1 มิถุนายน 2562
84 K

ตื่นเช้ามากับเสียงไก่ขัน เดินไปรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบบ้าน พอเที่ยงๆ ก็ออกไปเก็บผักและเห็ดปลอดสารพิษมาทำกับข้าวอร่อยๆ กินกับครอบครัว เชื่อไหมว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวชวนฝันของชาวบ้านต่างจังหวัดที่ไหน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริงๆ ใน ‘สวนผักบ้านคุณตา’ (Grandpa Urban Farm) ฟาร์มออร์แกนิกและศูนย์การเรียนรู้กลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 100 ตารางวา ที่เดินลัดเลาะมาจากสถานีรถไฟฟ้าบางจากได้ในเวลาเพียง 5 นาที

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน

“ไม่น่าเชื่อว่าในกรุงเทพฯ จะมีที่แบบนี้ด้วย” เราเอ่ยปากบอก ปลายฟ้า–กรรณชนิก หุตะแพทย์ หลานสาวคุณตาเจ้าของบ้านคนแรก และ คุณพ่อคมสัน หุตะแพทย์ ด้วยความทึ่ง ทันทีที่เดินเข้ามาในบ้านไม้สีขาว-ฟ้าอายุราว 50 ปีของพวกเขา

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน

แม้จะเป็นบ้านที่อยู่ติดกับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และอยู่ห่างจากทางด่วนเพียงไม่กี่สิบเมตร แต่พวกเขายังคงรักษาวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเองด้วยการทำเกษตรปลอดสารพิษได้อย่างน่าชื่นชม แถมยังส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้เป็นหลักสูตรและคลาสเรียนที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเองสำหรับคนในชุมชน เด็กๆ และผู้ที่สนใจอยากให้บ้านตัวเองมีสวนผักย่อมๆ บ้างเหมือนกัน

01

ลงหลักผักฐาน

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณตาฟ้าเอง ปีนี้คุณตาอายุครบหนึ่งร้อยปีพอดีเลย” ปลายฟ้าเริ่มเล่าเรื่องราวเก่าแก่ของบ้านหลังนี้ให้เราฟัง พร้อมกับคุณพ่อคมสันที่นำน้ำอัญชันปลอดสารพิษเย็นชื่นใจมาต้อนรับเราอย่างใจดี “แต่ตอนนี้คุณตาย้ายไปอยู่อีกบ้านหนึ่งกับแม่แล้ว มีแค่ฟ้ากับพ่อที่อยู่บ้านหลังนี้ เราจึงตั้งชื่อมันว่า สวนผักบ้านคุณตา หรือ Grandpa Urban Farm เพื่อเป็นเกียรติให้เขา”

ปลายฟ้าเล่าว่า ตอนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พ.ศ. 2554 เธอ คุณพ่อ คุณตา และสมาชิกครอบครัวทั้งหมด ได้ย้ายมาอยู่ในบ้านหลังนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่หนักเท่าที่อื่น แต่หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม กรุงเทพฯ ก็เกิดวิกฤตเรื่องอาหารอย่างหนัก ทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และข้าว ล้วนขาดตลาด จุดนั้นเองที่ทำให้เธอตระหนักว่าการเป็นคนเมืองที่พึ่งพาทรัพยากรอาหารจากโลกภายนอกไม่ใช่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ คนเมืองกลับผลิตอาหารเองไม่ได้เลย

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน

“เมื่อก่อนตอนเราเด็กๆ บ้านเราเคยปลูกผักกินเองอยู่แล้ว พอหลังน้ำท่วมก็เห็นว่าบ้านหลังนี้มีแปลงผักอยู่พอดี ครอบครัวเราจึงเริ่มปลูกผักและปลูกข้าวกินกันเองอีกครั้ง ปลูกมันในเมืองนี่แหละ” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

“พอมันเวิร์ก ปลูกผักแล้วได้ผลผลิตดีขึ้น เราเลยทำเป็นรถที่ออกไปให้ความรู้กับคนในละแวกนี้ ทั้งชุมชน วัด โรงเรียน พอคนเริ่มรู้จักมากขึ้น เลยเริ่มติดต่อมาขอเรียน ขอดูสถานที่ หลังจากนั้นเราจึงเปิดเป็นศูนย์การเรียนสวนผักบ้านคุณตาอย่างเป็นทางการ”

