เบื่อคำว่า Green มากกกก แบบ ก ไก่ ล้านตัว

  คิดว่าแค่ใส่กรีนลงไปข้างหน้าอะไรก็ตาม แล้วอุณหภูมิโลกในจะลดลงไหม หรือขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

Green Economy

Green Politics

Green Energy  

Green Hospitality 

จะเห็นดีเห็นงามด้วยกับคำว่า กรีน น่าจะเป็น Green Washing การฟอกเขียวนี่แหละ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เพียงแค่นำผลิตภัณฑ์ สินค้า วิสัยทัศน์ คอนเทนต์ มาใส่ตะกร้าสีเขียวล้างน้ำ บริษัทรักษ์โลกอย่างยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เกิดขึ้น 

ดีใช่ไหมล่ะ สะดวก ง่าย ได้กำไร เพราะตามคำจำกัดความแล้ว การฟอกเขียวคือการทำการตลาดลวงโลกแบบหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณา เล่าเรื่อง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและผลิตภัณฑ์ ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือดีต่อสุขภาพ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรือเกินจริง

เราได้ก้าวเข้าสู่สังคมกรีนวอชชิ่งอย่างเต็มตัว เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของระบบทุนนิยมที่เราเชิดชูนักหนา ดูได้จากการที่

เราในฐานะ ผู้บริโภค ยอมเชื่อเรื่องเล่าเหล่านี้อย่างศิโรราบ 

เราในฐานะ ผู้ผลิต ยินยอมขายผลิตภัณฑ์และบริการ  ทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจว่าไม่ใช่

เราในฐานะ นักการตลาด สร้างคำพูดสวยหรู เล่าเรื่องชวนฝัน สร้างภาพงดงาม ให้ผู้คนคล้อยตามอย่างสุดความสามารถ   

ใครรู้จัก Bill Hicks คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า

By the way if anyone here is in advertising or marketing…kill yourself. It’s just a little thought; I’m just trying to plant seeds. Maybe one day they’ll take root – I don’t know. You try, you do what you can.” 

สังคมลวงตาที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ดูมันเขียวแบบไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่นัก 

เรื่องการฟอกเขียวเกิดขึ้นกับทุกวงการ แต่บทความนี้ขอพูดเรื่องการฟอกเขียวแห่งวงการอาหารอุตสาหกรรม  

กระบวนการฟอกเขียวมีปัจจัย 7 อย่างในการเกื้อหนุน บางคนเรียกบาป 7 ประการ ส่วนผสมที่ทำให้ดูรักษ์โลกและดีต่อสุขภาพในงานประชาสัมพันธ์  เช่น บอกความจริงไม่หมด พูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐาน เล่าว่าของเราเขียวกว่าของคนอื่นยังไง กล่าวอ้างเรื่องไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้าง ให้ข้อมูลงง ๆ เบลอ ๆ ใช้องค์กรกำมะลอในการออกใบรับรอง อะไรประมาณนี้ 

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

  อย่างเวลาเดินซื้อผัก แม่ค้าพ่อค้าก็จะบอกว่าผักปลอดสาร ไปกินข้าวก็เขียนในเมนูว่าผักปลอดสาร เดินโมเดิร์นเทรดก็มีผักปลอดสาร แต่ที่ปลอดนะ สารอะไร (สารอาหารหรือเปล่า คิดในใจ)

ผักปลอดสาร เขาตั้งใจให้ละคำว่า ‘ภัย’ ไว้ ถ้าเขียนเต็ม ๆ จะได้ความว่า ผักปลอดภัยจากสารพิษ คือ ใช้สารพิษ (สารเคมีในการเกษตรแหละ ไปดูสิ บ้างเป็นวัตถุอันตราย บ้างมีรูปหัวกะโหลกกำกับ) ในการผลิต เช่น เมล็ดคลุกยากันเชื้อรา หรือมีการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตร ทั้งปุ๋ยและยา (ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืชที่นอกเหนือจากแมลง ยากันรา ฯลฯ) แต่ มีระยะการเก็บ ทิ้งไว้ 14 วัน 21 วัน แล้วแต่ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด และได้บอกไว้ว่า ยาจะสลายไปในธรรมชาติภายในระยะเวลาแบบนี้ 

