อาคารไปรษณีย์กลางคือ ‘แลนด์มาร์ก’ สำคัญของถนนเจริญกรุง ตั้งตระง่านโดดเด่นริมถนน

อาคารทรงกล่องสี่เหลี่ยมเรียบเกลี้ยงที่น่าจะแปลกตาไม่น้อยในยุคเริ่มสร้างนี้มีประวัติยาวนานถึง 80 ปีแล้ว

ที่สำคัญ อาคารหลังนี้ยืนหยัดสง่างามผ่านร้อนผ่านหนาว รอดระเบิดจากสงครามมาจนถึงปัจจุบันและยังคงให้บริการไปรษณีย์ โดยเป็นที่ตั้งของไปรษณีย์ที่สวยงาม แปลกตา และพิเศษกว่าที่ทำการไปรษณีย์อื่น ๆ ในประเทศไทย

คนรุ่นใหม่อาจรู้จักอาคารโมเดิร์นที่ยังมีความร่วมสมัยแห่งนี้ในฐานะหนึ่งในสถานที่สวยงามอลังการที่ต้องมาเช็กอินและเก็บภาพขณะเดินกินบรรยากาศคลาสสิกในย่านเจริญกรุงให้ได้

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

แต่ภายใต้อาคารหลังใหญ่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และประติมากรรมอันทรงคุณค่า ของไทยที่น่าเรียนรู้และค้นหา

และคงไม่มีใครเล่าเรื่องราวของกิจการไปรษณีย์และอาคารไปรษณีย์กลางหลังนี้ได้ดีกว่า เมธินทร์ ลียากาศ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้ที่ทำงานในองค์กรแห่งนี้มาเป็นเวลา 41 ปี และเคยทำงานอยู่ที่อาคารไปรษณีย์กลางมานานก่อนมีการรีโนเวทครั้งใหญ่

ประวัติความเป็นมาและเรื่องเล่าของอาคารอายุรุ่นคุณปู่แห่งนี้มีมากมาย รอให้ทุกคนมาทำความรู้จักไปพร้อมกัน

อาคารไปรสนียาคารแห่งแรก

อาคารไปรสนียาคารแห่งแรก

ย้อนไปเมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์ (ไปรสนีย์) ขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เพื่อประโยชน์ด้านการติดต่อสื่อสาร และเป็นการประกาศเกียรติภูมิของประเทศให้ทัดเทียมกับอารยประเทศในขณะนั้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ดำรงตำแหน่งอธิบดีสำเร็จราชการ ‘กรมไปรสนีย์แลโทรเลข’ เป็นพระองค์แรก

ส่วนตึกที่ว่าการฯ เรียกกันว่า ‘ไปรสนียาคาร’ คือตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เหนือปากคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเดิมเป็นเรือนของพระปรีชากลการ

ไปรสนียาคารแห่งแรกนี้เป็นสถานที่รับฝากและนำจ่ายไปรษณีย์ในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เมื่อเปิดทำการได้เพียง 48 วัน ปรากฏว่ามีคนใช้บริการมากเกินคาด

หลังจากดำเนินการได้ 2 ปี สยามได้รับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพไปรษณีย์สากล จึงเปิดบริการฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ไปต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ณ ‘ออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2’ บริเวณศุลกสถาน ตำบลบางรัก (หรือปัจจุบันคือสถานีดับเพลิงบางรัก) พร้อมกับขยายบริการออกไปในหัวเมืองต่างๆ จนทั่วประเทศ

ย้ายที่ทำการฯ เมื่อกิจการขยับขยาย

เมื่อกิจการเติบโตขยับขยายไปรสนียาคารอันเป็นศูนย์กลางจึงมีความแออัดจำเป็นต้องขยับขยายไปยังสถานที่แห่งใหม่ที่อยู่ในย่านที่ผู้คนเข้ามาใช้บริการสะดวกยิ่งขึ้น

ไปรสนียาคารและออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2 จึงถูกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นที่ทำการไปรษณีย์กลาง (General Post Office) โดยใช้อาคารสำนักงานและพื้นที่เดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลอังกฤษ ณ ถนนเจริญกรุง เมื่อ พ.ศ. 2469

ในเวลานั้น ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนสำคัญสายแรกของกรุงเทพฯ ที่ก่อสร้างตามแบบตะวันตกถือเป็นย่านธุรกิจการค้าที่เจริญรุ่งเรือง ชุมชนเมืองมีความหลากหลาย เป็นที่ตั้งของที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ ห้างร้าน สำนักงาน โรงเรียน สถานกงสุล โรงพยาบาล โรงภาษี จึงมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหนาแน่น

กรมไปรษณีย์โทรเลขและออฟฟิศไปรสนีย์ที่ 2

ที่ทำการไปรษณีย์กลางซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารสถานกงสุลเดิมจึงไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สะดวกนักประกอบกับที่ตั้งอาคารอยู่ติดทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาไม่ใช่เส้นทางสัญจรหลักในย่านนี้แล้ว

เหตุผลอีกประการคือ ในยุคนั้นแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับที่ทำการไปรษณีย์กลาง จึงสร้างเป็นสถาปัตยกรรมสวยงามโอ่อ่าเป็นหน้าเป็นตาได้ จนเกิดแนวคิดในการสร้างอาคารใหม่ให้สวยงาม และให้บริการผู้คนได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบให้อาคารส่วนบริการอยู่ติดถนนเจริญกรุง

