ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์.. ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู 

.

ก็ใจมันหายละลายละลายละลายละไหลไปกับเธอ เฮ้อ เจออย่างเนี้ยคนอ่อนไหวอะวุ่นวาย

.

อยากอธิษฐานให้ปาฏิหาริย์วันนั้นกลับมาได้ไหม มีเธอมีฉันไม่ว่าเรานั้นจะอยู่ที่ใด

ถ้าคุณจำเพลงบรรทัดแรกและต่อเนื้อเพลงบรรทัดสุดท้ายจนจบได้ เราขอแสดงความยินดีด้วยนั่นแปลว่าคุณเป็นแฟน (เพลง) ตัวยงของ ก๊อป โปสการ์ด หรือ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร ชายเบื้องหลังเพลงฮิตรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังสาวยันรุ่นลูกรุ่นหลานสุดเปิ๊ดสะก๊าด ศิลปินที่ขับร้องผ่านลายมือของเขามีมากมาย ถ้าเอ่ยชื่อมารับรองคุณต้องร้องอ๋อ! 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ลิฟท์-ออย, ปาน ธนพร, D2B, นรีกระจ่าง คันธมาส, ทีโบน, ศิลปิลจาก Kamikaze ฯลฯ และขบวนเพลงดังอย่าง แน่นอก, รักติดไซเรน (My Ambulance) ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองจนคุณเผลอฮัมเพลงออกมาด้วยความอารมณ์ดี

สูตรการเขียนเพลงของนักประพันธ์คนนี้ก็สนุกมาก กว่าเขาจะเจอวิธีการแต่งเพลงที่เป็นตัวเองก็เดินทางสายดนตรีกว่า 15 ปี ซึ่งดันเป็นหลักการเดียวกับที่เด็กสถาปัตย์อย่างเขายึดมั่นถือมั่นด้วยหลักคิด Form Follows Function จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ทำเพลงตอบโจทย์ความต้องการอย่างทันท่วงทีของธุรกิจเพลงประเทศไทย

ก๊อป โปสการ์ด ในวันที่ยังไม่วางปากกาเขียนเพลงและเริ่มต้นขีดเขียนเพลงบทใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและรองกรรมการผู้จัดการสายงานมิวสิกค่ายเพลง BH BrickHouse ค่ายเพลงที่เปิดกว้างต้อนรับศิลปินที่มีแพสชันและตัวตน ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจที่เขาอยาก ‘สร้างคน’ 

หยิบคาสเซ็ตว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายที่เป็นนักฟังเพลงมาตลอดชีวิต เขียนเพลงมากว่าค่อนชีวิต และกำลังสร้างคนทำเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ใส่เครื่องเล่นแล้วสดับรับฟังด้วยความตั้งใจทั้งหน้าเอและหน้าบี

เราหวังว่าเพลงชีวิตม้วนนี้จะสร้างความสุขและแต้มรอยยิ้มเหมือนวันที่คุณฟังเพลงของ ก๊อป โปสการ์ด

เพลงล่าสุดที่คุณฟังคือเพลงอะไร

ฟังเพลงของ Serious Bacon เพราะเด็กในค่ายเขาฟัง

แล้วเด็กชายธานีตอนเป็นเด็กฟังเพลงอะไร

เราฟัง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ตอนนั้นปอสาม ปอสี่ ถูกส่งไปอยู่สัตหีบคนเดียวทุกปิดเทอม เพราะพ่อเป็นทหาร เราอยู่กับทะเล อยู่กับบ้านที่ยื่นเข้าไปในทะเล มีเครื่องเล่นเทปหนึ่งเครื่อง ฟังดูโรแมนติกนะ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก

แสดงว่า ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดังมากในยุคนั้น

ก็เป็นวงดนตรีคอมโบยุคโบราณ เพลงพูดถึงทะเลเป็นส่วนใหญ่ พวกทหารเรือชอบฟัง เราก็ฟังเพราะไม่มีอะไรทำ แต่พอฟังเรื่อยๆ เหมือนถูกฝัง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มสนใจเนื้อหาของเพลง เขาพูดเรื่องทะเลแต่ทำไมพูดแบบเปรียบเทียบ พอกลับกรุงเทพฯ ก็เริ่มฟังเพลง มาจับความได้ทีหลังว่ามันคือสื่อ 