เพราะฉะนั้น ผักปลอดสารไม่ได้แปลว่าไม่ใช้ยา

ผักไร้ดิน ปลูกด้วยน้ำสะอาด

ในบริบทนี้คำจำกัดความของคำว่าสะอาด คือ ไม่เลอะดิน ดูไม่เลอะเทอะ อันนี้ลืมคำว่า ‘ตา’ คือ ดูแล้วจะสะอาดตา แต่จะสะอาดจากสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นอย่างไนเตรทตกค้าง หรืออย่างสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และก็มาให้คนเราเข้าใจว่า ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก (ไปอ่านรายงาน)

ส่วนผักที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในระดับที่ปลอดภัย แปลว่ามีสารเคมีตกค้าง แต่กิน ๆ ไปเถอะ เพราะนักวิชาการชำนาญการ หน่วยงานทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง ออกมารับรองปริมาณตกค้างที่ปลอดภัยไว้แล้ว  บ้างอ้าง FDA ประเทศเรา บ้างอ้าง FDA อเมริกา บ้างอ้างมาตรฐานผู้ผลิต แล้วแต่ เอาที่สบายใจ

เคยได้ยินข่าวเห็นเกษตรกรฟ้องบริษัทแล้วชนะ ก็เพราะใช้อย่างปลอดภัยนี้แหละ แต่เป็นมะเร็งนะ  ตกค้างในระดับที่ปลอดภัยกับอนุญาตให้ใช้ คือสุดยอดแห่ง Green Washing เพราะใช้อำนาจรัฐมาเห็นดีเห็นงามด้วย

เมื่อใดมีคำว่า Zero หรือ Neutral ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน Zero Waste, Zero Carbon, Neutral Carbon 

สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะ Zero เป็นไปไม่ได้ในระดับอุตสาหกรรม ในคำจำกัดความที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ทั้งสิ้นจากการผลิต จัดเก็บ ขนส่ง และแจกจ่าย จนไปถึงการจัดการหลังการใช้สินค้าไปแล้ว (อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ )

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

ถาม :  เรากินแล้วเราขี้ไหม 

ตอบ : ขี้ 

ถาม :  เราทำอาหาร เราก่อให้เกิดขยะไหม 

ตอบ: ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ 

เมื่อเราขยับตัวเมื่อใด เราสร้างขยะเมื่อนั้น ความกรีนอยู่ตรงที่เขาเอาขยะไปทำอะไร จัดการมันอย่างไร อย่ามาพูดลอยว่า Zero Waste เฉย ๆ มันจะกลายเป็นตัวบ่งชี้ ว่าจะโดนหลอกฟอกเขียวแน่นอน 

บริษัทผลิตแล้วก็ต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ถาม : ไม่ปล่อยเลยเป็นไปได้ไหม

ตอบ : ไม่ได้ (เรายังหายใจออกยังเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ) คือยังไง เราต้องถึงขนาด Upcycling ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของคนที่ทำงานในบริษัทนี้ ให้เป็น Zero Carbon เลยรึเปล่า 

ถ้าบริษัทต้องการจะเป็น Zero Carbon ก็ต้องซื้อ Credit Carbon ถ้าปล่อยออก 80 ตัน ก็ต้องซื้อ 80 ตัน คาร์บอนเป็นศูนย์ในเชิงตรรกะแบบมโนของจริงก็คือ คาร์บอนถูกปล่อยออกไปแล้วอยู่ในชั้นบรรยากาศแล้ว เราแค่ไปซื้อเครดิตในที่ป่าชุ่มน้ำ เพราะเชื่อและหวังว่าผืนป่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนที่เราปล่อยออกไปได้ 

แปลซื่อ ๆ ได้ว่าตะบี้ตะบันปล่อย แล้วค่อยเอาเงินมาซื้อ Carbon Credit เพื่อทำให้เป็นศูนย์ก็ทำได้

มันถึงสำคัญมากที่เราจะรับรู้ข้อมูลให้ดีก่อนสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ใด ๆ

สโลแกนแบบ ‘ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ’ อันนี้เป็น Green Washing ยุคคลาสสิก

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ
Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

ถาม : อะไรไม่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติบ้าง

ตอบ : ไม่มี 

เพราะจะสังเคราะห์อะไรสักอย่างก็ต้องมีสารตั้งต้น 

ใช่ว่าผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ จะรักษ์โลกและดีเสมอไป

