14 สิงหาคม 2562
16.31 K

อาคารไปรษณีย์กลางคือ ‘แลนด์มาร์ก’ สำคัญของถนนเจริญกรุง ตั้งตระง่านโดดเด่นริมถนน

อาคารทรงกล่องสี่เหลี่ยมเรียบเกลี้ยงที่น่าจะแปลกตาไม่น้อยในยุคเริ่มสร้างนี้มีประวัติยาวนานถึง 80 ปีแล้ว

ที่สำคัญ อาคารหลังนี้ยืนหยัดสง่างามผ่านร้อนผ่านหนาว รอดระเบิดจากสงครามมาจนถึงปัจจุบันและยังคงให้บริการไปรษณีย์ โดยเป็นที่ตั้งของไปรษณีย์ที่สวยงาม แปลกตา และพิเศษกว่าที่ทำการไปรษณีย์อื่น ๆ ในประเทศไทย

คนรุ่นใหม่อาจรู้จักอาคารโมเดิร์นที่ยังมีความร่วมสมัยแห่งนี้ในฐานะหนึ่งในสถานที่สวยงามอลังการที่ต้องมาเช็กอินและเก็บภาพขณะเดินกินบรรยากาศคลาสสิกในย่านเจริญกรุงให้ได้

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

แต่ภายใต้อาคารหลังใหญ่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และประติมากรรมอันทรงคุณค่า ของไทยที่น่าเรียนรู้และค้นหา

และคงไม่มีใครเล่าเรื่องราวของกิจการไปรษณีย์และอาคารไปรษณีย์กลางหลังนี้ได้ดีกว่า เมธินทร์ ลียากาศ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้ที่ทำงานในองค์กรแห่งนี้มาเป็นเวลา 41 ปี และเคยทำงานอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลางมานานก่อนมีการรีโนเวทครั้งใหญ่

ประวัติความเป็นมาและเรื่องเล่าของอาคารอายุรุ่นคุณปู่แห่งนี้มีมากมาย รอให้ทุกคนมาทำความรู้จักไปพร้อมกัน

อาคารไปรสนียาคารแห่งแรก

อาคารไปรสนียาคารแห่งแรก

ย้อนไปเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์ (ไปรสนีย์) ขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เพื่อประโยชน์ด้านการติดต่อสื่อสาร และเป็นการประกาศเกียรติภูมิของประเทศให้ทัดเทียมกับอารยประเทศในขณะนั้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ดำรงตำแหน่งอธิบดีสำเร็จราชการ ‘กรมไปรสนีย์แลโทรเลข’ เป็นพระองค์แรก

ส่วนตึกที่ว่าการฯ เรียกกันว่า ‘ไปรสนียาคาร’ คือตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เหนือปากคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเดิมเป็นเรือนของพระปรีชากลการ

ไปรสนียาคารแห่งแรกนี้เป็นสถานที่รับฝากและนำจ่ายไปรษณีย์ในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เมื่อเปิดทำการได้เพียง 48 วัน ปรากฏว่ามีคนใช้บริการมากเกินคาด

หลังจากดำเนินการได้ 2 ปี สยามได้รับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพไปรษณีย์สากล จึงเปิดบริการฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ไปต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ณ ‘ออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2’ บริเวณศุลกสถาน ตำบลบางรัก (หรือปัจจุบันคือสถานีดับเพลิงบางรัก) พร้อมกับขยายบริการออกไปในหัวเมืองต่างๆ จนทั่วประเทศ

ย้ายที่ทำการฯ เมื่อกิจการขยับขยาย

เมื่อกิจการเติบโตขยับขยายไปรสนียาคารอันเป็นศูนย์กลางจึงมีความแออัดจำเป็นต้องขยับขยายไปยังสถานที่แห่งใหม่ที่อยู่ในย่านที่ผู้คนเข้ามาใช้บริการสะดวกยิ่งขึ้น

ไปรสนียาคารและออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2 จึงถูกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นที่ทำการไปรษณีย์กลาง (General Post Office) โดยใช้อาคารสำนักงานและพื้นที่เดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลอังกฤษ ณ ถนนเจริญกรุง เมื่อ พ.ศ. 2469

ในเวลานั้น ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนสำคัญสายแรกของกรุงเทพฯ ที่ก่อสร้างตามแบบตะวันตกถือเป็นย่านธุรกิจการค้าที่เจริญรุ่งเรือง ชุมชนเมืองมีความหลากหลาย เป็นที่ตั้งของที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ ห้างร้าน สำนักงาน โรงเรียน สถานกงสุล โรงพยาบาล โรงภาษี จึงมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหนาแน่น

กรมไปรษณีย์โทรเลขและออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2

ที่ทำการไปรษณีย์กลางซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารสถานกงสุลเดิมจึงไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สะดวกนักประกอบกับที่ตั้งอาคารอยู่ติดทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาไม่ใช่เส้นทางสัญจรหลักในย่านนี้แล้ว

เหตุผลอีกประการคือ ในยุคนั้นแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับที่ทำการไปรษณีย์กลาง จึงสร้างเป็นสถาปัตยกรรมสวยงามโอ่อ่าเป็นหน้าเป็นตาได้ จนเกิดแนวคิดในการสร้างอาคารใหม่ให้สวยงาม และให้บริการผู้คนได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบให้อาคารส่วนบริการอยู่ติดถนนเจริญกรุง

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารไปรษณีย์กลางหลังใหม่

โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการฯ หลังใหม่ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 กว่าจะได้สร้างจริงก็เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2478 ในสมัยที่หลวงโกวิทย์อภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ดำรงตำแหน่งอธิบดี มีพระสาโรชรัตนนิมมานก์ หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นสถาปนิก นายหมิว อภัยวงศ์ เป็นผู้ช่วยสถาปนิก และนาย เอช. เฮอรมัน เป็นวิศวกรชาวเยอรมัน

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้ก่อสร้างเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมเรียบเกลี้ยงรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) แนวนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) อันเป็นที่นิยมในตะวันตก ลดทอนการประดับประดาและความประณีตที่มีในสถาปัตยกรรมของไทยก่อนหน้านี้

ลักษณะอาคารเป็นรูปตัวที มีความสูง 5 ชั้น โครงสร้างเป็นเสา-คานคอนกรีตเสริมเหล็ก ภายนอกเป็นหินล้างสีเทา เซาะร่องสลับเป็นลายอิฐ ตัวอาคารแบ่งเป็น 3 ตอนคือ ส่วนหัว กลาง และหางตัวที โดยเริ่มต้นสร้างจากท้ายอาคารก่อนแล้วจึงสร้างด้านหน้า

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

“การก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจากหางก่อน เป็นอาคารใหญ่สูง 3 ชั้น เดิมลำตัวกลางยาว 70 เมตร สูง 4 ชั้น ส่วนหัวตัวที มี 5 ชั้น ยาวเป็นร้อยเมตร แต่ในตัวตึกจะเป็นเพียง 3 ชั้นเพราะเป็นห้องโถงใหญ่ และในตัวตึกไม่มีเสาเลยสักต้นเดียว มีเนื้อที่เป็นพันตารางเมตร นับเป็นตึกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยนั้น”