หลังจบปอหก เริ่มเป็นวัยรุ่นก็ยังไม่มีเพลงสำหรับวัยรุ่นให้ฟัง เราต้องฟังเพลงผู้ใหญ่ อย่างเศรษฐา (เศรษฐา ศิระฉายา) ดิ อิมพอสซิเบิ้ล มันก็ย้อนกลับไปที่เราเคยฟังตอนเด็ก ช่วงนั้นชอบฟังเพลงมาก พอแอบปิ๊งผู้หญิง ก็จะฟังเพลงที่มีชื่อเขาอยู่ในนั้น

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

เช่น

มันหลายอันนะ (หัวเราะ) สมมติชื่อนก ก็ “แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน” (วิหคเหิรลม-สวลี ผกาพันธุ์) ความจริงไม่เกี่ยวกันเลย เราแค่รู้สึกว่าเพลงนั้นมันพิเศษ สำหรับเราเพลงคือสิ่งเชื่อมความรู้สึกที่มากกว่าคำพูด

แล้วคนยุคนั้นเขาฟังเพลงกันแบบไหน

วันนั้นวิทยุเป็นสื่อมีเดียหลัก เพลงยุคนั้นเปิดไม่ต่างกัน วิทยุจะเปิดอยู่สองวงคือคาราบาวกับแมคอินทอช เพลงไทยพัฒนามาถึงจุดที่มีอุตสาหกรรมเพลงและมีธุรกิจเพลง วงสำคัญตอนนั้นคือแกรนด์เอ็กซ์ มีการจัดคอนเสิร์ตและเป็นวงแรกที่มีการยื่นไมค์ให้คนดูร้องตาม ปกติคนจะนั่งตบมือ ไม่ค่อยลุกขึ้นเต้น เราถือว่าเราโตมากับการเกิดของอุตสาหกรรมเพลงไทย 

เรามารู้ตัวว่าชอบฟังเพลงมากกว่าคนอื่นก็ตอนที่เจอแผงขายเทป สมัยนั้นตามป้ายรถเมล์ต้องมีแผงเทป มีเยอะกว่าแผงหนังสือ เราหยุดดูนานมาก เพื่อนรอจนรำคาญ พอดูแผงนี้จบเจออีกแผงเราก็หยุดดูอีก ยิ่งแผงไหนแกะเทปให้ลอง เราต้องเปิดอ่าน อ่านเครดิต ดูปก ดูเนื้อเพลงว่าใครเป็นคนแต่ง ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเพลงไทย รู้ตัวอีกทีเพื่อนหนีไปหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว ยอมรับนะว่าเราฟังเพลงเยอะ เสนอตัวเป็นดีเจทุกครั้งที่ห้องเรียนมีกิจกรรม จัดเพลย์ลิสต์เอง ชอบอัดเพลงแจกเพื่อน ถ้าประมวลกลับไปมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยทำให้เรา ตอนนั้นเขาต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ คนอื่นเขียนจดหมายแต่พ่อเราอัดคาสเซ็ตส่งมาให้ พ่อจะพูดก่อน พอถึงช่วงที่เป็นอารมณ์เขาจะร้องเป็นเพลงขึ้นมา เช่น ทุกคนสบายดีมั้ย แล้วก็ร้องเพลง ความรักไม่รู้จบ ของสุนทราภรณ์ พ่อเราโรแมนติกมั้ย (มาก) มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงเข้ามาอยู่ในใจเราโดยธรรมชาติ

ถ้าอินกับการฟังเพลงขนาดนั้นเท่ากับว่าคุณเจอตัวเองแล้วหรือเปล่า

เจอตัวเองช้า เพราะยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่าเราคือใคร เราชอบอันนี้แล้วควรจะทำอะไรต่อ ขนาดจะเอนทรานซ์ อาจารย์แนะแนวเอาคณะมาให้เลือก เราไม่อยากเรียนสักคณะเลย พอดีคืนก่อนนั้นมีรายการ เพชฌฆาตความเครียด มาฉายทางทีวีแล้วดังมาก ก่อนจบเขามีสัมภาษณ์ถึงรู้ว่าเป็นกลุ่มเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ หมดเลย เราก็เอาวะ เลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ถือว่าโชคดีมาก เขาสอนวิธีคิดบางอย่างซึ่งเราเอาแกนนั้นมาทำงานจนถึงทุกวันนี้ 