ตัวอย่าง

เกลือหิมาลายัน  เป็นเกลือธรรมชาติที่มาจากเหมืองเกลือซึ่งหมดไปได้ 

รู้จักภูเก็ตไหม เคยเป็นเมืองเหมือง ขุดได้แร่ดีบุกได้เยอะมาก

หมดไหม หมด 

แล้วเกลือจะหมดไหม ก็หมด 

รักษ์ธรรมชาติไหม รัก 

กินไหม กิน 

Green Washing ไหม ชัวร์  

แถมยังมีเรื่องเกี่ยวกับการใช้แรงงานที่ไม่ค่อย Green เท่าไหร่ในเมืองด้วย 

ของธรรมชาติที่ไม่ดีต่อสุขภาพต่อโลกใบนี้ก็มีเยอะแยะไปหมด อย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ธรรมชาติมากกกกก 

สารธรรมชาติที่เป็นพิษก็มากมาย ยางต้นบอนพิษ แสงแดดเป็นธรรมชาติ ดี 

แต่อาบแดดเกินเลยก็มะเร็งผิวหนัง 

รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ
Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

คำที่มาช่วยแคมเปญ Green Washing อย่าง Natural, Organic, Eco, Bio, Green, 100% Eco-friendly, Sustainability อะไรอย่างนี้ ระวังโดนฟอกเขียวแบบไม่รู้ตัว 

เขียน Organic บนหน้ากล่องตัวเบ้อเริ่ม พอพลิกอ่านฉลาก มีสารปรุงแต่งกลิ่น รส สี ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมครบ มีส่วนผสมเดียวที่มาจากระบบอินทรีย์เป็นสัดส่วน ร้อยละ 2 ของส่วนผสมทั้งหมด

Bio-degrable นี่ไง คำว่า Bio มาแล้ว 

Bio แปลว่า ชีวะ  Bio-degradable จึงแปลว่าพลาสติกจะแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ในเชิงชีวภาพ และทำให้เรามี Microplastic เพิ่มขึ้นในน้ำ ดิน ทราย จนไปถึงอากาศ ก็เพราะเราลุยใช้หลอดพลาสติก Bio-degradable กล่องพลาสติก Bio-degradable  กันอยู่นี้แหละค่า 

Green Packing บรรจุภัณฑ์​รักษ์โลก รักษ์มากเพราะบรรจุมาในถุงพลาสติกอย่างดี มันโคตร Oxymoron เป็นความย้อนแย้งที่จับต้องได้

ในขณะที่ Bio Compostable คือความสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แปลว่าวันหนึ่งมันจะ กลายไปเป็นดินอีกครั้งหนึ่ง

Green Washing : รู้เท่าทันวิธีสร้างภาพความกรีน เพื่อเลือกกินอาหารให้ปลอดภัยจริง ๆ

Green Washing ของปลาแซลมอนก็หนีไม่พ้น โอเมก้าจากปลาน้ำลึก เลี้ยงอย่างดีข้างภูเขาน้ำแข็ง อากาศหนาวเย็น บางประเทศผลิตได้ 1.3 ล้านตันต่อปี แต่หนึ่งกระชังเลี้ยงได้เพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ เมื่อบวกลบคูณหารแล้วกระชังปลาต้องเต็มทะเลเป็นแน่แท้ และยังบอกอีกว่าอาหารที่เอาไว้ใช้เลี้ยงปลาแซลมอนมีส่วนผสมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปลา ปลาป่น โดยส่วนประกอบหลักมาจากน้ำมันพืช และเรื่องก็เล่าไปเรื่อย ๆ ว่า ความเชื่อในการทำประมงของคนชนชาตินี้ดี มีกฎหมายรองรับอะไรอย่างไร 

คืออยากจะร้องไห้ ปลาป่น กับ น้ำมันพืช ดูสารคดีเกี่ยวกับท้องทะเลสักเรื่องสองเรื่อง (หนังอย่าง Troubled water – The end of the line และ Sumatra burning) ให้เข้าใจอุตสาหกรรมปลาป่น และดูต่ออีกเรื่องว่าทำไมประเทศอินโดนีเซียถึงมีศูนย์พักพิงอุรังอุตังมากมาย จะได้เข้าใจการบุกรุกพื้นที่ทำสวนปาล์ม