อาคารใหญ่ระดับนี้ใช้เวลา 3 ปี 5 เดือนกว่า หรือ 1,259 วันพอดี โดยเสร็จสิ้นในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2482 ซึ่งตรงนี้ พี่เมธินทร์ บอกเกร็ดเล็กน้อยว่า การนับวันที่สร้างจนถึงวันที่เสร็จจะนับตามปฏิทินเก่าของไทยที่นับเดือนเมษายน เป็นเดือนแรกของปี หากนับตามวันที่แบบสากลในปัจจุบันจะได้ผลไม่ตรงกัน

งบประมาณการก่อสร้างรวมตกแต่งทั้งสิ้นมากถึง 976,967 บาท “ในคำกล่าวรายงานกับประธานในวันเปิดอาคารเขียนว่า รัฐบาลอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างอาคารอันมโหฬารในรูปแบบสมัยใหม่” พี่เมธินทร์เล่าเสริมให้ฟัง

อาคารไปรษณีย์กลางแห่งใหม่จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 พร้อมกับสถานที่ราชการอีกหลายแห่งที่เปิดในวันเดียวกัน เพราะถือเป็นวันชาติในขณะนั้น

หลากหลายหน่วยงานภายใต้อาคารอันมโหฬาร

กิจการของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้พัฒนาเรื่อยมา โดยมีอาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้เป็นเหมือน Gateway ของระบบสื่อสารของไทย

นอกจากจะให้บริการไปรษณีย์และเป็นศูนย์กลางการรับ คัดแยก และส่งต่อสิ่งของทางไปรษณีย์แล้ว อาคารไปรษณีย์กลางยังเป็นที่ตั้งของงานบริการด้านโทรคมนาคมเช่นกัน

พื้นที่อาคารแห่งนี้แบ่งสำหรับงานอีกหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือเป็นทั้งที่ทำการโทรเลขกลาง ที่ทำการกองช่างวิทยุ ชุมสายวิทยุบริการ ชุมสายการถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียม รวมถึงที่ทำการชุมสายเทเล็กซ์ ที่ทำการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และห้องปฏิบัติการที่มีเจ้าหน้าที่เลขหมาย 100 (บริการโทรทางไกลต่างประเทศผ่านโอเปอเรเตอร์ ซึ่งยกเลิกไปแล้ว) เข้าเวรทำงานบริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่ทำการไปรษณีย์กลางมีศูนย์กลางอยู่ที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2483 จนถึง พ.ศ. 2528 หน้าที่จึงยกเลิกไปเมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ที่หลักสี่ขึ้นมาทดแทน

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ภายหลังส่วนงานมากมายของกิจการไปรษณีย์แยกออกเป็นได้หลายหน่วยงาน คือธนาคารออมสิน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย

ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้แปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยตามแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคม แยกกิจการไปรษณีย์ออกมาจัดตั้งเป็น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งถึงวันนี้ก็ครบรอบ 16 ปีพอดี

การบูรณะครั้งใหญ่

หลังจากอาคารไปรษณีย์กลางยืนหยัดผ่านร้อนหนาวในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมานานถึง 70 ปี คณะผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการบูรณะอาคารมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เริ่มจากส่วนโครงสร้างเพื่อชะลอการทรุดตัว

พี่เมธินทร์เล่าว่า การบูรณะดำเนินอย่างเนื่องยาวนานอยู่หลายปี

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

“เริ่มจากการปรับปรุงโครงสร้างด้านล่างใน พ.ศ. 2541 ต่อมาพ.ศ. 2546 ใช้วิทยาการสมัยใหม่โดยใช้ไฮโดรลิกยกอาคารสองด้านขึ้นให้เท่ากัน เมื่อมาถึง พ.ศ. 2551 จึงรื้อเสาสัญญาณขนาดใหญ่บนตัวอาคารออก จากนั้นก็มีการออกแบบเพื่อปรับปรุงอาคาร ผ่านการพิจารณาทบทวนอยู่นาน สุดท้ายมีมติให้ปรับรูปแบบอาคารเป็นศูนย์การประชุมสัมมนา พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ให้บริการไปรษณีย์ โดยเริ่มลงมือบูรณะทั้งหมดใน พ.ศ. 2555

“เมื่อครั้งบูรณะก็เห็นได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างอย่างดีและมีความแข็งแรง แม้แต่กระเบื้องที่โถงกลางก็ยังใช้ของเดิมจนทุกวันนี้ เป็นกระเบื้องโมเสกสั่งมาจากเยอรมนีด้านหลังมีประทับว่า Made in Germany ทั้งหมด”

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

การบูรณะอาคารหลังใหญ่นี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยใช้เวลาเพียง 1 ปี และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารในโอกาส 130 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย และ 10 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

เสา 6 ต้นนี้มีที่มา

หลังจากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอาคารไปรษณีย์กลางแล้ว ก็ถึงเวลาเยี่ยมชมอาคารกัน 

เมื่อเดินเข้ามาจากรั้วประตูด้านถนนเจริญกรุง จะเห็นส่วนตึกหน้าอาคารซึ่งเป็นส่วนหัวตัวที ที่ยาวสุดตาขนาดต้องเปิดกล้องโหมด Wide เก็บภาพนี้เพราะมีความยาวถึง 103.80 เมตร และสูง 5 ชั้น (รวมชั้นใต้ดินและดาดฟ้า) หลังคาตึกเรียบตัดแบบมีดาดฟ้า

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารนี้แบ่งพื้นที่เป็น 3 ตอน มี 3 มุขสำหรับเข้าออก อาคารฝั่งมุขเหนือและใต้มีสัดส่วนเท่ากัน ส่วนมุขกลางที่นับเป็นแกนกลางนั้นเป็นทางเข้าออกหลักสู่โถงใหญ่ เป็นเนื้อที่สำหรับประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งเดิมมีทางเดินยาวเชื่อมต่อไปสู่ยังส่วนตึกด้านหลังซึ่งปัจจุบันตึกด้านหลังนั้นถูกทุบออกไปถึง 60 เมตร จากเดิม 70 เมตร

หากสังเกตดีๆ ที่หน้าอาคารประธานด้านหน้า ปีกทั้งสองของอาคารมีแนวเสาข้างละ 6 ต้น ตัวเลขนี้มีนัยแฝงที่สื่อถึงเนื้อหาแห่งรัฐธรรมนูญ หรือหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ตามสมัยการสื่อความหมายในสถาปัตยกรรมในช่วงต้นสมัยการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

พี่เมธินทร์กระซิบว่า หากมาตอนช่วงพลบค่ำ หน้าอาคารจะเปิดไฟประดับหลากสีสันที่สาดส่องขึ้นบนผนังหน้าอาคาร ให้ดูสวยงามแปลกตากว่าที่เราเห็นในตอนกลางวัน

พระอนุสาวรีย์อธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขพระองค์แรก

ด้านหน้าของอาคารมีพระอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญในกิจการไปรษณีย์ ‘สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์  กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช’ อธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขพระองค์แรก พ.ศ. 2426 – 2433

พี่เมธินทร์เล่าถึงพระประวัติของพระองค์ไว้ว่า เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงเป็นพระราชอนุชาของรัชกาลที่ 5 ได้ตามเสด็จประพาสสิงคโปร์และปัตตาเวียใน  พ.ศ. 2413 ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรกิจการ ‘โปสต์’ ที่ส่งหนังสือเมล์ และตึกกิจการไปรษณีย์เป็นครั้งแรก

