สมุดบันทึกเล่มเล็ก บันทึกไว้ว่า 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เราออกเดินทางโดยรถไฟขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี กรุงเทพฯ -เชียงใหม่ พร้อมกับเพื่อนบัณฑิตอาสาสมัครสายเหนืออีก 3 คน เป็นความรู้สึกหวิวไหวในใจไม่น้อยเมื่อถึงสถานีปลายทางของเพื่อน ส่วนปลายทางสุดท้ายของเราอยู่ที่เชียงใหม่ การเดินทางคนเดียวเริ่มต้นขึ้น ณ ตอนนั้น

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

เราเดินทางเข้าพื้นที่ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เส้นทางขรุขระทุลักทุเล ตื่นเต้นและเหนื่อยมากกับการเดินทางขึ้นดอยครั้งแรก ในหัวคิดเยอะแยะไปหมด พยายามจดจำและบันทึกความรู้สึกแรกไว้ให้มากที่สุด

กลิ่นไอดิน กลิ่นป่า ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก 

“มาเพื่อเรียนรู้” เป็นประโยคที่ท่องย้ำให้จำขึ้นใจ

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

หมู่บ้านที่เรามาชื่อ ‘บ้านแม่ลามาน้อย’ เป็นหย่อมบ้านของบ้านห้วยกระต่าย ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน คนที่นี่เป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ มีทั้งโปว์และสะกออยู่รวมกันจนแยกไม่ออก มีประชากรราว 180 คน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางภูเขาสูง เมื่อธันวาคมที่ผ่านมาอากาศหนาวเย็น เป็นความหนาวที่ทนได้ หนาวกายแต่อุ่นใจ 

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

เราเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร ทำงานกับศูนย์การเรียนหญ้าแพรกสาละวิน เป็นโรงเรียนของเด็กๆ ในหมู่บ้าน ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กๆ ก็เติบโตขึ้น จึงเงียบเหงามากๆ ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ของเครือข่ายที่เราใช้ 

ช่วงแรกอยู่โดยไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับใคร สิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความเหงาได้คงเป็นสมุดบันทึกและเพลงที่โหลดแบบออฟไลน์เอาไว้ เราชอบหลบมานั่งฟังเพลงที่ศูนย์การเรียนฯ เขียนบันทึก ฟังเสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล เสียงลม เสียงป่า เป็นความรู้สึกเหงาและอ้างว้างมากๆ พออยู่ไปสักระยะ ก็ต้องปรับตัวให้ชินกับสิ่งใหม่ที่กำลังจะเผชิญ บางทีความมืด ความเงียบ ก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทบทวนตัวเองมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ มันดันมีช่วงอยู่กับตัวเองมากเกินไป 

มากจนเราฟุ้งและล่องลอย ไม่รู้จะจัดวางตัวเองไว้ตรงไหน เรียกว่าเป็นการปรับการใช้ชีวิตชุดใหญ่

เรียนรู้วิถีชีวิต

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

 ถึงจะชอบอยู่กับตัวเองแค่ไหน ก็ต้องท่องไว้ว่าเรามาเรียนรู้ มาอยู่ในที่ใหม่ ก็ต้องเป็นคนใหม่ 

ข้อดีของเราคือเป็นมนุษย์ที่ตื่นเต้นกับทุกอย่างที่เจอจริงๆ ทั้งภูเขา ทะเลหมอก ป่าไม้ สายน้ำ และผู้คน จำได้ว่ามาถึงครั้งแรกก็แทบไม่อยากอยู่นิ่ง ใครชวนไปไหนก็พร้อมเดินตามได้ทุกเมื่อ วันแรกที่มาถึงเป็นช่วงเกี่ยวข้าวพอดี เราเดินตามน้องในหมู่บ้านไปไร่ ระยะทางแสนไกล เดินเข้าป่า ผ่านลำธาร ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงก็เหนื่อยเอาเรื่อง 

ป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ ร่มรื่น น้ำใสเย็นฉ่ำ พอได้เห็น ได้สัมผัส ก็ช่วยให้เราหายเหนื่อย