อันนี้ก็ศาสตร์แห่ง Green Washing แบบใช้สำนักข่าวที่มีความเชื่อสูงรับรองบทความ        

เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเขียวแบบไหน เราจะใช้สไตล์แบบอีโค่อย่างไร 

ขอให้มันขึ้นอยู่กับคุณ  

ไม่ใช่นักการตลาด…

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Bo.lan Education

ความรู้เรื่องอาหารและการกินที่ดี เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย สังคม และสิ่งแวดล้อม

เมื่อได้ยินคำว่าวรรณคดีไทย หลายคนอาจเบือนหน้าหนี คิดว่าเชยและน่าเบื่อหน่าย โบก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น จนกระทั่งวันที่พยายามหาเส้นเวลาของอาหารในประวัติอาหารไทยจากการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท จึงลองเปิดวรรณคดีไทยเพื่อหาอาหารที่บันทึกในวรรณคดี ในยุคก่อนที่จะมีการตีพิมพ์ตำรับตำราอาหารไทยอย่างจริงจัง

วรรณคดีในยุคต้นรัตนโกสินทร์​หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ขุนช้างขุนแผน หรือ พระอภัยมณี ล้วนมีอาหารสอดแทรกอยู่ทั้งนั้น อาหารใน ขุนช้างขุนแผน สะท้อนวิถีชาวบ้านลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างสุพรรณบุรี อาหารงานบวช-งานแต่ง ก็สอดแทรกในคำกลอนอย่างประดามี (แปลว่ามีเยอะมาก)

เรื่องแฟนตาซีกว่า ขุนช้างขุนแผน ก็ต้อง พระอภัยมณี ตัวละครมีหลากหลายทั้งมนุษย์และอมนุษย์ หลายเชื้อชาติและมากไปด้วยชนชั้นในสังคม อาหารการกินจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่แบบไทย ๆ เท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากคือ ตอนอภิเษกหัสไชย ซึ่งเป็นพิธีแต่งงานระหว่างพระหัสไชยกับนางสร้อยสุวรรณและนางจันทร์สุดา พร้อมทั้งสุดสาครกับนางเสาวคนธ์ เป็นงานที่กษัตริย์ทั้ง 4 เมือง คือ ผลึก ลังกา รมจักร และการะเวก มารวมตัวกันที่เมืองลังกาเพื่อร่วมอวยพร งานนี้เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นงานรวมญาติแบบนานาชาติ โดยดูได้จากบทนี้

“ฝ่ายลูกสาวเจ้าลังกาเกณฑ์ฝรั่ง

แต่งโต๊ะตั้งเลี้ยงกษัตริย์ล้วนจัดสรร

กับข้าวแขกแทรกเนื้อแพะผัดน้ำมัน

มัสมั่นข้าวบุหรี่ลู่ตี่โต

กับข้าวไทยใส่ต้มส้มแกงต้มขิง

นกคั่วปิ้งยำมะม่วงด้วงโสน

แกงปลาไหลไก่พะแนงแกงเทโพ

ผัดปลาแห้งแตงโมฉู่ฉี่มี”

“รมจักรนคเรศวิเสทเจ๊ก

ต้มตับเหล็กเกาเหลาเหล้าอาหนี

เป็ดไก่ถอดทอดม้าอ้วนแต่ล้วนดี

แกงร้อนหมี่หมูต้มเค็มใส่เต็มจาน

ตั้งโต๊ะเรียงเลี้ยงวงศ์พงศ์กษัตริย์

สารพัดเหล้าข้าวของคาวหวาน

ต่างเสวยเนยนมน้ำชัยบาน

พนักงานฟ้อนรำต่างบำเรอ”

อ่านบทนี้แล้ว โอ้โห เจ้าเมืองลังกาเกณฑ์ฝรั่งให้มาจัดโต๊ะได้ ต้องมีอะไรดี ๆ แน่ ๆ หรือไม่ฝรั่งตอนนั้นคงไม่ออกล่าอาณานิคมเหมือนสมัยต่อมา เพราะถ้าเป็นฝรั่งช่วงล่าอาณานิคมคงไม่ยอมมาจัดโต๊ะให้ แต่โบคิดผิด เพราะบทความของ วิภา จิรภาไพศาล เรื่อง ข้างหลัง “พระอภัยมณี” สุนทรภู่ ซ่อนความคิดต้านชาติตะวันตก กล่าวความไว้ว่า