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ขณะที่เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์มีพระชนมายุ 16 พรรษา และเจ้านายอีก 10 พระองค์ทรงร่วมกันออกหนังสือพิมพ์รายวันที่ชื่อว่า COURT หรือข่าวราชการ และทรงริเริ่มระบบนำส่งหนังสือซึ่งเสียค่านำส่งตามระบบไปรษณีย์ โดยได้ทรงทำตั๋วแสตมป์ มีราคาอัฐหนึ่ง มีรอยปรุโดยรอบเช่นเดียวกับดวงตราไปรษณียากร ใช้ปิดผนึกเป็นค่าฝากส่งหนังสือข่าวราชการแก่สมาชิกบอกรับ และมีผู้นำส่งเรียกว่า ‘โปสตแมน’ (Postman)คือบุรุษไปรษณีย์ในเวลาต่อมา

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริที่จะตั้งกิจการไปรษณีย์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์เป็นผู้นำในการจัดการและดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์และโทรเลขในวันที่ตั้งกรม

ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระอนุสาวรีย์ ซึ่งนับเป็นวันครบรอบ 100 ปีกิจการไปรษณีย์ไทย

แหล่งรวมประติมากรรมของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ณ อาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้มีงานประติมากรรมภายใต้การกำกับดูแลของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มากที่สุดแห่งหนึ่ง

หากแหงนหน้ามองส่วนบนสุดของมุขกลางอาคาร จะเห็นครุฑ 2 ตนโดดเด่นอยู่มุมทางเหนือและใต้ ครุฑของอาคารไปรษณีย์กลางเรียกว่า ครุฑยุดแตรงอน ผลงานของลูกศิษย์แผนกช่างปั้นจากโรงเรียนศิลปากร ภายใต้การกำกับดูแลของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ครุฑยุดแตรงอนทั้งสองนี้เป็นประติมากรรมปูนปั้นลอยตัวขนาดใหญ่ 3 เท่าของคนจริง โดยประยุกต์จากครุฑพ่าห์ ซึ่งเป็นตราแผ่นดินของรัชกาลที่ 3 รวมกับแตรงอนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข เน้นถูกต้องตามลักษณะกายวิภาค ในท่ากางปีกอย่างมีพละกำลัง ลำตัว ลำแขน และขาแสดงกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ท่วงทีขึงขัง กำยำ น่าเกรงขาม โดยลดทอนลวดลายประดับตกแต่งอ่อนช้อยอย่างครุฑที่เห็นทั่วไป

มีเรื่องเล่ากันว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารไปรษณีย์กลางที่ตั้งสูงตระหง่านในย่านนี้แคล้วคลาดจากการจงใจทิ้งระเบิดมาหลายครั้ง พลาดบ้าง ระเบิดด้านบ้าง จนชาวบ้านร่ำลือกันว่า เห็นพญาครุฑ 2 ตนที่อยู่หน้าตึกบินไปปัดลูกระเบิดก็มี

หลังจากมีการบูรณะอาคารครุฑทั้งสองดูแปลกตาด้วยสีชมพู แต่นั่นเป็นการทาสีตามส่วนที่ไม่ได้เสียหายจากแดดฝนอันยาวนาน

“ระหว่างซ่อมแซมได้สังเกตเห็นว่าบริเวณที่ไม่ค่อยโดนแดดฝนปรากฏเป็นสีคล้ายกับปูนกินหมาก คล้ายผิวของมนุษย์ กรมศิลปากรผู้ดูแลจึงทาสีตามนั้น เพื่อให้ต่อไปข้างหน้าสีจะจางลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีเหมือนผิวคน” พี่เมธินทร์เล่าถึงที่มา

นอกจากงานประติมากรรมนอกอาคารแล้ว ภายในอาคารยังมีชิ้นงานประติมากรรมในโถงอาคารอีก 8 ชิ้น นั่นคือประติมากรรมนูนต่ำขนาดใหญ่ประมาณ 2 เมตร ปั้นหล่อด้วยซีเมนต์เป็นรูปไปรษณียากรในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 8 จำนวน 8 ดวง ซึ่งเป็นผลงานของภายใต้การกำกับดูแลของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่นกัน

ส่วนด้านหน้าของมุขกลาง คือประตูเหล็กหล่อ 3 คู่ ซึ่งเป็นงานประติมากรรมหล่อโลหะ ลายเหล็กโปร่งประดับครุฑยุดแตรงอน อันเป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และลูกศิษย์แผนกช่างประณีตศิลปกรรมจำนวน 13 คน

ไปรษณีย์กลาง สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้

ในวันนี้พื้นที่อาคารไปรษณีย์กลางมากกว่า50 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ชั้นหนึ่งของมุขใต้ ไปยังชั้นบน และอาคารด้านหลังเป็นของศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (Thailand Creative and Design Center) หรือ TCDC ซึ่งนับว่าตรงกับจุดประสงค์ในการบูรณะครั้งใหญ่ที่วางหมุดหมายให้อาคารรุ่นคุณปู่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของผู้คนในสังคม

หากใครมาเยี่ยมชมสามารถขึ้นมาบนพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 5 ของอาคาร ชมวิวย่านเจริญกรุงบางรักได้ไกลสุดลูกหูลูกตา และสามารถชมความงดงามและอลังการของประติมากรรมครุฑยุดแตรงอนได้อย่างใกล้ชิด

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

พื้นที่อื่น ๆ ในอาคารมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายส่วน มีสถานที่ที่พร้อมรองรับการจัดงาน การประชุมระดับชาติ ห้องแสดงนิทรรศการต่างๆ และอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่คู่อาคารมาแต่เริ่มสร้าง นั่นคือ โรงละครขนาดเล็ก

“ชั้น 3 มีโรงละครเพราะเมื่อก่อนเรามีหน่วยงานด้านวิทยุกระจายเสียง มีถ่ายทอดสด มีการบรรเลงปี่พาทย์ที่ใช้พื้นที่โรงละครแห่งนี้” พี่เมธินทร์บอกสถานที่ลับที่น้อยคนจะรู้นักกับเรา

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ที่ทำการไปรษณีย์ที่สวยที่สุด

ถึงวันนี้อาคารหลังใหญ่จะไม่ได้เป็นศูนย์กลางหลักของงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมเช่นวันวาน แต่ยังคงมีบริการด้านไปรษณีย์อยู่ที่นี่

ใครอยากส่งจดหมาย ส่งพัสดุ หรือติดต่อกิจการไปรษณีย์ เดินตรงเข้ามาที่มุขเหนือ ก้าวเข้าสู่ที่ทำการไปรษณีย์ที่สวยและพิเศษกว่าแห่งใดในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

โถงอาคารสีขาวตกแต่งอย่างงดงามอลังการเข้ากับบรรยากาศของอาคาร โคมไฟระย้ารับกับความโอ่อ่า หลังเคาน์เตอร์บริการมีฉากจำลองแบบของประตูประดับอยู่ ส่วนบริการรวดเร็ว โดยมีการนำระบบสายพานเลื่อนเช่นเดียวกับสนามบินมาใช้กับการส่งของระหว่างเคาน์เตอร์สู่ระบบการคัดแยก

ส่วนพนักงานไปรษณีย์มีชุดยูนิฟอร์มแปลกตา ซึ่งออกแบบพิเศษเฉพาะให้กับบรรยากาศของอาคารแห่งนี้เท่านั้น

