ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์.. ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู 

.

ก็ใจมันหายละลายละลายละลายละไหลไปกับเธอ เฮ้อ เจออย่างเนี้ยคนอ่อนไหวอะวุ่นวาย

.

อยากอธิษฐานให้ปาฏิหาริย์วันนั้นกลับมาได้ไหม มีเธอมีฉันไม่ว่าเรานั้นจะอยู่ที่ใด

ถ้าคุณจำเพลงบรรทัดแรกและต่อเนื้อเพลงบรรทัดสุดท้ายจนจบได้ เราขอแสดงความยินดีด้วยนั่นแปลว่าคุณเป็นแฟน (เพลง) ตัวยงของ ก๊อป โปสการ์ด หรือ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร ชายเบื้องหลังเพลงฮิตรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังสาวยันรุ่นลูกรุ่นหลานสุดเปิ๊ดสะก๊าด ศิลปินที่ขับร้องผ่านลายมือของเขามีมากมาย ถ้าเอ่ยชื่อมารับรองคุณต้องร้องอ๋อ! 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ลิฟท์-ออย, ปาน ธนพร, D2B, นรีกระจ่าง คันธมาส, ทีโบน, ศิลปิลจาก Kamikaze ฯลฯ และขบวนเพลงดังอย่าง แน่นอก, รักติดไซเรน (My Ambulance) ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองจนคุณเผลอฮัมเพลงออกมาด้วยความอารมณ์ดี

สูตรการเขียนเพลงของนักประพันธ์คนนี้ก็สนุกมาก กว่าเขาจะเจอวิธีการแต่งเพลงที่เป็นตัวเองก็เดินทางสายดนตรีกว่า 15 ปี ซึ่งดันเป็นหลักการเดียวกับที่เด็กสถาปัตย์อย่างเขายึดมั่นถือมั่นด้วยหลักคิด Form Follows Function จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ทำเพลงตอบโจทย์ความต้องการอย่างทันท่วงทีของธุรกิจเพลงประเทศไทย

ก๊อป โปสการ์ด ในวันที่ยังไม่วางปากกาเขียนเพลงและเริ่มต้นขีดเขียนเพลงบทใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและรองกรรมการผู้จัดการสายงานมิวสิกค่ายเพลง BH BrickHouse ค่ายเพลงที่เปิดกว้างต้อนรับศิลปินที่มีแพสชันและตัวตน ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจที่เขาอยาก ‘สร้างคน’ 

หยิบคาสเซ็ตว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายที่เป็นนักฟังเพลงมาตลอดชีวิต เขียนเพลงมากว่าค่อนชีวิต และกำลังสร้างคนทำเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ใส่เครื่องเล่นแล้วสดับรับฟังด้วยความตั้งใจทั้งหน้าเอและหน้าบี

เราหวังว่าเพลงชีวิตม้วนนี้จะสร้างความสุขและแต้มรอยยิ้มเหมือนวันที่คุณฟังเพลงของ ก๊อป โปสการ์ด

เพลงล่าสุดที่คุณฟังคือเพลงอะไร

ฟังเพลงของ Serious Bacon เพราะเด็กในค่ายเขาฟัง

แล้วเด็กชายธานีตอนเป็นเด็กฟังเพลงอะไร

เราฟัง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ตอนนั้นปอสาม ปอสี่ ถูกส่งไปอยู่สัตหีบคนเดียวทุกปิดเทอม เพราะพ่อเป็นทหาร เราอยู่กับทะเล อยู่กับบ้านที่ยื่นเข้าไปในทะเล มีเครื่องเล่นเทปหนึ่งเครื่อง ฟังดูโรแมนติกนะ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก

แสดงว่า ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดังมากในยุคนั้น

ก็เป็นวงดนตรีคอมโบยุคโบราณ เพลงพูดถึงทะเลเป็นส่วนใหญ่ พวกทหารเรือชอบฟัง เราก็ฟังเพราะไม่มีอะไรทำ แต่พอฟังเรื่อยๆ เหมือนถูกฝัง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มสนใจเนื้อหาของเพลง เขาพูดเรื่องทะเลแต่ทำไมพูดแบบเปรียบเทียบ พอกลับกรุงเทพฯ ก็เริ่มฟังเพลง มาจับความได้ทีหลังว่ามันคือสื่อ 

หลังจบปอหก เริ่มเป็นวัยรุ่นก็ยังไม่มีเพลงสำหรับวัยรุ่นให้ฟัง เราต้องฟังเพลงผู้ใหญ่ อย่างเศรษฐา (เศรษฐา ศิระฉายา) ดิ อิมพอสซิเบิ้ล มันก็ย้อนกลับไปที่เราเคยฟังตอนเด็ก ช่วงนั้นชอบฟังเพลงมาก พอแอบปิ๊งผู้หญิง ก็จะฟังเพลงที่มีชื่อเขาอยู่ในนั้น

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

เช่น

มันหลายอันนะ (หัวเราะ) สมมติชื่อนก ก็ “แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน” (วิหคเหิรลม-สวลี ผกาพันธุ์) ความจริงไม่เกี่ยวกันเลย เราแค่รู้สึกว่าเพลงนั้นมันพิเศษ สำหรับเราเพลงคือสิ่งเชื่อมความรู้สึกที่มากกว่าคำพูด

แล้วคนยุคนั้นเขาฟังเพลงกันแบบไหน

วันนั้นวิทยุเป็นสื่อมีเดียหลัก เพลงยุคนั้นเปิดไม่ต่างกัน วิทยุจะเปิดอยู่สองวงคือคาราบาวกับแมคอินทอช เพลงไทยพัฒนามาถึงจุดที่มีอุตสาหกรรมเพลงและมีธุรกิจเพลง วงสำคัญตอนนั้นคือแกรนด์เอ็กซ์ มีการจัดคอนเสิร์ตและเป็นวงแรกที่มีการยื่นไมค์ให้คนดูร้องตาม ปกติคนจะนั่งตบมือ ไม่ค่อยลุกขึ้นเต้น เราถือว่าเราโตมากับการเกิดของอุตสาหกรรมเพลงไทย 

เรามารู้ตัวว่าชอบฟังเพลงมากกว่าคนอื่นก็ตอนที่เจอแผงขายเทป สมัยนั้นตามป้ายรถเมล์ต้องมีแผงเทป มีเยอะกว่าแผงหนังสือ เราหยุดดูนานมาก เพื่อนรอจนรำคาญ พอดูแผงนี้จบเจออีกแผงเราก็หยุดดูอีก ยิ่งแผงไหนแกะเทปให้ลอง เราต้องเปิดอ่าน อ่านเครดิต ดูปก ดูเนื้อเพลงว่าใครเป็นคนแต่ง ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเพลงไทย รู้ตัวอีกทีเพื่อนหนีไปหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว ยอมรับนะว่าเราฟังเพลงเยอะ เสนอตัวเป็นดีเจทุกครั้งที่ห้องเรียนมีกิจกรรม จัดเพลย์ลิสต์เอง ชอบอัดเพลงแจกเพื่อน ถ้าประมวลกลับไปมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยทำให้เรา ตอนนั้นเขาต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ คนอื่นเขียนจดหมายแต่พ่อเราอัดคาสเซ็ตส่งมาให้ พ่อจะพูดก่อน พอถึงช่วงที่เป็นอารมณ์เขาจะร้องเป็นเพลงขึ้นมา เช่น ทุกคนสบายดีมั้ย แล้วก็ร้องเพลง ความรักไม่รู้จบ ของสุนทราภรณ์ พ่อเราโรแมนติกมั้ย (มาก) มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงเข้ามาอยู่ในใจเราโดยธรรมชาติ

ถ้าอินกับการฟังเพลงขนาดนั้นเท่ากับว่าคุณเจอตัวเองแล้วหรือเปล่า

เจอตัวเองช้า เพราะยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่าเราคือใคร เราชอบอันนี้แล้วควรจะทำอะไรต่อ ขนาดจะเอนทรานซ์ อาจารย์แนะแนวเอาคณะมาให้เลือก เราไม่อยากเรียนสักคณะเลย พอดีคืนก่อนนั้นมีรายการ เพชฌฆาตความเครียด มาฉายทางทีวีแล้วดังมาก ก่อนจบเขามีสัมภาษณ์ถึงรู้ว่าเป็นกลุ่มเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ หมดเลย เราก็เอาวะ เลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ถือว่าโชคดีมาก เขาสอนวิธีคิดบางอย่างซึ่งเราเอาแกนนั้นมาทำงานจนถึงทุกวันนี้ 

เรียนจบแล้วคุณได้ทำงานเป็นสถาปนิกหรือเปล่า

ทำอยู่หนึ่งปี ไม่สิ ทำไม่ถึงปี ประมาณแปดเดือน จริงๆ ทำแค่สามวัน 

ทำไมจำนวนลดลงเรื่อยๆ

ต้องย้อนไปวันแรกที่เรียนสถาปัตย์ เราจำได้ว่าออกจากห้องสเก็ตช์ดีไซน์ทุกคนนั่งคุยกันเรื่องงานออกแบบ สิ่งแรกที่เราทำคือนั่งเปิดปฏิทินคำนวณว่าเราต้องเรียนอีกกี่วัน (หัวเราะ) เรียนวันแรกเราก็ไม่เข้าใจแล้วว่าเขาเรียนอะไรกัน พอต้องทำงานจริงก็เหมือนเดิม ประชุมงานวันแรก เขาถามเราว่า “คุณธานี งานออกแบบรั้วของคุณเป็นยังไงบ้าง” เราพูดไม่ออก เลยบอกไปว่ายังไม่เสร็จครับ เราไม่อิน เลยพยายามดิ้นรนหาทางลาออกด้วยการทำตามสูตรของคนสมัยนู้น คือการเรียนต่อ

จริงๆ คุณได้เรียนต่อมั้ย

ไม่ จังหวะนั้นโชคดีมากได้เขียนเพลงโดยบังเอิญ 

มีอยู่วันหนึ่งไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนแถวสยาม แล้วเพื่อนดันรู้จักกับโต๊ะข้างๆ แล้วโต๊ะนั้นก็รู้จักกับอีกโต๊ะหนึ่ง เราได้ยินเขาคุยกันเรื่องเพลงของคาราบาว คาแรกเตอร์เพลงแบบนี้ ถ้าเป็นศิลปินจะร้องออกมายังไง ต้องพูดอะไร ทำไมเราฟังเขาพูดแล้วเราเข้าใจทุกอย่างทันที 