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารไปรษณีย์กลางหลังใหม่

โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการฯ หลังใหม่ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2469 กว่าจะได้สร้างจริงก็เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2478 ในสมัยที่หลวงโกวิทย์อภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ดำรงตำแหน่งอธิบดี มีพระสาโรชรัตนนิมมานก์ หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นสถาปนิก นายหมิว อภัยวงศ์ เป็นผู้ช่วยสถาปนิก และนาย เอช. เฮอรมัน เป็นวิศวกรชาวเยอรมัน

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้ก่อสร้างเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมเรียบเกลี้ยงรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) แนวนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) อันเป็นที่นิยมในตะวันตก ลดทอนการประดับประดาและความประณีตที่มีในสถาปัตยกรรมของไทยก่อนหน้านี้

ลักษณะอาคารเป็นรูปตัวที มีความสูง 5 ชั้น โครงสร้างเป็นเสา-คานคอนกรีตเสริมเหล็ก ภายนอกเป็นหินล้างสีเทา เซาะร่องสลับเป็นลายอิฐ ตัวอาคารแบ่งเป็น 3 ตอนคือ ส่วนหัว กลาง และหางตัวที โดยเริ่มต้นสร้างจากท้ายอาคารก่อนแล้วจึงสร้างด้านหน้า

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

“การก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจากหางก่อน เป็นอาคารใหญ่สูง 3 ชั้น เดิมลำตัวกลางยาว 70 เมตร สูง 4 ชั้น ส่วนหัวตัวที มี 5 ชั้น ยาวเป็นร้อยเมตร แต่ในตัวตึกจะเป็นเพียง 3 ชั้นเพราะเป็นห้องโถงใหญ่ และในตัวตึกไม่มีเสาเลยสักต้นเดียว มีเนื้อที่เป็นพันตารางเมตร นับเป็นตึกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยนั้น”

อาคารใหญ่ระดับนี้ใช้เวลา 3 ปี 5 เดือนกว่า หรือ 1,259 วันพอดี โดยเสร็จสิ้นในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2482 ซึ่งตรงนี้ พี่เมธินทร์ บอกเกร็ดเล็กน้อยว่า การนับวันที่สร้างจนถึงวันที่เสร็จจะนับตามปฏิทินเก่าของไทยที่นับเดือนเมษายน เป็นเดือนแรกของปี หากนับตามวันที่แบบสากลในปัจจุบันจะได้ผลไม่ตรงกัน

งบประมาณการก่อสร้างรวมตกแต่งทั้งสิ้นมากถึง 976,967 บาท “ในคำกล่าวรายงานกับประธานในวันเปิดอาคารเขียนว่า รัฐบาลอนุมัติเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างอาคารอันมโหฬารในรูปแบบสมัยใหม่” พี่เมธินทร์เล่าเสริมให้ฟัง

อาคารไปรษณีย์กลางแห่งใหม่จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 พร้อมกับสถานที่ราชการอีกหลายแห่งที่เปิดในวันเดียวกัน เพราะถือเป็นวันชาติในขณะนั้น

หลากหลายหน่วยงานภายใต้อาคารอันมโหฬาร

กิจการของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้พัฒนาเรื่อยมา โดยมีอาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้เป็นเหมือน Gateway ของระบบสื่อสารของไทย

นอกจากจะให้บริการไปรษณีย์และเป็นศูนย์กลางการรับ คัดแยก และส่งต่อสิ่งของทางไปรษณีย์แล้ว อาคารไปรษณีย์กลางยังเป็นที่ตั้งของงานบริการด้านโทรคมนาคมเช่นกัน

พื้นที่อาคารแห่งนี้แบ่งสำหรับงานอีกหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือเป็นทั้งที่ทำการโทรเลขกลาง ที่ทำการกองช่างวิทยุ ชุมสายวิทยุบริการ ชุมสายการถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียม รวมถึงที่ทำการชุมสายเทเล็กซ์ ที่ทำการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และห้องปฏิบัติการที่มีเจ้าหน้าที่เลขหมาย 100 (บริการโทรทางไกลต่างประเทศผ่านโอเปอเรเตอร์ ซึ่งยกเลิกไปแล้ว) เข้าเวรทำงานบริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ที่ทำการไปรษณีย์กลางมีศูนย์กลางอยู่ที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2483 จนถึง พ.ศ. 2528 หน้าที่จึงยกเลิกไปเมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ที่หลักสี่ขึ้นมาทดแทน

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ภายหลังส่วนงานมากมายของกิจการไปรษณีย์แยกออกเป็นได้หลายหน่วยงาน คือธนาคารออมสิน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย

ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้แปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยตามแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคม แยกกิจการไปรษณีย์ออกมาจัดตั้งเป็น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งถึงวันนี้ก็ครบรอบ 16 ปีพอดี

การบูรณะครั้งใหญ่

หลังจากอาคารไปรษณีย์กลางยืนหยัดผ่านร้อนหนาวในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมานานถึง 70 ปี คณะผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการบูรณะอาคารมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เริ่มจากส่วนโครงสร้างเพื่อชะลอการทรุดตัว

พี่เมธินทร์เล่าว่า การบูรณะดำเนินอย่างเนื่องยาวนานอยู่หลายปี

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

“เริ่มจากการปรับปรุงโครงสร้างด้านล่างใน พ.ศ. 2541 ต่อมาพ.ศ. 2546 ใช้วิทยาการสมัยใหม่โดยใช้ไฮโดรลิกยกอาคารสองด้านขึ้นให้เท่ากัน เมื่อมาถึง พ.ศ. 2551 จึงรื้อเสาสัญญาณขนาดใหญ่บนตัวอาคารออก จากนั้นก็มีการออกแบบเพื่อปรับปรุงอาคาร ผ่านการพิจารณาทบทวนอยู่นาน สุดท้ายมีมติให้ปรับรูปแบบอาคารเป็นศูนย์การประชุมสัมมนา พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ให้บริการไปรษณีย์ โดยเริ่มลงมือบูรณะทั้งหมดใน พ.ศ. 2555