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
02

ในน้ำมีปลา ในบ้านคุณตามีข้าว

สวนผักบ้านคุณตามีพื้นที่ทั้งหมด 100 ตารางวา โดยแบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นบริเวณของตัวบ้าน ที่ตรงห้องนั่งเล่นยังเป็นห้องเรียนเล็กๆ สำหรับวันไหนที่มีการเปิดสอน ส่วนที่เหลือเป็นแปลงผัก 3 แปลง ปลูกผักหมุนเวียนไปตามฤดูกาล เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า โหระพา แขนง และผักแพ้ว ติดกันนั้นเป็นซุ้มผักเลื้อยสำหรับปลูกแตงกวา บวบ ฟักทอง และถั่วพู ถัดมาเป็นโรงเลี้ยงไก่ โรงเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงไส้เดือนกำจัดขยะ บ่อซีเมนต์สำหรับปลูกข้าวทั้งหมด 10 บ่อ ซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ประมาณ 40 กิโลกรัมต่อปี แถมมีเครื่องสีข้าวเองด้วย! เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องออกไปซื้อวัตถุดิบทำกับข้าวที่ไหน เพราะแค่เก็บเอารอบบ้านก็มีสารอาหารครบ 5 หมู่แล้ว

ปลายฟ้าบอกเราว่า สำหรับใครที่ไม่ได้มีพื้นที่รอบบ้านเยอะ อาจจะอยู่ตึกแถวหรือคอนโดฯ ก็สามารถปลูกผักแนวตั้งได้ ซึ่งเธอก็มีแปลงผักแนวตั้งของเธออยู่ข้างบ้านไว้เป็นตัวอย่างให้ดูเหมือนกัน

สวนผักบ้านคุณตา

“จริงๆ สวนผักแนวตั้งนี่สามารถปลูกผักได้ทุกชนิดเลยนะ ขอแค่ให้มันไม่สูงหรือหนักจนเกินไปก็เท่านั้น ส่วนพวกกระถางก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้ออะไรแพงๆ ดูอย่างที่นี่เราก็เอาวัสดุเหลือใช้ เช่น อ่างล้างมือเก่า ขวดน้ำ แกลลอน อ่างน้ำที่รั่วแล้ว ยางรถยนต์ จนไปถึงโถส้วม กลับมาใช้ใหม่เป็นกระถางต้นไม้ได้”

“โห” เราเผลอลากเสียงยาวเมื่อเห็นว่าเหล่าสุขภัณฑ์ในห้องน้ำได้กลายร่างเป็นกระถางต้นไม้ที่มอบชีวิตใหม่ให้ผักปลอดสารพิษเหล่านี้ได้จริงๆ

“หลายคนไม่คิดว่าในกรุงเทพฯ จะมีอะไรแบบนี้ เราจึงพยายามเป็นบ้านตัวอย่างให้คนในเมืองเห็นว่าถ้ามีพื้นที่แค่หนึ่งร้อยตารางวา เราจะปลูกผักแนวตั้ง หรือจะใช้แค่ชั้นวางของมาปลูกผักก็ได้ มันไม่ได้มีข้ออ้างว่า อยู่ในเมืองแล้วไม่สามารถปลูกผักเอง หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงการซื้อผักจากตลาด แต่มันมีตัวเลือกและวิธีอื่นๆ ที่เราทำได้จริงๆ”

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
03

ผัดพลิกแพลง

นอกจากหลักคิดการปลูกผักออร์แกนิกและการพึ่งพาตนเองแล้ว อีกสิ่งที่เราชอบมากๆ จากสวนผักบ้านคุณตาคือความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์และพลิกแพลงสิ่งรอบตัวที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

เนื่องจากคุณพ่อคมสันจบการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เขาจึงนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์เข้ากับวัสดุในบ้านและการทำเกษตรกรรมได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การนำจักรยานเก่ามาแปลงเป็นเครื่องจักรที่ถ่ายทอดพลังปั่นเป็นพลังงานสำหรับสปริงเกอร์ แค่ขึ้นไปนั่งปั่นน้ำจากสปริงเกอร์ก็พุ่งออกมารดแปลงผักในทันที โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลย

