ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์.. ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู 

.

ก็ใจมันหายละลายละลายละลายละไหลไปกับเธอ เฮ้อ เจออย่างเนี้ยคนอ่อนไหวอะวุ่นวาย

.

อยากอธิษฐานให้ปาฏิหาริย์วันนั้นกลับมาได้ไหม มีเธอมีฉันไม่ว่าเรานั้นจะอยู่ที่ใด

ถ้าคุณจำเพลงบรรทัดแรกและต่อเนื้อเพลงบรรทัดสุดท้ายจนจบได้ เราขอแสดงความยินดีด้วยนั่นแปลว่าคุณเป็นแฟน (เพลง) ตัวยงของ ก๊อป โปสการ์ด หรือ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร ชายเบื้องหลังเพลงฮิตรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังสาวยันรุ่นลูกรุ่นหลานสุดเปิ๊ดสะก๊าด ศิลปินที่ขับร้องผ่านลายมือของเขามีมากมาย ถ้าเอ่ยชื่อมารับรองคุณต้องร้องอ๋อ! 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ลิฟท์-ออย, ปาน ธนพร, D2B, นรีกระจ่าง คันธมาส, ทีโบน, ศิลปิลจาก Kamikaze ฯลฯ และขบวนเพลงดังอย่าง แน่นอก, รักติดไซเรน (My Ambulance) ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองจนคุณเผลอฮัมเพลงออกมาด้วยความอารมณ์ดี

สูตรการเขียนเพลงของนักประพันธ์คนนี้ก็สนุกมาก กว่าเขาจะเจอวิธีการแต่งเพลงที่เป็นตัวเองก็เดินทางสายดนตรีกว่า 15 ปี ซึ่งดันเป็นหลักการเดียวกับที่เด็กสถาปัตย์อย่างเขายึดมั่นถือมั่นด้วยหลักคิด Form Follows Function จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ทำเพลงตอบโจทย์ความต้องการอย่างทันท่วงทีของธุรกิจเพลงประเทศไทย

ก๊อป โปสการ์ด ในวันที่ยังไม่วางปากกาเขียนเพลงและเริ่มต้นขีดเขียนเพลงบทใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและรองกรรมการผู้จัดการสายงานมิวสิกค่ายเพลง BH BrickHouse ค่ายเพลงที่เปิดกว้างต้อนรับศิลปินที่มีแพสชันและตัวตน ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจที่เขาอยาก ‘สร้างคน’ 

หยิบคาสเซ็ตว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายที่เป็นนักฟังเพลงมาตลอดชีวิต เขียนเพลงมากว่าค่อนชีวิต และกำลังสร้างคนทำเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ใส่เครื่องเล่นแล้วสดับรับฟังด้วยความตั้งใจทั้งหน้าเอและหน้าบี

เราหวังว่าเพลงชีวิตม้วนนี้จะสร้างความสุขและแต้มรอยยิ้มเหมือนวันที่คุณฟังเพลงของ ก๊อป โปสการ์ด

เพลงล่าสุดที่คุณฟังคือเพลงอะไร

ฟังเพลงของ Serious Bacon เพราะเด็กในค่ายเขาฟัง

แล้วเด็กชายธานีตอนเป็นเด็กฟังเพลงอะไร

เราฟัง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ตอนนั้นปอสาม ปอสี่ ถูกส่งไปอยู่สัตหีบคนเดียวทุกปิดเทอม เพราะพ่อเป็นทหาร เราอยู่กับทะเล อยู่กับบ้านที่ยื่นเข้าไปในทะเล มีเครื่องเล่นเทปหนึ่งเครื่อง ฟังดูโรแมนติกนะ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก

แสดงว่า ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดังมากในยุคนั้น

ก็เป็นวงดนตรีคอมโบยุคโบราณ เพลงพูดถึงทะเลเป็นส่วนใหญ่ พวกทหารเรือชอบฟัง เราก็ฟังเพราะไม่มีอะไรทำ แต่พอฟังเรื่อยๆ เหมือนถูกฝัง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มสนใจเนื้อหาของเพลง เขาพูดเรื่องทะเลแต่ทำไมพูดแบบเปรียบเทียบ พอกลับกรุงเทพฯ ก็เริ่มฟังเพลง มาจับความได้ทีหลังว่ามันคือสื่อ 

หลังจบปอหก เริ่มเป็นวัยรุ่นก็ยังไม่มีเพลงสำหรับวัยรุ่นให้ฟัง เราต้องฟังเพลงผู้ใหญ่ อย่างเศรษฐา (เศรษฐา ศิระฉายา) ดิ อิมพอสซิเบิ้ล มันก็ย้อนกลับไปที่เราเคยฟังตอนเด็ก ช่วงนั้นชอบฟังเพลงมาก พอแอบปิ๊งผู้หญิง ก็จะฟังเพลงที่มีชื่อเขาอยู่ในนั้น

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

เช่น

มันหลายอันนะ (หัวเราะ) สมมติชื่อนก ก็ “แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน” (วิหคเหิรลม-สวลี ผกาพันธุ์) ความจริงไม่เกี่ยวกันเลย เราแค่รู้สึกว่าเพลงนั้นมันพิเศษ สำหรับเราเพลงคือสิ่งเชื่อมความรู้สึกที่มากกว่าคำพูด