แสดงว่าคุณนั่งตอบคำถามพวกนั้นอยู่ในใจ

เราตอบอยู่ตลอด ทำแบบนี้สิ เพลงนี้ ตำแหน่งนี้ ต้องพูดแบบนี้ เรานั่งฟังเขาจนกินข้าวเสร็จ จะต้องเดินออกจากร้าน มีแวบหนึ่งต้องเดินผ่านประตูที่เขานั่ง เราเดินออกจากประตูไปแล้วนะ ถ้าเป็นซีนหนังคือแสงต้องพุ่งออกมาแล้ว เราคิดอะไรไม่รู้ ปิดประตูแล้วเดินกลับมาถามเขาว่า “ขอโทษนะครับ แจกเพลงเขียนกันอยู่หรือครับ” ตัดสินใจรวบรวมทุกอย่างในชีวิตแล้วบอกไปว่า “ผมขอเขียนด้วยได้มั้ย” เขาดูงงนะ แต่บอกเราว่าได้ แล้วจดเบอร์แฟ็กซ์ใส่กระดาษให้ ในความคิดเราคือเขาให้ไปอย่างนั้นแหละ บรีฟก็ไม่บรีฟ เราเลยแกล้งถามว่าเพลงของใคร เขาก็บอกนะแต่เรารู้ชื่ออยู่แล้ว 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

นี่มันเส้นทางแจ้งเกิดชัดๆ 

จำได้ว่าวันนั้นเราขึ้นรถเมล์ ป.1 ขนาดสี่สิบปีแล้วยังจำวันนั้นได้ (ยิ้ม) พอขึ้นรถเมล์ปุ๊บ เรารู้สึกเจอชีวิตของเราแล้ว เราเปิดซาวด์อะเบาต์เอาเดโม่คาสเซ็ตใส่แล้วเปิดฟัง เขียนเนื้อบนรถเมล์ เขียนเป็นได้ยังไงก็ไม่รู้ พอถึงบ้านปั๊บเราส่งแฟ็กซ์ให้เขาทันที เขาโทรกลับมาบอกว่าจะดูให้ แล้วเขาหายไปเลย เรื่องนี้ก็หายจากความทรงจำเราด้วยเหมือนกัน

อ้าว 

มีอยู่วันหนึ่งเขาโทรมาเชิญไปงานเปิดตัวอัลบั้มพี่เขียว คาราบาว อยากไปมาก ถามเขาแบบแฟนคลับว่า เจอพี่แอ๊ดหรือเปล่าครับ (หัวเราะ) พอถึงวันงานก็พาเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ตอนเดินเข้างาน แวบแรกที่เห็นเรายืนอึ้งอยู่นานมาก 

คุณเจอแอ๊ด คาราบาวหรอ

เปล่า แต่เพลงที่เราเขียนมันคือชื่องาน คือชื่ออัลบั้มเลย 

เพลงนั้นชื่อว่า

หัวใจและเวลา เป็นเพลงแรกที่เราเขียนในชีวิต เป็นการเปิดตัวที่เรารู้สึกทันทีว่าตรงนี้คือที่ของเรา 

พอคุณเจอที่ทางของตัวเอง เลือกเดินทางนี้เลยหรือเปล่า

จากวันนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจเป็นนักแต่งเพลงนะ เพราะเราไม่รู้จักว่าอาชีพนี้คืออะไร ไม่เชื่อว่าแต่งเพลงจะเป็นอาชีพได้ ยังคิดอยากจะเรียนต่อ แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ให้เราไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนชวนทำเพลงอยู่ตลอด ทำเพลงอินดี้อยู่สามปี หนังสือวิจารณ์ชอบชมว่าเราเป็นดาวรุ่งนักแต่งเพลง ตอนนั้นแต่งเพลงให้นรีกระจ่าง ทีโบน เราแต่งเพลงได้เร็ว ตอบโจทย์ จนเรารู้สึกว่าอยากมีเพลงฮิต ค่ายเพลงอินดี้ให้เราไม่ได้ ตอนนั้นเห็นแล้วว่าแต่งเพลงมันมีรายได้ เลยย้าย

เราตั้งใจย้ายไปแกรมมี่ คุยไม่ลงตัวนิดหน่อย บ่ายนั้นเดินออกจากแกรมมี่ อาร์เอสโทรมาหาเรา เฮีย (เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) เขาเชิญมา เพราะเขาจะพัฒนาทีมเพลงและสร้างคอมมูนิตี้วัยรุ่น ช่วงนั้นประมาณปี 97 เพื่อนก็เชียร์ให้ไป เราก็ลองสักตั้ง แล้วตั้งหนึ่งเนี่ยนานมาก (หัวเราะ) ยุคนั้นธุรกิจเพลงเฟื่องฟูมาก แต่ในใจเรายังอยากมีเพลงฮิตของตัวเอง

ทำไมถึงอยากมีเพลงฮิตเป็นของตัวเอง

เราแต่งเพลงผ่านแต่เพลงเราไม่ค่อยดัง ไม่พีก มันเลยเป็นคำถามในใจ คิดดูสิ เป็นนักแต่งเพลงรับเงินอยู่หลายปี ได้เขียนแต่เพลงท้ายอัลบั้ม ไม่มีโอกาสได้เขียนเพลงฮิต เวลาคนถามว่าแต่งเพลงอะไร เรากดดันมาก มันเลยเป็นแพสชันให้เราตะเกียกตะกาย ผ่านไปเจ็ดปีเราถึงได้เขียนเพลงฮิตเพลงแรก เพราะวันนั้นคนเขียนเพลงฮิตไม่อยู่ เราเลยได้เขียน

เพลง ดูมั้ย เป็นเพลงแรกที่ฮิตจริงๆ เดินไปไหนคนก็ฟัง ซึ่งมันตอบโจทย์ที่หนึ่งของเราได้

คุณรู้สึกยังไงในวันที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองร้อง ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์… 

ปลื้ม (ตอบทันที) ครั้งแรกที่เพลงดังจำได้เลยว่าเดินเดอะมอลล์ กำลังขึ้นบันไดเลื่อนแล้วได้ยินเพลง ดูมั้ย เราขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง เพื่อจะได้ฟังเพลงตัวเอง

เพลงฮิตยุคนั้นกับเพลงฮิตยุคนี้ต่างกันมั้ย

ไม่ต่าง เพลงฮิตก็คือเพลงฮิต ฮิตก็มีความอุปทานหมู่อยู่แล้ว แต่สื่อต่าง วันนั้นเป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยค่าย อัดเข้าไปเรื่อยๆ ก็เลยฮิต สมมติแค่พูดว่า ฉันเจ็บและฉันจะรักเธอตลอดไป ก็มีอารมณ์ร่วมของคน คำว่าสูตรก็มีจริงแต่ไม่ได้เสมอไป ความใหม่ ความครีเอทีฟก็ต้องมี ส่วนวันนี้สื่อเป็นของคนฟัง ไปยัดเยียดไม่ได้ มันค่อนข้างเรียล

ถ้าเมื่อไหร่ที่เพลงฮิต เราจะถือว่าเป็นเพลงดีทันที มันฮิตแสดงว่ามีคนจำนวนมากฟัง เราต้องหาข้อดีให้ได้ แล้วก็เรียนรู้ ซึ่งองค์ประกอบของเพลงฮิตมีอยู่สามส่วน คนแต่ง คือเรา คิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สอง ศิลปิน คือตัวตน ทำให้ศิลปินพูดแล้วไม่เขินเพราะเป็นตัวเขา แต่สิ่งที่ทำให้เพลงฮิตคือคนฟังเท่านั้น สองคนแรกไม่มีอิทธิพลอะไรเลย หลักการมีแค่นี้

ซึ่งเพลงฮิตกับเพลงดีแยกกันนะ เพลงฮิตเป็นเพลงที่ต้องทำให้เป็นที่นิยม

แล้วเพลงดีเป็นยังไง

เพลงดีก็คือเพลงฮิต (หัวเราะ) 

เนื้อหาของเพลงเปลี่ยนหรือเปล่า

เนื้อหาของเพลงยังเคลื่อนไหวตามยุคนะ เมื่อปีสองปีที่แล้วฮิปฮอปเป็นตัวนำ วิธีพูดจะดาร์กหน่อย อย่างยังโอม ไม่ได้ขายหน้าตา แต่เขาทำงาน เขาจริงใจ เขาสร้างตัว เขาเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว เขาก็พร้อมจะพูดเรื่องตัวเอง คนฟังก็สนับสนุน เราก็ชอบ จะพูดหยาบก็ไม่เป็นไร ในความหยาบมีความจริงใจอยู่ โลกมันก็เป็นแบบนั้น สักพักคนจะเริ่มเบื่อแล้วเปลี่ยนมาเป็นสายวาย คั่นกู ซึ่งเพลงก็ปรับไปตามเวลา เป็นเรื่องปกติมาก ค่ายบังคับได้บางเรื่อง เขาควบคุมสื่อ แต่วิถีของการฟัง เขาควบคุมไม่ได้

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร
แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

งั้นเทรนด์ก็มาจากคนฟัง

ใช่ ถามว่านานแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ ช่วงนี้เปลี่ยนเร็วมาก มันก็เหมือนธรรมชาติ บางช่วงไม่มีอะไรก็แช่อยู่อย่างนั้นนานๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องหาคำตอบแค่เรียนรู้มันไปตลอด สนุกกับมัน ซึ่งเราก็ยังเป็นอยู่นะ ไม่ยอมแก่

หลังจาก ดูมั้ย ดังเป็นพลุแตก คุณยังเขียนเพลงฮิตอยู่หรือเปล่า

เราขยับมาเป็น Lyrics Producer คล้ายเป็นขั้นแรกของผู้บริหาร เราดูคอนเซปต์เพื่อเชื่อมกับครีเอทีฟ ดูตัวตนของศิลปิน มีชุดหนึ่งเราทำแล้วโดนด่าเละ เป็นหนึ่งปีที่เราไม่กล้ารับงานเลยนะ แต่ทุกความล้มเหลวคือแรงผลักดันที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง ความไม่สำเร็จค่อนข้างสำคัญมาก จนมันถึงจุดระเบิดที่เราได้ทำงานที่ไม่ต้องคาดหวัง เราดูแลงานให้ ปาน ธนพร (ธนพร แวกประยูร) เราสร้างอิมแพคให้กับเขา ได้มีโอกาสคิดแบบที่เราอยากคิด ทำให้เราเจออีกจุดหนึ่งของการสร้างงาน

คุณสร้างคาแรกเตอร์ปาน ธนพร แบบไหน

มันจะขำนะ (อมยิ้ม) ทีมเราเป็นทีมที่เอาคนพิลึกมารวมตัวกัน เราเป็นแกนนำของทีม จะเขียนเพลงประหลาด แหวก แต่มันขาดการเชื่อมกับตัวตนของศิลปิน พอเรารู้แบบนี้เลยเปลี่ยนมุมมอง แล้วปานมีคาแรกเตอร์ชัดมาก พูดจาโผงผาง เขาเหมือนเดอะเมีย ไม่ใช่แฟนนะ ต้องใช้คำว่าเมีย เมียเป็นคนที่พูดแรงกับเราแค่ไหนก็ได้แต่จริงใจ ปากร้ายแต่หวังดี