“เมื่อครั้งบูรณะก็เห็นได้ว่าอาคารหลังนี้สร้างอย่างดีและมีความแข็งแรง แม้แต่กระเบื้องที่โถงกลางก็ยังใช้ของเดิมจนทุกวันนี้ เป็นกระเบื้องโมเสกสั่งมาจากเยอรมนีด้านหลังมีประทับว่า Made in Germany ทั้งหมด”

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของอาคารไปรษณีย์กลางที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

การบูรณะอาคารหลังใหญ่นี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยใช้เวลาเพียง 1 ปี และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารในโอกาส 130 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย และ 10 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

เสา 6 ต้นนี้มีที่มา

หลังจากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอาคารไปรษณีย์กลางแล้ว ก็ถึงเวลาเยี่ยมชมอาคารกัน 

เมื่อเดินเข้ามาจากรั้วประตูด้านถนนเจริญกรุง จะเห็นส่วนตึกหน้าอาคารซึ่งเป็นส่วนหัวตัวที ที่ยาวสุดตาขนาดต้องเปิดกล้องโหมด Wide เก็บภาพนี้เพราะมีความยาวถึง 103.80 เมตร และสูง 5 ชั้น (รวมชั้นใต้ดินและดาดฟ้า) หลังคาตึกเรียบตัดแบบมีดาดฟ้า

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

อาคารนี้แบ่งพื้นที่เป็น 3 ตอน มี 3 มุขสำหรับเข้าออก อาคารฝั่งมุขเหนือและใต้มีสัดส่วนเท่ากัน ส่วนมุขกลางที่นับเป็นแกนกลางนั้นเป็นทางเข้าออกหลักสู่โถงใหญ่ เป็นเนื้อที่สำหรับประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งเดิมมีทางเดินยาวเชื่อมต่อไปสู่ยังส่วนตึกด้านหลังซึ่งปัจจุบันตึกด้านหลังนั้นถูกทุบออกไปถึง 60 เมตร จากเดิม 70 เมตร

หากสังเกตดีๆ ที่หน้าอาคารประธานด้านหน้า ปีกทั้งสองของอาคารมีแนวเสาข้างละ 6 ต้น ตัวเลขนี้มีนัยแฝงที่สื่อถึงเนื้อหาแห่งรัฐธรรมนูญ หรือหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ตามสมัยการสื่อความหมายในสถาปัตยกรรมในช่วงต้นสมัยการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

พี่เมธินทร์กระซิบว่า หากมาตอนช่วงพลบค่ำ หน้าอาคารจะเปิดไฟประดับหลากสีสันที่สาดส่องขึ้นบนผนังหน้าอาคาร ให้ดูสวยงามแปลกตากว่าที่เราเห็นในตอนกลางวัน

พระอนุสาวรีย์อธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขพระองค์แรก

ด้านหน้าของอาคารมีพระอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญในกิจการไปรษณีย์ ‘สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์  กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช’ อธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขพระองค์แรก พ.ศ. 2426 – 2433

พี่เมธินทร์เล่าถึงพระประวัติของพระองค์ไว้ว่า เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงเป็นพระราชอนุชาของรัชกาลที่ 5 ได้ตามเสด็จประพาสสิงคโปร์และปัตตาเวียใน  พ.ศ. 2413 ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรกิจการ ‘โปสต์’ ที่ส่งหนังสือเมล์ และตึกกิจการไปรษณีย์เป็นครั้งแรก

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ขณะที่เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์มีพระชนมายุ 16 พรรษา และเจ้านายอีก 10 พระองค์ทรงร่วมกันออกหนังสือพิมพ์รายวันที่ชื่อว่า COURT หรือข่าวราชการ และทรงริเริ่มระบบนำส่งหนังสือซึ่งเสียค่านำส่งตามระบบไปรษณีย์ โดยได้ทรงทำตั๋วแสตมป์ มีราคาอัฐหนึ่ง มีรอยปรุโดยรอบเช่นเดียวกับดวงตราไปรษณียากร ใช้ปิดผนึกเป็นค่าฝากส่งหนังสือข่าวราชการแก่สมาชิกบอกรับ และมีผู้นำส่งเรียกว่า ‘โปสตแมน’ (Postman)คือบุรุษไปรษณีย์ในเวลาต่อมา

ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริที่จะตั้งกิจการไปรษณีย์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์เป็นผู้นำในการจัดการและดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์และโทรเลขในวันที่ตั้งกรม

ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2526 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระอนุสาวรีย์ ซึ่งนับเป็นวันครบรอบ 100 ปีกิจการไปรษณีย์ไทย

แหล่งรวมประติมากรรมของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ณ อาคารไปรษณีย์กลางแห่งนี้มีงานประติมากรรมภายใต้การกำกับดูแลของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มากที่สุดแห่งหนึ่ง