แล้วคนยุคนั้นเขาฟังเพลงกันแบบไหน

วันนั้นวิทยุเป็นสื่อมีเดียหลัก เพลงยุคนั้นเปิดไม่ต่างกัน วิทยุจะเปิดอยู่สองวงคือคาราบาวกับแมคอินทอช เพลงไทยพัฒนามาถึงจุดที่มีอุตสาหกรรมเพลงและมีธุรกิจเพลง วงสำคัญตอนนั้นคือแกรนด์เอ็กซ์ มีการจัดคอนเสิร์ตและเป็นวงแรกที่มีการยื่นไมค์ให้คนดูร้องตาม ปกติคนจะนั่งตบมือ ไม่ค่อยลุกขึ้นเต้น เราถือว่าเราโตมากับการเกิดของอุตสาหกรรมเพลงไทย 

เรามารู้ตัวว่าชอบฟังเพลงมากกว่าคนอื่นก็ตอนที่เจอแผงขายเทป สมัยนั้นตามป้ายรถเมล์ต้องมีแผงเทป มีเยอะกว่าแผงหนังสือ เราหยุดดูนานมาก เพื่อนรอจนรำคาญ พอดูแผงนี้จบเจออีกแผงเราก็หยุดดูอีก ยิ่งแผงไหนแกะเทปให้ลอง เราต้องเปิดอ่าน อ่านเครดิต ดูปก ดูเนื้อเพลงว่าใครเป็นคนแต่ง ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเพลงไทย รู้ตัวอีกทีเพื่อนหนีไปหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว ยอมรับนะว่าเราฟังเพลงเยอะ เสนอตัวเป็นดีเจทุกครั้งที่ห้องเรียนมีกิจกรรม จัดเพลย์ลิสต์เอง ชอบอัดเพลงแจกเพื่อน ถ้าประมวลกลับไปมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยทำให้เรา ตอนนั้นเขาต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ คนอื่นเขียนจดหมายแต่พ่อเราอัดคาสเซ็ตส่งมาให้ พ่อจะพูดก่อน พอถึงช่วงที่เป็นอารมณ์เขาจะร้องเป็นเพลงขึ้นมา เช่น ทุกคนสบายดีมั้ย แล้วก็ร้องเพลง ความรักไม่รู้จบ ของสุนทราภรณ์ พ่อเราโรแมนติกมั้ย (มาก) มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงเข้ามาอยู่ในใจเราโดยธรรมชาติ

ถ้าอินกับการฟังเพลงขนาดนั้นเท่ากับว่าคุณเจอตัวเองแล้วหรือเปล่า

เจอตัวเองช้า เพราะยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่าเราคือใคร เราชอบอันนี้แล้วควรจะทำอะไรต่อ ขนาดจะเอนทรานซ์ อาจารย์แนะแนวเอาคณะมาให้เลือก เราไม่อยากเรียนสักคณะเลย พอดีคืนก่อนนั้นมีรายการ เพชฌฆาตความเครียด มาฉายทางทีวีแล้วดังมาก ก่อนจบเขามีสัมภาษณ์ถึงรู้ว่าเป็นกลุ่มเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ หมดเลย เราก็เอาวะ เลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ถือว่าโชคดีมาก เขาสอนวิธีคิดบางอย่างซึ่งเราเอาแกนนั้นมาทำงานจนถึงทุกวันนี้ 

เรียนจบแล้วคุณได้ทำงานเป็นสถาปนิกหรือเปล่า

ทำอยู่หนึ่งปี ไม่สิ ทำไม่ถึงปี ประมาณแปดเดือน จริงๆ ทำแค่สามวัน 

ทำไมจำนวนลดลงเรื่อยๆ

ต้องย้อนไปวันแรกที่เรียนสถาปัตย์ เราจำได้ว่าออกจากห้องสเก็ตช์ดีไซน์ทุกคนนั่งคุยกันเรื่องงานออกแบบ สิ่งแรกที่เราทำคือนั่งเปิดปฏิทินคำนวณว่าเราต้องเรียนอีกกี่วัน (หัวเราะ) เรียนวันแรกเราก็ไม่เข้าใจแล้วว่าเขาเรียนอะไรกัน พอต้องทำงานจริงก็เหมือนเดิม ประชุมงานวันแรก เขาถามเราว่า “คุณธานี งานออกแบบรั้วของคุณเป็นยังไงบ้าง” เราพูดไม่ออก เลยบอกไปว่ายังไม่เสร็จครับ เราไม่อิน เลยพยายามดิ้นรนหาทางลาออกด้วยการทำตามสูตรของคนสมัยนู้น คือการเรียนต่อ

จริงๆ คุณได้เรียนต่อมั้ย

ไม่ จังหวะนั้นโชคดีมากได้เขียนเพลงโดยบังเอิญ 

มีอยู่วันหนึ่งไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนแถวสยาม แล้วเพื่อนดันรู้จักกับโต๊ะข้างๆ แล้วโต๊ะนั้นก็รู้จักกับอีกโต๊ะหนึ่ง เราได้ยินเขาคุยกันเรื่องเพลงของคาราบาว คาแรกเตอร์เพลงแบบนี้ ถ้าเป็นศิลปินจะร้องออกมายังไง ต้องพูดอะไร ทำไมเราฟังเขาพูดแล้วเราเข้าใจทุกอย่างทันที 