สิ่งที่เราจะนำเสนอมันมาจากตัวตนของเขา คาแรกเตอร์ ท่าทาง ผสมผสานกับการเล่าเรื่องของผู้หญิงในมุมที่ผู้ชายไม่เข้าใจ เพราะว่าเมียกับผัวทะเลาะกันตลอดเวลาทั้งที่รักกัน แต่เราไม่ได้แต่งเพลงให้นะ จะแจกให้คนอื่นแต่ง อย่าง พี่บั๋ง (สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา) เก่งมาก เขาตอบในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้ ชุดต่อมาเราทำ D2B ก็ประสบความสำเร็จ

ฟังดูชีวิตนักแต่งเพลงกำลังไปได้สวย

มันมีจุดเปลี่ยน เราทำงานให้ศิลปินหญิงอยู่สองปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงขั้นอยากเลิกทำเพลง เพราะเราทำเพลงจนถึงจุดที่ตอบโจทย์ตัวเองได้หลายข้อแล้ว สำหรับเรามันหมดแล้ว มองไม่เห็นทางที่จะไปต่อได้

แต่ ชีวิตคนเราชอบมีแต่ 

อย่างที่เคยบอกมันออกไม่ได้ (หัวเราะ) มันมีอะไรดึงกลับมาตลอด บังเอิญมีเด็กเข้าอาร์เอสมาสร้างงานใหม่ เขาชอบเรา ก็เลยช่วยเขาทำอยู่งานหนึ่ง คือ โฟร์-มด (ศกลรัตน์ วรอุไร และ ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ) งานนั้นเราได้ลองเขียนเพลงกับเด็ก ได้เห็นมุมมองใหม่ เราเลยเขียนเพลงด้วยความเป็นเด็กสถาปัตย์ ปรากฏว่ามันประสบความสำเร็จ มีเพลงเลิฟ เลิฟ หายใจเป็นเธอ และอีกหลายเพลงในนั้น เหมือนเราเจอทิศทางการเขียนเพลงของเรา นักแต่งเพลงหลายคนโทรมาคุยกับเราเพราะเขาบอกว่ามันใหม่มาก 

เป็นจังหวะที่จะเลิกทำเพลงก็ไม่ได้เลิก เพราะ พี่ชมพู (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) ชวนมาดูแลค่ายใหม่ที่กำลังจะเปิด

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ค่ายนั้นคือ Kamikaze 

เฮียบอกว่าเพลงจะไม่มากับสื่อทีวีอีกต่อไป เด็กจะนั่งฟังเพลงในคอมพิวเตอร์ เฮียผิดนิดเดียวเอง ความจริงเป็นโทรศัพท์ ตอนเริ่มเปิด Kamikaze เรามาช่วยดูเรื่องเนื้อเพลงทั้งหมด มีเวลาสามเดือนก่อนเปิดค่าย มีศิลปินประมาณสิบเบอร์ โฟร์-มด, หวาย, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, ขนมจีน, มิล่า, Siska, Chilli White Choc เราต้องทำมินิอัลบั้ลสิบอัลบั้ม อัลบั้มละห้าเพลง ข้อเสียคือเราล่กมาก ข้อดีคือเราไม่ต้องคิดมาก เพราะงานทุกอย่างถูกคุมโดยเราทั้งหมด สิ่งที่เราได้จากการทำ Kamikaze คือเราจับงานถูก เรารู้ว่าเราจะสร้างงานยังไงให้ตอบโจทย์ โดยไม่ต้องนั่งนอยด์ว่าเพลงจะฮิตมั้ย เพลงจะดังมั้ย 

การนอยด์เป็นพิษร้ายที่สุดของนักแต่งเพลง ถ้าเรามีคำถามกับตัวเองว่ามันจะดีมั้ยวะ คำนี้น่ากลัวมาก แล้วใครจะตอบเราได้ ถ้าเพลงมันยังไม่ออก พอเราหาวิธีคิดเจอเราก็ไม่นอยด์ ดีมั้ยวะ ดีสิ, ฮิตมั้ยวะ ไม่รู้ ไม่สน

วิธีนั้นคืออะไร

ตอนนั้นเราตัดคำว่าเพลงฮิตออกจากหัวทันที ไม่มีจริงสำหรับเรา 

แต่ก่อนเราจะเขียนเพลงด้วยการตั้งให้มันเป็นเพลงฮิต ทำยังไงคนถึงจะชอบ เขียนเพลงยังไงให้คนชมว่าเราเก่ง พอเราผ่านทุกอย่างมามันเปลี่ยนหมดเลย กลายเป็นว่าเราทำเพลงยังไงให้ตอบโจทย์ในเวลาอันเหมาะสม เรารู้ว่าบริษัทเพลง ค่ายเพลง ธุรกิจเพลงต้องการอะไรแล้วเราต้องทำอะไร ไม่ใช่ทำจากความฝัน หน้าที่ของเราคือเขียนเพลงให้ตรงโจทย์มากที่สุด มันเป็นวิธีคิดแบบสถาปัตย์หมดเลย Form Follows Function แปลนคืออะไร วางให้ตรงที่สุด หลังจากนั้นการออกแบบจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับผสมผสานระหว่างศิลปิน เทรนด์ จังหวะ เมโลดี้ ดนตรี ทุกอย่างมันจะส่งเอง เราไม่ต้องแบก

สิ่งที่เราทำไม่อยากใช้คำว่าแต่งเพลง เราอยากเรียกว่ามันคือการแก้ปัญหาให้กับเพลงทุกเพลง ซึ่งเราใช้เวลาโคตรนาน นานมากในการเดินทางมาเจอสิ่งนี้

นานที่ว่า กี่ปี

เราใช้เวลาเดินทางสิบห้าปีถึงจะกลับมาอยู่ที่จุดที่เราควรจะเริ่มต้น นานมาก ด่าตัวเองนะ โง่อยู่ตั้งนาน ทั้งที่มันอยู่กับเราตั้งแต่วันแรก เรานึกถึงวันที่เราเป็นเด็กสถาปัตย์ เรารู้อยู่แล้วว่าวิธีคิดเป็นแบบนี้ การเขียนเนื้อเพลงมันคืออันนั้นเลย 

เขียนเพลงแบบ Form Follows Function ตอบได้ทุกข้อสงสัยเลยหรอ

ทุกอย่าง แต่เวลาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความเร็จ แต่อย่างน้อยตรรกะมันถูก เราให้ความสำคัญกับอันนี้ เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ศิลปะมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง ก็ใช้ เมื่อไหร่ต้องใช้มาร์เก็ตติ้งนำ ก็ใช้ 

วันก่อนลูกสาวเราโพสต์ทวิตเตอร์ ปกติเรากับลูกสาวจะเก๊ก ไม่ค่อยคุยกัน เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงเพลงที่เราทำ เราเข้าไปดูนะ คนชมก็ปกติ แต่มีคนหนึ่งพูดว่า รู้มั้ยคะว่าเพลงของคุณเป็นแกนในการดำเนินชีวิตของหนูตอนเป็นวัยรุ่น อ่านแล้วขนลุกมาก น้ำตาจะไหล นี่คือสิ่งที่เราคิดเมื่อสิบปีที่แล้ว เด็ก Pre-Teen คือทาร์เก็ต เขาจะรู้มั้ยว่าเพลง Kamikaze ที่เราเขียนไม่มีเนื้อเพลงเด็กเลยนะ ไม่บอกว่าความรักคืออะไร เราซัดความรักจริงจัง เป็นรูปธรรม แต่ไม่โตเกินไปเท่านั้นเอง แล้วเด็กคนนั้นรับรู้ แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือเขารู้ว่านั้นคือแกนวิธีคิด เราใส่ศิลปะในการคิดให้เขาต่อยอด ถ้าเขาจับทางได้มันจะพาไปสู่ความคิดอื่นได้ มันคือวิธีคิดแบบสถาปนิก สร้างจากสิ่งของ รีเสิร์ชมาเป็นเนื้อหา เป็นแปลน จนเป็นรูปร่าง 

แล้วปกติคุณเขียนเพลงที่ไหน 

ในรถ จากปากซอยถึงบ้านระยะทางประมาณสองสามกิโลฯ เราใช้เวลาตรงนั้นครึ่งชั่วโมง

จอด

ขับบ้าง จอดบ้าง ในรถมันดีเพราะเป็นพื้นที่ปิด มีเครื่องเสียง มีพื้นที่ให้เราอยู่กับมันแล้วเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่แบบไหนที่เป็นแบบนี้ได้อีกแล้วในโลก เรามีลูกสาวสามคน เวลารับส่งลูกไปโรงเรียนเราก็แต่งเพลงบนรถกับเขา หลายเพลงเขาก็มีส่วนร่วมนะ อย่าง รักติดไซเรน เขาก็ช่วยคิด ช่วยด้วยความรำคาญ เปิดเดโม่อยู่นั่นแหละ (หัวเราะ) 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

คุณใช้เวลาเขียนเพลง รักติดไซเรน นานแค่ไหน

ยี่สิบนาที ไม่ได้บอกว่าเราเก่งนะ แต่มันเป็นงานที่เราชำนาญอยู่แล้ว ต้องชมการวางโปรดักชัน เมโลดี้เขาสร้างมาดี ด้วยความที่เป็นเพลงประกอบซีรีส์ เขาให้โจทย์ทุกอย่างมาหมดแล้ว เราใช้แค่ทักษะการเขียน ยิ่งตอนหลังเขาบอกว่าอยากได้เพลงแบบ Kamikaze อืม เขียนยังไงมันก็เป็น

ลายเซ็นในการเขียนเพลงของก๊อป โปสการ์ด เป็นแบบไหน

หลักการเขียนเพลงของเราจะไม่สร้างพิษร้ายให้กับสังคมเด็ดขาด เราตั้งทัศนคติว่าต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ยุยงให้เขาทำอะไรที่ไม่ดี อย่างท่อน “ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก เพื่อจะไปรักคนอื่นมากกว่า” มีความพลิกแพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นชอบ เป็นศิลปะในการเขียน เป็นการเหลาหัวให้เด็ก ให้เขาได้ลองคิดพลิกแพลง ส่วนใหญ่เด็กฟังเพลง Kamikaze เพราะฉลาด ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมเธอทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ก็สวนเลย เสียใจแต่ไม่แคร์ ก็เป็นเพลงที่มีศิลปะในการพูด

