the scene – Jutharat Pinyodoonyachet, Tanet Kiatniyakrit

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load