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน

แล้วน้ำที่ใช้รดมาจากไหน เรายิ่งรู้สึกประทับใจกว่าเดิมอีกเมื่อรู้ว่าน้ำที่สวนผักบ้านคุณตาใช้รดแปลงผักนั้นเป็นน้ำประปารียูสจากการล้างมือหรืออาบน้ำในบ้าน ที่นำมาผ่านเครื่องกรองและกักเก็บไว้ในบ่อน้ำด้านล่าง เพราะฉะนั้น การรดน้ำแปลงผักของที่นี่จึงไม่สิ้นเปลืองทั้งพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ

คุณพ่อคมสันยังนำความรู้ด้านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มาช่วยลดค่าไฟและประหยัดพลังงานไฟฟ้าในฟาร์ม โดยปัจจุบันสวนผักบ้านคุณตามีแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งอยู่รอบบ้านกว่า 10 แผง

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
04

อบรมชมวิว

เราบอกกับปลายฟ้าว่า สวนผักบ้านคุณตาไม่ได้เป็นแค่เพียงฟาร์มปลูกผักธรรมดาๆ แต่ยังรวบรวมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมมากมายที่คนเมืองอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย เธอยิ้มและพยักหน้าตาม พร้อมบอกว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอและพ่ออยากนำความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรอย่างจริงจัง

“ตอนนี้เรามีเปิดสอนอยู่หลักๆ สามเรื่อง คือหนึ่ง เรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษ สอนตั้งแต่ทฤษฎี หลักการ หันแปลงไปทางไหน ใช้วัตถุดิบอะไร พอภาคบ่ายก็ปฏิบัติจริง เช่นลองเพาะกล้า ทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษผัก ผลไม้ ลงแปลงผัก วัดขนาดแปลง รดน้ำ นี่คือหนึ่งวันนะ อัดแน่น แต่ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) จะมีการพัก แบ่งปันและแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันด้วย”

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับการเกษตรโดยคุณพ่อคมสัน และหลักสูตรสอนทำสบู่ แชมพู และน้ำมันหอมระเหย จากวัตถุดิบธรรมชาติด้วย

บ้านไม้สีขาว-ฟ้ากลางกรุง ศูนย์การเรียนเรื่องเกษตรที่สร้างทางเลือกให้คนเมืองมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่รอบบ้าน
สวนผักบ้านคุณตา : Urban Farm ที่เปิดหลักสูตรสอนให้ทุกคนมีสวนผักย่อมๆ
สวนผักบ้านคุณตา : Urban Farm ที่เปิดหลักสูตรสอนให้ทุกคนมีสวนผักย่อมๆ
05

เรียบง่ายและแท้จริง

ทั้งปลายฟ้าและคุณพ่อคมสันต่างก็มีงานประจำที่ต้องออกไปทำทั้งคู่ แต่พวกเขาก็เลือกจะแบ่งเวลามาปลูกผักและทำการเกษตร ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลในระยะยาวต่อจิตใจ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้

“ตอนแรกเคยมีปากมีเสียงกันว่าทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ เพราะซูเปอร์มาร์เก็ตก็อยู่ข้างบ้านเรา จะทำทำไมเหรอ ทำไมต้องมาตากแดดตากฝน ดำก็ดำ ผิวก็เสีย พ่อก็เหนื่อย แล้วการปลูกผักต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก ต้องรดน้ำ ต้องถอนวัชพืช ย้ายเข้าย้ายออกเพื่อให้ได้รับแสงแดดที่เหมาะสม จนเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า เราต้องทำเหรอ” เธอหยุดและพูดต่อ

สวนผักบ้านคุณตา : Urban Farm ที่เปิดหลักสูตรสอนให้ทุกคนมีสวนผักย่อมๆ

“แต่พอทำแล้วเราเข้าใจว่ามันได้ประโยชน์ต่อตัวเราเอง หนึ่งคือ เรื่องของสุขภาพ เราไม่ต้องกินสารเคมีเข้าไป แล้วก็เรื่องของการได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว พ่อมาทำ เราก็มาช่วยพ่อดูแล เป็นการปลูกฝังลูกๆ ตั้งแต่เด็กด้วยว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้างนอกนะ เราพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาให้มันฟุ่มเฟือย ในเมื่อเราทำเองได้ ทำไมเราไม่ทำเอง”