ทัศนคติในการสร้างเพลงของเราไม่เคยต่างกันเลย เราไม่ปิดกั้น เราชอบฟังเด็กคุยกัน ไม่ได้ตั้งใจไม่แก่หรือไม่โตนะ เราคุยกับเขาแล้วรู้สึกเป็นเขา เราต้องปรับตัวเข้าไปหาจุดนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการทำงานของเรา

ก๊อป โปสการ์ด เดินไปทางไหนหลังหมดยุค Kamikaze

เราทำ Kamikaze อยู่เจ็ดถึงแปดปี มาอยู่แกรมมี่อีกสองปี เหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เราเปลี่ยน เราจะเลิกทุกครั้ง ตอนนั้นเป็นการเลิกที่เรามั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง จนวันหนึ่ง ต่อ (ธรรศ จันทกูล – หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการสายงานดูแลพัฒนาศิลปินค่ายเพลง BH BrickHouse) เขาเป็นคนสำคัญที่ทำงานกับเรามาตลอด เข้าใจความคิดเราทั้งหมด หลายงานของเราเขามีส่วนช่วยเยอะมาก เขามีหัวก้าวหน้ากว่าเรา ต่อบอกเราว่า วันนี้วงการเป็นแบบนี้ เราทำเพลงเองได้ โอกาสมันมี เราสร้างเองได้ เขามองเห็นศักยภาพในตัวเรา 

เลยชวนกันทำค่ายเพลง

แนวทางของเราหมุนไปกับโลกอยู่แล้ว พอถึงวันที่เราทำค่าย BH BrickHouse นาทีแรกเราก็คิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดเหมือนตอนที่เราอยู่ในค่าย วันนี้เด็กทำเพลงเองได้เพราะโซเชียลสอนให้พวกเขามีความรู้มากกว่าสมัยเรา จะไปวัดว่าเด็กสิบสองทำได้เท่านี้ไม่ได้แล้ว เด็กมีแพสชันกันเยอะมาก เขารู้เส้นทางของตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ไม่เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่มีแต่ความอยาก เราจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่เอาเขามาใส่ในกรอบแล้วให้เดินตาม ไม่ได้ คุณจะเป็นศิลปินต้องหน้าดี ไม่ใช่ สำหรับเราทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าคุณมีแพสชัน มีความตั้งใจ มันจะมีทางของคุณ โลกทำให้ทุกคนเป็นไปได้

จากเด็กที่เติบโตมากับอุตสาหกรรมเพลงไทยจนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง คุณมองเห็นอะไรบ้าง 

ทุกอย่างเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม 

ไม่แตกต่างเลยหรอ

มันคือเรื่องเดิม คนฟังเพลงด้วยความสุข เนื้อหาตอบสนองอะไรบางอย่าง จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นซีดีเป็นสตรีมมิ่ง โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่สิ่งที่สื่อสารยังเหมือนเดิม เพลงรักยังพูดเหมือนเดิม จะพูดเรื่องแอบรักเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน มันไม่มี ความรักอยู่แค่ฉันแอบรักเธอ ฉันรักเธอแต่เธอไม่รักฉัน ฉันไม่รักเธอแต่เธอดันมารักฉัน มันวนอยู่แค่นี้ พูดยังไงดี เหมือนนักบินอวกาศที่ไปดวงจันทร์กลับมาบนโลกเขาก็เป็นคนเหมือนเดิม

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

แล้ว BH BrickHouse เป็นค่ายเพลงสำหรับใคร

สำหรับทุกคน เรารับทุกอย่างที่เป็นไปได้มาพัฒนา เราเป็นค่ายที่ไม่กั๊กศิลปินเก็บไว้ เราช่วยส่งเสริมศิลปิน สร้างอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับงานและศิลปินให้ได้มากที่สุด ศิลปินค่ายเราไม่จำกัดรูปแบบ แต่ต้องมาจากตัวศิลปิน เขาเป็นใคร อยากทำอะไร ต้องชัดเจนในตัวเขา หรือบางคนเป็นศิลปินมีชื่ออยู่แล้วก็มีอย่าง Gliss ดังเลยนะ เพลง ถอย ยอดวิวเขาเยอะมาก แต่เราไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่การที่เขาประสบความสำเร็จมาจากการที่เราวางทุกอย่างถูก 

เป็นค่ายที่พยายามพาเด็กไปถึงฝัน

ใช่ ทุกอย่างมีการเติบโต มีความผิด มีความสำเร็จ เป็นเรื่องปกติ เราไม่กลัวถ้าเขาจะต้องผิด เพราะเราผิดมามากกว่าถูก แต่เรารู้ว่าความผิดในวันที่มันถูก มันจะมีค่ามากๆ มีค่าจริงๆ 

ความผิดสอนอะไรคุณบ้าง

อะไรไม่ควรทำ อะไรที่มันเสียเวลา มันช้า มันอ้อม อย่าทำ แต่บางทีความผิดมันก็ดี ต้องลองผิดดู จะได้แข็งแรง

ด้วยความแก่และอยู่มานานเลยเข้าใจ (หัวเราะ) เราว่า Key Success ของเราคือความล้มเหลว ความเจ็บปวดตลอดห้าปีที่นั่งมองเขาเขียนเพลงฮิตกัน แต่เราไม่มีโอกาส กลายเป็นว่าเราได้ศึกษา ได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 

ทำไม BH BrickHouse ถึงสอนให้เด็กทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่ขั้นตอนแรก

โลกทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ ศิลปินที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องยืนด้วยความแข็งแรง รู้ก็ต้องรู้รอบทิศ เราสร้างจากเมล็ดพันธุ์ เน้นให้เขาคิด ให้เขาสนุกกับการคิด หน้าที่ของเราแค่ทำตามสิ่งที่เขาเป็นและให้โอกาสเขาทำ ค่ายเราสร้างศิลปินให้มีส่วนร่วมกับงาน ปั้นให้เขาเป็นคนที่เข้าใจงานเบื้องหลัง จะทำงานกับใครขอให้มีวิธีการทำงานที่ตรงเป้าหมาย ศิลปะมีได้ บางเพลงติสท์แตกแล้วมันฮิต คุณก็ต้องรู้วิธีที่จะทำมันด้วย และต้องไม่ลืมว่าคุณสร้างอะไรให้กับสังคมบ้าง ทางตรงคือเพลงทำให้คนมีความสุข ทางอ้อมคือการสร้างคน สร้างศิลปิน 

การมีตัวตนสำคัญกับเด็กยุคนี้ขนาดไหน

สำคัญมาก เขาต้องสร้างตัวเอง ถ้าไม่มีตัวตนเขาจะรู้สึกแปลกแยก อย่าง RedSpin เป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่เราไม่ได้คัดเลือกเด็กจากการชนะประกวด แต่เราคัดเลือกจากเด็กที่มีตัวตน เราเห็นแล้วนึกออกว่าคนนี้เป็นใคร ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพลงเป็นหรือเปล่า แต่เขามองหน้าเราแล้วตอบคำถามได้ทุกข้อ เขารู้จักตัวเอง รู้จักวิธีหันเสน่ห์ของตัวเองออกมา ซึ่งมันสำคัญสำหรับเราและค่ายในการที่จะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา มาถึงวันนี้เราถือว่าเขาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีฐานแฟนคลับ ตัวตนแต่ละคนชัด เป็นที่พูดถึง เป็นที่รู้จัก มีคนเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เพราะมันมีกำแพงอยู่ว่าต้อง K-pop เราว่าในใจลึกๆ ทุกคนก็อยากได้เพลงไทย บางครั้งเราแค่ยังจูนกันไม่ตรง เราเลยพยายามจูนให้ตรงกับคนฟัง คำตอบมันไม่ใช่เพลงที่เลิศเลอด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลงที่มันพอดี มีความเป็นไทย แต่ยังอินเตอร์ ซึ่ง RedSpin เป็นตัวแทนของเด็กวันนี้

คุณทำค่ายเพลงในยุคที่เด็กเป็นศิลปินได้เองจากบ้าน

เป็นมาตั้งนานแล้ว แต่คนไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ วันนี้โลกเปิดโอกาสให้คนทำเพลงเอง แค่ต้องเริ่มจากตัวเขาว่ามีอะไร สมมติตอนบ่ายสามจุติความคิดว่าอยากเป็นศิลปิน สี่ทุ่มลงเพลง เกิดเหวี่ยงถูก ห้าทุ่มดังแล้ว เช้ามาเป็นศิลปิน อีกสามวันคนติดต่อไปเล่นคอนเสิร์ต แบบนี้มีข้อดีนะ งานเกิดเร็ว เด็กปล่อยของได้เยอะ ส่วนข้อเสียคือควบคุมไม่ได้ บางคนดังแล้วหาย ทั้งที่เขาโตกว่านั้นได้อีก ถ้ามีคนมาดูแล ซึ่งก็คือค่าย เราจะพาไปได้ไกลกว่านั้น จะรีดศักยภาพออกได้มากกว่านั้น 

ทำค่ายเพลงมาสามปี มองอนาคตไว้แบบไหน

เราพยายามจะยืนอยู่ในที่ที่เป็นประโยชน์ที่สุด เสถียรที่สุด และทำประโยชน์ให้กับประเทศ ใหญ่ไปหรือเปล่านะ แต่เราคิดใหญ่แบบนี้ตลอดเวลาจะทำอะไร ตอนนี้เราสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับค่าย ให้กับศิลปิน เราอยากสร้างประโยชน์ให้กับวงการมากกว่านี้ เหมือนที่ The Rapper, Rap is Now สร้างฮิปฮอป เราเห็นเด็กซ้อมเต้นตามโรงเรียน ตามบันได แล้วเด็กพวกนั้นเขาจะไปไหน เขาจะทำอะไร เราช่วยเขาไม่ได้เลย อยากให้มีแนวทางสักอย่างที่เขาเดินไปได้ เราว่าวันหนึ่ง BH BrickHouse จะทำได้ เราจะเป็นที่ที่ดีที่สุด เป็นที่พึ่งของวงการ พูดแบบนี้อย่าหมั่นไส้กันนะ (ยิ้ม)

เราไม่ได้อยากจะใหญ่ แต่เราอยากเป็นประโยชน์กับทุกคน เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่งเลย มันอยู่ในความคิดเรามานานแล้ว เพลงไม่ใช่การแข่งขัน ถ้ามองกลับไปที่เกาหลี เขาแข่งกันมั้ย ถ้าได้ก็ได้กันทั้งหมด ภาพรวมก็เป็น K-pop อยู่ดี 

จากคนฟังเพลงสู่คนเขียนเพลงและวันนี้ วันที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง ความสุขของคุณคืออะไร