วันนี้อาคารแลนด์มาร์กแห่งบางรักยังคงทำหน้าที่บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องดังที่เคยเป็นมา

พี่เมธินทร์บอกว่า เมื่อได้เห็นความยั่งยืนของอาคารแห่งนี้ หวนให้คิดถึงดังคำกล่าวของพลตรีพระยาพยุหเสนาเมื่อครั้งเปิดอาคารครั้งแรกที่ว่า

“…ขอให้ตึกที่ว่าการกรมไปรษณีย์โทรเลขที่ข้าพเจ้ากระทำพิธีเปิดนี้จงยั่งยืนคงทน เป็นสง่าคู่กับพระนครของประเทศไทย ถ้าจะถูกเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลสมัยในครั้งต่อไปข้างหน้าก็ขอให้เปลี่ยนในทางวัฒนาถาวรยิ่งขึ้นไป…”

ก่อนกลับพี่เมธินทร์เล่าความผูกพันที่ได้ทำงานอยู่ภายใต้อาคารหลังใหญ่นี้และกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“หลายคนอาจจะไม่รู้จักไปรษณีย์กลาง แต่ถ้าได้มาสัมผัสจะรู้ว่าครั้งหนึ่งตึกแห่งนี้ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แห่งนี้ยังคงเป็นตึกที่ยังคงความสวยงามร่วมสมัย และนับได้ว่าเป็นความภูมิใจของคนไทย”

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

เอกสารอ้างอิง หนังสือ ณ แห่งนี้…ไปรษณีย์กลาง จิตวิญญาณแห่งตำนานไปรษณีย์ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนคือคำเรียกญาติ ถ้อยคำซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามถิ่นฐานบ้านเกิดของคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ นั่งสำเภาลำใหญ่ย้ายมาอาศัยยังแดนสยาม คนจากไหหลำมีคำเป็นของตัวเอง ชาวแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือจีนแคะก็มีไม่ต่างกัน 

ทุกวันนี้ คนภูเก็ตเชื้อสายฮกเกี้ยนอย่างผมเรียกพ่อว่าป่าป๊า เรียกป้าว่าอากิ่ม และเรียกปู่ว่าอากง เหล่านี้นับเป็นคำเรียกญาติที่คนไทยแท้ยังพอคุ้นหูอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดคำว่า ‘อาจ้อ’ คนทั่วไปคงไม่คุ้นเคยนัก 

อธิบายตรงตัวตามภาษาไทย ‘อาจ้อ’ หมายถึง ทวด ญาติผู้ใหญ่ที่มีสถานะเป็นพ่อหรือแม่ของปู่ย่าตายาย แปลกดีเหมือนกันที่มันถูกใช้เป็นชื่อของจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้

สุดขอบจังหวัดภูเก็ต อีกไม่ถึง 10 กิโลเมตรจะถึงสะพานท้าวศรีสุนทรที่ใช้ข้ามไปจังหวัดพังงา ผมเลี้ยวซ้ายจากถนนเทพกษัตรี ตรงไปเรื่อย ๆ จนได้พบกับบ้านเดี่ยวสีขาว ทรงอั้งม้อหลาว ดูสะดุดตา นี่คือสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล 3 ชั้น ที่บากบั่น สู้ฝน ทนแดด และท้าทายลมทะเลอันดามันมากว่า 80 ปี

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

อาคารที่ตั้งอยู่บทสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มพื้นที่ 2 ไร่ ไม่ไกลจากขุมน้ำคือ ‘บ้านอาจ้อ’ อาคารโอ่อ่าซึ่งกาลเวลาแต่งแต้มความทรงจำทั้งเจ็บช้ำและหวานชื่น ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าของใช้เป็นบ้านพักส่วนตัวเพื่อดูแลคนงานในสวนมะพร้าว เป็นศูนย์กลางช่วยเหลือผู้คนอดอยากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 วันที่บ้านกลายเป็นเรือนหอของคุณปู่ วันที่บ้านไม่มีคนอยู่และถูกทิ้งร้างนานถึง 37 ปี และปัจจุบันที่ทายาทรุ่น 4 กลับมาแปลงโฉมใหม่ให้บ้านหลังเก่า โดยคงไว้ซึ่งเรื่องเล่าและเอกลักษณ์ของวันวานอย่างครบถ้วน

ผมขับรถจากตัวเมืองมาไกล แต่ก็มั่นใจเหลือเกินว่าบ้านหลังใหญ่ตรงหน้าจะคุ้มค่าน้ำมันทุกสตางค์

บ้านของอาจ้อ

ย้อนเวลากับไปยัง ค.ศ. 1936 ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียง 4 ปี หลวงอนุภาษภูเก็ตการ หรือ จิ้นหงวน หงษ์หยก อาจ้อของสามพี่น้อง อ๊อด-สัจจ, โอ๊ค-บรรลุ และ เอก-สติ หงษ์หยก คัดลอกแปลนบ้านทั้งหลังจากปีนังมาสร้างไว้กลางสวนมะพร้าวในจังหวัดภูเก็ต ด้วยอิทธิพลของศิลปะยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่มีจุดเด่นคือลักษณะโค้งมนปนเหลี่ยม สถาปนิกจึงออกแบบบ้านโดยใช้ปูนขึ้นโครงสร้างหลัก นำไม้มาเสริมทำพื้นชั้นบนและหน้าต่างแบบบานเปิดคู่ที่ลู่โค้งตามแนวอาคาร ก่อนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดงอ่อนจากฝรั่งเศส ปูพื้นด้วยกระเบื้องอิตาเลียนสีขาวสลับเขียว ตบท้ายด้วยกระเบื้องห้องน้ำที่สลักข้อความ ‘เมดอินอิงแลนด์’

คนภูเก็ตเรียกบ้านรูปแบบนี้ว่า ‘อั้งม้อหลาว’

สัจจ พี่คนโตที่วันนี้ชวนน้องคนกลางอย่างบรรลุมาด้วย เล่าให้ฟังว่า ‘อั้งม้อ’ แปลว่าคนผมแดง ‘หลาว’ แปลว่าบ้าน จึงตีความตามตัวได้ว่า อาคารลักษณะนี้คือบ้านของคนผมแดงหรือชาวต่างชาติในอดีต เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล ที่คนภูเก็ตมักเรียกติดปากว่าชิโน-โปรตุกีส ทั้งที่จริง ๆ ต้องเป็นชิโน-โคโลเนียล หรือ ชิโน-ยูโรเปียน จึงจะถูกต้อง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
โอ๊ค-บรรลุ หงษ์หยก (น้องคนกลาง) และ อ๊อด-สัจจ หงษ์หยก (พี่คนโต)

“บ้านนี้ห่างจากตัวเมือง 50 กิโล คนภูเก็ตเรียกว่า ‘สั่วเต้ง (บ้านนอก)’ แถวนี้แต่ก่อนเป็นสวนมะพร้าว อาจ้อย้ายมาสร้างบ้านที่นี่ จะได้ดูสวนมะพร้าว ดูแลคนงาน เพราะคนงานอยู่นี่หมด เมื่อก่อนแถวนี้มีทั้งชินเนนป๋าง (ออฟฟิศ) โรงหนัง โรงฝิ่น และโจ๊งเก๊ก (โรงน้ำชา)” วิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้ย้ายกลับมารีโนเวตบ้านของอาจ้อเล่าประวัติศาสตร์ 8 ทศวรรษของบ้านหลังใหญ่ให้เราฟัง