“เกาะลังกาในจินตนาการของสุนทรภู่นั้น มีต้นเค้ามาจากประเทศศรีลังกา ที่แม้ว่าจะเคยเป็นเมืองพุทธ และปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากนับถือศาสนาพุทธ แต่ในช่วงที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ศรีลังกาเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และเมืองลังกาในพระอภัยมณีก็ไม่ใช่เมืองพุทธเช่นกัน”

และลูกสาวเจ้าเมืองลังกา คือนางละเวงวัณฬา ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองลังกาในเวลาต่อมา ไม่น่าล่ะ ถึงมีสิทธิ์สั่งฝรั่งได้

ส่วนกับข้าวก็มากมี นับได้กว่า 20 อย่างในกลอนไม่กี่บท ทั้งกับข้าวไทย กับข้าวแขก และกับข้าวจีน สิ่งที่ชวนให้คิดตามคือความหลากหลายของโปรตีนที่กินกัน ทั้งแพะในอาหารแขก เป็ด ไก่ หมูในอาหารจีน นก ด้วง และปลาในอาหารไทย แกงเทโพที่ตำราโบร่ำโบราณใช้ พื้นท้องปลาเทโพก็เป็นข้อสังเกตว่า งานที่จัดในเมืองลังกาน่าจะกินปลาทะเล แต่การประดิษฐ์คิดเพิ่มเติมในอาหารไทยก็มีมานานโขแล้ว ตั้งแต่สมัยเรายอมรับพริกเทศมาผสานกับอาหารตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยาโน่น

และบทนี้ยังพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหลากหลายอีกด้วย ทั้งเหล้าอาหนีและน้ำชัยบาน ก็ชวนให้ตีความกันอย่างสนุก เหล้าอาหนีอาจเป็นเหล้ารสอะนีซ (Anise) ในที่นี้อาจหมายถึงเหล้าที่ทำโดยมีส่วนผสมของเทียนสัตตบุษย์อยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่โป๊ยกั๊ก (จันทน์แปดกลีบ) หรือ Star Anise เหล้าอาหนีที่ปรุงด้วยเทียนสัตตบุษย์นิยมดื่มกันแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป เรื่อยมาจนถึงเปอร์เซียและตุรกี บางทีก็รู้จักกันในชื่อ อารัก (Arak)

ส่วนน้ำชัยบานที่อยู่วรรคท้าย ๆ ยังมีใช้อยู่ในภาษาอีสาน ปัจจุบันเรียกชื่อน้ำชนิดหนึ่งว่า ไชยบาน หมายถึงน้ำดื่มสาบาน หรือชัยบานอาจหมายถึงเครื่องดื่มแห่งการมีชัย จึงตีความว่าอาจจะเป็นแชมเปญเพราะเสียงคล้ายคลึงกัน และไว้ดื่มในงานเฉลิมฉลองอย่างงานแต่งนี่แหละ แต่จะเป็นวินเทจไหน จะเป็นแชมเปญบ้านใด ทุ่งไหน สุนทรภู่ก็ไม่ได้ทิ้งเบาะแสให้สืบต่อได้แต่อย่างไร

แต่ที่แน่ ๆ สุนทรภู่เป็นนักดื่มที่มีองค์ความรู้น่าดู เพราะรู้จักเหล้าฝรั่งหลายชนิด รู้จักอาหนี ดื่มบรั่นดี และยังชนแก้วด้วยน้ำชัยบาน

กลอนใน พระอภัยมณี ยังพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพของข้าวที่ปลูกอยู่บนเกาะแก้วพิสดาร ทั้งข้าวสาลี ซึ่งอาจหมายถึงข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียว ข้าวหางช้าง รายชื่อข้าวหลายสายพันธุ์นี้สะท้อนถึงความรุ่มรวยของพันธุ์ข้าว ไม่เพียงในวรรณคดี แต่ในสังคมไทยยุคนั้นด้วย โบคิดว่าเป็นช่วงที่สยามประเทศมั่นคงและมั่งคั่งทางอาหารสูงมาก ๆ ดูไม่สั่นคลอนเหมือนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทั้งจากนโยบายรัฐบาลด้านเมล็ดพันธุ์ หรือการที่บ้านเราเอื้อต่อการรวมทุนผูกขาด