ทั้งหมดที่พูดมา (หัวเราะ) 

คนฟังมีความสุขกับการฟังเพลงเราก็มีความสุขแล้ว จริงนะ ไม่ได้พูดเอาหล่อ ความฮิตมันแค่ปลายทาง แต่เมื่อไหร่ที่คนฟังเขาตอบรับ แค่นั้นเรารู้สึกดีแล้ว เหมือนกับการทำค่ายเพลง ความสุขของเราคือการสร้างคน

ก๊อป โปสการ์ด เรียกตัวเองว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วหรือยัง 

ไม่เคยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลง 

แล้วคุณเป็นใคร 

เป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง (หัวเราะ)

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากวาง 2 อัลบั้มแรกในชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ วิโอเลต วอเทียร์ ลงตรงหน้า

เอาเข้าจริง ดูจากแววตาบนหน้าปกและโทนสี Glitter and Smoke ก็น่าจะเป็นตัวแทนของวัยก้าวเข้าสู่เลข 3 ที่เผชิญเรื่องราวมามากจนมองเห็นแง่มุมต่างของชีวิต 

แต่เปล่าเลย Your Girl ต่างหากที่เป็นผลงานล่าสุดของเธอ และแม้มันจะดูแสบซนแก่นเซี้ยวเหมือนเด็กสาว แต่วีบอกว่าเธอไม่เคยคิดถี่ถ้วนขนาดนี้มาก่อน มากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา

อาจหมายความว่าอัลบั้มนี้มีอิทธิพลกับเธอถึงระดับตัวตนข้างใน ไม่เพียงแต่ผ่านร้อนหรือผ่านหนาว แต่มันบรรจุความพัง ๆ ของชีวิตในวันที่เธออ่อนแอ หลงทาง และน่าเกลียดชิงชังไว้เต็มไปหมด 

ในเวลากว่า 2 ปีที่พังทลายลงซ้ำ ๆ เธอพบว่าตัวเองกลับมาหยัดยืนใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกบอกว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จ้องตาเธอได้ตลอดการสนทนา เพราะวีคิดว่าดวงตาของเธอเป็นอวัยวะที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก กลับกัน คงเป็นเพราะเราเห็นพลังของผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้กับตัวตนและความเชื่อของตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น

วีที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุข เปี่ยมไปด้วยพลัง เล่าเรื่องในอดีตอย่างคนไม่มองกลับหลัง หัวเราะให้กับมัน สมกับที่เธอบอกว่านี่เป็นวีเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่รักที่สุดในชีวิต

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
Now playing…

ระวังเสียใจ (Warning)

คลิปเต้นทเวิร์กของวีเป็นไวรัลมาก ฟีดแบ็กบางส่วนบอกว่า ไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวจริงเป็นแบบนี้ คุณคิดเห็นยังไงตอนอ่าน

อ้าว นี่คือภาพ Marketing ของฉันไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันเป็นเหรอ (หัวเราะ) คิดแบบนั้นไปอีก เพราะจริง ๆ วีก็เป็นคนค่อนข้างซ่าอย่างเปิดเผยนะ เพียงแต่หน้าตาอาจจะดูเรียบร้อยมั้ง 

เข้าใจว่าวีไม่ได้เป็นคนเรียบร้อยมาตลอด เพราะรู้ตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน หรือว่าเราวางตัวดีเกินไปในสังคมจนคนคิดว่าเราเป็นคนดี๊ดี เรียบร้อย ๆ มันก็อาจจะช็อกเขา แต่จริง ๆ ดูทรงในคอนเสิร์ตก็รู้แล้วนะว่าไม่ได้เป็นคนเรียบร้อย (หัวเราะ) ก็เลยเซอร์ไพรส์นิดหน่อยที่คนตกใจมาก 

แล้วภาพ Marketing ที่วีถูกจัดวางไว้เป็นแบบไหน

วีไม่ได้มีทีม Branding ขนาดนั้น ไม่ได้มีใครวางใคร วีแค่เป็นตัวเองมาเรื่อย ๆ แหละ แต่เดาว่าอาจจะเป็นเพราะวิธีการเล่น Social Media มั้งที่ทำให้เขาเข้าใจผิดไปแบบนั้น โพสต์เป็นงานมาก ๆ รูปค่อนข้าง Official ขึ้นมาหน่อย ไม่ได้โพสต์อะไรเล่น ๆ มั่ว ๆ ซั่ว ๆ บอกตัวเองนะว่าจริง ๆ ควรเล่น แต่มันแค่เหนื่อย

รู้สึกว่าการเป็นคนมีชื่อเสียงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไอดอลของคนอื่นไหม

เป็นแบบอย่างที่ดีได้ ก็ดี แต่ถ้ามันดันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี มันก็คือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี 

คนทุกคนในโลกใบนี้มันเป็นแบบอย่างกันได้หมด ยิ่ง Celebrity ทุกคน แต่ว่าจะเป็นแบบไหน ให้เรียนรู้จากอะไร อะไรที่มันไม่ดีก็แค่ไม่ต้องไปทำตาม แค่นั้นเอง เราก็มีมุมที่ไม่ดีแน่ ๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องพรีเซนต์ออกมา

วีไม่ได้กดดันที่จะต้องเป็นคนที่ดีมาก ๆ ให้กับสังคม วีอยากเป็นคนดีด้วยตัวของวีเอง วีไม่ได้พยายามจะดีเพื่อเป็นตัวอย่างของใคร 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

นอกจากรูปงานที่ดูเป็นทางการ สิ่งที่เห็นบ่อยพักหลังคือรูปคุณร้องไห้

เพิ่งมีอันล่าสุดที่วีร้องไห้ 2 รูป อันอื่นก็แค่เล่าให้ฟังแต่ไม่ได้โพสต์รูป เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่แอบแอนตี้การโพสต์รูปตัวเองร้องไห้ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นกลไกในหัวหรือเปล่า 

วีแค่รู้สึกว่า เวลาโพสต์อะไรที่เราอ่อนแอมาก ๆ หรือส่วนตัวมาก ๆ จะมีอะไรมาย่ำยีซ้ำอีกทีหนึ่ง

อย่างเพลง โลกร้าย (Sick) เผยให้เห็นความอ่อนแอของเรามาก เราก็มี Bad Day ข้างหน้าฉากเราอาจจะดูดี ดูสวย หารู้ไม่กูแต่งหน้า 2 ชั่วโมง เหนื่อยมาก ทุก ๆ อย่างที่คนเห็นในโซเชียลมีเดีย มันคือสิ่งที่ถูกปั้นแต่งมาแล้วทั้งนั้น เรารู้สึกว่า I can be real about it และเราก็โพสต์สิ่งนั้น 

ซึ่งวันที่วีเลือกเล่าคือ เฮ้ย เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่แน่นอน เจอคอมเมนต์แย่ ๆ มาเยอะมาก แล้วมันจะมีวันไม่ดีวันหนึ่งที่คอมเมนต์พวกนี้จะแทงใจดำเราได้ เราจะรับมันไม่ค่อยไหว เราจะร้องไห้ ซึ่งเพราะเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันเลยเล่าสู่กันฟัง แล้วทุก ๆ อย่าง วีฮึบได้ภายใน 5 – 10 นาที มันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่กลายเป็นมันดราม่าใหญ่กว่าที่เป็นมาก ๆ 

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากโพสต์อะไรที่เปราะบางหรืออ่อนแอ เพราะคนเอาไปตีให้มันเกินกว่าที่เราต้องการจะสื่อ บวกกับคอมเมนต์ที่เข้ามาพูด มีคนที่เข้ามาให้กำลังใจ มีคนที่เข้ามาสั่งสอน ซึ่งวีว่านี่คือหนึ่งในวิธีการย่ำยีเหมือนกัน

การเป็นคนมีชื่อเสียง ต้องใช้ความกล้ามากกว่าคนอื่นไหมที่จะบอกใคร ๆ ว่าเราเป็นคนอ่อนแอ

มันต้องใช้ความกล้าที่จะ Real 

หลาย ๆ คนไม่กล้าโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่เป็นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมความอ่อนแอ มุมความแตกต่าง มุมของความคิดเห็น หรืออะไรก็ตามที่สวนกระแสกับโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้มันต้องการความกล้ามาก ๆ ที่จะออกมาพูดและยืนหยัด โดยที่รู้ว่ามันจะมีกระแสน้ำมาพัดเราอีกเยอะมาก แต่เราต้องเลือกยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เปลี่ยนไป 

ล่าสุดที่บอกว่ามีคอมเมนต์แทงใจดำ เขาว่าเพลงของเราไม่ดี แต่เราเลือกที่เราจะเป็นแบบนี้ เราเลือกที่จะทำเพลงแบบนี้ เพราะเราชอบเพลงแบบนี้ นี่คือตัวตนของเรา และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้แมสที่สุดในโลก แต่เราเลือกที่จะเป็นตัวของเราเองมากกว่าที่จะขายวิญญาณแล้วไปทำเพลงเพื่อติด Radio แต่ไม่เป็นตัวของเราเอง เราเลือกที่จะสู้แบบนี้ 

แล้วถ้าวันหนึ่งเราจะแมสขึ้นมา วีภูมิใจกว่าที่เราจะขายวิญญาณ แล้วให้คนอื่นเอาคำมายัดใส่ปากเรา

รู้ไหมว่าความกล้าเหล่านี้มีที่มาจากไหน

เดาว่ามีที่มาจากครอบครัวของวี เราได้รับความรักพื้นฐานมาเต็มที่ และพ่อแม่วีส่งเสริมให้เรามั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ ถ้าเห็นแม่วี ก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจล้น ๆ พ่อวีก็เหมือนกัน 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

มั่นใจล้น ๆ คือยังไง

มั่นใจล้น ๆ ก็คือ สมมติเย็บผ้า อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก แม่ทำเสร็จก็จะชมตัวเอง เก่งมากเลยตัวฉัน แล้วเขาก็จะชอบบอกว่า วันนี้แม่ไปทำอันเนี้ยมานะ แม่เป็นคนดีมาก 

รู้สึกว่าวีได้สิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ววีก็เป็นแบบนั้นมาตลอด มันมีมุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจะรู้สึกว่าเราสวยมาก เราร้องเพลงเพราะมาก เรามีความมั่นใจ เพราะเรารู้ในข้อดีที่เราชื่นชมตัวเอง แล้วเราก็ไม่พยายามไปกดสิ่งนั้นลง เต็มที่เลยค่ะ