หลังจากจิ้นหงวน หงษ์หยก ปลูกบ้านได้ 9 ปี สงครามโลกครั้งแรกก็ยุติลง บ้านที่ใช้ดูแลคนงานสวนมะพร้าวเปลี่ยนมาปลูกหัวมัน เพื่อแบ่งปันให้ชาวบ้านในช่วงข้าวยากหมากแพงจากพิษสงคราม อาจ้อยกที่ดินบางส่วนให้คนในละแวกใช้เป็นโรงพยาบาลชุมชน ทั้งยังมีการสร้างโรงเรียนที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนหงษ์หยกบำรุง เพื่อรำลึกถึงความอนุเคราะห์ของคุณหลวงที่ย้ายกลับไปอยู่บ้านในตัวเมืองภูเก็ตช่วงบั้นปลายชีวิต

“อาจ้อถามลูก ๆ ว่า ใครจะมาเฝ้าบ้านหลังนี้ให้แก แกมีลูก 9 คน ลูกชาย 6 ลูกสาว 3 ก็ไม่มีใครอยากมาอยู่ เพราะไกล สุดท้ายลูกชายคนที่ 5 คุณณรงค์ หงษ์หยก อากงของพี่บอกเดี๋ยวแกมาอยู่เอง อากงกับอาม่าเลยได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันเหมือนที่นี่เป็นเรือนหอ กงมาเฝ้าที่นี่ได้ 27 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 – 2522 แล้วก็ย้ายกลับเข้าเมือง เพราะลูกหลานเรียนในเมืองกันหมด บ้านนี้ก็เลยปิดไป 37 ปี เท่าอายุพี่พอดี”

ผมดีใจปนตกใจเมื่อได้ฟังสัจจพูดถึงคุณปู่ จะเรียกว่าบังเอิญก็คงไม่เกินจริง เพราะ สงวน บุญประสิทธิการ อากงของผมเคยร่วมงานกับ ณรงค์ หงษ์หยก หลายต่อหลายครั้ง อากงเป็นหนึ่งในนักร้องของ ญาติมิตรสมาคมภูเก็ตสามัคคี (ญาติมิตร ส.ภ.ส.) วงดนตรีที่มีคุณปู่ของสองพี่น้องเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารจัดการ นี่จึงเป็นการพูดคุยของสามหลานที่มาเจอกันโดยมิได้นัดหมาย

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
สงวน บุญประสิทธิการ (ร้องเพลง) และ ณรงค์ หงษ์หยก (เล่นหีบเพลงชัก)

อาจ้อสร้าง อากงอาศัย หลานชายแปลงโฉม

“พอเรากลับมาอยู่ภูเก็ตได้ 2 ปี อากงก็เริ่มไม่สบาย หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เราเลยตั้งใจจะซ่อมบ้านนี้ให้เป็นของขวัญอากง แกมีความทรงจำกับที่นี่เยอะ อยากให้แกดีใจที่บ้านนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ปรากฏว่าทำไปได้ 2 ปีครึ่ง มะเร็งแกหาย นี่คือปาฏิหาริย์ของบ้านนี้”

หลานชายเล่าความตั้งใจในการแปลงโฉมบ้านนี้ใหม่หลังอากงทิ้งร้างไว้จนทรุดโทรม แม้ผลลัพธ์ของการซ่อมเรือนหอจะวิเศษราวกับมีเวทมนตร์ แต่เบื้องหลังกว่าตัวอาคารจะกลับมาแข็งแรงขึ้นเงานั้นหนักหนาเอาเรื่อง สัจจกับบรรลุไม่ได้มีแนวคิดเฉพาะเจาะจงว่าจะปรับปรุงบ้านไปในทิศทางไหน ทั้งสองคิดเพียงว่าหากซ่อมแซมจนบ้านกลับมาใช้การได้ก็น่าดีใจแล้ว ระยะเวลา 37 ปีทำให้ที่นี่หลังคารั่ว สีในตัวบ้านลอก กระจกหลายบานแตกร้าว เท่านั้นยังไม่สาหัสพอ สองพี่น้องยังต้องขบคิดต่ออีกว่า ถ้าแปลงโฉมสถาปัตยกรรม 3 ชั้นจนสำเร็จได้จริง พวกเขาจะใช้บ้านหลังนี้ทำอะไรต่อไป

“เริ่มซ่อม พ.ศ. 2559 เรากับน้องชายคิดแค่ว่าบ้านหลังนี้ต้องรอด อยากให้มันอยู่ได้โดยรบกวนเงินของครอบครัวน้อยที่สุด ทำยังไงให้คนเข้ามาดูเยอะ ๆ เลยทำเป็นร้านอาหารกับโรงแรม 8 ห้อง แต่ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้เหลือห้องเดียว ลูกค้าไม่นอนชั้นล่างเลย ทั้งที่เราเชียร์ให้ลูกค้าที่มาเป็นคู่นอนชั้นล่างนะ เพราะชั้นบนเป็นพื้นไม้ กลัวว่าคนที่มาเป็นคู่จะทำพื้นเอี๊ยดอ๊าด” พี่ชายเล่าไปหัวเราะไป

ด้วยบุคลิกช่างคุยและความมุ่งมั่นที่อยากให้บ้านอาจ้อเป็นธุรกิจที่เดินได้ด้วยตัวเอง สัจจจึงใส่ใจพูดคุยกับแขกทุกคนที่มาเข้าพักและกินอาหาร พูดมาคุยไปก็อดไม่ได้ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของภูเก็ตในอดีต จนลูกค้าหลายคนเสนอให้สัจจเปลี่ยนบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอดีตวิศวกรก็เห็นด้วยตามนั้นไม่มีลังเล

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ปัจจุบันบ้านอาจ้อเปลี่ยนห้องพักส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ถ่ายทอดเรื่องราวของภูเก็ตในยุคที่แร่ดีบุกยังรุ่งเรือง เหลือห้องพักเอ็กซ์คลูซีฟที่ชั้น 2 เพียงห้องเดียว ขณะที่ห้องครัวและห้องกินข้าวของบ้านก็กลายสภาพเป็นร้านอาหารที่คนทั้งในและนอกจังหวัดอยากลิ้มลอง

เนื่องจากไม่ได้มีไอเดียที่ครอบคลุมชัดเจน รายละเอียดในการรีโนเวตบ้านอาจ้อจึงมากเกินกว่าจะบอกเล่าบนเก้าอี้ เจ้าของบ้านอารมณ์ดีจึงอาสาพาเดินชมเพื่อเล่าเบื้องหลังกว่าจะเป็นแต่ละห้องให้เราฟัง

ใส่ใจตั้งแต่ป้ายหน้าประตู

เมื่อถอดรองเท้าเตรียมเยื้องย่างเข้าตัวบ้าน ผมเหลือบเห็นป้ายเหนือประตูที่สลักอักษรจีน 2 ตัว เป็นอักษรเดียวกันกับที่อยู่บนเสื้อของสัจจและบรรลุ ทั้งสองบอกว่าคำนี้อ่านว่า ‘กวนซาน’ เป็นชื่อบ้านเกิดของบรรพบุรุษที่ประเทศจีน