แสดงว่าคุณนั่งตอบคำถามพวกนั้นอยู่ในใจ

เราตอบอยู่ตลอด ทำแบบนี้สิ เพลงนี้ ตำแหน่งนี้ ต้องพูดแบบนี้ เรานั่งฟังเขาจนกินข้าวเสร็จ จะต้องเดินออกจากร้าน มีแวบหนึ่งต้องเดินผ่านประตูที่เขานั่ง เราเดินออกจากประตูไปแล้วนะ ถ้าเป็นซีนหนังคือแสงต้องพุ่งออกมาแล้ว เราคิดอะไรไม่รู้ ปิดประตูแล้วเดินกลับมาถามเขาว่า “ขอโทษนะครับ แจกเพลงเขียนกันอยู่หรือครับ” ตัดสินใจรวบรวมทุกอย่างในชีวิตแล้วบอกไปว่า “ผมขอเขียนด้วยได้มั้ย” เขาดูงงนะ แต่บอกเราว่าได้ แล้วจดเบอร์แฟ็กซ์ใส่กระดาษให้ ในความคิดเราคือเขาให้ไปอย่างนั้นแหละ บรีฟก็ไม่บรีฟ เราเลยแกล้งถามว่าเพลงของใคร เขาก็บอกนะแต่เรารู้ชื่ออยู่แล้ว 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

นี่มันเส้นทางแจ้งเกิดชัดๆ 

จำได้ว่าวันนั้นเราขึ้นรถเมล์ ป.1 ขนาดสี่สิบปีแล้วยังจำวันนั้นได้ (ยิ้ม) พอขึ้นรถเมล์ปุ๊บ เรารู้สึกเจอชีวิตของเราแล้ว เราเปิดซาวด์อะเบาต์เอาเดโม่คาสเซ็ตใส่แล้วเปิดฟัง เขียนเนื้อบนรถเมล์ เขียนเป็นได้ยังไงก็ไม่รู้ พอถึงบ้านปั๊บเราส่งแฟ็กซ์ให้เขาทันที เขาโทรกลับมาบอกว่าจะดูให้ แล้วเขาหายไปเลย เรื่องนี้ก็หายจากความทรงจำเราด้วยเหมือนกัน

อ้าว 

มีอยู่วันหนึ่งเขาโทรมาเชิญไปงานเปิดตัวอัลบั้มพี่เขียว คาราบาว อยากไปมาก ถามเขาแบบแฟนคลับว่า เจอพี่แอ๊ดหรือเปล่าครับ (หัวเราะ) พอถึงวันงานก็พาเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ตอนเดินเข้างาน แวบแรกที่เห็นเรายืนอึ้งอยู่นานมาก 

คุณเจอแอ๊ด คาราบาวหรอ

เปล่า แต่เพลงที่เราเขียนมันคือชื่องาน คือชื่ออัลบั้มเลย 

เพลงนั้นชื่อว่า

หัวใจและเวลา เป็นเพลงแรกที่เราเขียนในชีวิต เป็นการเปิดตัวที่เรารู้สึกทันทีว่าตรงนี้คือที่ของเรา 

พอคุณเจอที่ทางของตัวเอง เลือกเดินทางนี้เลยหรือเปล่า

จากวันนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจเป็นนักแต่งเพลงนะ เพราะเราไม่รู้จักว่าอาชีพนี้คืออะไร ไม่เชื่อว่าแต่งเพลงจะเป็นอาชีพได้ ยังคิดอยากจะเรียนต่อ แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ให้เราไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนชวนทำเพลงอยู่ตลอด ทำเพลงอินดี้อยู่สามปี หนังสือวิจารณ์ชอบชมว่าเราเป็นดาวรุ่งนักแต่งเพลง ตอนนั้นแต่งเพลงให้นรีกระจ่าง ทีโบน เราแต่งเพลงได้เร็ว ตอบโจทย์ จนเรารู้สึกว่าอยากมีเพลงฮิต ค่ายเพลงอินดี้ให้เราไม่ได้ ตอนนั้นเห็นแล้วว่าแต่งเพลงมันมีรายได้ เลยย้าย

เราตั้งใจย้ายไปแกรมมี่ คุยไม่ลงตัวนิดหน่อย บ่ายนั้นเดินออกจากแกรมมี่ อาร์เอสโทรมาหาเรา เฮีย (เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) เขาเชิญมา เพราะเขาจะพัฒนาทีมเพลงและสร้างคอมมูนิตี้วัยรุ่น ช่วงนั้นประมาณปี 97 เพื่อนก็เชียร์ให้ไป เราก็ลองสักตั้ง แล้วตั้งหนึ่งเนี่ยนานมาก (หัวเราะ) ยุคนั้นธุรกิจเพลงเฟื่องฟูมาก แต่ในใจเรายังอยากมีเพลงฮิตของตัวเอง

ทำไมถึงอยากมีเพลงฮิตเป็นของตัวเอง

เราแต่งเพลงผ่านแต่เพลงเราไม่ค่อยดัง ไม่พีก มันเลยเป็นคำถามในใจ คิดดูสิ เป็นนักแต่งเพลงรับเงินอยู่หลายปี ได้เขียนแต่เพลงท้ายอัลบั้ม ไม่มีโอกาสได้เขียนเพลงฮิต เวลาคนถามว่าแต่งเพลงอะไร เรากดดันมาก มันเลยเป็นแพสชันให้เราตะเกียกตะกาย ผ่านไปเจ็ดปีเราถึงได้เขียนเพลงฮิตเพลงแรก เพราะวันนั้นคนเขียนเพลงฮิตไม่อยู่ เราเลยได้เขียน

เพลง ดูมั้ย เป็นเพลงแรกที่ฮิตจริงๆ เดินไปไหนคนก็ฟัง ซึ่งมันตอบโจทย์ที่หนึ่งของเราได้

คุณรู้สึกยังไงในวันที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองร้อง ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์… 