ช่วงไหนบ้างที่ความมั่นใจของเด็กคนนั้นเริ่มเสียไป

มีหลายช่วงนะ ก็จะเสียเป็นเรื่อง ๆ แหละ 

มีช่วงหนึ่งที่วีโดนวิจารณ์โดยคนใกล้ตัวบางคนบ่อย ๆ จนเราตั้งคำถามเหมือนกันว่า นี่สิ่งที่กูเป็นมันไม่ดีเหรอวะ หรือการเป็นเรามันผิด สิ่งที่เธอคอมเมนต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นระดับตัวตนที่เรารู้สึกว่า เราไม่รู้จะเปลี่ยนยังไงแล้ว พอน้ำเซาะตรงนี้บ่อย ๆ มันทำให้เราพังทลายข้างในเหมือนกัน มันทำลายชุดความเชื่อของเรา เพราะนี่คือแก่นของเรา นี่คือตัวตนของเรา จนเราตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ตั้งคำถามกับทุก ๆ อย่าง 

บางครั้งเราต้องพังตัวเองลงเพื่อที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ มันเลยทำให้เรา evolve ขึ้นเรื่อย ๆ มั้ง เพราะมันมีโมเมนต์ที่ต้องหยุดซ่อมตัวเองก่อนแล้วสร้างใหม่ขึ้นมา 

ซึ่งช่วงนี้โชคดีมากที่ได้สัมภาษณ์เราในโมเมนต์ที่จิตใจแข็งแรงมาก (หัวเราะ) วีเคยสัมฯ กับสื่อหนึ่งตอนเพิ่งปล่อย Glitter and Smoke แล้วบทสัมภาษณ์นั้นไม่เคยออกมาเลย เพราะเขาน่าจะรู้ว่าตอนนั้นวีพังมาก

ชุดความคิดแบบนี้มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

อืม เป็นรอบ ๆ ปีแหละ ไม่ใช่ใน 1 ปีนะ หลายปีมันจะพังทีหนึ่ง ถ้าเป็นช่วงมหาวิทยาลัยก็จะพังแบบรายเดือน 6 เดือนพังที เพราะมันอาจจะไม่ได้พังในเชิงตัวตน แต่มันจะพังในเชิงความรู้สึก อาจจะทำงานเยอะ เด็กมันเหนื่อย รับแรงกดดันไม่ไหว แต่ในเชิงตัวตน วีว่ามันจะค่อย ๆ เจอเป็นเหตุการณ์ ค่อย ๆ พังเราไปทีละจุด ค่อย ๆ ซ่อมไปทีละจุด

หลังซ่อมตัวเองที่พังได้สำเร็จ มันทำให้คุณโตกว่าคนอื่นไหม 

ไม่ได้รู้สึกว่าโตกว่าคนอื่น ยังรู้สึกว่าวีต๊องมากเลย 

เราโตขึ้นไหม ก็โตขึ้น แต่ในความโตขึ้นของวีมันไม่ใช่การเป็นผู้ใหญ่ แต่ความโตขึ้นคือการมี empathy เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ไม่ได้ไปโกรธไปเกลียดใคร เป็นฟีล อ๋อ เออ เขาเป็นแบบนี้ เข้าใจมากกว่าที่จะไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่

แสดงว่าเมื่อก่อนวีเป็นคนแบบนั้นเหรอ

ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น แค่แบบ (จิ๊ปาก) ใช้คำว่าไม่เข้าใจมากกว่า 

เรายอมรับไม่ได้ว่า ไอ้นี่มันก็แค่เป็นแบบนี้แหละ พยายามทำความเข้าใจยังไงก็ไม่เข้าใจ เพราะมันไม่เห็นภาพ แต่พอโตขึ้นก็เลยมองกว้างขึ้นมั้ง แล้วก็จะปล่อย อืม มันคงเป็นแบบนั้น แต่สุดท้ายไม่ได้รู้สึกว่าติงต๊องน้อยลงไปกว่าตอนอายุ 20 (หัวเราะ)  

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

จริงเหรอ

จริง

10 ปีผ่านมาแล้วนะ

10 ปีผ่านมาก็ยังเล่น แฮ่ กับเพื่อนจนถึงตอนนี้ (หัวเราะ) แต่วีว่าเด็กรุ่นใหม่โตกว่าวี โตมากจนวีแบบ มึงคุยอะไรกันวะ ตอนนั้นวียังเล่นบาร์บี้ แล้วก็เล่นต่อคำไร้สาระ (หัวเราะ)

ตัวเองตอนนี้เป็นเวอร์ชันที่ชอบที่สุดไหม

So far 

น่าจะเป็น the best so far เดานะ 

อะไรเป็นตัววัดว่านี่คือ The Best Version ของฉัน

Happiness น่าจะอย่างนั้นมั้ง 

น่าจะวัดด้วยความสุขของตัวเราเอง ว่าเรามีความสุขกับตัวเองมากน้อยขนาดไหน มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราขนาดไหน โดยรวม ๆ ตอนนี้เราก็ไม่ได้แบกความทุกข์ไว้เยอะ

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

เทียบกับตัวเองในกี่ปีที่ผ่านมา

เอาจริง ๆ ไหม 2 ปีที่ผ่านมา วีทุกข์มาก เมื่อต้นปีวียังทุกข์อยู่เลย 

จริง ๆ วีก็มีความสุขนะ มีความรักที่ดี แต่ในระดับตัวตน มันมีอะไรบางอย่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จอยู่จริง ๆ ช่วงประมาณเดือนกรกฎาของปีนี้มั้งที่วีกลับมาแข็งแรงจริง ๆ เราเพิ่งซ่อมตัวเองเสร็จมา อัพเดต IOS อัพเกรด Android มาเรียบร้อย กลายเป็นว่านี่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าจะเร็วที่สุดและแรงที่สุด 

เรื่องอะไรที่ต้องซ่อมเยอะ

ไม่อยากลงไปแตะรายละเอียดมาก แต่พูดถึงตัวตนคือถ้าเราอยู่ร่วมกันกับคนบางประเภทที่เขาทำให้เรารู้สึกไม่ดี บางครั้งตัวเราจะเหี่ยวลง แล้วมันทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกว่า ทำไมเธออย่างนู้น อย่างนี้ มันทำให้เราต้องซ่อมแซมตัวเองใหม่เพื่อที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรง ไม่ว่าจะไปเจอใครที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี เราก็จะไม่รู้สึกแย่เพราะเขา ไม่เก็บความคิดเห็นแย่ ๆ หรือการกระทำที่ไม่ถูกใจ และเราจะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ 

อยากให้วีเล่ากระบวนการซ่อมแซมตัวเอง 7 เดือนที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง 

ถ้าอยู่ตรงนั้นต่อไปแล้วรู้ตัวว่าเราซ่อมตัวเองไม่ได้ วีเอาตัวเองออกมาก่อน เพราะอยู่ไปซ่อมตัวเองไป มันก็จะมีคนมาทำพังได้เรื่อย ๆ เราไม่ได้ blame เขานะ แต่ตัวเราอาจจะรับมือกับสิ่งนั้นได้ไม่ดีเอง งั้นเราถอยออกมาอยู่ในที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยหรือสบายใจก่อน ค่อย ๆ ซ่อมจากตรงนั้น ค่อย ๆ แข็งแรงจากตรงนั้น กลับไปอยู่ในอ้อมอกแม่ 

โมเมนต์ที่วีเจอปัญหาหนัก ๆ วีรู้สึกว่า เราโชคดีมากที่มีครอบครัวเป็นรากฐานที่แข็งแรงที่เราสามารถกลับไปหาเขาได้

จากเด็กที่เติบโตมาด้วยความมั่นใจ รู้สึกยังไงที่มาถึงจุดที่ตั้งคำถามกับตัวเอง

มันสูญเสียตัวตนนะ 

เพราะว่าวีคงโตมาแบบมีความมั่นใจเป็นแก่นของเราไปแล้ว แล้วพอไม่มีสิ่งนั้น มันเลยเหมือนเราหลงทาง สูญเสียตัวตนของตัวเองไป เพราะฉะนั้นมันต้องใช้เวลาที่จะหาตัวเองให้เจอ หรือทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ ทำความรู้จักตัวเองใหม่ ต้องใจเย็น ๆ มาก ๆ มันไม่มีทางที่จะซ่อมได้ทันที 

อย่างล่าสุดที่วีก็พัง ในระดับเล็กมาก เพิ่งอาทิตย์ที่แล้วเอง มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เรามั่นใจ เรา build สิ่งนี้มาอีกครั้งแล้ว แต่นี่กูดีไม่พออีกแล้วเหรอวะ 

ขึ้นอยู่กับเราจะรับมือยังไง เพราะมันจะมีอะไรที่มากระทบจิตใจเราอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับความรู้สึกนั้นและพยายามทำความเข้าใจใหม่ เป็น challenge ที่เราต้องพิสูจน์ 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
Now playing…

อย่าใจร้ายกับตัวเอง (It’s Okay)

The Cloud เคยคุยกับวีตอนอัลบั้ม Glitter and Smoke ตอนนั้นคุณบอกว่าการทำอัลบั้มเหมือนการบันทึกช่วงชีวิต อัลบั้มนี้ยังเป็นการบันทึกช่วงชีวิตอยู่ไหม

เป็น ชัดมาก 

คือมันไม่ได้ทำเพื่อบันทึก แต่เราดันใส่ความเป็นเราในตอนนั้น ๆ ลงไป ที่บอกว่าวีใช้เวลาในการทำอัลบั้มนี้เกือบ ๆ 2 ปี เห็นเลยว่าถ้าพัง เรากลับมาเยียวยาและรักตัวเองยังไง กว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาว่า กูไม่ใช่คนที่จะเสียใจเว้ย มึงนั่นแหละ มันใช้เวลามาก ๆ ที่จะผลักดันตัวเองไปถึงจุดนั้นได้ 

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของเพลงที่ดูสดใสจะดาร์กขนาดนี้

ใช่ จริง ๆ มันดาร์กมากนะ แต่เราอยากเป็นแสงที่สว่างที่สุดในที่มืดตรงนั้น 

แม้ว่าจุดเริ่มต้นมันจะดาร์ก แต่การที่เราคิดแง่บวกกับมันแล้วดึงตัวเองขึ้นมาได้ เลยเป็นสิ่งที่น่าเฉลิมฉลองมาก ๆ มันคือ I don’t give a fuck about you anymore 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

เพราะมีอิทธิพลกับชีวิตมาก ก็เลยพูดถึงอัลบั้มนี้เยอะมากเลยใช่ไหม

ถ้าถามว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตไหม มี แต่วีแค่รู้สึกว่า กูทำเพลงมาดีขนาดนี้ กูจะไม่โปรโมตหน่อยเหรอ (หัวเราะ) 