หากแหงนหน้ามองส่วนบนสุดของมุขกลางอาคาร จะเห็นครุฑ 2 ตนโดดเด่นอยู่มุมทางเหนือและใต้ ครุฑของอาคารไปรษณีย์กลางเรียกว่า ครุฑยุดแตรงอน ผลงานของลูกศิษย์แผนกช่างปั้นจากโรงเรียนศิลปากร ภายใต้การกำกับดูแลของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ครุฑยุดแตรงอนทั้งสองนี้เป็นประติมากรรมปูนปั้นลอยตัวขนาดใหญ่ 3 เท่าของคนจริง โดยประยุกต์จากครุฑพ่าห์ ซึ่งเป็นตราแผ่นดินของรัชกาลที่ 3 รวมกับแตรงอนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข เน้นถูกต้องตามลักษณะกายวิภาค ในท่ากางปีกอย่างมีพละกำลัง ลำตัว ลำแขน และขาแสดงกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ท่วงทีขึงขัง กำยำ น่าเกรงขาม โดยลดทอนลวดลายประดับตกแต่งอ่อนช้อยอย่างครุฑที่เห็นทั่วไป

มีเรื่องเล่ากันว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารไปรษณีย์กลางที่ตั้งสูงตระหง่านในย่านนี้แคล้วคลาดจากการจงใจทิ้งระเบิดมาหลายครั้ง พลาดบ้าง ระเบิดด้านบ้าง จนชาวบ้านร่ำลือกันว่า เห็นพญาครุฑ 2 ตนที่อยู่หน้าตึกบินไปปัดลูกระเบิดก็มี

หลังจากมีการบูรณะอาคารครุฑทั้งสองดูแปลกตาด้วยสีชมพู แต่นั่นเป็นการทาสีตามส่วนที่ไม่ได้เสียหายจากแดดฝนอันยาวนาน

“ระหว่างซ่อมแซมได้สังเกตเห็นว่าบริเวณที่ไม่ค่อยโดนแดดฝนปรากฏเป็นสีคล้ายกับปูนกินหมาก คล้ายผิวของมนุษย์ กรมศิลปากรผู้ดูแลจึงทาสีตามนั้น เพื่อให้ต่อไปข้างหน้าสีจะจางลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีเหมือนผิวคน” พี่เมธินทร์เล่าถึงที่มา

นอกจากงานประติมากรรมนอกอาคารแล้ว ภายในอาคารยังมีชิ้นงานประติมากรรมในโถงอาคารอีก 8 ชิ้น นั่นคือประติมากรรมนูนต่ำขนาดใหญ่ประมาณ 2 เมตร ปั้นหล่อด้วยซีเมนต์เป็นรูปไปรษณียากรในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 8 จำนวน 8 ดวง ซึ่งเป็นผลงานของภายใต้การกำกับดูแลของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่นกัน

ส่วนด้านหน้าของมุขกลาง คือประตูเหล็กหล่อ 3 คู่ ซึ่งเป็นงานประติมากรรมหล่อโลหะ ลายเหล็กโปร่งประดับครุฑยุดแตรงอน อันเป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และลูกศิษย์แผนกช่างประณีตศิลปกรรมจำนวน 13 คน

ไปรษณีย์กลาง สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้

ในวันนี้พื้นที่อาคารไปรษณีย์กลางมากกว่า50 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ชั้นหนึ่งของมุขใต้ ไปยังชั้นบน และอาคารด้านหลังเป็นของศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (Thailand Creative and Design Center) หรือ TCDC ซึ่งนับว่าตรงกับจุดประสงค์ในการบูรณะครั้งใหญ่ที่วางหมุดหมายให้อาคารรุ่นคุณปู่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของผู้คนในสังคม

หากใครมาเยี่ยมชมสามารถขึ้นมาบนพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 5 ของอาคาร ชมวิวย่านเจริญกรุงบางรักได้ไกลสุดลูกหูลูกตา และสามารถชมความงดงามและอลังการของประติมากรรมครุฑยุดแตรงอนได้อย่างใกล้ชิด

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

พื้นที่อื่น ๆ ในอาคารมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายส่วน มีสถานที่ที่พร้อมรองรับการจัดงาน การประชุมระดับชาติ ห้องแสดงนิทรรศการต่างๆ และอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่คู่อาคารมาแต่เริ่มสร้าง นั่นคือ โรงละครขนาดเล็ก

“ชั้น 3 มีโรงละครเพราะเมื่อก่อนเรามีหน่วยงานด้านวิทยุกระจายเสียง มีถ่ายทอดสด มีการบรรเลงปี่พาทย์ที่ใช้พื้นที่โรงละครแห่งนี้” พี่เมธินทร์บอกสถานที่ลับที่น้อยคนจะรู้นักกับเรา

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

ที่ทำการไปรษณีย์ที่สวยที่สุด

ถึงวันนี้อาคารหลังใหญ่จะไม่ได้เป็นศูนย์กลางหลักของงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมเช่นวันวาน แต่ยังคงมีบริการด้านไปรษณีย์อยู่ที่นี่

ใครอยากส่งจดหมาย ส่งพัสดุ หรือติดต่อกิจการไปรษณีย์ เดินตรงเข้ามาที่มุขเหนือ ก้าวเข้าสู่ที่ทำการไปรษณีย์ที่สวยและพิเศษกว่าแห่งใดในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี
ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

โถงอาคารสีขาวตกแต่งอย่างงดงามอลังการเข้ากับบรรยากาศของอาคาร โคมไฟระย้ารับกับความโอ่อ่า หลังเคาน์เตอร์บริการมีฉากจำลองแบบของประตูประดับอยู่ ส่วนบริการรวดเร็ว โดยมีการนำระบบสายพานเลื่อนเช่นเดียวกับสนามบินมาใช้กับการส่งของระหว่างเคาน์เตอร์สู่ระบบการคัดแยก