เรียนจบแล้วคุณได้ทำงานเป็นสถาปนิกหรือเปล่า

ทำอยู่หนึ่งปี ไม่สิ ทำไม่ถึงปี ประมาณแปดเดือน จริงๆ ทำแค่สามวัน 

ทำไมจำนวนลดลงเรื่อยๆ

ต้องย้อนไปวันแรกที่เรียนสถาปัตย์ เราจำได้ว่าออกจากห้องสเก็ตช์ดีไซน์ทุกคนนั่งคุยกันเรื่องงานออกแบบ สิ่งแรกที่เราทำคือนั่งเปิดปฏิทินคำนวณว่าเราต้องเรียนอีกกี่วัน (หัวเราะ) เรียนวันแรกเราก็ไม่เข้าใจแล้วว่าเขาเรียนอะไรกัน พอต้องทำงานจริงก็เหมือนเดิม ประชุมงานวันแรก เขาถามเราว่า “คุณธานี งานออกแบบรั้วของคุณเป็นยังไงบ้าง” เราพูดไม่ออก เลยบอกไปว่ายังไม่เสร็จครับ เราไม่อิน เลยพยายามดิ้นรนหาทางลาออกด้วยการทำตามสูตรของคนสมัยนู้น คือการเรียนต่อ

จริงๆ คุณได้เรียนต่อมั้ย

ไม่ จังหวะนั้นโชคดีมากได้เขียนเพลงโดยบังเอิญ 

มีอยู่วันหนึ่งไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนแถวสยาม แล้วเพื่อนดันรู้จักกับโต๊ะข้างๆ แล้วโต๊ะนั้นก็รู้จักกับอีกโต๊ะหนึ่ง เราได้ยินเขาคุยกันเรื่องเพลงของคาราบาว คาแรกเตอร์เพลงแบบนี้ ถ้าเป็นศิลปินจะร้องออกมายังไง ต้องพูดอะไร ทำไมเราฟังเขาพูดแล้วเราเข้าใจทุกอย่างทันที 

แสดงว่าคุณนั่งตอบคำถามพวกนั้นอยู่ในใจ

เราตอบอยู่ตลอด ทำแบบนี้สิ เพลงนี้ ตำแหน่งนี้ ต้องพูดแบบนี้ เรานั่งฟังเขาจนกินข้าวเสร็จ จะต้องเดินออกจากร้าน มีแวบหนึ่งต้องเดินผ่านประตูที่เขานั่ง เราเดินออกจากประตูไปแล้วนะ ถ้าเป็นซีนหนังคือแสงต้องพุ่งออกมาแล้ว เราคิดอะไรไม่รู้ ปิดประตูแล้วเดินกลับมาถามเขาว่า “ขอโทษนะครับ แจกเพลงเขียนกันอยู่หรือครับ” ตัดสินใจรวบรวมทุกอย่างในชีวิตแล้วบอกไปว่า “ผมขอเขียนด้วยได้มั้ย” เขาดูงงนะ แต่บอกเราว่าได้ แล้วจดเบอร์แฟ็กซ์ใส่กระดาษให้ ในความคิดเราคือเขาให้ไปอย่างนั้นแหละ บรีฟก็ไม่บรีฟ เราเลยแกล้งถามว่าเพลงของใคร เขาก็บอกนะแต่เรารู้ชื่ออยู่แล้ว 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

นี่มันเส้นทางแจ้งเกิดชัดๆ 

จำได้ว่าวันนั้นเราขึ้นรถเมล์ ป.1 ขนาดสี่สิบปีแล้วยังจำวันนั้นได้ (ยิ้ม) พอขึ้นรถเมล์ปุ๊บ เรารู้สึกเจอชีวิตของเราแล้ว เราเปิดซาวด์อะเบาต์เอาเดโม่คาสเซ็ตใส่แล้วเปิดฟัง เขียนเนื้อบนรถเมล์ เขียนเป็นได้ยังไงก็ไม่รู้ พอถึงบ้านปั๊บเราส่งแฟ็กซ์ให้เขาทันที เขาโทรกลับมาบอกว่าจะดูให้ แล้วเขาหายไปเลย เรื่องนี้ก็หายจากความทรงจำเราด้วยเหมือนกัน

อ้าว 

มีอยู่วันหนึ่งเขาโทรมาเชิญไปงานเปิดตัวอัลบั้มพี่เขียว คาราบาว อยากไปมาก ถามเขาแบบแฟนคลับว่า เจอพี่แอ๊ดหรือเปล่าครับ (หัวเราะ) พอถึงวันงานก็พาเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ตอนเดินเข้างาน แวบแรกที่เห็นเรายืนอึ้งอยู่นานมาก 