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

วิถีชีวิตของคนที่นี่คือการทำไร่หมุนเวียน ช่วงที่เรามาเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตพอดี พอเข้าเดือนมกราคมก็เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เก็บพืชพรรณต่างๆ ในไร่ เช่น พริก ฟักทอง งาขาว บุก เผือก มัน ฯลฯ และไม่ใช่เพียงแค่พืชพรรณ แต่ไร่หมุนเวียนยังมีดอกไม้หลากสีละลานตาให้เชยชม เรียกว่าเป็นสีสันแห่งไร่หมุนเวียนเลยก็ว่าได้ ชาวบ้านบอกกับเราว่า ดอกไม้ในไร่ปลูกไว้ดูสวยๆ เวลาเกี่ยวข้าวเสร็จก็มาเที่ยวชม แล้วก็ยังเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ปลูกในปีถัดไปด้วย

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

ทุกครั้งที่มีโอกาสติดสอยห้อยตามชาวบ้านไปเที่ยวไร่ เรามักจะมองหาดอกไม้เป็นอันดับแรก และขอเก็บเมล็ดพันธุ์ดอกไม้แห้งใส่ถุงย่ามติดตัวกลับมาด้วย นอกเหนือจากการติดสอยห้อยตามชาวบ้านไปไร่แล้ว เราก็ชอบเข้าป่าหาปู ปลา กุ้ง บางทีก็ตามเด็กๆ ไปเก็บผักกูดไว้เป็นอาหารเที่ยง ซึ่งเส้นทางไปไร่ ไปนาของชาวบ้าน เราเดินแทบจะจำได้หมดแล้วเพราะไปบ่อย แม้วิถีชีวิตจะเรียบง่าย อาหารการกินง่ายๆ แต่คนต่างถิ่นอย่างเราก็ต้องปรับตัวอยู่มากโข

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน
เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

ระยะเวลาประมาณเดือนกว่าๆ เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ได้ อาหารการกิน ที่หลับที่นอน หรือตอนกลางคืนที่แสนมืดมิด ไร้แสงอาทิตย์และไฟฟ้า ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ค่อยๆ ปรับตัวกันไป อย่างเรื่องอาหาร ก็กินเท่าที่มี อาศัยกินกับชาวบ้านบ้าง ซื้อจากในเมืองขึ้นไปเองบ้าง คนที่นี่กินอาหารง่ายๆ ปรุงด้วยเครื่องปรุงไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่เป็นแกงเนื้อสัตว์ ใส่ผักเผ็ด ใส่มัน ใส่เผือก ใส่ผักที่เก็บจากในไร่หรือเก็บตามริมน้ำ และน้ำพริกง่ายๆ เนื้อสัตว์ที่มีก็อย่างเช่น หนู ตุ่น กระรอก ไม่ได้แปลกสำหรับเราเท่าไหร่ ต่างกับคนเมืองที่จะกินอาหารหลากหลาย มีอาหารหวานตบท้ายหลังอาหารคาว

ถึงเราจะชินกับวิถีแบบนั้นแต่ก็ต้องปรับไปตามบริบท ถือคติที่ว่าชาวบ้านอยู่ได้เราก็อยู่ได้ 

รู้จักเด็กเอาไว้ มีชัยไปกว่าครึ่ง

พอเข้าเดือนที่สอง เราก็พาตัวเองไปหาชาวบ้านมากขึ้น แวะไปตามบ้าน ไปเที่ยวเล่น ไปชวนคุย รู้สึกท้าทายตัวเองไปอีกแบบ ภาษาที่ว่าเป็นอุปสรรคก็แทบจะมองข้ามไปเลย ทุกอย่างน่าสนใจและอยากเรียนรู้ให้มากที่สุด บ้านไหนเรียกทานข้าว เราไม่ค่อยลังเลที่จะเข้าไปร่วมวงตามคำชวน ถือเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีและรักษาน้ำใจ

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

ปกติแล้ววิถีชีวิตของบัณฑิตอาสาสมัครอย่างเรามักผูกติดกับเด็กๆ ทั้งเด็กเล็กวัยอนุบาล ประถม และมัธยม รูปแบบกิจกรรมจะแตกต่างกันตามวัย ครั้งแรกที่มาทุกคนก็เข้าใจว่าเราเป็นครูอาสามาสอนหนังสือด้วยซ้ำ รีบปฏิเสธแทบไม่ทัน ตอนเราอยู่กับเด็กๆ ชาวบ้านมักถามว่า “จะพาเด็กๆ ไปไหน” ความเป็นจริงแล้ว เด็กๆ มากกว่าที่พาเราไป

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน
เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