ส่วนพนักงานไปรษณีย์มีชุดยูนิฟอร์มแปลกตา ซึ่งออกแบบพิเศษเฉพาะให้กับบรรยากาศของอาคารแห่งนี้เท่านั้น

วันนี้อาคารแลนด์มาร์กแห่งบางรักยังคงทำหน้าที่บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องดังที่เคยเป็นมา

พี่เมธินทร์บอกว่า เมื่อได้เห็นความยั่งยืนของอาคารแห่งนี้ หวนให้คิดถึงดังคำกล่าวของพลตรีพระยาพยุหเสนาเมื่อครั้งเปิดอาคารครั้งแรกที่ว่า

“…ขอให้ตึกที่ว่าการกรมไปรษณีย์โทรเลขที่ข้าพเจ้ากระทำพิธีเปิดนี้จงยั่งยืนคงทน เป็นสง่าคู่กับพระนครของประเทศไทย ถ้าจะถูกเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลสมัยในครั้งต่อไปข้างหน้าก็ขอให้เปลี่ยนในทางวัฒนาถาวรยิ่งขึ้นไป…”

ก่อนกลับพี่เมธินทร์เล่าความผูกพันที่ได้ทำงานอยู่ภายใต้อาคารหลังใหญ่นี้และกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“หลายคนอาจจะไม่รู้จักไปรษณีย์กลาง แต่ถ้าได้มาสัมผัสจะรู้ว่าครั้งหนึ่งตึกแห่งนี้ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แห่งนี้ยังคงเป็นตึกที่ยังคงความสวยงามร่วมสมัย และนับได้ว่าเป็นความภูมิใจของคนไทย”

ประวัติศาสตร์กิจการไปรษณีย์ไทยผ่านเรื่องเล่าของ อาคารไปรษณีย์กลาง ที่อยู่คู่เจริญกรุงมา 80 ปี

เอกสารอ้างอิง หนังสือ ณ แห่งนี้…ไปรษณีย์กลาง จิตวิญญาณแห่งตำนานไปรษณีย์ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

เครื่องมือบันทึกความทรงจำของบางคนอาจเป็นหน้ากระดาษ รูปถ่าย ภาพวาด หรือแม้กระทั่งการจรดตัวอักษรบนโลกโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับครอบครัวอัสสกุล พวกเขาเลือกบันทึกเรื่องราวที่ผูกพันไว้ในสถาปัตยกรรม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านสำหรับสมาชิกครอบครัว 50 กว่าชีวิต ออฟฟิศ และกิจการค้าขาย กระทั่งได้หวนกลับมาอีกครั้งในฐานะ ‘บ้าน’ ที่เปิดต้อนรับการจดจำครั้งใหม่ในอีกหลายรูปแบบ

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

‘บ้าน’ ที่กล่าวถึงคือ ‘บ้านตรอกถั่วงอก’ อาคารพาณิชย์ขนาด 5 คูหา ตั้งชื่อเรียกตามย่านในถนนสันติภาพ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเมื่อไร่เรียงอายุย้อนไปราว 1 ศตวรรษ คุณอาจเคยรู้จักที่นี่ในชื่อ ห้างทองเบ๊ลี่แซ ซึ่งถ้าทัน ยุค 2490 ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน สารคดีปล้นเบ๊ลี่แซ ของ สมบูรณ์ วิริยะสิริ ที่กลายเป็นภาพยนตร์ดัง ศาสนารักของนางโจร (2493) หรือที่ทำการบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิตในอีก 50 ปีให้หลัง ตามคำบอกเล่าของ ซัน อัสสกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้รับอาสาพาเราสำรวจอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพื้นที่ที่ตั้งใจสนับสนุนแพสชัน แรงบันดาลใจ และคอมมูนิตี้ของเหล่าคนทำงานสร้างสรรค์แห่งนี้

01

“เราไม่สร้างคำนิยามว่าคืออะไร
“ถ้าให้พูดตามตรง เราไม่อธิบายมันดีกว่า”

ซันเริ่มต้นพูดถึงตึกแถว 5 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นเหตุผลแแรกให้คุณพ่อ (กีรติ อัสสกุล) อยากชุบชีวิตบ้านที่ทรุดโทรมผ่านการเวลาสู่บันทึกที่มาที่ไปของตระกูลไว้ย้ำความทรงจำครอบครัว และเหตุผลลำดับที่สองให้ทุกคนกลับมารวมตัวกัน ในสถานที่ไหว้บรรพบุรุษ แต่ไหน ๆ ต้องรีโนเวตทั้งที ถ้าทำให้สวยน่าอยู่เพียงชั้นเดียว อีกไม่นานคงกลับสู่สภาพเดิม เพราะไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จึงเป็นเหตุผลลำดับที่ 3 ให้สี่พี่น้อง วินด์ ซัน แซนด์ และ ซี อัสสกุล ช่วยกันคิดโปรเจกต์พัฒนาบ้านหลังนี้ผ่านโจทย์การอยู่ได้ในระยะยาวของอาคาร เคารพสิ่งที่มีอยู่และเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจร่วมกัน 

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

หลังจากใช้เวลาคิดอยู่นาน บูทีกโฮเทล ร้านอาหาร บาร์ หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่จัดการบริหารด้วยตัวเองเป็นอันต้องปัดตก เพราะเหล่าพี่น้องลงความเห็นกันว่า อยากทำครีเอทีฟสตาร์ทอัพ

“เรามีธีมชัดเจนว่าจะซัพพอร์ตคนที่มาทำงานด้วย เชื่อในสิ่งที่เขาทำและต้องเชื่อมโยงกับเรา” 