ปลื้ม (ตอบทันที) ครั้งแรกที่เพลงดังจำได้เลยว่าเดินเดอะมอลล์ กำลังขึ้นบันไดเลื่อนแล้วได้ยินเพลง ดูมั้ย เราขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง เพื่อจะได้ฟังเพลงตัวเอง

เพลงฮิตยุคนั้นกับเพลงฮิตยุคนี้ต่างกันมั้ย

ไม่ต่าง เพลงฮิตก็คือเพลงฮิต ฮิตก็มีความอุปทานหมู่อยู่แล้ว แต่สื่อต่าง วันนั้นเป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยค่าย อัดเข้าไปเรื่อยๆ ก็เลยฮิต สมมติแค่พูดว่า ฉันเจ็บและฉันจะรักเธอตลอดไป ก็มีอารมณ์ร่วมของคน คำว่าสูตรก็มีจริงแต่ไม่ได้เสมอไป ความใหม่ ความครีเอทีฟก็ต้องมี ส่วนวันนี้สื่อเป็นของคนฟัง ไปยัดเยียดไม่ได้ มันค่อนข้างเรียล

ถ้าเมื่อไหร่ที่เพลงฮิต เราจะถือว่าเป็นเพลงดีทันที มันฮิตแสดงว่ามีคนจำนวนมากฟัง เราต้องหาข้อดีให้ได้ แล้วก็เรียนรู้ ซึ่งองค์ประกอบของเพลงฮิตมีอยู่สามส่วน คนแต่ง คือเรา คิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สอง ศิลปิน คือตัวตน ทำให้ศิลปินพูดแล้วไม่เขินเพราะเป็นตัวเขา แต่สิ่งที่ทำให้เพลงฮิตคือคนฟังเท่านั้น สองคนแรกไม่มีอิทธิพลอะไรเลย หลักการมีแค่นี้

ซึ่งเพลงฮิตกับเพลงดีแยกกันนะ เพลงฮิตเป็นเพลงที่ต้องทำให้เป็นที่นิยม

แล้วเพลงดีเป็นยังไง

เพลงดีก็คือเพลงฮิต (หัวเราะ) 

เนื้อหาของเพลงเปลี่ยนหรือเปล่า

เนื้อหาของเพลงยังเคลื่อนไหวตามยุคนะ เมื่อปีสองปีที่แล้วฮิปฮอปเป็นตัวนำ วิธีพูดจะดาร์กหน่อย อย่างยังโอม ไม่ได้ขายหน้าตา แต่เขาทำงาน เขาจริงใจ เขาสร้างตัว เขาเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว เขาก็พร้อมจะพูดเรื่องตัวเอง คนฟังก็สนับสนุน เราก็ชอบ จะพูดหยาบก็ไม่เป็นไร ในความหยาบมีความจริงใจอยู่ โลกมันก็เป็นแบบนั้น สักพักคนจะเริ่มเบื่อแล้วเปลี่ยนมาเป็นสายวาย คั่นกู ซึ่งเพลงก็ปรับไปตามเวลา เป็นเรื่องปกติมาก ค่ายบังคับได้บางเรื่อง เขาควบคุมสื่อ แต่วิถีของการฟัง เขาควบคุมไม่ได้

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร
แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

งั้นเทรนด์ก็มาจากคนฟัง

ใช่ ถามว่านานแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ ช่วงนี้เปลี่ยนเร็วมาก มันก็เหมือนธรรมชาติ บางช่วงไม่มีอะไรก็แช่อยู่อย่างนั้นนานๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องหาคำตอบแค่เรียนรู้มันไปตลอด สนุกกับมัน ซึ่งเราก็ยังเป็นอยู่นะ ไม่ยอมแก่

หลังจาก ดูมั้ย ดังเป็นพลุแตก คุณยังเขียนเพลงฮิตอยู่หรือเปล่า

เราขยับมาเป็น Lyrics Producer คล้ายเป็นขั้นแรกของผู้บริหาร เราดูคอนเซปต์เพื่อเชื่อมกับครีเอทีฟ ดูตัวตนของศิลปิน มีชุดหนึ่งเราทำแล้วโดนด่าเละ เป็นหนึ่งปีที่เราไม่กล้ารับงานเลยนะ แต่ทุกความล้มเหลวคือแรงผลักดันที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง ความไม่สำเร็จค่อนข้างสำคัญมาก จนมันถึงจุดระเบิดที่เราได้ทำงานที่ไม่ต้องคาดหวัง เราดูแลงานให้ ปาน ธนพร (ธนพร แวกประยูร) เราสร้างอิมแพคให้กับเขา ได้มีโอกาสคิดแบบที่เราอยากคิด ทำให้เราเจออีกจุดหนึ่งของการสร้างงาน

คุณสร้างคาแรกเตอร์ปาน ธนพร แบบไหน

มันจะขำนะ (อมยิ้ม) ทีมเราเป็นทีมที่เอาคนพิลึกมารวมตัวกัน เราเป็นแกนนำของทีม จะเขียนเพลงประหลาด แหวก แต่มันขาดการเชื่อมกับตัวตนของศิลปิน พอเรารู้แบบนี้เลยเปลี่ยนมุมมอง แล้วปานมีคาแรกเตอร์ชัดมาก พูดจาโผงผาง เขาเหมือนเดอะเมีย ไม่ใช่แฟนนะ ต้องใช้คำว่าเมีย เมียเป็นคนที่พูดแรงกับเราแค่ไหนก็ได้แต่จริงใจ ปากร้ายแต่หวังดี