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“ป้ายเล็กนิดเดียวแต่ทำโคตรยาก ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่าหน้าบ้านต้องเขียนคำว่าอะไร ถามอากง อากงบอกมาหลายคำ เราก็ไม่รู้ว่าต้องใช้คำไหน สุดท้ายไปเจอคำนี้หน้าสุสานอาจ้อ พอได้คำเสร็จก็ต้องไปหาไม้มงคล ต้องวัดด้วยตลับเมตรจีนให้ได้ความกว้างความยาวตามที่กำหนด วันลงขวาน ลงทอง จนลงยันต์ก็ต้องเป็นวันมงคล ยังไม่หมดนะ วันที่จะเปิด บริวารทั้งหมดของบ้านก็ต้องไม่ช้อง (ไม่ใช่วันชง) กว่าจะเสร็จ แค่ป้ายก็ 3 เดือน ตัวบ้านปาเข้าไป 3 ปี” 

จากแผ่นป้ายคงสรุปได้กลาย ๆ ว่า ความเชื่อแบบจีนมีอิทธิพลสำคัญต่อการซ่อมแซมบ้านในครั้งนี้ นอกจากตัวอักษรกวนซาน ก่อนที่ทายาทรุ่น 4 จะเริ่มซ่อมบ้านก็ต้องเรียกซินแสมาช่วยตรวจสอบ โชคดีที่ขั้นตอนนี้ราบรื่นกว่าที่คิด เพราะซินแสบอกสองพี่น้องว่า บ้านนี้ถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกกระบวนความ และหากพินิจจากดวงชะตา บ้านนี้ก็กำลังรอให้สัจจและครอบครัวกลับมาปรับปรุง

“เราโชคดีหลายอย่าง มีคนช่วยตลอด ซินแสก็เป็นอาจารย์ที่รู้จัก งานไม้ก็มีคนแนะนำช่างไม้ให้ พอได้คุยกันปรากฏว่าช่างไม้คนนี้เคยทำเฟอร์นิเจอร์ให้ออฟฟิศอาจ้อที่อยู่ในเมือง เขาดีใจมากที่รู้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านคุณหลวง ก็ยกทีมมาทำไม้ให้เลย แถมคุมค่าใช้จ่ายให้ด้วย ขุมน้ำด้านหน้าก็ได้พ่อของเพื่อนช่วยแนะนำให้ขุด แปลนที่นี่ทั้งหมดก็มีอาอีกคนเขียนให้ แกแบ่งพื้นที่เป็นโซน ๆ โซนมรดก โซนในน้ำมีปลาในนามีข้าว เขียนแปลนให้ฟรีเลยนะ แกบอกถ้าคิดตังค์เดี๋ยวเจ๊ง” พี่ชายเล่า น้องชายอมยิ้ม

ชำเลืองชั้นล่าง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

เมื่อตัดสินใจทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ บริเวณทั้งหมดจึงต้องตบแต่งให้สวยงามและเล่าเรื่อง สองพี่น้องได้คุณน้าอย่าง จุ๋ม-อรสา โตสว่าง มาเป็นดีไซเนอร์สร้างความโดดเด่นภายในตั้งแต่ผนัง สายไฟ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์แต่งห้อง

ผมสังเกตเห็นความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ก้าวแรก โถงรับรองของบ้านอาจ้อแบ่งออกเป็นโถงกลาง โถงปีกซ้าย และโถงปีกขวา หากพิจารณากระเบื้องปูพื้นลายตารางหมากรุกสีขาวสลับเขียว จะสังเกตเห็นกรอบสี่เหลี่ยมตีเป็นแนวราวกับต้องการแบ่งขอบเขตให้กับอะไรบางอย่าง สัจจอธิบายว่า กระเบื้องนี้อยู่มาตั้งแต่เริ่มปลูกบ้าน สี่เหลี่ยมของโถงกลางคือพื้นที่หลักในการรับแขก ต่อเมื่อเริ่มสนิทกันจึงจะขยับขยายไปยังโถงอื่น ๆ ได้

“ผนังเดิมของบ้านเป็นสีครีม แต่ตอนมาครั้งแรก ผนังร่อนเป็นแผงเลย เราต้องให้คนมาขูดออก ต้องขูดมือด้วยนะ เพราะถ้าใช้เครื่องขูดจะกินเนื้อปูนออกมาด้วย โครงสร้างของบ้านยังแข็งแรงก็จริง แต่เนื้อปูนเริ่มหมดอายุแล้ว ก็เลยต้องขูดมือเท่าที่ขูดได้”

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ผนังของบ้านที่มีทั้งความโบราณและทันสมัยทับซ้อนกันอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากขูดสีครีมออก เจ้าของพบว่าภายในคือคราม สีที่คนสมัยก่อนเชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา เมื่อรู้ดังนั้น สัจจจึงเลือกไม่ทาสีใหม่ลงไปทับ ทาเพียงสีเคลือบเงากันคราบและไรฝุ่น สรุปง่าย ๆ ว่า ผนังส่วนไหนที่ขูดได้ก็จะเห็นเป็นสีเทาคราม ตรงไหนที่ขูดไม่ออกก็จะยังมีสีครีมแห่งวันวานพาดอยู่ ดูแปลกตาแต่ลงตัว

ขณะชื่นชมความสง่าของฝาผนัง สิ่งที่ประณีตโดดเด่นจนผมไม่อาจละสายตา คือภาพวาดฝาผนังรูปดอกโบตั๋นขนาดกว่า 2 เมตร หากเป็นบ้านอั้งม้อหลาวทั่วไป ที่ตั้งอยู่ใจกลางจะเป็นตู้กระจกที่ใช้สะท้อนสิ่งเลวร้ายออกจากบ้าน แต่เนื่องจากอาม่าของสัจจและบรรลุต้องใช้ตู้นี้แต่งตัว เครื่องเรือนชิ้นเอกที่เคยอยู่กลางบ้านจึงถูกย้ายไปไว้ด้านหลัง สองพี่น้องปรึกษากับอรสาว่าจะย้ายตู้เดิมกลับมาหรือหาอะไรมาทดแทน ตอนนั้นเองที่น้าของสองหลานบอกว่าผนังตรงนี้ต้องมีภาพวาด

“จี้จุ๋มย้ำเลยว่าตรงนี้ต้องวาดรูป แกรู้จักศิลปินหลายคน ก็ติดต่อจนได้ศิลปินที่วาดสตรีทอาร์ตในภูเก็ตมาวาดให้ พอได้เห็นภาพบ้านหลังนี้เขาร้องไห้ออกมาเลย เขาเคยผ่านบ้านนี้ตอนมาภูเก็ตครั้งแรก ตอนนั้นบ้านยังไม่ซ่อม เขาพยายามจะเข้ามาแต่เข้าไม่ได้ เลยทำได้แค่เอากล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปตามช่องหน้าต่าง แล้วก็อธิษฐานในใจว่าขอให้ได้กลับมาบ้านนี้อีก สุดท้ายได้กลับมาจริง ๆ เขาดีใจมาก คิดดู เขามาวาดรูปให้ นั่งระบายสีอยู่คนเดียว ตอนนั้นบ้านยังไม่มีไฟฟ้า มีแค่ไฟดวงเดียวกับห้องน้ำห้องเดียว”