หากถอยกลับไปมองย่านเยาวราช แทบทั้งเส้นประกอบด้วยตึกแถว แต่สเปซที่ใหญ่พอให้สร้างคอมมูนิตี้สักอย่างหนึ่งได้น้อยมากจนแทบไม่มี ดังนั้น พื้นที่ทั้ง 4 ชั้นที่เหลือจึงออกแบบให้โล่งกว้างที่สุด ยึดจากแปลนเดิมที่เป็นตึกแถวตอนลึก มีคอร์ตยาร์ตตรงกลางแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยชั้น 1 3 และ 4 เป็นห้องขนาดใหญ่ราว 120 ตารางเมตร และฝั่งด้านหลังราว 31 ตารางเมตร ให้หมุนเวียนจัดนิทรรศการ หรือให้เช่าสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการพบปะ ต่อยอดแพสชัน และมีเพียงชั้น 2 ชั้นเดียวที่วางระบบครัวเอาไว้

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

02

“การไม่อธิบายอย่างชัดเจนว่าตึกนี้มีไว้ทำอะไร
“ทำให้สถานที่ดูน่าสนใจและคนรู้สึกว่ามีสิ่งใหม่ตลอด”

ที่ผ่านมาบ้านตรอกถั่วงอกเคยจัดงาน Ghost 2565: อยู่ยังไงให้ไม่ตาย ของ Ghost Foundation ก่อตั้งโดย กรกฤต อรุณานนท์ชัย เป็นการการฉาย Video Installations ว่าด้วยเรื่องจิตวิญญาณ วัฒนธรรม สังคม บริบทพื้นที่ และองค์ประกอบจากอดีตที่หวนกลับมาใหม่ในความทรงจำ ผ่านรากแนวคิดแบบหลอนวิทยา (Hauntology) เมื่อจัดในย่านคนจีนเยาวราชและบ้านเก่า จึงมีมิติอาหารผ่านกระทะว็อกที่ Wendy’s Wok World มาเสิร์ฟ Chef’s Table โดยมีผู้คนรอบย่านมารับหน้าที่พนักงาน และร่วมกับ Na Projects กลุ่มคนทำงานเพื่อสังคมที่ใช้อาหารสนับสนุนการศึกษาด้านอาชีพแก่เยาวชนในกลุ่มเสี่ยงรวมถึงผู้ลี้ภัยด้วย

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

นอกจากนิทรรศการศิลปะ เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม บ้านตรอกถั่วงอกเคยเปิดบ้านเป็น Pop-up Living Room เป็นระยะเวลา 4 วันให้กับ Soho House คลับเฮาส์สำหรับคนแวดวงศิลปะและครีเอทีฟ ที่กำลังจะเปิดตัวในย่านสุขุมวิท 31 งานนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และประสบการณ์การรับรู้แนวใหม่กับแบรนด์ รวมถึงงานดินเนอร์ส่วนตัวที่เล่าตัวตนผ่านเมนูของแบรนด์ LOUIS VUITTON และงานเปิดตัวเครื่องเพชรแบรนด์ไทย Premiera ส่วนงานล่าสุด คือ Dinner + Sing Song ที่กลับมาคอลแลบกับ Na Projects อีกครั้ง หลังจากทานข้าวเสร็จก็สนุกไปกับการร้องคาราโอเกะในอีกห้องหนึ่งของบ้าน

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

แม้งานทั้งหมดที่ผ่านมายังมีไม่มาก เพราะเพิ่งพร้อมเปิดบ้านได้ไม่นาน แต่ก็ไม่น้อยไปสำหรับตัวอย่างการสร้างสรรค์ของสเปซใหม่ ๆ ในแบบที่ทายาทหนุ่มอยากเห็นและอยากให้เป็น

“ผมว่าคนมาที่นี่เขาอยากเชื่อมโยงกันด้วยแรงบันดาลใจมากกว่า ซึ่งหายากนะ แต่การจะอธิบายว่า ให้เขามาดื่ม มาทานอาหาร มาทำธุรกิจที่นี่ ดูจะกลายเป็นการเจาะจงว่าตึกนี้ทำหน้าที่อะไรหรือทำกำไรเพียงอย่างเดียว จริง ๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำก็ได้กำไรบ้าง ไม่ได้กำไรบ้าง และการที่สเปซอยู่ระหว่างการทำกำไรและไม่ทำกำไร มันคือโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มาเยือน 

“ทุกคนที่มาจัดงานหรือมาทำธุรกิจ ผมรู้สึกว่าเขามาด้วยใจ ส่วนคนมาเยี่ยมชม เขาอาจมาดูงานศิลปะ แต่ในที่สุด เขาจะรู้สึกถึงแพสชันของคนจัด แพสชันของผมซึ่งสร้างสถานที่แบบนี้ขึ้นมา ผมว่าที่นี่มีเรื่องเล่าที่ลึกกว่าแค่อาหาร เครื่องดื่ม หรือบรรยากาศ” เจ้าบ้านขมวดเหตุผลที่ไม่นิยามตัวเอง

03

“เราพยายามหาบาลานซ์หรือองค์ประกอบ
“ที่เป็นความทรงจำของตึกนี้สำหรับทุกคน”

นอกจากข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างที่ผุพังมากเพราะปิดไว้ไม่ได้ใช้งานราว 50 ปี เสาบางต้นแยกตัวออกจากการรับน้ำหนัก จึงต้องแก้ด้วยการลงเสาเข็มใหม่ ซันเล่าว่าความท้าท้ายในการการรีโนเวตอาคารเก่า คือการไม่พยายามทำอะไรมากเกินไป บาลานซ์เอาของใหม่ไปใส่ แล้วก็ดูแลรักษาของเก่า