“อันเกาะแก้วพิสดารสถานนี้

โภชนาสาลีก็มีถม

แต่คราวหลังครั้งสมุทรโคดม

มาสร้างสมสิกขาสมาทาน

เธอทำไร่ไว้ที่ริมภูเขาหลวง

ครั้นแตกรวงออกมาเล่าเป็นข้าวสาร

ได้สืบพืชยืดอยู่แต่บูราณ

จงคิดอ่านเอาเคียวมาเกี่ยวไป”

“ให้โยคีตีเคียวไปเกี่ยวข้าว

สานกระเช้าให้ทุกคนขนข้าวสาร

กลางคงคาสารพันจะกันดาร

จงคิดอ่านเอาเสบียงไปเลี้ยงกาย”

“ถึงที่กว้างหว่างเวิ้งในเชิงเขา

เห็นรวงข้าวขาวค้อมหอมนักหนา

ไม่เคยเห็นเป็นข้าวสารทั้งลานนา

กษัตราชมเพลินดำเนินพลาง

ถึงธารนำลำเนาภูเขาโขด

มีข้าวโพดข้าวเจ้าแลข้าวฟ่าง

ทั้งข้าวเหนียวเขียวขาวข้าวหางช้าง

แลต่างต่างตละไร่สุดสายตา”

การที่เกาะแก้วปลูกข้าวได้หลายชนิด น่าจะเป็นข้อเท็จจริงได้โดยไม่พิสดารมาก หากใช้หลักฐานการปลูกข้าวบนเกาะในฝั่งทะเลอันดามันปัจจุบัน ทั้งเกาะสุกร จังหวัดตรัง หรือเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา การมีน้ำจืดบนเกาะกลางทะเลมันก็พิสดารอย่างธรรมชาติจัดสรร ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำนาบนเกาะกันอยู่

ส่วนเกาะแก้วพิสดารเอง สุจิตต์ วงษ์เทศ ตีความว่า เป็นเกาะที่อยู่ฝั่งทะเลอันดามันมากกว่าเกาะเสม็ด จากตอนที่ท้าวสิลราชเจ้าเมืองผลึกกับลูกสาวคือสุวรรณมาลี ติดมรสุมอยู่กลางมหาสมุทร (อินเดีย) ปู่เจ้าบอกทางรอดว่า “จงตัดคลื่นฝืนไปทิศอิสาน จะพบพานผู้วิเศษข้างเพทไสย”

เมื่อมุ่งไปทางทิศอีสานก็พบพระฤๅษีที่เกาะแก้วพิสดารจริง ๆ แสดงว่าเกาะนี้อยู่ในเขตทะเลอันดามันหรือที่ใดที่หนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย

อาหารการกินในวรรณคดีสะท้อนการเกิดขึ้นซ้ำในประวัติศาสตร์ เกิดแล้วก็เกิดได้เหมือนกระแสแฟชั่นที่วนซ้ำได้เรื่อย ๆ ผู้คนมีรสนิยมการกินแบบวนซ้ำ โดยมีหลักฐานร่วมสมัยให้พอจับแพะชนแกะได้กับวิถีการกินที่เป็นกระแสร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น Plant-based อย่างฤาษีที่บวชมาเป็นพันปี กินแต่ผลหมากรากไม้ ในตอนที่พระอภัยมณีกับสินสมุทรมาอยู่ที่เกาะและขอบวชเป็นฤๅษีด้วย จึงฉันอาหารของนักบวช โดยมีพวกแขกฝรั่งเรือแตกที่เป็นลูกศิษย์ของพระฤๅษีจัดหาอาหารมาให้ ดังบทนี้

“แล้วรีบรัดจัดแจงแต่งสำรับ

น้ำผึ้งกับมันเผือกล้วนเลือกสรร

ทั้งกล้วยอ้อยน้อยหน่าสารพัน

ประเคนสองนักธรรม์ฉันสำราญ”

และยังมีกลุ่ม Pescatarian คือกินแต่อาหารทะเลอย่างเดียว เช่น ผีเสื้อสมุทรที่จับพ่อแม่นางเงือกกิน (นางเงือกถือว่าเป็นอาหารทะเลไหมนะ) และนางเงือกเองก็น่าจะกินอาหารทะเลด้วย อันนี้ตีความเอง