ลุดมิลา เล็ทนิโควา หรือนามปากกา LUDALET คือศิลปินหญิงชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เธอเต็มใจแต่งแต้มลวดลายโบตั๋น พันธุ์ไม้สีเขียว ตลอดจนหมู่แมลงจนบ้านอาจ้อมีสีสันยิ่งขึ้น โดยดอกโบตั๋นที่ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหลังนี้สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความสุข มีผู้หญิงอย่างภรรยาของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ (จ้อหญิง) เป็นศูนย์กลางความรักของบ้าน เป็นความสุขวันวานจาก ค.ศ. 1936 ที่พรรณนาผ่านโบตั๋น 9 กลีบ แทนความรักและห่วงใยจากลูกชายและลูกสาวทั้ง 9 คนของอาจ้อ

ถัดจากภาพวาดฝาผนัง ผมสนใจสายไฟของบ้านหลังนี้เป็นพิเศษ

‘สีขาว เส้นใหญ่ แถมมีกิ๊ปรวบสายไฟอยู่เป็นระยะ’ คือคำจำกัดความสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“เราเจอสายไฟโบราณที่ชั้นสอง ต้องไปโตหรอง (ขอร้อง) คนทำกิ๊ปสายไฟที่ลำปางผลิตให้ ทำอยู่ปีนึงกว่าจะเสร็จ เราอยากทำบ้านให้เหมือนสมัยก่อนให้ได้มากที่สุด” เป็นครั้งแรกที่บรรลุเอ่ยปากหลังจากให้พี่ชายอธิบายเป็นส่วนใหญ่ น้องชายเล่าเรื่องสายไฟด้วยสำเนียงภูเก็ตแท้ ๆ ก่อนพี่ชายจะเสริมว่าบ้านนี้ไม่มีทางซ่อมสำเร็จถ้าไม่ได้น้องชายช่วยเหลือ บรรลุหลงใหลในงานเกษตร เคยทำงานสนามกอล์ฟ ที่ซึ่งเขาใช้วิธีครูพักลักจำจนได้ทักษะงานช่างและงานสวนติดตัว

เหลนอาจ้อทั้งสองพาผมเลี้ยวเข้าไปยังโถงฝั่งซ้าย ห้องขนาด 15 ตารางเมตร มีหน้าต่างบานเปิดคู่ 3 บาน ถูกจัดแจงใหม่ด้วยความตั้งใจจะบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้หญิงในอดีต ใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รู้จักกิจวัตรประจำวันของแม่บ้านอย่างการเย็บปักถักร้อย ชื่นชมความวิจิตรบรรจงของผ้าลูกไม้ต่อดอกที่ตั้งโอดโฉมคู่ผ้าปาเต๊ะสีชมพู และเมื่อหันดูฝั่งตรงข้ามจะได้เจอกิจกรรมยามว่างอย่างการเล่นไพ่ ที่มีทั้งไพ่จอดและไพ่ส่ามกอก (ไพ่นกแดง) วางเรียงเป็นระเบียบ

ด้านโถงปีกขวาประดับประดาถ่ายทอดวิถีชีวิตของเพศชายสมัยก่อน ทายาทตระกูลหงษ์หยกรวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่าจากสมาชิกในครอบครัวมาสาธิต เริ่มตั้งแต่แผนที่ภูเก็ตจาก ค.ศ. 1945 ยุคที่ไข่มุกแห่งอันดามันยังไม่มีสะพานข้ามฟาก ชั้นวางรองตะเกียง แผ่นเสียงสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่เจรจาธุรกิจ ไปจนถึงการจำลองโต๊ะทำงาน ที่มีทั้งตำรา ลูกคิด และโทรเลขตั้งอยู่

หลังเยี่ยมชมโถงรับรองครบสาม ผมแวะเข้าห้องขนาดย่อมที่เหมือนกันสองฝั่ง ก่อนการปรับปรุง ห้องฝั่งซ้ายเคยเป็นห้องนอนของอาจ้อ ห้องขวาเป็นห้องรับรองแขก ตามฮวงจุ้ยจีน ทิศที่เย็นที่สุดของบ้านคือทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห้องอาจ้อจึงตั้งอยู่ตรงนั้น ส่วนห้องนอนของอากงอาม่าก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกันที่ชั้น 2

เมื่อไม่ได้ทำบ้านให้เป็นโรงแรมขนาด 8 ห้องอีกต่อไป อรสาจึงเนรมิตรห้องนอนอาจ้อให้เป็นร้านขายของที่ระลึก จำหน่ายงานฝีมือของเด็กในชุมชนและคนในทัณฑสถาน ด้านห้องพักของแขกก็แปลงสภาพเป็นห้องทำงานที่ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม 

ผมสูดหายใจ ซึมซาบกลิ่นอายจากวันเก่าที่ถูกเล่าใหม่อีกครั้งอย่างพิถีพิถัน ก่อนเดินตามสัจจและบรรลุสู่ชั้นสอง

สำรวจตรวจชั้นบน 

สิ่งที่แตกต่างจากชั้นล่างอย่างชัดเจน คือพื้นไม้ขนาดหน้ากว้างราว 9 เซนติเมตรที่มันวาวราวกับได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีโซฟาทรงคลาสสิกสีฟ้าตั้งหันหน้าออกจากกันอยู่กลางห้อง ตัวหนึ่งหันสู่ห้องพักของนักท่องเที่ยว อีกตัวหันเข้านิทรรศการห้องหอของชาวไทยเชื้อสายจีน

สัจจพาผมเดินชมห้องปีกซ้ายที่เดิมทีเป็นห้องของอากงและอาม่า อาณาเขตที่ยังอบอวลด้วยมวลรักแห่งความทรงจำได้รับการตบแต่งเป็นห้องหอให้คนที่มาเยี่ยมชมได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 

“เตียงนี้เรายกมาจากบ้านในเมือง อายุน่าจะเกิน 50 ปีแล้ว เป็นเตียงที่อากงและอาม่าใช้ส่งตัวเข้าหอ จะเห็นเลยว่าเตียงสูงมาก สมัยก่อนต้องมีอังกู๋ (เก้าอี้ตัวเล็ก) เหยียบขึ้น” สัจจย้อนความหลัง

ออกห้องซ้าย ต่อห้องขวา ห้องนอนแม่บ้านในยุคอากงแปรสภาพเป็นห้องพักของนักท่องเที่ยวเพียงหนึ่งเดียวของบ้านในชื่อ Happy Family โดยมี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และระเบียงเชื่อมต่อสองห้องสำหรับส่องทิวทัศน์โดยรอบ

              ภายใน Happy Family ถูกตบแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา สีขาวของผ้าปูที่นอน ดอกไม้ และโคมไฟ แซมด้วยศิลปะฝีมือ LUDALET ริมบานหน้าต่างไม้ ส่งกลิ่นอายเสมือนแขกผู้เข้าพักได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ใน ค.ศ. 1936 จริง ๆ

ส่วนสุดท้ายของชั้น 2 ที่สองพี่น้องต้องลงแรงซ่อมแซมเป็นพิเศษคือระเบียงและหลังคา กาลเวลาและคนในท้องถิ่นที่แอบมายิงนกทำให้กระจกสีเขียวหลายบานชำรุดเสียหาย แต่สัจจและบรรลุก็ยังอุตส่าห์เสาะหาจนซื้อกระจกลวดลายเดิมมาได้ในที่สุด แม้สีสันจะแตกต่างจากบานเดิมไปบ้าง แต่นี่ก็ดีที่สุดเท่าที่เจ้าบ้านจะหาได้ แต่กับกระเบื้องหลังคาที่เริ่มรั่วแก้ไม่ง่ายอย่างที่คิด บรรลุพยายามตามหากระเบื้องแบบเดียวกันในท้องตลาด แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แต่ก็เหมือนอาจ้อบนสวรรค์ดลใจ ทั้งสองบังเอิญเจอกระเบื้องหลังคาสำรองในขณะสำรวจตัวบ้าน เมื่อนำมาลองประกอบกับโครงหลังคา ปรากฏว่าใส่ได้พอดิบพอดี