ตัวอาคารไม่ปรากฏชัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความงามตามสมัยนิยม ณ ขณะนั้น โดยสร้างตามแบบแผนของชาวจีนโพ้นทะเล ให้เป็นที่พักอาศัยร่วมกับการค้าขาย หรือ ‘บ้านร้านค้า’ (Shophouse) ที่ผสานความเป็นจีนและตะวันตกเข้าด้วยกัน เสริมความอู่ฟู่ด้วยการประดับตกแต่งเสา-บันไดด้วยงานปูนปั้นแบบกรีกและโรมัน ใช้กระเบื้องสไตล์เพอรานากัน ลวดลายเรขาคณิตเรียงต่อกัน มีสีสันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงประตูและหน้าต่างไม้ฝีมือช่างท้องถิ่นที่ผ่านกาลเวลามาพร้อมกัน

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

การรีโนเวตเพื่อให้เป็นพื้นที่ให้เช่า ต้องยอมแลกความงดงามบางอย่างกับฟังก์ชัน เพื่อบันทึกสภาพเดิมของตึกไว้ให้ได้มากที่สุด ซันเล่าว่าพี่ชายของเขาชักชวนให้ Vernadoc มาบันทึกทั้งตึกผ่าน Vernacular Drawing เพื่อเก็บแปลนเก่าและรายละเอียดความทรงจำต่าง ๆ ที่อาจตกหล่นระหว่างทางเอาไว้

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช
ภาพ : VERNADOC THIALAND

ร่องรอยต่อของอดีตที่อยากเก็บไว้ บวกกับการเติมของใหม่เข้ามาเพื่อการใช้งานเชิงฟังก์ชันนี้เอง ทำให้พวกเขาใช้เวลาถึง 5 ปีในการรีโนเวตทุกส่วนอย่างประณีต งานที่ใช้เวลานานคือพวกโครงสร้าง เพื่อให้มั่นใจแข็งแรง และวางระบบต่าง ๆ พร้อมรองรับการใช้งาน ด้วยความที่เคยเป็นตึกแถว 5 คูหา ผ่านการเป็นออฟฟิศของบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิตมาแล้ว 1 ชั่วรุ่น จึงมาพร้อมกับกำแพงปูนกั้นแบ่งชั้น แบ่งห้องครบครัน ทำให้พื้นที่ด้านในมืดทึบ ระหว่างคอร์ตยาร์ดเต็มไปด้วยคอมเพรสเซอร์แอร์จนแทบมองไม่เห็นพื้น เขาเลือกแทนที่ความแข็งกร้าวของผนังเหล่านั้นด้วยการกรุกระจกใส เพื่อเปิดโล่งและนำแสงสว่างเข้าสู่พื้นที่ให้มากที่สุด แต่ไม่ลืมรักษาคาแรกเตอร์ของบ้านด้วยการวางประตูหน้าต่างและส่วนที่เป็นโครงสร้างไม้ไว้ในจุดเดิมทั้งหมด อีกนัยสำคัญคือการยึดโยงความเก่าและใหม่ที่ว่า ส่วนข้อดีของการกรุกระจกยังทำให้ผู้คนในแต่ละชั้นเห็นการเคลื่อนไหวของกันและกัน สร้างชีวิตชีวาให้กับพื้นที่มากขึ้น

บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช
บ้านตรอกถั่วงอก : พื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ในตึกแถวอายุ 100 ปีย่านเยาวราช

แม้พื้นชั้นอื่น ๆ จะเป็นของเดิม แต่มีชั้นหนึ่งที่ทำขึ้นใหม่ โดยเลือกใช้กระเบื้องที่ตัดลายเดียวกับข้างบนออกมาเป็นชิ้น ๆ และนำมาประกอบกัน เพื่อให้เหมือนเงาสะท้อนจากกระเบื้องด้านบน

มีของบางอย่างที่จำเป็นต้องรื้อออกเพื่อขยายพื้นที่ อย่างช่องบันไดระหว่างชั้น 2-3 ก็นำลูกตั้งและลูกนอนมาเก็บไว้แทนที่ช่องพื้นที่ปิดไป หรือกะเทาะกำแพงออกเพื่อสร้างทางเดินเชื่อมรอบบ้าน ที่ไม่ได้ปิดผิวให้เรียบเนียนเสียทีเดียว ยังคงเผยในเห็นร่องรอยวัสดุเดิมเพื่อบอกว่าที่ตรงนี้เคยเป็นอย่างไรมาก่อน

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

“ตึกในสภาพเดิมสวยอยู่แล้ว เป็นอาคารพาณิชย์ทั่วไป มีการก่อสร้างที่หาไม่ได้แล้วในวันนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือกาลเวลา เวลาผ่านไป ทำให้สภาพทุกอย่างมีความเก่าที่ยังคงความสวยงาม”

หากมองอย่างพินิจพิเคราะห์บ้านหลังนี้มีจุดน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ควรจะเป็นเส้นตรงในบ้านหลังนี้ส่วนมากเป็นเส้นเฉียง และไม่อยู่ในเส้นกริด อย่างคอร์ตยาร์ดที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เสา คานที่วางเฉียง อาจจะด้วยลักษณะที่ดิน บวกกับการก่อนสร้างสมัยก่อนที่ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อทำให้ทุกอย่างเป๊ะ นี่เองเป็นเสน่ห์ที่ทำให้อาคารมีความจริงชัดในความทรงจำ และยังมีอีกหลายคาแรกเตอร์ที่เก็บไว้ ไม่ใช่เพราะแค่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเจ้าของบ้าน แต่เป็นใครสักคนที่เคยมาที่นี่