พวกเราทำกิจกรรมกันมากมาย เล่นน้ำ เก็บผักกูด เดินเล่น ทำกับข้าว วาดรูประบายสี ทำสีธรรมชาติจากก้อนหิน ย้อมผ้า รวมถึงสอนภาษาปกาเกอะญอ อยู่กับเด็กๆ สนุกสนาน มีสีสัน ปวดหัวบ้างเป็นบางครั้ง ทำให้เราพลอยได้รู้จักครอบครัวของพวกเขาด้วย พอมีกิจกรรมทำหลายๆ อย่างก็ทำให้วันๆ หนึ่งผ่านไปอย่างราบรื่นและมีความสุข

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

อย่างบ้านที่เราอาศัยก็เป็นบ้านของ ‘แกละ’ เด็กสาววัย 17 ปี ที่อยู่กับยายและพี่ชาย เป็นบ้านหลังเล็กๆ อบอุ่น เรียบง่าย เป็นจุดนัดพบของเหล่าเด็กๆ วัยรุ่นที่ดูจะซนไปตามประสาแต่น่ารัก พวกเขามักมารวมตัวกัน พูดคุย เล่นเกม ดูละคร และนอนรวมกันที่บ้านยายทุกคืน ทำให้เราได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเด็กๆ ไปด้วย อีกอย่างเด็กๆ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้การใช้ชีวิตในหมู่บ้านง่ายขึ้นอีกหนึ่งขั้น การผูกมิตรกับเด็กจึงเป็นเป้าหมายหลักของเรา 

บทบาทลูกหลานชาวบ้าน

เราชอบบทบาทของลูกหลานชาวบ้านที่สุด อยากทำทุกอย่างที่ชาวบ้านทำ อยากเข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรม คงเป็นเพราะเราอยู่ห่างบ้าน การได้อยู่ใกล้ๆ ชาวบ้าน อยู่กับยาย เล่นกับเด็กเล็ก อยู่กับพ่อแม่น้องๆ ในหมู่บ้าน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับคนที่บ้าน อีกอย่างเราอยากจะใช้ชีวิตให้เป็นธรรมชาติ เป็นตัวเอง เป็นเด็กผู้หญิงต่างถิ่นคนหนึ่งที่ชาวบ้านเมตตาปราณี ให้ที่หลับที่นอน ให้ข้าวกินสามมื้อ ให้ความช่วยเหลือ มองเราเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

เวลาชาวบ้านเจอเราที่ไหน มักถามไถ่ด้วยประโยคซ้ำๆ เช่น “มาอยู่ที่นี่สนุกไหม” “คิดถึงบ้านไหม” เป็นการถามไถ่เล็กๆ น้อยๆ สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา และเรามักตอบว่า “สนุกค่ะ เหงาบ้าง คิดถึงบ้านบ้าง แต่อยู่ได้” พอเวลาผ่านไป อะไรเริ่มเข้าที่เข้าทาง เราเริ่มชินกับความเป็นชาวบ้าน ความเรียบง่าย ความธรรมดา

เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้แบบเป็นตัวเองที่สุด

เรื่องเล่าของบัณฑิตอาสาสมัคร ณ บ้านแม่ลามาน้อย หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแม่ฮ่องสอน

ทุกครั้งที่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับเพื่อน เรารู้สึกเสมอว่าตัวเอง ‘ผูกพัน’ กับพื้นที่และผู้คน รู้สึกทึ่งในตัวเองหลายอย่าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ ไม่คิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นได้ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้เห็นตัวเองในอีกแบบหนึ่ง

“ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิต ใช้ชีวิตให้สนุก และเป็นตัวเอง”

ในระยะเวลาแค่ 3 เดือนกว่าๆ ถือว่าเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ดีใจที่ได้ออกมาดูว่าโลกเป็นยังไง พื้นที่ที่เราไม่เคยเจอมีอะไรบ้าง ได้พบผู้คนที่เราไม่รู้จัก ทุกอย่างคือ ‘การเรียนรู้’ เราใช้ชีวิตอยู่ได้เพราะคำว่า ‘เรียนรู้’ จริงๆ

มีประโยคหนึ่งจากพี่สาวผู้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ (Life Coach ส่วนตัว) ที่เราจดจำได้ไม่เคยลืม

“ให้ระวังความสุข ความสุขจะทำให้เราหลง”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปณิชา ปานกลาง