สวนผักบ้านคุณตา : Urban Farm ที่เปิดหลักสูตรสอนให้ทุกคนมีสวนผักย่อมๆ

คุณพ่อคมสันยังเสริมด้วยว่า

“ปัจจุบันนี้คนเมืองอย่างเราอยู่ในชีวิตที่ต้องรับจ้าง เป็นพนักงาน แล้วเอาเงินมาซื้ออาหาร มันแพงและไม่ปลอดภัย แถมสุ่มเสี่ยงด้วย ถ้าวันหนึ่งเขาเลิกขาย เกิดวิกฤตน้ำท่วมอีก คนเมืองก็ไม่มีทางเลือก แต่ถ้าเราปลูกกินเอง เราก็บรรเทาได้ระดับหนึ่ง การปลูกผักยังทำให้เราได้ละวางจากความเคยชินที่ส่วนใหญ่อยู่แต่กับมือถือ อินเทอร์เน็ตด้วย ผมคิดว่ามันเป็นแค่โลกเสมือนจริง แต่ที่นี่เราอยู่ในโลกที่เป็นจริง อยู่กับคนที่เห็นหน้ากัน การทำกิจกรรมแบบนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของคนดีขึ้น แล้วถ้าต่อไปถ้าโลกเราเจอวิกฤตอาหาร เราจะต่อสู้กับมันได้ แถมการปลูกผักยังช่วยประหยัดพลังงาน ไม่ต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีขยะน้อยลงด้วย มันคือการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายและแท้จริง”

สวนผักบ้านคุณตา : Urban Farm ที่เปิดหลักสูตรสอนให้ทุกคนมีสวนผักย่อมๆ

Facebook : @grandpaurbanfarmTH

Website : www.grandpaurbanfarm.com

Writer

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมันผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว สนใจเรื่องวัฒนธรรม และสนุกกับความคิดค้างๆ คาๆ เวลาได้ดูหนังจบปลายเปิด

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อยู่เมืองไทย ใครเลยจะไม่เคยเห็นครุฑ

สัตว์ใหญ่ในตำนาน อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนก พาหนะของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นหนึ่งในสามมหาเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์

คติความเชื่อที่ไล่เรียงมาข้างต้น ล้วนเป็นคำตอบว่าทำไมครุฑจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสังคมไทย แม้ว่าเราทุกคนจะไม่เคยเห็นครุฑองค์เป็น ๆ แต่ศิลปะรูปครุฑกลับปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน ทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง วัตถุมงคล ผืนธง ตราแผ่นดิน ไปจนกระทั่งประติมากรรมหน้าห้างร้านหรือธนาคารต่าง ๆ ที่เด็กทุกคนน่าจะเคยถูกผู้ใหญ่ชี้ชวนให้ดูกันทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

แต่จะมีสถานที่ใดในไทย (และในโลก) ที่มีครุฑให้เห็นมากเท่าที่นี่ไหม

ทดคำถามนี้ไว้ในใจ แล้วให้ตัวอักษรพาทุกท่านเยี่ยมยลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ครุฑหน้าธนาคาร

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ตราครุฑที่ติดอยู่หน้าธนาคารเรียกว่า ‘ตราตั้งห้าง’ หรือ ‘ตราตั้ง’ เป็นรูปครุฑพ่าห์หรือครุฑซึ่งเป็นพาหนะ ตราครุฑพ่าห์ (พระครุฑพ่าห์) ถูกใช้ในส่วนราชการมาช้านาน ก่อนจะมีการออกแบบตราครุฑพ่าห์สำหรับใช้เป็นตราตั้งห้างของภาคเอกชนให้มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย ธุรกิจเอกชนสามารถขอตราตั้งห้างประดับอาคารที่ทำการได้ ด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวัง ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากิจการนั้นจะต้องปลอดหนี้สิน ทำธุรกิจด้วยความสุจริต และทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เป็นต้น

ธนาคารเอกชนมากมายได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ติดตั้งตราครุฑ หลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่ ขณะที่บางแห่งก็สิ้นชื่อไปจากสารบบนานแล้ว ตัวอย่างเช่น ‘ธนาคารนครหลวงไทย’ ซึ่งควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาตไปเมื่อ พ.ศ. 2554