เราอยากโปรโมตเยอะ ๆ เพราะเราภูมิใจ เราไม่เคยคิดถี่ถ้วนขนาดนี้มาก่อนกับการทำอัลบั้ม อัลบั้มที่แล้วก็ยังไม่ถี่ถ้วนขนาดนี้ เคยมีคนมาบอกว่าอัลบั้มก่อนดีกว่า ลึกว่า ซึ่งไม่ อัลบั้มนี้ลึกกว่าเยอะ มันเต็มไปด้วยเมสเสจต่าง ๆ นานา อัลบั้มก่อนมันเป็นแค่มู้ด แค่ดูดาร์ก แต่อัลบั้มนี้แม้มันจะดูสดใส แต่จริง ๆ แล้วความคิด กระบวนการ และเมสเสจข้างหลังมันลึกกว่านั้นมาก 

คุณเคยบอกว่าคำพูดที่ใจร้ายที่สุด ไม่ได้มาจากคนอื่น แต่มาจากตัวเอง 

ใช่

อะไรที่คุณมักจะด่าทอตัวเองบ่อย ๆ 

เธอเป็นภาระ แค่เป็นเธอก็ผิดแล้ว

เคยไปถึงจุดนั้นด้วยเหรอ

เคยไปถึงแล้ว 

เหมือนสิ่งที่เราเป็นมันผิด การมีอยู่ของเรามันผิด ไม่ได้ถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย แต่มันจะมีความรู้สึกว่า แล้วกูต้องเป็นแบบไหน ต้องเป็นอะไร แล้วเราเป็นอะไรอยู่ ทำไมสิ่งที่เป็นเรามันถึงไม่ดีเลยสักอย่าง

ส่วนหนึ่งวีคิดว่า มันมาจากคำพูดคนอื่น ๆ ที่มันแทงใจดำด้วย แล้วที่ยากที่สุดกลายเป็นว่าตัวเราเองเชื่อคำพวกนั้น ด่าตัวเองด้วยคำพูดพวกนั้น กลายเป็นบอกตัวเองว่าสิ่งที่เราเป็นมันผิด แล้วทำให้รู้สึกว่าเราไม่เหลือใคร 

คุณเอาชนะความคิดตัวเองยังไง

มันก็ต้องใจเย็นกับตัวเองแหละ เหมือนวีนั่งมองกระจก เห็นตัวเองแล้วก็รู้สึกสงสาร ก็เลยค่อย ๆ บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ บวกกับว่ามีเพื่อนดี มีครอบครัวดี แล้วก็มีแฟนดีด้วย 

แม้ว่าจะมีช่วงที่เราไม่ได้ชอบตัวเองที่สุดแต่เราก็รู้ว่าเขารักเรา เราก็จะรู้สึกว่า (น้ำตารื้น) อืม เขายังรักเราได้ เราก็ต้องรักตัวเราได้สิ 

คุยกับตัวเองหน้ากระจกบ่อยไหม

ไม่บ่อย แต่จะมีวันที่เราส่องกระจกแล้วหลุดเข้าไป เหมือนมองเข้าไปจริง ๆ ไม่ได้มองแค่ภายนอก 

ขอบคุณตัวเองบ่อยไหม

ช่วงนี้บ่อยมาก 

ก่อนหน้านี้ล่ะ 

ไม่ค่อยขอบคุณเท่าไหร่ (หัวเราะ)

ถ้าคนรอบข้างไม่ได้มอบพลังงานดี ๆ และความรักให้ คิดว่าตัวเองจะเป็นยังไง

คงไม่ได้เป็นแบบนี้ วีอาจจะแข็งแกร่งมาก ๆ ก็ได้ แต่เป็นคนแข็งแกร่งที่ไม่มี Empathy หรืออาจจะแข็งแกร่งจนเห็นแก่ตัวก็เป็นไปได้ 

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นเพราะว่าวีได้รับมากพอที่จะรู้ว่าการให้มันเป็นสิ่งที่ดีมาก  

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

การเข้มแข็งมันเป็นได้หลายแบบมากเลย ช่วงนี้รู้สึกว่าการร้องไห้ก็เข้มแข็งในแง่หนึ่งนะ เพราะมันเป็นการที่เรายอมรับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ยอมรับยากที่สุดก็คือข้อเสียของตัวเองนั่นแหละ ยอมรับความน่าเกลียดของตัวเองว่า เออ กูเป็นแบบนี้ว่ะ กูต้องโอเคกับสิ่งนั้น กูต้องยอมรับว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก่อนจะซ่อมแซมมันได้

จำวันที่ยอมรับความน่าเกลียดของตัวเองได้ไหม

จำได้ 

เป็นยังไงบ้าง

ก็พังอยู่นานเลย มีช่วงเวลาที่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ฉันอ่อนแอหรือว่าโลกใจร้าย บางครั้งเราไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เรายอมรับสิ่งนั้นมาก่อน 

งั้นคำตอบของคำถามที่ว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ฉันอ่อนแอหรือโลกที่ใจร้าย คืออะไร

เพลง โลกร้าย ไม่ได้มีคำตอบขนาดนั้น มันแค่ I just need you now ในตอนนี้คือเรารับไม่ไหว เราต้องการคนมาอยู่ข้าง ๆ เพลงมันเลยอุ่นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะเราไม่ได้ตัวคนเดียว 100% เออ มันเจ็บปวดมากนะ 

ส่วนเพลง อย่าใจร้ายกับตัวเอง คือเราจะไปต่อยังไงดี เลยเกิดเป็นเหตุการณ์ว่า โอเค ถ้าไม่ไหว ก็ร้องไห้ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ Take it day by day ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเทียบกับเรา เพราะทุก ๆ คนมีจังหวะชีวิตต่างกัน เขาไม่มีวันเป็นเหมือนเรา และเราก็ไม่มีวันเป็นเหมือนเขา เพราะฉะนั้นต้องหยุดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับไม้บรรทัดของทุกคน 

มีคนหนึ่งเคยพูดกับวีแล้วสิ่งนี้มันติดค้างอยู่ในหัววีมาก ๆ เขาบอกให้วัดความสำเร็จของเธอด้วยความสุข ถ้าเราพอใจ นั่นคือสำเร็จแล้ว สมมติเธอประสบความสำเร็จมาก ๆ ในเชิงการงานแบบทุกคนชื่นชม แต่ตัวเธอยังไม่ได้พอใจ มันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอยู่ดี 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ถ้าคอนเซปต์ของอัลบั้มนี้คือการรักตัวเอง ตอนนี้คุณรักตัวเองมากพอหรือยัง

คิดว่าเพิ่งจะเรียนรู้ที่จะรักตัวเองอย่างถูกวิธีก็ตอนนี้แหละ เมื่อก่อนก็ไม่ได้รักตัวเองถูกวิธีขนาดนี้นะ 

การรักตัวเองที่ถูกวิธีเป็นยังไง

เคารพตัวเอง ใจดีกับตัวเอง ไม่โกหกตัวเอง แล้วก็ยอมรับในทุกข้อดี-ข้อเสียและทุกความรู้สึกของตัวเอง เพราะบางครั้งเราบอกตัวเองว่าไม่เฮิร์ทเว้ย แต่กลายเป็นกดอารมณ์ตัวเองไว้ สุดท้ายวันหนึ่งมันกลายเป็นปมที่จะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

ถ้างั้น จงซื่อสัตย์กับทุกความรู้สึก ถ้าเรารู้สึกอิจฉาก็บอกกับตัวเองเลยว่า เออ กูอิจฉาว่ะ แล้วจะแก้ความรู้สึกนี้ยังไงดี กูต้องอิจฉาต่อไปไหม หรือกูจะแก้ที่ตัวกู วีว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับยากมาก ๆ

คำว่าอิจฉาเป็นสิ่งที่ฟังดูแย่มาก แต่มนุษย์ทุกคนรู้สึกกันได้ทุกวัน แค่เปิดไอจีมา เชี่ย แม่งหุ่นดี อิจฉาว่ะ มันจะมีความรู้สึกที่น่าเกลียดแบบนี้อีกเยอะมาก ๆ ทำแบบนี้กูเห็นแก่ตัวปะวะ เออ ใช่ กูเห็นแก่ตัว มันต้องยอมรับ แล้วเราจะได้รู้ว่าต้องแก้ไขยังไง พอเราซื่อสัตย์กับตัวเองมาก ๆ เราก็จะไม่โกรธหรือเกลียดตัวเองที่มีข้อเสียพวกนั้น เราก็แค่รู้ว่า เออ แบบนี้ไม่ดีเลย ก็แก้ไขมันใหม่ วีว่าอันนี้คือการรักตัวเองที่ถูกต้อง เพราะมันจะทำให้เราได้พัฒนาจริง ๆ

ส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วยไหม หลังเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เพื่อนก็ทึ่งว่า โห จิตมึงแข็งมากเลยนะตอนนี้ เพราะมันผ่านมาเยอะไง มันเห็นวีมาเยอะ 

ต้นปีมันเห็นว่าวีร้องไห้อยู่เรื่อย ๆ นั่งดาวน์ แล้วพอวันหนึ่งมันมานั่งคุยกับวีแล้ววีไม่ Give a fuck กับเรื่องนั้น เรื่องนู้น เราปล่อยวางได้จริง ๆ เพื่อนมันเลย เชี่ย กูยังปล่อยไม่ได้เลย กลายเป็นว่าเราแซงหน้าไปในบางเรื่อง เพราะเราปล่อยให้ตัวเองพังแล้วกลับขึ้นมาใหม่ แต่มันไม่จำเป็นต้องปล่อยให้พังขนาดนั้นนะ วีอาจจะเป็นคนที่สุดเหวี่ยงสุด ๆ ทางอารมณ์

ตัวตนที่ผ่านมาเกิดจากการรู้สึกอะไรแบบสุด ๆ เศร้าก็เศร้าสุด รักก็รักสุด ทุกวันนี้เผื่อใจเวลารักใครรึเปล่า

ตอนแรกก็เผื่อ แต่ตอนนี้ไม่ค่อย ลืมคำว่าเผื่อแล้ว (หัวเราะ) 

ลืมตัวเหรอ

ใช่ เวลาตกหลุมรักมันไม่มีใครค่อย ๆ ตกได้อยู่แล้ว ตกก็คือตก ถึงช่วงที่เป็นจังหวะทางลาดชัน เราจะค่อย ๆ ค่อย ๆ พอเบรกได้อยู่ แต่ถ้าเกิดมันเป็นหลุม เราก็คงตกลงไปแล้ว 

แสดงว่าทุกวันนี้ไม่กลัวที่จะเสียใจแล้ว

ก็กลัวนะ ไม่งั้นไม่เกิดเพลง จินตนาการ หรอก (หัวเราะ) 