หญิงสาวผู้อยู่ไม่ติดบ้าน เสาะแสวงหาตัวเองและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ แค่มีสมุดบันทึกไร้เส้น ดินสอกดและโทรศัพท์ถ่ายรูปได้ ก็เพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2564
1 K

ผมก้าวลงจากเรือโดยสารสู่หาดสีดำที่ทอดตัวยาวไปไกล ในที่สุดผมก็มาถึงหมู่บ้านรานอน (Ranon) บนเกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ได้สำเร็จเสียที หลังจากรอนแรมแบบลืมวันลืมคืนนับหมื่นกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่สิงคโปร์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อเครื่องอีกครั้งมายังเมืองพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของประเทศ เปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กอีกครั้งเพื่อบินมายังเมืองเครกโคฟ (Craig Cove) เกาะแอมบริม ก่อนจะลงเรือโดยสารเป็นเฮือกสุดท้ายมายังหมู่บ้านรานอนอันไกลโพ้น โอย เหนื่อย

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

มนุษย์เอเจนซี่โฆษณาอย่างผมต้องประชุมนำเสนองานเป็นประจำ การพูด พูด และพูด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพักร้อน ผมจึงเล็งเป้าหมายการเดินทางที่ไกลสุดขอบฟ้า เพื่อจะได้นั่งๆ นอนๆ โดยไม่ต้องสนใจใคร และที่ที่ผมเลือกสรรแล้วอย่างดีคือที่นี่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่จะไม่มีใครมายุ่งกับผม 

ระยะเวลา 10 กว่าวันต่อจากนี้ คือเวลาที่ผมจะอยู่ในความสงบถึงขีดสุด

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ป้าเอ็มม่า (Emma) คือเจ้าของบังกะโลที่ผมจะมาพักอยู่ด้วย เธอเป็นสตรีวัย 60 กว่าๆ ที่ยังแข็งแรงสดใสและดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งเธอบอกว่าตลอด 10 กว่าวันนี้มีผมเป็นแขกเพียงคนเดียวของเธอ ผมยิ่งรู้สึกลิงโลดมากกว่าโดดเดี่ยว

แต่ผมกำลังจะได้รับรู้ความจริงในเวลาต่อมาว่าผมคิดผิด

“มาจากเมืองไทยเหรอ กรี๊ดดดดดดด” ป้าเอ็มม่ากรี๊ดออกมาอย่างจริงจัง

“โทนี่ จา เป็นยังไงบ้าง ป้าชอบโทนี่ จา มากๆ คนทั้งเกาะติดเรื่อง องค์บาก กันงอมแงม ทุกคนเป็นแฟนคลับโทนี่ จา กันทั้งนั้น” ป้าเอ็มม่ารัวใส่ผมไม่หยุด เธอชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เอามากๆ เธอคลั่งไคล้ โทนี่ จา หรือ คุณจาพรม ยีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด และผมคือตัวเชื่อมของเธอกับดาราคนโปรด

ป้าเอ็มม่าออกเสียงองค์บากว่า อุ๊งบัก อย่างน่ารักจนผมต้องกลั้นยิ้ม และประโยคต่อมาก็คือ

“ถ้าป้าบอกคนในหมู่บ้านว่ามีแขกมาจากประเทศอุ๊งบักแล้วล่ะก็ รับรองทุกคนก็จะกรี๊ดเหมือนกัน” 

ที่บังกะโลไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่เรือนที่สร้างขึ้นจากต้นและใบมะพร้าวอย่างเรียบง่าย ในห้องมีเพียงมุ้งและฟูกนอนพร้อมหมอน 1 ใบที่แสนสะอาด ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องเดินไปยังบ่อน้ำจืดที่ตั้งอยู่ห่างจากห้องไปเพียง 20 ก้าว แต่ถ้าอยากซื้อขนม ซื้อน้ำ หรือชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ก็ต้องออกแรงเดินเท้าราวๆ 15 – 20 นาที ไปยังร้านชำกลางหมู่บ้าน

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย
เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ร้านชำเป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง นี่มีแผงโซลาร์เซลขนาดใหญ่คอยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเพียงจุดเดียวของหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ พอตกเย็น ใครๆ ก็พากันหอบลูกจูงหลานมานั่งดูแผ่น VCD กันเอิกเกริก และภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลคืออุ๊งบักหรือ องค์บาก นั่นเอง ส่วนสัญญาณโทรศัพท์กับไวไฟนั้นไม่ต้องพูดถึง โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ได้แค่ถ่ายรูป จะโทรหาใคร จะโพสต์เฟซบุ๊ก ส่งไลน์ หรือตอบอีเมลนั้นลืมไปเลย