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เนื่องจากนครหลวงไทยเป็นธนาคารเก่าแก่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 8 ประกอบธุรกิจการเงินนานกว่า 70 ปี ในวันที่ยุบรวมกับธนชาต ย่อมเป็นธรรมดาที่ธนาคารนี้จะได้รับพระราชทานครุฑ แต่เมื่อกิจการถูกโอนสู่มือเจ้าของใหม่อย่างธนาคารธนชาต องค์ครุฑที่เคยกางปีกเป็นสง่าอยู่หน้าสาขาธนาคารนครหลวงไทยทั่วประเทศจำต้องถอดลงตามกฎหมาย แต่แทนที่จะเก็บครุฑทั้งหมดไว้ให้เปล่าดาย ผู้บริหารธนาคารกลับเล็งเห็นคุณค่าของตราครุฑพระราชทานเหล่านี้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑ’ ที่รวบรวมองค์ครุฑจากธนาคารนครหลวงไทยสาขาต่าง ๆ มาจัดแสดงไว้ที่บางปู

ในระยะแรก พิพิธภัณฑ์ครุฑสงวนไว้ให้เข้าชมได้เฉพาะผู้ติดต่อเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ เช่น คณะนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษา กระทั่งธนาคารธนชาตได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทยใน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ที่นี่จึงเปิดสู่สาธารณชนเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนของทีทีบี ที่เราได้วางแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเยาวชน ชุมชน และการจุดประกายความเป็นไทย ซึ่งองค์ครุฑอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม ซึ่งไม่ว่าโลกจะทันสมัยไปอีกสักแค่ไหน แต่ 3 สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรรักษา”

คุณกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาดและประสบการณ์ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวกับพวกเราชาว The Cloud ไว้

“พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัว ด้วยเรื่องราวของพญาครุฑ การอนุรักษ์และจัดแสดงครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่จะส่งผ่านถึงคนรุ่นหลังให้ตระหนักถึงคุณค่าขององค์ครุฑ ในรูปแบบการจัดแสดงที่ทันสมัยทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดียที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเปิดให้ชมสำหรับบุคคลทั่วไปครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนจะได้ร่วมภาคภูมิใจ”

ครุฑองค์ใหญ่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้เห็นเมื่อมุ่งหน้ามาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ก็คือประติมากรรมรูปครุฑองค์ใหญ่สูงกว่า 4 เมตร สยายปีกต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เหนือป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ สีสันที่ลอกเลือนตามกาลเวลาบอกให้รู้ว่าครุฑองค์ใหญ่นี้มีอายุไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ

ครุฑองค์นี้ได้รับการอัญเชิญมาจากหน้าสำนักงานใหญ่ของอดีตธนาคารนครหลวงไทยบนถนนเพชรบุรี ไม่นานหลังเกิดการรวมกิจการเมื่อ พ.ศ. 2554 พร้อมกับเสียงร่ำลือมากมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญาครุฑองค์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่จะเชื้อเชิญให้ทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนได้จุดธูปสักการะครุฑองค์ใหญ่ก่อนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 

ตึกทรงครุฑ

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งนี้อยู่ในอาคารหลังเดียวกับศูนย์ฝึกอบรมธนาคารธนชาต บางปู

ตอนที่ถอดครุฑลงจากธนาคารนครหลวงไทยแต่ละสาขา องค์ครุฑพระราชทานเหล่านั้นก็ได้รับการอัญเชิญมาไว้ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อาคารนี้มีปีกยื่นออกไปสองข้าง แผนผังคล้ายกับพญาครุฑในอิริยาบถกางปีกอันคุ้นตา หากมองมาจากมุมสูง

สถานที่นี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ประดิษฐานองค์ครุฑซึ่งอัญเชิญมาจากทั่วสารทิศ โดยพื้นที่ที่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์คืออาคารกลางและปีกขวาบางส่วน

ภายในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 ส่วน มีเจ้าหน้าที่พาชมและคอยให้ความรู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกชีวิตก้าวสู่โลกของพญาครุฑไปพร้อม ๆ กัน