ชาวเมืองวาหุโลมกินสัตว์ปีกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็ด ไก่ นก และไข่ การกินแบบนี้อาจยังไม่เป็นกระแสในสังคมร่วมสมัยเท่าไรนัก แม้ว่าเราจะกินอกไก่ปั่นเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อกันเป็นปกติแล้ว

“นายด่านเล่าว่าเจ้าเมืองวาหุโลมราช

กษัตริย์ชาติเชื้อยักษ์มักกะสัน

เลี้ยงนกไก่ไว้กินสิ้นทั้งนั้น

สารพันสัตว์ที่มีปีกบิน

อันกุ้งปลาสาครเรียกหนอนน้ำ

ไม่กรายกล้ำเกลียดคิดพินิจถวิล

ทั้งสัตว์อื่นหมื่นแสนในแดนดิน

ก็ไม่กินกินแต่ไข่เป็ดไก่นก”

กินแต่สัตว์ปีกกันขนาดนี้ ต้องมีภูมิปัญญาดีในการป้องกันโรคเกาต์ ไม่งั้นแย่แน่นอน เพราะสัตว์อื่นหมื่นแสน ชาววาหุโลมก็ไม่กิน

ส่วนสายยักษ์อย่างเจ้าละมาน เป็นสาย Raw Food คือกินอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน และยังเป็นสายคีโตอีกด้วย เพราะน่าจะกินแต่เนื้อสัตว์และไม่สนใจคาร์บเท่าไรนัก จากบทนี้

“ฝ่ายลำหนึ่งถึงละมานสถานถิ่น

เมืองทมิฬฟันเสี้ยมเหี้ยมหนักหนา

ไม่กินข้าวชาวบุรินทร์กินแต่ปลา

กินช้างม้าสารพัดสัตว์นกเนื้อ

ถึงเวลาฆ่าชีวิตเอามีดเชือด

แล้วคลุกเลือดด้วยสักหน่อยอร่อยเหลือ

ทั้งน้ำส้มพรมพล่าน้ำปลาเจือ

ล้วนเถือเนื้อดิบกินสิ้นทุกคน”

แม้จะเป็นยักษ์ ดูกินแบบไม่มีอารยะ ป่าเถื่อน แต่การกินเนื้อดิบก็มีวัฒนธรรมในการหมักน้ำส้ม ทำน้ำปลาเพื่อเอามาพรมใส่เนื้อดิบ อีกบทยังพูดถึงการใช้ผักชีหรือเครื่องเทศอย่างยี่หร่าโรยบนเนื้อดิบด้วย

รายชื่ออาหารในยุคต้นรัตนโกสินทร์นี้ เป็นหนึ่งในบันทึกสำคัญของผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาด้านอาหาร ซึ่งใช้อ้างอิงถึงการมีอยู่ของอาหารในห้วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี และสะท้อนวัฒนธรรมในสังคม รวมถึงใช้ตีความบริบทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้ด้วย แม้ไม่ได้แสดงรายการวัตถุดิบหรือวิธีปรุงไว้ในรายละเอียด แต่ก็เป็นหลักฐานเชิงบันทึกได้ ปะติดปะต่อความเป็นพหุวัฒนธรรมในอาหารการกิน ความหลากหลายทางชีวภาพในอาหาร และเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ตีความอาหารไทยในปัจจุบัน โบเลยขอตั้งชื่อว่าเป็น ‘โภชนวรรณคดี’

อนึ่ง บทความนี้ได้รับความกรุณาจากบทความของ รองศาสตราจารย์ มาลิทัต พรหมทัตตเวที เรื่อง อาหารการกินในวรรณกรรมเรื่องพระอภัยมณี ที่ลงไว้ใน วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 37 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2555 หน้า 124 – 145 ได้จัดประเภทของอาหารใน พระอภัยมณี และรวบรวมบทกลอนตามอาหารแต่ละอย่างไว้ครบถ้วน เป็นวิทยาทานให้แก่ผู้เขียนอย่างข้าพเจ้า รวมถึง คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าและการตลาด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่อยากจะเห็นสำรับอาหารจากวรรณคดีอย่าง พระอภัยมณี ผู้เขียนจึงได้มีโอกาสค้นคว้าเรื่องอาหารการกินอีกครั้งหนึ่ง

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load