วันรุ่งขึ้นผมเดินไปที่ร้านชำแต่เช้าเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่กล้องและมือถือ กะจะซื้อขนมมาตุนๆ ไว้เผื่อหิวเสียหน่อย เด็กๆ ที่เล่นอยู่แถวนั้นเห็นผมจึงรี่เข้ามา

“มาจากเมืองไทยใช่มั้ย” เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาถาม

“ใช่แล้ว ทำไมรู้ล่ะ” ผมสงสัย

“เมื่อวานเย็นเอ็มม่ามาบอกว่ามีแขกมาจากเมืองไทย เมืองอุ๊งบัก” เด็กๆ เฉลยให้ผมเข้าใจ

“มาต่อยกัน” เด็กๆ เริ่มเข้ามาชวนผมต่อย

“อะ…อะ…อะ…ไรนะ มาต่อยกัน เฮ้ย!!! ไอ้หนู” ผมเริ่มไปไม่เป็น

“ถ้านายมาจากเมืองอุ๊งบักจริงๆ นายต้องมีพลังเตะต่อยตีลังกาได้ ไหนโชว์หน่อยดิ๊” เด็กตื๊อ

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

กว่าจะชาร์จแบตโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปจนเต็ม ผมต้องออกแรงทำท่ากังฟูกับเด็กๆ หมู่บ้านรานอนไปหลายยก 

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ตื่นเต้นดีใจ ชาวบ้านเองก็ใช่ย่อย

“โทนี่ จา สบายดีมั้ย”

“เขาจะทำอุ๊งบักภาคต่อไปอีกหรือเปล่า”

“ตัวจริงเขาเตะต่อยได้แบบในหนังมั้ย หรือเก่งกว่ามาก”

“คนไทยเตะต่อยตีลังกาได้แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย”

อยู่ดีๆ ก็มีคุณพี่คนหนึ่งเดินมาแล้วพูดว่า

“แชง คู ยู ไน” เขากล่าวอะไรบางอย่างพร้อมทำท่าย่อเข่า เอามือซ้าย-ขวา มาทำคล้ายงาช้างอยู่ข้างจมูก

“อะไรนะ” ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไร

“แชง คู ยู ไน ไงล่ะ…จากเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พระเอกตามหาช้างน่ะ” คุณพี่อธิบาย

ทีนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะบอกผมว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ประโยคสำคัญที่พระเอกจะกล่าวย้ำตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ความดังของจาพนมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง องค์บาก แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ด้วย เขาคือทูตทางวัฒนธรรมคนสำคัญของเมืองไทยในประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

นับแต่นั้นมา ที่ผมคิดว่าจะอยู่เงียบๆ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเด็กๆ ชอบมาชวนผมเล่นกังฟูที่หาดรานอนเสมอ พวกเขามากันเป็นกลุ่ม มาชวนเล่นน้ำ เดินป่า ปีนเขา ไปไหนไปกันเป็นพรวน และเวลาที่ผมไปร้านชำเพื่อทำธุระอะไรก็ตาม ชาวบ้านจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

วานูอาตูเคยเป็นอาณานิคมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่นี่มีโรงเรียนที่สอนทั้ง 2 ภาษา และเด็กๆ ก็พูดภาษาเหล่านี้ได้ดีพอๆ กับภาษาบิสลามา (Bislama) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของวานูอาตู ดังนั้น ภาษาจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

หลังจากเฮฮาที่หมู่บ้านรานอนมาพักใหญ่ ผมก็อยากไปหมู่บ้านอื่นๆ บ้าง เอ็มม่าจึงให้ พี่เฟรดดี้ (Freddie) มาเป็นไกด์พาผมไป และผมเลือกเดินป่าไปที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla)

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้มารับผมด้วยชุดที่บ้านสุดๆ รองเท้าไม่ต้องใส่ ในมือมีพร้าไว้คอยถางหญ้าที่ขึ้นรกชัฏตามรายทาง หมู่บ้านฟันลามีโรงเรียนที่มิชชันนารีฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ จึงเป็นหมู่บ้านที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เช่นเดียวกับพี่เฟรดดี้