โถงต้อนรับ

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติสองบานตั้งขนาบกลางป้ายประกาศสรรพคุณของที่นี่ว่า ‘พิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งแรกและแห่งเดียวในอาเซียน’ เพราะแม้ว่าเรื่องเล่าความเชื่อเกี่ยวกับพญาปักษีจะมีอยู่ทั่วอุษาคเนย์ แต่ก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในภูมิภาคนี้ที่มีครุฑเป็นธีมหลัก นอกจากที่นี่

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

เมื่อเราย่างเท้าผ่านประตูบานนี้ไป สายตาก็จะเผชิญกับผนังทรงโค้งวาดลวดลายธรรมชาติของป่าหิมพานต์ ความเจ๋งของฝาผนังนี้อยู่ที่ QR Code ซึ่งสแกนเพื่อใช้ฟิลเตอร์ใหม่ในอินสตาแกรมสตอรี่ได้ หากนำกล้องมือถือไปส่องกับผนัง ก็จะพบภาพกราฟิก AR (Augmented Reality) เล่าขานศึกสายเลือดระหว่างครุฑกับนาคโดยมีป่าหิมพานต์เป็นพื้นหลัง

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

ส่วนจัดแสดงนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์สั้นที่จะพาผู้ชมไปรู้จักประวัติพิพิธภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องต้นของพญาครุฑ เริ่มตั้งแต่จุดกำเนิด ข้อแตกต่างระหว่างครุฑในศาสนาฮินดูกับพุทธ ธรรมชาติของครุฑ ฯลฯ เพื่อปูทางความรู้เรื่องครุฑก่อนไปชมส่วนจัดแสดงต่อไป

ครุฑพิมาน

เสร็จจากการเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ก็จะพาเราทุกคนขึ้นไปชั้นบนโดยผ่านบันไดที่ตกแต่งด้วยก้อนหินและสุมทุมพุุ่มไม้หนาทึบประหนึ่งผืนป่าใจกลางตึก

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชั้นบนของพิพิธภัณฑ์เป็นภาพจำลองของป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อของชาวไทยในอดีต ซึ่งภาพจำลองนั้นยิ่งดูแจ่มชัดขึ้นเมื่อเราไปถึงส่วนจัดแสดงที่สองอันมีชื่อว่า ‘ครุฑพิมาน’

พิพิธภัณฑ์ครุฑ มิวเซียมเดียวในอาเซียนที่สร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องครุฑโดยเฉพาะ

โถงใหญ่กลางชั้นสองคือห้องเรียนจักรวาลไตรภูมิ และดินแดนในเทพนิยายอย่างป่าหิมพานต์ ป่าเชิงเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์นานาชนิด

ช่องว่างกลางโถงถูกดัดแปลงเป็นสระอโนดาต สระน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตที่ไม่มีวันแห้งเหือดตราบเท่าที่กลียุคยังไม่มา มุมสระทั้ง 4 ทิศมีทางน้ำไหลระบายออกจากปากสัตว์มงคล 4 ชนิด ประกอบด้วยราชสีห์ ช้าง ม้า และโค รอบพื้นที่จัดแสดงเดียรดาษไปด้วยต้นไม้ สัตว์หิมพานต์ ฤๅษี คนธรรพ์ วิทยาธร รวมถึงต้นไม้ประหลาดอย่าง ‘นารีผล’ หรือ ‘มักกะลีผล’ ที่ออกผลเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น มีหน้าตาสะสวยราวนางอัปสร ดึงดูดให้เหล่าเทวดาเพศชายพากันหมายปองและแย่งชิงกันเด็ดไปเชยชม

นครนาคราช

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

เมื่อพูดถึง ‘ครุฑ’ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึง ‘นาค’ ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดาและศัตรูตัวฉกาจของเจ้าแห่งนก

ส่วนจัดแสดงที่ 3 มีชื่อว่า ‘นครนาคราช’ ซึ่งมาในธีมโลกบาดาล ฉากพรรณไม้ในป่าหิมพานต์เมื่อห้องที่แล้วถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินของเกลียวคลื่นและผืนสมุทร เมื่อมาถึงห้องนี้ ผู้เข้าชมจะได้รู้จักความเชื่อเรื่องโลกบาดาลในพุทธศาสนา บทบาทของพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ในฐานะสัตว์พาหนะของพระนารายณ์ขณะบรรทมอยู่เหนือเกษียรสมุทร ปิดท้ายด้วยตำนานความบาดหมางระหว่างพญานาคกับพญาครุฑที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของกัน แต่กลับต้องบาดหมางกันเพราะนางวินตา มารดาพญาครุฑตกเป็นทาสของนางกัทรุ มารดาแห่งนาค 1,000 ตน นานถึง 500 ปี พญาครุฑจึงใช้สติปัญญาของตนชิงเอาน้ำอมฤตไปไถ่ความเป็นทาสแก่ผู้ให้กำเนิดได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นาคกับครุฑกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันสืบมา

อมตะเจ้าเวหา

ส่วนจัดแสดงที่ 4 มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมโอบล้อมด้วยประติมากรรมครุฑพ่าห์ 

เมื่อสาวเท้าเข้าสู่ห้องนี้ รอบตัวเราจะมืดสนิท ก่อนที่แสงแรกจะฉายฉานขึ้นบนหน้าจอทรงโค้ง เพื่อสดุดีคุณธรรมอันสูงส่งขององค์ครุฑ อันได้แก่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความกตัญญูกตเวทิตา

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

แอนิเมชันลายเส้นสวยในห้องนี้บรรยายเหตุการณ์ตอนที่พญานาคตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับพญาครุฑให้ไปชิงน้ำอมฤตมาเพื่อปลดปล่อยนางวินตาสู่ความเป็นไทอีกครั้ง แม้ว่าพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นมาจากการบรรทมหลับกลางทะเลน้ำนมเพื่อหยุดยั้งการชิงน้ำอมฤตของพญาครุฑ แต่พญาครุฑก็ยังดึงดันจะช่วยมารดาให้ได้ทั้งที่ต้องเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงประจัญบานกัน ผลลงเอยที่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ พระนารายณ์จึงทรงแลกเปลี่ยนกับครุฑ ด้วยการขอใช้ครุฑเป็นพาหนะยามที่พระองค์เสด็จไปไหนต่อไหน และทรงยินยอมให้ครุฑอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ พร้อมประทานความเป็นอมตะให้ เป็นที่มาของชื่อห้อง ‘อมตะเจ้าเวหา’

ล้นเกล้าจอมราชัน

แอนิเมชันอันน่าตื่นเต้นจบลงพร้อมกับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น ผู้เข้าชมอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจกันแล้วว่าเหตุใดพญาครุฑถึงมีความผูกพันกับพระนารายณ์อย่างแนบแน่น แต่ขณะเดียวกัน หลายคนก็อาจเกิดความฉงนใจก้อนใหม่ขึ้นมาแทนว่า ครุฑเกี่ยวข้องอย่างไรกับชาติไทย สัญลักษณ์รูปครุฑจึงโผล่มาอยู่ในเอกสารราชการให้เราเห็นได้แทบทุกวัน

‘ล้นเกล้าจอมราชัน’ ส่วนจัดแสดงที่ 5 ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยสื่อผสมผสานทั้งวิดีโอและป้ายให้ข้อมูล ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้ว่าศิลปกรรมรูปครุฑนั้นพบในดินแดนไทยมาตั้งแต่ยุคทวารวดีแล้ว ก่อนจะทวีความสำคัญขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อตรา ‘ครุฑพ่าห์’ เริ่มได้รับการใช้เป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ เหตุเพราะคติเทวราชที่ไทยรับมาจากเขมรมีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

สื่อจัดแสดงในห้องนี้เล่าย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อธิบายสาเหตุที่ธงตราครุฑบนพื้นเหลืองอันมีชื่อเรียกว่า ‘ธงมหาราช’ ต้องถูกเชิญขึ้นเหนือเสาพระราชวังเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ การออกแบบตราครุฑพ่าห์โดยฝีพระหัตถ์เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือมูลเหตุที่ตราครุฑพ่าห์กลายเป็นตราแผ่นดินไทยสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 

นอกจากนี้ ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดทำการครั้งแรกใน พ.ศ. 2554 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พื้นที่หนึ่งในส่วนจัดแสดงนี้จึงถูกใช้บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

ห้องจัดแสดงครุฑ

ห้องที่เป็นทั้งไฮไลต์และจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์ครุฑ ถือเป็นส่วนจัดแสดงสุดท้ายที่เราจะได้ชมกัน