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

“ถ้าลงไปชั้น 4 จะเห็นรอยไหม้ที่พื้นกระเบื้องตรงระเบียง เราไม่ได้เปลี่ยนมัน เพราะว่าเป็นจุดที่เราเผากระดาษกงเต็กทุกครั้งที่มาไหว้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เรามีต่อที่นี่ หรือแม้กระทั่งสี เราเพิ่งมาทราบในช่วงนี้ว่ามันเป็นสีเขียว เพราะเมื่อก่อนเห็นเป็นสีน้ำตาลหนา ๆ ช่างที่มาขัดเขาเอากระจกไปเก็บ และเห็นตรงรอยต่อว่าเป็นสีเขียว เราเลยขอให้เขาขัดสีเคลือบข้างนอกออก เพื่อให้เป็นสีแรก ซึ่งอันนี้ไม่ได้อยู่ในความทรงจำเราเลยนะ แต่เราว่ามันเกี่ยวข้องกับความทรงจำของคนอื่น

“สิ่งที่เราชอบเห็นมากคือเวลาที่มีคุณปู่ คุณตา หรือมีแขกที่มางานเขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย แล้วไม่ร้องไห้ก็ช็อก เพราะเขาจำได้ว่าเคยวิ่งเล่น เคยอยู่ที่นี่ หรือว่ามีความทรงจำกับที่นี่ แล้วเขาก็บอกว่า เออ สีของประตูมันเคยเป็นแบบนี้เลย พื้นยังไม่ได้เปลี่ยน หรือบันไดตรงกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสองก็เป็นบันไดเดิมเลยนะ แคบ ๆ เดินได้ทีละคน” ซันแบ่งปันความทรงจำของคนอื่นให้เราฟัง

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

ความท้าทายสุดท้ายที่ซันบอกว่ายากพอ ๆ กับเรื่องโครงสร้าง คือการสื่อสารรายละเอียดในเรื่องสี เพราะอย่างที่บอกว่าไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขา รวมถึงช่างเองก็ด้วย

“มีอยู่วันหนึ่งเราไม่ได้เข้ามาดูหน้างาน ช่างอาจจะคิดว่าหน้าต่างไม้สีนี้มันเก่า ดูไม่สวย เขาเลยขัดออกเกือบหมด เหลืออยู่หนึ่งบาน แต่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ที่นี่ไปแล้ว”

เขาเล่าพลางพาเดินไปดูหน้าต่างบานสุดท้ายของชั้น 3 ที่ยังหลงเหลือสีเดิมให้เห็น

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

04

“ตึกมีชีวิต มีจิตวิญญาน
“ถ้าเราทำสิ่งที่ดีต่อสเปซ เรารู้สึกว่าตึกเองก็แฮปปี้”

ในอนาคตซันวางแผนว่าอยากให้ที่นี่เป็นการทดลองเพื่อมองหาผู้เช่าในระยะยาว พร้อมกับการทำให้ที่นี่เป็นหมุดหมายให้คนมาโดยตั้งใจ ชั้นแรกอาจเป็นคาเฟ่ ชั้นที่ 2 เป็นร้านอาหาร ส่วนชั้น 3-4 เป็นบาร์ ส่วนพื้นที่ชั้นอื่น ๆ ก็จัดนิทรรศการแบบหมุนเวียน เพื่อให้มีคนมาใช้งานตึกให้คึกคักอยู่ตลอด

“ความแตกต่างระหว่างตึกแถวอื่นกับที่นี่ คือคอมมูนิตี้ เพราะเรามีหลายชั้น หลายสเปซ เขาได้ดูนิทรรศการ อยากกินกาแฟก็กินกาแฟได้ หรือมาดินเนอร์ที่นี่แล้วขึ้นไปดื่มต่อข้างบนก็ได้

“ผมว่าตรงนี้มันทำให้คอนเซปต์ของตัวตึกและคอนเซปต์ของแต่ละเจ้าที่จะมาเช่าในตึกนี้มันแข็งแรงขึ้น และการที่มีหลาย ๆ เจ้าในตึกเดียวกัน ผมมองว่ามันเป็นการซัพพอร์ตกันและกัน” 

เราใช้เวลาอีกเล็กน้อยในการสำรวจอาคาร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวไม่ให้ตกหล่น ก่อนร่ำลากันในบ่ายแก่ ๆ

บางครั้งในแง่บริบทของเมืองเราอาจให้ความสนใจต่อสิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติศาสตร์สำคัญ โดยอาจหลงลืมความเป็นพื้นถิ่น หรือจุดเล็กน้อยที่สุดท้ายจะประกอบกันเป็นบริบทใหญ่ และในแง่ของการขับเคลื่อนเมืองอย่างสร้างสรรค์ เราหวังว่าเรื่องราวของบ้านตรอกถั่วงอก จะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่เล็ก ๆ ที่เติบโตอย่างเป็นมิตรกับย่านเก่า ผู้คน และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการรักษาคุณค่าของอาคารเก่ากับการต่อยอดไปตามยุคสมัยได้ไม่มากก็น้อย

ปัดฝุ่นบ้านเก่าย่านตรอกถั่วงอก เป็นพื้นที่แล้วแต่จะสร้างสรรค์ ไปพร้อมกับการบันทึกรอยต่อความทรงจำเก่าและใหม่ให้ทุกคน

บ้านตรอกถั่วงอก

ที่ตั้ง : 306 ถนนสันติภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

เว็บไซต์ : www.baantrok.com

Instagram : baantrok

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load