“เคยอ่านงานของอองเดร ฌี้ด มั้ย” พี่เฟรดดี้เอ่ย และทำให้ผมหงายเงิบไปเลย

“เอ่อ พี่หมายถึง André Gide คนที่เขียนเรื่อง La Symphonie Pastorale เหรอครับ” ผมเริ่มใช้สมองทำงานหนักมากในการนึกถึงวรรณกรรมฝรั่งเศส

“ใช่ แล้ววอลแตร์ล่ะ อ่านมั้ย” พี่เฟรดดี้ไม่หยุด และเริ่มชวนคุยเรื่องวอลแตร์พร้อมกับฌี้ด

ตาย ตาย ตาย นี่ผมกำลังอยู่ชั่วโมงวรรณคดีอยู่หรือเปล่า ผมต้องพยายามใช้ความสามารถในการชักจูงพี่เฟรดดี้ให้เบนความสนใจออกจากเรื่องวรรณกรรม และหันมาเล่าเรื่องชีวิตชาวประมงของพี่ที่ผมค่อยรู้สึกสงบขึ้นมาหน่อย ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่าในยุคอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามเอาใจชาวเกาะให้หันมาเป็นพวก ทั้งสองชาติพยายามตั้งโบสถ์ สร้างโรงเรียน ห้องสมุด สถานีอนามัย เพื่อให้ชาวเกาะภักดี จึงไม่แปลกที่บางคนจะมีพื้นฐานการอ่านในขั้นเหลือเชื่อ

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

2 ชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงหมู่บ้านฟันลา เด็กๆ ออกมามองผมกันอย่างสนุกสนาน เพราะผมดูแตกต่างจากพวกเขามาก หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสานขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใส่สีสันเร้าใจสุดๆ พี่เฟรดดี้พาผมไปคารวะหัวหน้าหมู่บ้านตามธรรมเนียม เพื่อให้ผมได้รายงานตัวเสียก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน

“มาจากเมืองไทย งั้นก็ต้องรู้จักโทนี่ จา ด้วยสิ” ท่านหัวหน้าบอก ความดังของอุ๊งบักแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าวานูอาตูจริงๆ

“บ่ายนี้ว่างมั้ย ไปลองสอนเด็กๆ หน่อยสิ เด็กๆ ต้องดีใจที่มีคนมาจากประเทศอุ๊งบักแน่ๆ เด็กๆ ที่นี่ติดหนังเรื่องนี้กันเกรียว” ท่านหัวหน้ากล่าว และผมก็พอจะนึกภาพออก

“สอนอะไรก็ได้ อย่างที่อยากสอน อะไรง่ายๆ สักครึ่งชั่วโมง เด็กๆ จะได้มีโอกาสรู้จักชาวต่างชาติ นะ นะ” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามโน้มน้าวใจในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด

เกิดมาผมไม่เคยสอนหนังสือเด็กๆ เลยนะครับ ณ วินาทีนั้นผมคิดว่าผมคงจะปฏิเสธท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้แน่ๆ และก็คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำที่ผมได้มาเป็นคุณครูครั้งแรกที่ประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมเดินไปยังโรงเรียนประถมต้นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตอนนั้นเด็กๆ ไปพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินสำรวจในห้องว่าพวกเขากำลังเรียนเรื่องอะไรกัน ผมพบกระดาษวาดรูปพระอาทิตย์ลงสีสันน่ารัก พร้อมเขียนกำกับเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Soleil มีตารางการกระจายกริยาภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นอยู่สามสี่แผ่น ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมต้องสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่ผมจะสอนอะไรเหรอ การที่ท่านบอกว่าสอนอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่มันยากมากๆ นะครับ

ไม่กี่นาทีต่อมาเด็กๆ ก็กลับมาจากช่วงพักทานของว่าง พี่เฟรดดี้พาผมไปแนะนำตัวกับคุณครู และคุณครูก็ดีใจมากที่ผมมาจากประเทศอุ๊งบัก และเมื่อคุณครูแนะนำตัวผมด้วยข้อมูลนี้ เด็กๆ ก็ร้องเย่! ออกมากันสนุกสนาน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ตายล่ะ ผมจะต้องสอนเขาแล้วในวินาทีนี้ ผมจะสอนอะไร ผมจะสอนอะไร ในใจผมกรีดร้อง

‘ปิ๊ง’ ในวินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังเดินไปหน้าห้องสมองน้อยๆ ก็กระซิบว่า ‘สอนร้องเพลงสิ’