สิ่งที่เราจะนำเสนอมันมาจากตัวตนของเขา คาแรกเตอร์ ท่าทาง ผสมผสานกับการเล่าเรื่องของผู้หญิงในมุมที่ผู้ชายไม่เข้าใจ เพราะว่าเมียกับผัวทะเลาะกันตลอดเวลาทั้งที่รักกัน แต่เราไม่ได้แต่งเพลงให้นะ จะแจกให้คนอื่นแต่ง อย่าง พี่บั๋ง (สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา) เก่งมาก เขาตอบในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้ ชุดต่อมาเราทำ D2B ก็ประสบความสำเร็จ

ฟังดูชีวิตนักแต่งเพลงกำลังไปได้สวย

มันมีจุดเปลี่ยน เราทำงานให้ศิลปินหญิงอยู่สองปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงขั้นอยากเลิกทำเพลง เพราะเราทำเพลงจนถึงจุดที่ตอบโจทย์ตัวเองได้หลายข้อแล้ว สำหรับเรามันหมดแล้ว มองไม่เห็นทางที่จะไปต่อได้

แต่ ชีวิตคนเราชอบมีแต่ 

อย่างที่เคยบอกมันออกไม่ได้ (หัวเราะ) มันมีอะไรดึงกลับมาตลอด บังเอิญมีเด็กเข้าอาร์เอสมาสร้างงานใหม่ เขาชอบเรา ก็เลยช่วยเขาทำอยู่งานหนึ่ง คือ โฟร์-มด (ศกลรัตน์ วรอุไร และ ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ) งานนั้นเราได้ลองเขียนเพลงกับเด็ก ได้เห็นมุมมองใหม่ เราเลยเขียนเพลงด้วยความเป็นเด็กสถาปัตย์ ปรากฏว่ามันประสบความสำเร็จ มีเพลงเลิฟ เลิฟ หายใจเป็นเธอ และอีกหลายเพลงในนั้น เหมือนเราเจอทิศทางการเขียนเพลงของเรา นักแต่งเพลงหลายคนโทรมาคุยกับเราเพราะเขาบอกว่ามันใหม่มาก 

เป็นจังหวะที่จะเลิกทำเพลงก็ไม่ได้เลิก เพราะ พี่ชมพู (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) ชวนมาดูแลค่ายใหม่ที่กำลังจะเปิด

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ค่ายนั้นคือ Kamikaze 

เฮียบอกว่าเพลงจะไม่มากับสื่อทีวีอีกต่อไป เด็กจะนั่งฟังเพลงในคอมพิวเตอร์ เฮียผิดนิดเดียวเอง ความจริงเป็นโทรศัพท์ ตอนเริ่มเปิด Kamikaze เรามาช่วยดูเรื่องเนื้อเพลงทั้งหมด มีเวลาสามเดือนก่อนเปิดค่าย มีศิลปินประมาณสิบเบอร์ โฟร์-มด, หวาย, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, ขนมจีน, มิล่า, Siska, Chilli White Choc เราต้องทำมินิอัลบั้ลสิบอัลบั้ม อัลบั้มละห้าเพลง ข้อเสียคือเราล่กมาก ข้อดีคือเราไม่ต้องคิดมาก เพราะงานทุกอย่างถูกคุมโดยเราทั้งหมด สิ่งที่เราได้จากการทำ Kamikaze คือเราจับงานถูก เรารู้ว่าเราจะสร้างงานยังไงให้ตอบโจทย์ โดยไม่ต้องนั่งนอยด์ว่าเพลงจะฮิตมั้ย เพลงจะดังมั้ย 

การนอยด์เป็นพิษร้ายที่สุดของนักแต่งเพลง ถ้าเรามีคำถามกับตัวเองว่ามันจะดีมั้ยวะ คำนี้น่ากลัวมาก แล้วใครจะตอบเราได้ ถ้าเพลงมันยังไม่ออก พอเราหาวิธีคิดเจอเราก็ไม่นอยด์ ดีมั้ยวะ ดีสิ, ฮิตมั้ยวะ ไม่รู้ ไม่สน

วิธีนั้นคืออะไร

ตอนนั้นเราตัดคำว่าเพลงฮิตออกจากหัวทันที ไม่มีจริงสำหรับเรา 

แต่ก่อนเราจะเขียนเพลงด้วยการตั้งให้มันเป็นเพลงฮิต ทำยังไงคนถึงจะชอบ เขียนเพลงยังไงให้คนชมว่าเราเก่ง พอเราผ่านทุกอย่างมามันเปลี่ยนหมดเลย กลายเป็นว่าเราทำเพลงยังไงให้ตอบโจทย์ในเวลาอันเหมาะสม เรารู้ว่าบริษัทเพลง ค่ายเพลง ธุรกิจเพลงต้องการอะไรแล้วเราต้องทำอะไร ไม่ใช่ทำจากความฝัน หน้าที่ของเราคือเขียนเพลงให้ตรงโจทย์มากที่สุด มันเป็นวิธีคิดแบบสถาปัตย์หมดเลย Form Follows Function แปลนคืออะไร วางให้ตรงที่สุด หลังจากนั้นการออกแบบจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับผสมผสานระหว่างศิลปิน เทรนด์ จังหวะ เมโลดี้ ดนตรี ทุกอย่างมันจะส่งเอง เราไม่ต้องแบก

สิ่งที่เราทำไม่อยากใช้คำว่าแต่งเพลง เราอยากเรียกว่ามันคือการแก้ปัญหาให้กับเพลงทุกเพลง ซึ่งเราใช้เวลาโคตรนาน นานมากในการเดินทางมาเจอสิ่งนี้