คุณเจอแอ๊ด คาราบาวหรอ

เปล่า แต่เพลงที่เราเขียนมันคือชื่องาน คือชื่ออัลบั้มเลย 

เพลงนั้นชื่อว่า

หัวใจและเวลา เป็นเพลงแรกที่เราเขียนในชีวิต เป็นการเปิดตัวที่เรารู้สึกทันทีว่าตรงนี้คือที่ของเรา 

พอคุณเจอที่ทางของตัวเอง เลือกเดินทางนี้เลยหรือเปล่า

จากวันนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจเป็นนักแต่งเพลงนะ เพราะเราไม่รู้จักว่าอาชีพนี้คืออะไร ไม่เชื่อว่าแต่งเพลงจะเป็นอาชีพได้ ยังคิดอยากจะเรียนต่อ แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ให้เราไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนชวนทำเพลงอยู่ตลอด ทำเพลงอินดี้อยู่สามปี หนังสือวิจารณ์ชอบชมว่าเราเป็นดาวรุ่งนักแต่งเพลง ตอนนั้นแต่งเพลงให้นรีกระจ่าง ทีโบน เราแต่งเพลงได้เร็ว ตอบโจทย์ จนเรารู้สึกว่าอยากมีเพลงฮิต ค่ายเพลงอินดี้ให้เราไม่ได้ ตอนนั้นเห็นแล้วว่าแต่งเพลงมันมีรายได้ เลยย้าย

เราตั้งใจย้ายไปแกรมมี่ คุยไม่ลงตัวนิดหน่อย บ่ายนั้นเดินออกจากแกรมมี่ อาร์เอสโทรมาหาเรา เฮีย (เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) เขาเชิญมา เพราะเขาจะพัฒนาทีมเพลงและสร้างคอมมูนิตี้วัยรุ่น ช่วงนั้นประมาณปี 97 เพื่อนก็เชียร์ให้ไป เราก็ลองสักตั้ง แล้วตั้งหนึ่งเนี่ยนานมาก (หัวเราะ) ยุคนั้นธุรกิจเพลงเฟื่องฟูมาก แต่ในใจเรายังอยากมีเพลงฮิตของตัวเอง

ทำไมถึงอยากมีเพลงฮิตเป็นของตัวเอง

เราแต่งเพลงผ่านแต่เพลงเราไม่ค่อยดัง ไม่พีก มันเลยเป็นคำถามในใจ คิดดูสิ เป็นนักแต่งเพลงรับเงินอยู่หลายปี ได้เขียนแต่เพลงท้ายอัลบั้ม ไม่มีโอกาสได้เขียนเพลงฮิต เวลาคนถามว่าแต่งเพลงอะไร เรากดดันมาก มันเลยเป็นแพสชันให้เราตะเกียกตะกาย ผ่านไปเจ็ดปีเราถึงได้เขียนเพลงฮิตเพลงแรก เพราะวันนั้นคนเขียนเพลงฮิตไม่อยู่ เราเลยได้เขียน

เพลง ดูมั้ย เป็นเพลงแรกที่ฮิตจริงๆ เดินไปไหนคนก็ฟัง ซึ่งมันตอบโจทย์ที่หนึ่งของเราได้

คุณรู้สึกยังไงในวันที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองร้อง ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์… 

ปลื้ม (ตอบทันที) ครั้งแรกที่เพลงดังจำได้เลยว่าเดินเดอะมอลล์ กำลังขึ้นบันไดเลื่อนแล้วได้ยินเพลง ดูมั้ย เราขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง เพื่อจะได้ฟังเพลงตัวเอง

เพลงฮิตยุคนั้นกับเพลงฮิตยุคนี้ต่างกันมั้ย

ไม่ต่าง เพลงฮิตก็คือเพลงฮิต ฮิตก็มีความอุปทานหมู่อยู่แล้ว แต่สื่อต่าง วันนั้นเป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยค่าย อัดเข้าไปเรื่อยๆ ก็เลยฮิต สมมติแค่พูดว่า ฉันเจ็บและฉันจะรักเธอตลอดไป ก็มีอารมณ์ร่วมของคน คำว่าสูตรก็มีจริงแต่ไม่ได้เสมอไป ความใหม่ ความครีเอทีฟก็ต้องมี ส่วนวันนี้สื่อเป็นของคนฟัง ไปยัดเยียดไม่ได้ มันค่อนข้างเรียล