ห้องโถงใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งเจาะหน้าต่างยาวตลอดแนว คือสถานที่ประดิษฐานครุฑตราตั้งห้างพระราชทานทั้ง 150 องค์ ซึ่งรับรองได้ว่าไม่มีที่ใดรวบรวมงานศิลปะเฉพาะตราครุฑไว้มากเท่าที่นี่มาก่อน

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

องค์ครุฑที่เห็นอยู่นี้ส่วนใหญ่เป็นงานไม้ ย้ายมาจากธนาคารนครหลวงไทยกว่า 100 สาขา ต่างได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมวันที่อัญเชิญมาจากแหล่งเก่า โดยที่ไม่มีการซ่อมแซมแก้ไขเลยแม้แต่จุดเดียว เพื่อให้เห็นความเก่าแก่และสภาพจริงของครุฑองค์นั้นนั้น

การจะอัญเชิญองค์ครุฑมาจัดแสดงรวมกันที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเอาเสียเลย เพราะว่าครุฑเป็นของสูง เจ้าหน้าที่ผู้รับบทวิทยากรนำชมได้เล่าให้เราฟังว่า ก่อนจะเชิญแต่ละองค์ลงจากอาคารที่ติดตั้งไว้ ต้องมีการปิดตาครุฑเสียก่อน เพื่อไม่ให้สัตว์กึ่งเทพที่ปกติอยู่บนที่สูงเช่นครุฑมองในที่ต่ำ เมื่ออัญเชิญมาถึงพิพิธภัณฑ์ครุฑแล้วจึงต้องทำพิธีเบิกเนตรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกครั้งหนึ่ง

ทอดสายตาดูครุฑที่ประดับอยู่บนผนังและบนแท่นกลางห้อง แม้มองเพียงผ่าน ๆ ตาก็จะดูรู้ว่าครุฑแต่ละองค์มี ‘ครุฑลักษณะ’ แตกต่างกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะครุฑที่เห็นอยู่เป็นผลงานของนายช่างคนละคนกัน ต่างคนก็ต่างฝีมือ ต่างแนวคิด ต่างค่านิยมในการสร้าง ยังผลให้ครุฑเกือบทุกองค์ดูผิดแผกจากกันด้วยสรีระ ใบหน้า เครื่องทรง ไปจนถึงสีสันผ้านุ่งที่สวมใส่

อ้อ มาถึงห้องนี้แล้วอย่าลืมมองหาครุฑองค์แรกของธนาคารนครหลวงไทย กับครุฑจากสาขาเยาวราชด้วยนะ แล้วตอบตัวเองให้ได้ด้วยล่ะว่าครุฑสององค์นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต กำลังจะเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 โดยจะเปิดให้ชมเฉพาะวันศุกร์และเสาร์วันละ 3 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 น., 13.00 น. และ 15.00 น. มีผู้นำชมทุกรอบ และไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องการเดินทาง ถึงแม้พิพิธภัณฑ์จะอยู่ไกลจากถนนใหญ่สักหน่อย แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะทางธนาคารได้จัดรถตู้คอยจอดรอรับ-ส่ง จากพิพิธภัณฑ์เคหะ วันละ 3 รอบ ตามเวลาเข้าชม

ส่วนใครที่อยากเข้าชม แต่ไปไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ต้องเสียใจอีกเช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ครุฑเปิดให้ชมทางออนไลน์ที่ Garuda Virtual Tour 

นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพวกเราคนไทยว่า ครุฑนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์ที่เห็นบ่อยจนชินชา

พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่ตั้ง : นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 9A ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-เสาร์ เวลา 10.00 น., 13.00 น., 15.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8882 3900

เว็บไซต์ : /www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/

หมายเหตุ

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ครุฑจะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นผ้าองค์ครุฑ พร้อมข้อความแสดงถึงคุณธรรมสำคัญที่องค์ครุฑทั้งสามข้อ เฉพาะผู้เข้าชม 500 ท่านแรกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์โดยธนาคารทหารไทยธนชาตที่ให้คุณได้สักการะองค์ครุฑ ฟังเทพปกรณัมหิมพานต์ เที่ยวชมครุฑที่มีมากถึง 150 องค์

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load