นานที่ว่า กี่ปี

เราใช้เวลาเดินทางสิบห้าปีถึงจะกลับมาอยู่ที่จุดที่เราควรจะเริ่มต้น นานมาก ด่าตัวเองนะ โง่อยู่ตั้งนาน ทั้งที่มันอยู่กับเราตั้งแต่วันแรก เรานึกถึงวันที่เราเป็นเด็กสถาปัตย์ เรารู้อยู่แล้วว่าวิธีคิดเป็นแบบนี้ การเขียนเนื้อเพลงมันคืออันนั้นเลย 

เขียนเพลงแบบ Form Follows Function ตอบได้ทุกข้อสงสัยเลยหรอ

ทุกอย่าง แต่เวลาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความเร็จ แต่อย่างน้อยตรรกะมันถูก เราให้ความสำคัญกับอันนี้ เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ศิลปะมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง ก็ใช้ เมื่อไหร่ต้องใช้มาร์เก็ตติ้งนำ ก็ใช้ 

วันก่อนลูกสาวเราโพสต์ทวิตเตอร์ ปกติเรากับลูกสาวจะเก๊ก ไม่ค่อยคุยกัน เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงเพลงที่เราทำ เราเข้าไปดูนะ คนชมก็ปกติ แต่มีคนหนึ่งพูดว่า รู้มั้ยคะว่าเพลงของคุณเป็นแกนในการดำเนินชีวิตของหนูตอนเป็นวัยรุ่น อ่านแล้วขนลุกมาก น้ำตาจะไหล นี่คือสิ่งที่เราคิดเมื่อสิบปีที่แล้ว เด็ก Pre-Teen คือทาร์เก็ต เขาจะรู้มั้ยว่าเพลง Kamikaze ที่เราเขียนไม่มีเนื้อเพลงเด็กเลยนะ ไม่บอกว่าความรักคืออะไร เราซัดความรักจริงจัง เป็นรูปธรรม แต่ไม่โตเกินไปเท่านั้นเอง แล้วเด็กคนนั้นรับรู้ แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือเขารู้ว่านั้นคือแกนวิธีคิด เราใส่ศิลปะในการคิดให้เขาต่อยอด ถ้าเขาจับทางได้มันจะพาไปสู่ความคิดอื่นได้ มันคือวิธีคิดแบบสถาปนิก สร้างจากสิ่งของ รีเสิร์ชมาเป็นเนื้อหา เป็นแปลน จนเป็นรูปร่าง 

แล้วปกติคุณเขียนเพลงที่ไหน 

ในรถ จากปากซอยถึงบ้านระยะทางประมาณสองสามกิโลฯ เราใช้เวลาตรงนั้นครึ่งชั่วโมง

จอด

ขับบ้าง จอดบ้าง ในรถมันดีเพราะเป็นพื้นที่ปิด มีเครื่องเสียง มีพื้นที่ให้เราอยู่กับมันแล้วเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่แบบไหนที่เป็นแบบนี้ได้อีกแล้วในโลก เรามีลูกสาวสามคน เวลารับส่งลูกไปโรงเรียนเราก็แต่งเพลงบนรถกับเขา หลายเพลงเขาก็มีส่วนร่วมนะ อย่าง รักติดไซเรน เขาก็ช่วยคิด ช่วยด้วยความรำคาญ เปิดเดโม่อยู่นั่นแหละ (หัวเราะ) 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

คุณใช้เวลาเขียนเพลง รักติดไซเรน นานแค่ไหน

ยี่สิบนาที ไม่ได้บอกว่าเราเก่งนะ แต่มันเป็นงานที่เราชำนาญอยู่แล้ว ต้องชมการวางโปรดักชัน เมโลดี้เขาสร้างมาดี ด้วยความที่เป็นเพลงประกอบซีรีส์ เขาให้โจทย์ทุกอย่างมาหมดแล้ว เราใช้แค่ทักษะการเขียน ยิ่งตอนหลังเขาบอกว่าอยากได้เพลงแบบ Kamikaze อืม เขียนยังไงมันก็เป็น

ลายเซ็นในการเขียนเพลงของก๊อป โปสการ์ด เป็นแบบไหน

หลักการเขียนเพลงของเราจะไม่สร้างพิษร้ายให้กับสังคมเด็ดขาด เราตั้งทัศนคติว่าต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ยุยงให้เขาทำอะไรที่ไม่ดี อย่างท่อน “ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก เพื่อจะไปรักคนอื่นมากกว่า” มีความพลิกแพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นชอบ เป็นศิลปะในการเขียน เป็นการเหลาหัวให้เด็ก ให้เขาได้ลองคิดพลิกแพลง ส่วนใหญ่เด็กฟังเพลง Kamikaze เพราะฉลาด ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมเธอทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ก็สวนเลย เสียใจแต่ไม่แคร์ ก็เป็นเพลงที่มีศิลปะในการพูด

ทัศนคติในการสร้างเพลงของเราไม่เคยต่างกันเลย เราไม่ปิดกั้น เราชอบฟังเด็กคุยกัน ไม่ได้ตั้งใจไม่แก่หรือไม่โตนะ เราคุยกับเขาแล้วรู้สึกเป็นเขา เราต้องปรับตัวเข้าไปหาจุดนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการทำงานของเรา

ก๊อป โปสการ์ด เดินไปทางไหนหลังหมดยุค Kamikaze

เราทำ Kamikaze อยู่เจ็ดถึงแปดปี มาอยู่แกรมมี่อีกสองปี เหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เราเปลี่ยน เราจะเลิกทุกครั้ง ตอนนั้นเป็นการเลิกที่เรามั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง จนวันหนึ่ง ต่อ (ธรรศ จันทกูล – หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการสายงานดูแลพัฒนาศิลปินค่ายเพลง BH BrickHouse) เขาเป็นคนสำคัญที่ทำงานกับเรามาตลอด เข้าใจความคิดเราทั้งหมด หลายงานของเราเขามีส่วนช่วยเยอะมาก เขามีหัวก้าวหน้ากว่าเรา ต่อบอกเราว่า วันนี้วงการเป็นแบบนี้ เราทำเพลงเองได้ โอกาสมันมี เราสร้างเองได้ เขามองเห็นศักยภาพในตัวเรา 

เลยชวนกันทำค่ายเพลง

แนวทางของเราหมุนไปกับโลกอยู่แล้ว พอถึงวันที่เราทำค่าย BH BrickHouse นาทีแรกเราก็คิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดเหมือนตอนที่เราอยู่ในค่าย วันนี้เด็กทำเพลงเองได้เพราะโซเชียลสอนให้พวกเขามีความรู้มากกว่าสมัยเรา จะไปวัดว่าเด็กสิบสองทำได้เท่านี้ไม่ได้แล้ว เด็กมีแพสชันกันเยอะมาก เขารู้เส้นทางของตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ไม่เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่มีแต่ความอยาก เราจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่เอาเขามาใส่ในกรอบแล้วให้เดินตาม ไม่ได้ คุณจะเป็นศิลปินต้องหน้าดี ไม่ใช่ สำหรับเราทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าคุณมีแพสชัน มีความตั้งใจ มันจะมีทางของคุณ โลกทำให้ทุกคนเป็นไปได้

จากเด็กที่เติบโตมากับอุตสาหกรรมเพลงไทยจนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง คุณมองเห็นอะไรบ้าง 

ทุกอย่างเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม 

ไม่แตกต่างเลยหรอ

มันคือเรื่องเดิม คนฟังเพลงด้วยความสุข เนื้อหาตอบสนองอะไรบางอย่าง จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นซีดีเป็นสตรีมมิ่ง โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่สิ่งที่สื่อสารยังเหมือนเดิม เพลงรักยังพูดเหมือนเดิม จะพูดเรื่องแอบรักเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน มันไม่มี ความรักอยู่แค่ฉันแอบรักเธอ ฉันรักเธอแต่เธอไม่รักฉัน ฉันไม่รักเธอแต่เธอดันมารักฉัน มันวนอยู่แค่นี้ พูดยังไงดี เหมือนนักบินอวกาศที่ไปดวงจันทร์กลับมาบนโลกเขาก็เป็นคนเหมือนเดิม

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

แล้ว BH BrickHouse เป็นค่ายเพลงสำหรับใคร

สำหรับทุกคน เรารับทุกอย่างที่เป็นไปได้มาพัฒนา เราเป็นค่ายที่ไม่กั๊กศิลปินเก็บไว้ เราช่วยส่งเสริมศิลปิน สร้างอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับงานและศิลปินให้ได้มากที่สุด ศิลปินค่ายเราไม่จำกัดรูปแบบ แต่ต้องมาจากตัวศิลปิน เขาเป็นใคร อยากทำอะไร ต้องชัดเจนในตัวเขา หรือบางคนเป็นศิลปินมีชื่ออยู่แล้วก็มีอย่าง Gliss ดังเลยนะ เพลง ถอย ยอดวิวเขาเยอะมาก แต่เราไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่การที่เขาประสบความสำเร็จมาจากการที่เราวางทุกอย่างถูก 

เป็นค่ายที่พยายามพาเด็กไปถึงฝัน

ใช่ ทุกอย่างมีการเติบโต มีความผิด มีความสำเร็จ เป็นเรื่องปกติ เราไม่กลัวถ้าเขาจะต้องผิด เพราะเราผิดมามากกว่าถูก แต่เรารู้ว่าความผิดในวันที่มันถูก มันจะมีค่ามากๆ มีค่าจริงๆ 

ความผิดสอนอะไรคุณบ้าง

อะไรไม่ควรทำ อะไรที่มันเสียเวลา มันช้า มันอ้อม อย่าทำ แต่บางทีความผิดมันก็ดี ต้องลองผิดดู จะได้แข็งแรง

ด้วยความแก่และอยู่มานานเลยเข้าใจ (หัวเราะ) เราว่า Key Success ของเราคือความล้มเหลว ความเจ็บปวดตลอดห้าปีที่นั่งมองเขาเขียนเพลงฮิตกัน แต่เราไม่มีโอกาส กลายเป็นว่าเราได้ศึกษา ได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 

ทำไม BH BrickHouse ถึงสอนให้เด็กทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่ขั้นตอนแรก

โลกทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ ศิลปินที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องยืนด้วยความแข็งแรง รู้ก็ต้องรู้รอบทิศ เราสร้างจากเมล็ดพันธุ์ เน้นให้เขาคิด ให้เขาสนุกกับการคิด หน้าที่ของเราแค่ทำตามสิ่งที่เขาเป็นและให้โอกาสเขาทำ ค่ายเราสร้างศิลปินให้มีส่วนร่วมกับงาน ปั้นให้เขาเป็นคนที่เข้าใจงานเบื้องหลัง จะทำงานกับใครขอให้มีวิธีการทำงานที่ตรงเป้าหมาย ศิลปะมีได้ บางเพลงติสท์แตกแล้วมันฮิต คุณก็ต้องรู้วิธีที่จะทำมันด้วย และต้องไม่ลืมว่าคุณสร้างอะไรให้กับสังคมบ้าง ทางตรงคือเพลงทำให้คนมีความสุข ทางอ้อมคือการสร้างคน สร้างศิลปิน 