มันเป็นคำตอบที่ใช่มากๆ 

เพลงที่ผมนึกออกในวินาทีนั้นคือเพลง Coucou Hibou เป็นเพลงที่เด็กฝรั่งเศสเล็กๆ จะร้องกัน กุ๊กูคือนกกาเหว่า ส่วนอิบูคือนกฮูก เนื้อเพลงกล่าวถึงนก 2 ชนิดที่ร้องโต้ตอบกันไปมา และต้องแบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งร้องกุ๊กูแทนเสียงนกกาเหว่า อีกกลุ่มร้องอิบูแทนเสียงนกฮูก และร้องสลับกันไปมา เด็กๆ น่าจะชอบ และเนื้อเพลงเป็นไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่ยากเลย

“เอาล่ะน้องๆ วันนี้เราจะร้องเพลง Coucou Hibou ใครอยากเป็น Coucou ใครอยากเป็น Hibou บ้างครับ” ผมเริ่มเปิดการสอน

ได้ผล ได้ผล เด็กๆ แย่งกันเป็นนก 2 ชนิดนี้อย่างสนุกสนาน และผมก็แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ก่อนจดเนื้อและร้องนำไปสองสามรอบ

Dans la forêt lointaine,

On entend le coucou.

Du haut de son grand chêne,

Il répond au hibou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาไทย ก็จะได้ประมาณว่า

ในป่าห่างไกล ได้ยินกาเหว่า

ส่งเสียงเร่งเร้า จากต้นโอ๊คใหญ่

นกฮูกได้ยิน ตอบไปทันใด

โต้กันฟังได้ ว่า “กุ๊กู” “อิบู”

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

เสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ยิ่งเวลาพวกเขาตั้งใจทำหน้าที่นกกาเหว่าหรือนกฮูกยิ่งดูน่ารัก เวลาครึ่งชั่วโมงบานปลายออกไปนิดหน่อย แต่คุณครูตัวจริงก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะกลับผมถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไรก่อนจากกัน ทายซิครับว่าเด็กๆ ตอบว่าอะไร พวกเขาตอบว่า “ครูช่วยโดดตีลังกาแบบอุ๊งบักให้ดูหน่อยสิครับ” 

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมกลับมาส่งที่หมู่บ้านรานอนในเวลาค่ำ วันนี้เป็นวันที่สนุกจริงๆ หลังจากนั้นผมเลิกคิดถึงการปลีกวิเวกไปแล้ว ชาวเกาะน่ารักและเป็นมิตรมาก น้องๆ ยังมาเล่นกับผมอยู่ทุกวัน วันไหนมีตลาดนัด ผมก็ไปเดินเล่นกับป้าเอ็มม่าและช่วยถือของกลับบังกะโล ทุกคนเป็นเพื่อนกับผม และทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ตอนที่มาถึงใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าที่เขาซี้เราขนาดนั้นก็เพราะภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่ชาวเกาะติดงอมแงม 

แต่มีมากกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2015 พายุไซโคลนแพม กำลังแรงกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถล่มประเทศวานูอาตูเกือบทั้งประเทศ เกาะน้อยใหญ่เกือบทั้ง 87 เกาะอยู่ในสภาพยับเยิน เดือนตุลาคมปีนั้น ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหมู่บ้านรานอน เกาะแอมบริม ประเทศวานูอาตู และได้มีโอกาสพบเห็นร่องรอยความเสียหายที่ยังค้างคาอยู่

ในเวลาที่ชาวเกาะกำลังเดือดร้อนอย่างที่สุด พวกเขาได้รับ ‘ข้าว’ ที่รัฐบาลไทยส่งไปให้เป็นความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ บนกระสอบข้าวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า ‘ด้วยความปรารถนาดีจากประเทศไทย’ ข้าวไทยนับเป็นความช่วยเหลือชุดแรกๆ จากนานาชาติที่มาถึงประเทศวานูอาตู มาถึงเกาะแอมบริม และมาถึงหมู่บ้านรานอนแห่งนี้

“You are our friend” 

เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาววานูอาตูบนเกาะนี้ทุกครั้งเวลาเขาเล่าเรื่องข้าวจากเมืองไทย

วานูอาตูเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความสุขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

และตลอด 10 กว่าวันในประเทศนี้ ผมพบว่าผมได้กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load