ถ้าเมื่อไหร่ที่เพลงฮิต เราจะถือว่าเป็นเพลงดีทันที มันฮิตแสดงว่ามีคนจำนวนมากฟัง เราต้องหาข้อดีให้ได้ แล้วก็เรียนรู้ ซึ่งองค์ประกอบของเพลงฮิตมีอยู่สามส่วน คนแต่ง คือเรา คิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สอง ศิลปิน คือตัวตน ทำให้ศิลปินพูดแล้วไม่เขินเพราะเป็นตัวเขา แต่สิ่งที่ทำให้เพลงฮิตคือคนฟังเท่านั้น สองคนแรกไม่มีอิทธิพลอะไรเลย หลักการมีแค่นี้

ซึ่งเพลงฮิตกับเพลงดีแยกกันนะ เพลงฮิตเป็นเพลงที่ต้องทำให้เป็นที่นิยม

แล้วเพลงดีเป็นยังไง

เพลงดีก็คือเพลงฮิต (หัวเราะ) 

เนื้อหาของเพลงเปลี่ยนหรือเปล่า

เนื้อหาของเพลงยังเคลื่อนไหวตามยุคนะ เมื่อปีสองปีที่แล้วฮิปฮอปเป็นตัวนำ วิธีพูดจะดาร์กหน่อย อย่างยังโอม ไม่ได้ขายหน้าตา แต่เขาทำงาน เขาจริงใจ เขาสร้างตัว เขาเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว เขาก็พร้อมจะพูดเรื่องตัวเอง คนฟังก็สนับสนุน เราก็ชอบ จะพูดหยาบก็ไม่เป็นไร ในความหยาบมีความจริงใจอยู่ โลกมันก็เป็นแบบนั้น สักพักคนจะเริ่มเบื่อแล้วเปลี่ยนมาเป็นสายวาย คั่นกู ซึ่งเพลงก็ปรับไปตามเวลา เป็นเรื่องปกติมาก ค่ายบังคับได้บางเรื่อง เขาควบคุมสื่อ แต่วิถีของการฟัง เขาควบคุมไม่ได้

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร
แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

งั้นเทรนด์ก็มาจากคนฟัง

ใช่ ถามว่านานแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ ช่วงนี้เปลี่ยนเร็วมาก มันก็เหมือนธรรมชาติ บางช่วงไม่มีอะไรก็แช่อยู่อย่างนั้นนานๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องหาคำตอบแค่เรียนรู้มันไปตลอด สนุกกับมัน ซึ่งเราก็ยังเป็นอยู่นะ ไม่ยอมแก่

หลังจาก ดูมั้ย ดังเป็นพลุแตก คุณยังเขียนเพลงฮิตอยู่หรือเปล่า

เราขยับมาเป็น Lyrics Producer คล้ายเป็นขั้นแรกของผู้บริหาร เราดูคอนเซปต์เพื่อเชื่อมกับครีเอทีฟ ดูตัวตนของศิลปิน มีชุดหนึ่งเราทำแล้วโดนด่าเละ เป็นหนึ่งปีที่เราไม่กล้ารับงานเลยนะ แต่ทุกความล้มเหลวคือแรงผลักดันที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง ความไม่สำเร็จค่อนข้างสำคัญมาก จนมันถึงจุดระเบิดที่เราได้ทำงานที่ไม่ต้องคาดหวัง เราดูแลงานให้ ปาน ธนพร (ธนพร แวกประยูร) เราสร้างอิมแพคให้กับเขา ได้มีโอกาสคิดแบบที่เราอยากคิด ทำให้เราเจออีกจุดหนึ่งของการสร้างงาน

คุณสร้างคาแรกเตอร์ปาน ธนพร แบบไหน

มันจะขำนะ (อมยิ้ม) ทีมเราเป็นทีมที่เอาคนพิลึกมารวมตัวกัน เราเป็นแกนนำของทีม จะเขียนเพลงประหลาด แหวก แต่มันขาดการเชื่อมกับตัวตนของศิลปิน พอเรารู้แบบนี้เลยเปลี่ยนมุมมอง แล้วปานมีคาแรกเตอร์ชัดมาก พูดจาโผงผาง เขาเหมือนเดอะเมีย ไม่ใช่แฟนนะ ต้องใช้คำว่าเมีย เมียเป็นคนที่พูดแรงกับเราแค่ไหนก็ได้แต่จริงใจ ปากร้ายแต่หวังดี