การมีตัวตนสำคัญกับเด็กยุคนี้ขนาดไหน

สำคัญมาก เขาต้องสร้างตัวเอง ถ้าไม่มีตัวตนเขาจะรู้สึกแปลกแยก อย่าง RedSpin เป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่เราไม่ได้คัดเลือกเด็กจากการชนะประกวด แต่เราคัดเลือกจากเด็กที่มีตัวตน เราเห็นแล้วนึกออกว่าคนนี้เป็นใคร ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพลงเป็นหรือเปล่า แต่เขามองหน้าเราแล้วตอบคำถามได้ทุกข้อ เขารู้จักตัวเอง รู้จักวิธีหันเสน่ห์ของตัวเองออกมา ซึ่งมันสำคัญสำหรับเราและค่ายในการที่จะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา มาถึงวันนี้เราถือว่าเขาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีฐานแฟนคลับ ตัวตนแต่ละคนชัด เป็นที่พูดถึง เป็นที่รู้จัก มีคนเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เพราะมันมีกำแพงอยู่ว่าต้อง K-pop เราว่าในใจลึกๆ ทุกคนก็อยากได้เพลงไทย บางครั้งเราแค่ยังจูนกันไม่ตรง เราเลยพยายามจูนให้ตรงกับคนฟัง คำตอบมันไม่ใช่เพลงที่เลิศเลอด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลงที่มันพอดี มีความเป็นไทย แต่ยังอินเตอร์ ซึ่ง RedSpin เป็นตัวแทนของเด็กวันนี้

คุณทำค่ายเพลงในยุคที่เด็กเป็นศิลปินได้เองจากบ้าน

เป็นมาตั้งนานแล้ว แต่คนไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ วันนี้โลกเปิดโอกาสให้คนทำเพลงเอง แค่ต้องเริ่มจากตัวเขาว่ามีอะไร สมมติตอนบ่ายสามจุติความคิดว่าอยากเป็นศิลปิน สี่ทุ่มลงเพลง เกิดเหวี่ยงถูก ห้าทุ่มดังแล้ว เช้ามาเป็นศิลปิน อีกสามวันคนติดต่อไปเล่นคอนเสิร์ต แบบนี้มีข้อดีนะ งานเกิดเร็ว เด็กปล่อยของได้เยอะ ส่วนข้อเสียคือควบคุมไม่ได้ บางคนดังแล้วหาย ทั้งที่เขาโตกว่านั้นได้อีก ถ้ามีคนมาดูแล ซึ่งก็คือค่าย เราจะพาไปได้ไกลกว่านั้น จะรีดศักยภาพออกได้มากกว่านั้น 

ทำค่ายเพลงมาสามปี มองอนาคตไว้แบบไหน

เราพยายามจะยืนอยู่ในที่ที่เป็นประโยชน์ที่สุด เสถียรที่สุด และทำประโยชน์ให้กับประเทศ ใหญ่ไปหรือเปล่านะ แต่เราคิดใหญ่แบบนี้ตลอดเวลาจะทำอะไร ตอนนี้เราสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับค่าย ให้กับศิลปิน เราอยากสร้างประโยชน์ให้กับวงการมากกว่านี้ เหมือนที่ The Rapper, Rap is Now สร้างฮิปฮอป เราเห็นเด็กซ้อมเต้นตามโรงเรียน ตามบันได แล้วเด็กพวกนั้นเขาจะไปไหน เขาจะทำอะไร เราช่วยเขาไม่ได้เลย อยากให้มีแนวทางสักอย่างที่เขาเดินไปได้ เราว่าวันหนึ่ง BH BrickHouse จะทำได้ เราจะเป็นที่ที่ดีที่สุด เป็นที่พึ่งของวงการ พูดแบบนี้อย่าหมั่นไส้กันนะ (ยิ้ม)

เราไม่ได้อยากจะใหญ่ แต่เราอยากเป็นประโยชน์กับทุกคน เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่งเลย มันอยู่ในความคิดเรามานานแล้ว เพลงไม่ใช่การแข่งขัน ถ้ามองกลับไปที่เกาหลี เขาแข่งกันมั้ย ถ้าได้ก็ได้กันทั้งหมด ภาพรวมก็เป็น K-pop อยู่ดี 

จากคนฟังเพลงสู่คนเขียนเพลงและวันนี้ วันที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง ความสุขของคุณคืออะไร

ทั้งหมดที่พูดมา (หัวเราะ) 

คนฟังมีความสุขกับการฟังเพลงเราก็มีความสุขแล้ว จริงนะ ไม่ได้พูดเอาหล่อ ความฮิตมันแค่ปลายทาง แต่เมื่อไหร่ที่คนฟังเขาตอบรับ แค่นั้นเรารู้สึกดีแล้ว เหมือนกับการทำค่ายเพลง ความสุขของเราคือการสร้างคน

ก๊อป โปสการ์ด เรียกตัวเองว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วหรือยัง 

ไม่เคยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลง 

แล้วคุณเป็นใคร 

เป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง (หัวเราะ)

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load