“ตรงนี้จะเห็นขุมน้ำและบริเวณบ้านทั้งหมด เมื่อก่อนอาจ้อจะสั่งการคนงานสวนมะพร้าวจากบนนี้ สถาปัตยกรรมตรงนี้เนี้ยบมากนะ อาคารเราโค้ง สมัยนั้นก็ต้องหาวงกบหน้าต่างที่โค้งตามตัวอาคาร งานละเอียดมาก”

ชาวภูเก็ตที่อายุ 40 ปีขึ้นไป คงไม่มีใครไม่รู้จัก ณรงค์ หงษ์หยก อากงของสัจจและบรรลุ ด้วยตำแหน่งอดีตคหบดี การทำหน้าที่เพื่อสังคมหลากหลายด้าน ตลอดจนการเป็นนักดนตรีสมัครเล่นของ The Shark วงดนตรีแจ๊สวงแรก ๆ ของจังหวัด ทำให้ณรงค์เป็นที่รู้จักของผู้คนมากหน้าหลายตา หลานชายทั้งสองจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของคุณปู่มาจัดแสดงไว้ที่ชั้น 3 

“แต่ก่อนตรงนี้เป็นห้องพระ ตั้งใจจะรีโนเวตเป็นห้องจำลองพิธีแต่งงาน แต่พออากงเสียไป เราก็อยากจัดให้เป็นนิทรรศการของแก อากงเป็นทั้งนักมวย นักเพาะกาย นักดนตรี ในห้องนี้ก็เลยมีเครื่องดนตรีทั้งหมดที่อากงเล่น มีไม้เท้าที่อากงใช้ตอนยังมีชีวิตอยู่”

ร้านอาหารโต๊ะแดง

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ทันสังเกตคือบ้านอาจ้อเป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างไม่สมมาตร เมื่อเดินลงจากชั้นบน ทุกคนจะได้เจอกับห้องนั่งเล่นและห้องกินข้าวที่ยื่นออกไปทางฝั่งซ้ายของอาคารหลัก ห้องนั่งเล่นยังคงใช้เครื่องเรือนเดิมบางส่วน ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ นาฬิกา อยู่มาตั้งแต่สมัยที่อากงยังอาศัย คุณน้าอย่างอรสาเพียงตกแต่งเพิ่มเล็กน้อย โดยการนำภาพเก่าจากทุกบริเวณของบ้าน รวมทั้งภาพจากบ้านในเมืองภูเก็ตมาจัดไว้บนผนัง เรียงผังจากบนลงล่าง ตั้งแต่รุ่นจอจ้อ (แม่ของอาจ้อ) อาจ้อ ลงมาถึงรุ่นอากง

“ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องกินข้าว เมื่อก่อนจะเป็นประตูลูกฟัก เราถอดออกแล้วเอาประตูกระจกใส่เข้าไปแทน เพราะอยากให้คนที่มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์มองเห็นร้านอาหาร”

สัจจบรรยายถึงบริเวณสุดท้ายในการรีโนเวตอย่างร้านอาหารโต๊ะแดง ที่อยู่ติดกับห้องนั่งเล่นเคยเป็นห้องกินข้าวและห้องครัว แหล่งเลี้ยงปากท้องของสมาชิกในบ้านหลังใหญ่ สองพี่น้องตัดสินใจทุบกำแพงเพื่อรวมห้องกินข้าวกับห้องครัวเป็นห้องเดียว เหลืออิฐเปลือยบนกำแพงเพิ่มความวินเทจ ถอดฝ้าเพดานให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น แต่ยังคงกระเบื้องพื้นดั้งเดิมไว้ ก่อนเลือกใช้คู่สีแดงตัดกับเขียวในการตกแต่ง สุดท้ายจึงตั้งชื่อให้เป็นมงคลว่าร้านอาหารโต๊ะแดง

“โต๊ะแดงทำเมนูอาหารพื้นถิ่นกับเมนูที่เราอยากกิน เราเดินถามคนแถวนี้ด้วยว่าเขาชอบกินอะไร เจอฝรั่งบอกว่าชอบกินไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวผัดสับปะรด ผัดไทย ช่วงแรกร้านก็เลยทำเมนูพวกนี้”

โต๊ะแดงปรับปรุงสูตรอาหารเรื่อยมา ตอบสนองความต้องการทั้งของลูกค้าและเจ้าของ เกิดเป็นเมนูขึ้นชื่อจานใหม่มากมาย อาทิ เกี้ยนทอด อ๋วนภูเก็ต (ลูกชิ้นปลาภูเก็ต) ยำยานัด (ยำสับปะรด) หมูฮ้องเสิร์ฟคู่กับโรตี และที่ใครเห็นเป็นต้องลองคือหมี่กรอบบ้านอาจ้อ

ผมคงไม่ต้องการันตีความอร่อยของอาหารร้านนี้ด้วยตนเอง เพราะโต๊ะแดงได้รับการแนะนำโดยมิชลินไกด์ภูเก็ตในปี 2021 และ 2022 เป็นที่เรียบร้อย

ส่งต่อความตั้งใจ

“เราหาซื้อผักลิ้นห่าน จั๊กจั่นทะเล กุ้งมังกรจากคนแถวนี้ อะไรที่หาได้ในท้องถิ่น เราก็ใช้ของท้องถิ่นทั้งหมด อุดหนุนชุมชน แต่สำคัญคือต้องอร่อย ถ้าไม่อร่อยไม่เอา” 

จากเคยเป็นที่พักพิงของชาวบ้านในช่วงสงครามโลก สัจจและบรรลุต้องการให้บ้านสานต่อจุดมุ่งหมายแบบเดิม ทำร้านอาหารโดยคัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่น กำไรจากก้นครัวไว้สำหรับซ่อมแซมอาคาร แต่เงินจากพิพิธภัณฑ์นำไปบริจาคเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กในชุมชนไม้ขาว สิ่งที่ทั้งสองคนทำแทบไม่ต่างจากคราวที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการบริจาคที่ดินส่วนตัวเพื่อสร้างเป็นโรงเรียนชุมชน

“เราอยากทำเหมือนที่อาจ้ออากงเราทำ” สัจจและบรรลุทิ้งท้ายสั้น ๆ

ไม่เพียงตัวอาคารชิโน-โคโลเนียล ที่ถูกแปลงโฉมให้กลับมามีชีวิต แต่จิตวิญญาณที่ดีงามของบ้านอาจ้อก็ถูกชุบชีวิตขึ้นมาเช่นเดียวกัน ความตั้งใจในอดีตถูกร้อยเรียงผ่านกาลเวลา จากรุ่นทวดสู่รุ่นเหลน จากวันวานสู่วันนี้ ผมจึงดีใจเหลือเกินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวการแปลงโฉมบ้านอาจ้อถึงผู้อ่าน The Cloud ทุกคน

บ้านเลขที่ 102 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 062 459 8889

Facebook : Baan Ar-Jor บ้านอาจ้อ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load