แต่สุดท้ายชีวิตนี้ถ้าเราไม่กล้าหาญที่จะออกไปรู้สึกอะไรเลยมันก็จะน่าเบื่อ 

ไปเถอะ พออกหักเราก็รู้แล้วแหละว่ามันไม่ตายหรอก 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
Now playing…

ตั้งแต่มีเธอฉันมีความสุข (This Time)

เพลงของคุณมีเอกลักษณ์คือการเล่าเรื่องได้เห็นภาพ แต่เหมือนคนเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นคนเขียนเอง

เออใช่ คนเพิ่งรู้ ทั้ง ๆ ที่วีเขียนมานานมากแล้วนะ

เป็นผลจากที่เรียนฟิล์มมารึเปล่า

เกี่ยวมาก ๆ ก่อนหน้านี้วีไม่ได้เขียนเพลงแบบนี้ วีเขียนด้วยอารมณ์

มีอยู่วันหนึ่งนั่งเรียนคลาสหนัง เขาก็สอนการเล่าเรื่องด้วยภาพ สมมติจะบอกว่าตัดสินใจ เธอจะแสดงออกมายังไงว่าตัดสินใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาในหัว เป็นเรื่องขอ Eexecution ทางภาพ วีเลยรู้สึกว่า จริง ๆ เราเล่าเพลงของเราให้เป็นภาพได้นี่ สร้างห้องนั่งเล่นขึ้นมา สร้างห้องนอน สร้างการกระทำ จะทะเลาะกันยังไงโดยที่ไม่ต้องบอกว่าทะเลาะ อ๋อ แบบข้าวของกระจายเต็มพื้น 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

มีภาพไหนที่เห็นแต่ไม่กล้าเขียนลงไปไหม

ตอนนี้ยังไม่มีขนาดนั้นมั้ง 

อืม มี ๆ แต่ไม่กล้าเล่า (หัวเราะ) เป็นเรื่องความรัก 

พอคุยแบบนี้ก็เริ่มตั้งคำถามว่า หรือจริง ๆ เราไม่ควรจะกลัวสิ่งเหล่านี้วะ เพราะเราไม่ใช่คนผิด 

ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันยังหาคำตอบไม่ได้มั้ง เราก็เลยไม่กล้าเล่าออกมา นี่คือเพิ่งตั้งคำถามตอนนี้เลย ว่าแล้วทำไมกูถึงไม่กล้าเล่า เราไม่ควรไม่กล้าเล่าด้วยซ้ำ เออ มันไม่ควรเลย 

ซึ่งปัญหาที่คุณเจอมันเป็นเรื่องของความเชื่อและตัวตน แต่การเขียนเพลงคือการเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองให้คนทั้งโลกรับรู้ไม่ใช่เหรอ

(หัวเราะ) 

ใช่ เวลามีคนคอมเมนต์แง่ลบเลยกระทบกับตัวเราเยอะอยู่เหมือนกันว่า อ๋อ เขาไม่ชอบตัวตนของฉัน เราก็รู้ว่าไม่ใช่อย่างงั้นแหละ แต่ความรู้สึกบางทีมันห้ามกันไม่ได้ 

วีรู้ว่ามีอีกหลาย ๆ คนที่เขารู้สึกเหมือนวีแน่ ๆ มันไม่ได้เกินมนุษย์ ไม่ได้ไกลตัวใคร มันคือชีวิตประจำวันมาก ๆ 

ในอัลบั้ม Your Girl วีว่า ถ้าวีเด็กกว่านี้แล้วมีคนมาพูดกับวีแบบนี้ วีคงไม่หลงทางขนาดนี้ การที่เราได้พูดออกไปมันอาจจะเป็นประโยชน์กับใครก็ได้ 

The Cloud เคยถามว่า วีช่วงอายุ 26 เป็นยังไง แล้วคุณตอบว่า เป็นวัยที่ถูกมองข้าม เพราะคนจะให้ความสำคัญแค่อายุ 25 กับข้ามไป 30 แล้ววีในวัย 29 ปี เป็นปีที่ถูกมองข้ามด้วยรึเปล่า 

ไม่ได้มองข้าม แต่เป็นวัยที่อยากทำอะไรก็รีบทำ (หัวเราะ) เริ่มไม่ Give a fuck ไม่ได้แคร์เยอะ เพราะฉันจะ 30 แล้ว เพราะฉะนั้น ฉันอยากทำอะไรบ้าง ไม่ต้องสนใจใคร ฉันจะทำก่อน อย่ามัวแต่กังวลคนอื่นทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปสร้างความทุกข์ให้เขาเลย 

ตอนนั้นคุณบอกว่า การเข้าใกล้อายุ 30 เป็นเรื่องน่ากลัว ตอนนี้ยังกลัวอยู่ไหม

ไม่กลัว ไม่ได้อยากจะ 30 ทันที เพราะโควิดมันโกงอายุเราไป วีรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราหน้าเด็กอยู่ ล่าสุดโกหกอายุตัวเองจนคนถามว่าจริง ๆ วีอายุเท่าไหร่ แล้ววีจำไม่ได้ (หัวเราะ) 

อยากเป็นคนอายุ 30 แบบไหน

อยากเป็นคนอายุ 30 ที่สวยและมีคุณภาพ แล้วมีคุณภาพในที่นี้ก็คือทุก ๆ ด้าน ทั้งตัวตน ผลงาน แต่เราจะไม่โปรโมตสิ่งนี้เยอะ เราจะโกงอายุต่อไป เพื่อที่เราจะได้อยู่ในวงการต่อนาน ๆ  (หัวเราะ)

พูดถึงวีในอนาคตไปแล้ว อยากให้พูดถึงวีในอายุเลข 2 หน่อยว่าเป็นยังไง เห็นพัฒนาการอะไรในรอบ 10 ปีบ้าง

โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้เหมือนกัน ถ้าวีตอนอายุ 19 – 20 มองมา ก็น่าจะภูมิใจ แบบว่า มึงทำได้ดีนะ โตมาได้โอเคอยู่ 

คงเป็นคนที่ถ้ากลับไปแนะนำตัวเองในวัย 20 แล้วไอ้เด็ก 20 มันจะเชื่อฟัง

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ตอนนี้พูดได้หรือยังว่าวีคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือรักตัวเองในทางที่ผิด ได้ตายไปแล้ว 

พูดไม่ได้ 100% แต่เรารักตัวเองในทางที่ถูกมากขึ้น สมมติถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก คิดว่าครั้งนี้จะ aware แล้วก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้น 

แต่เราอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งขนาดไม่ปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เราอาจจะแค่ เอ๊ะ นี่เรากำลังไปในเส้นทางนั้นหรือเปล่า รู้สึกแปลก ๆ ไม่แน่ใจ แต่ว่าไปก่อน มันอาจจะยังเป็นแบบนั้นอยู่ ถลำไปนิดหนึ่งแล้วพอเริ่มเห็นชัดถึงจะค่อย ๆ ถอยออกมาได้

กลัวไหมที่จะกลับไปเป็นแบบเดิม

ไม่กลัว เพราะเคยออกมาได้แล้ว 

ออกแล้วก็ออกเลย?

เออ ก็รู้แล้วว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ไม่ได้อยากกลับไปตรงนั้นอีกนะ แล้วก็หวังว่าคงจะไม่กลับไป เพราะมันรู้สึกแย่ เช่น ไม่อยากกลับไปอกหัก มันเหนื่อย 

แต่คนเราก็ต้องอกหักรึเปล่า

แต่ก็อกหักมาเยอะแล้วไง 

รักนี้จะเป็นรักสุดท้ายเหรอ

ไม่รู้ เราไม่กล้าเคลม ขอให้คบกันนาน ๆ แล้วกัน

ถ้าสมมติว่าชีวิตคุณเป็นทินเดอร์ คนแบบไหนที่จะปัดซ้าย 

อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นชัดที่สุดว่าสเปคในวัย 20-29 ปีเปลี่ยนเยอะมาก คนที่เราคบด้วยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเหมือนไม่มีสเปค ช่วงที่วีโสดยาว ๆ ก่อนหน้านั้น แฟนวีน่าจะเป็น Narcissist ทุกคนเลย (หัวเราะ)

ทำไมถึงดึงดูดคนแบบนั้น หรือคนแบบนั้นดึงดูดคุณเหรอ

เราคงยังรักตัวเองไม่เป็นจริง ๆ ถึงยังปล่อยให้ตัวเองอยู่ตรงนั้นได้นานขนาดนั้น

งั้นคนแบบไหนที่คุณจะปัดขวาในทินเดอร์

เราแทบไม่ปัดขวาเลย พอมาเจอเก้า จิรายุถึงเพิ่งปัดขวา

เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะหลังจากที่วีอกหัก ตั้งแต่ I’d do it again วีก็โสดยาว ๆ แบบไม่มีคนคุย ไม่คบกับใคร ใครเข้ามาจีบก็ปัดทิ้งเลย รู้เลยทันทีว่า You do not meet my standard and I am not gonna lower my standard แบบนี้

จะไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว

ใช่ รู้สึกว่าเรามีค่าพอ 

ช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า โอเค เปิดใจก็ได้ มันยากไหม

ตอนแรกคิดว่าจะยาก แต่ไม่ยาก

แค่แบบ เอ๊ะ หรือว่าผ่านวะคนนี้ เหมือนไม่แน่ใจ หรือจะลองดูก็ได้ เพราะไม่เจอมานานมากแล้วไง แต่ก็บอกตัวเองไว้ว่า ช่วงสโลปที่เราค่อย ๆ ยั้ง ๆ (ยั้งเท้าตัวเอง) ถ้าทำอะไรไม่เวิร์กขึ้นมา เราจะไปเลยนะ 

มั่นใจ?

มั่นใจมาก เรามั่นใจมาก ว่าถ้าเขาทำอะไรที่เราไม่โอเคขึ้นมา เราไม่คุยก็ได้ ตอนนั้นวีคุยกับเขาเลยว่า ถ้ามีนักข่าวมาถามว่า คุยกับเราเหรอ จะตอบว่าอะไร เพราะถ้าเกิดคุณปิดเรา ก็ไม่ต้องคุยกับเราแต่แรก 

ในอัลบั้ม Your Girl ของคุณมีฟีลเตอร์ผู้หญิงสไตล์ต่าง ๆ ให้เล่น ในฐานะเจ้าของเพลง คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแบบไหน

ยากจัง 

อ้อร้อ 

ทำไม

มันมีความน่ารักและน่าถีบในเวลาเดียวกัน (หัวเราะ)

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ขอบคุณสถานที่ ร้าน 22 Sep. Cafe & Space

324/1-3 รัชดาซอย 3 แยก 4 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load