สิ่งที่เราจะนำเสนอมันมาจากตัวตนของเขา คาแรกเตอร์ ท่าทาง ผสมผสานกับการเล่าเรื่องของผู้หญิงในมุมที่ผู้ชายไม่เข้าใจ เพราะว่าเมียกับผัวทะเลาะกันตลอดเวลาทั้งที่รักกัน แต่เราไม่ได้แต่งเพลงให้นะ จะแจกให้คนอื่นแต่ง อย่าง พี่บั๋ง (สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา) เก่งมาก เขาตอบในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้ ชุดต่อมาเราทำ D2B ก็ประสบความสำเร็จ

ฟังดูชีวิตนักแต่งเพลงกำลังไปได้สวย

มันมีจุดเปลี่ยน เราทำงานให้ศิลปินหญิงอยู่สองปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงขั้นอยากเลิกทำเพลง เพราะเราทำเพลงจนถึงจุดที่ตอบโจทย์ตัวเองได้หลายข้อแล้ว สำหรับเรามันหมดแล้ว มองไม่เห็นทางที่จะไปต่อได้

แต่ ชีวิตคนเราชอบมีแต่ 

อย่างที่เคยบอกมันออกไม่ได้ (หัวเราะ) มันมีอะไรดึงกลับมาตลอด บังเอิญมีเด็กเข้าอาร์เอสมาสร้างงานใหม่ เขาชอบเรา ก็เลยช่วยเขาทำอยู่งานหนึ่ง คือ โฟร์-มด (ศกลรัตน์ วรอุไร และ ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ) งานนั้นเราได้ลองเขียนเพลงกับเด็ก ได้เห็นมุมมองใหม่ เราเลยเขียนเพลงด้วยความเป็นเด็กสถาปัตย์ ปรากฏว่ามันประสบความสำเร็จ มีเพลงเลิฟ เลิฟ หายใจเป็นเธอ และอีกหลายเพลงในนั้น เหมือนเราเจอทิศทางการเขียนเพลงของเรา นักแต่งเพลงหลายคนโทรมาคุยกับเราเพราะเขาบอกว่ามันใหม่มาก 

เป็นจังหวะที่จะเลิกทำเพลงก็ไม่ได้เลิก เพราะ พี่ชมพู (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) ชวนมาดูแลค่ายใหม่ที่กำลังจะเปิด

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ค่ายนั้นคือ Kamikaze 

เฮียบอกว่าเพลงจะไม่มากับสื่อทีวีอีกต่อไป เด็กจะนั่งฟังเพลงในคอมพิวเตอร์ เฮียผิดนิดเดียวเอง ความจริงเป็นโทรศัพท์ ตอนเริ่มเปิด Kamikaze เรามาช่วยดูเรื่องเนื้อเพลงทั้งหมด มีเวลาสามเดือนก่อนเปิดค่าย มีศิลปินประมาณสิบเบอร์ โฟร์-มด, หวาย, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, ขนมจีน, มิล่า, Siska, Chilli White Choc เราต้องทำมินิอัลบั้ลสิบอัลบั้ม อัลบั้มละห้าเพลง ข้อเสียคือเราล่กมาก ข้อดีคือเราไม่ต้องคิดมาก เพราะงานทุกอย่างถูกคุมโดยเราทั้งหมด สิ่งที่เราได้จากการทำ Kamikaze คือเราจับงานถูก เรารู้ว่าเราจะสร้างงานยังไงให้ตอบโจทย์ โดยไม่ต้องนั่งนอยด์ว่าเพลงจะฮิตมั้ย เพลงจะดังมั้ย 

การนอยด์เป็นพิษร้ายที่สุดของนักแต่งเพลง ถ้าเรามีคำถามกับตัวเองว่ามันจะดีมั้ยวะ คำนี้น่ากลัวมาก แล้วใครจะตอบเราได้ ถ้าเพลงมันยังไม่ออก พอเราหาวิธีคิดเจอเราก็ไม่นอยด์ ดีมั้ยวะ ดีสิ, ฮิตมั้ยวะ ไม่รู้ ไม่สน

วิธีนั้นคืออะไร

ตอนนั้นเราตัดคำว่าเพลงฮิตออกจากหัวทันที ไม่มีจริงสำหรับเรา 

แต่ก่อนเราจะเขียนเพลงด้วยการตั้งให้มันเป็นเพลงฮิต ทำยังไงคนถึงจะชอบ เขียนเพลงยังไงให้คนชมว่าเราเก่ง พอเราผ่านทุกอย่างมามันเปลี่ยนหมดเลย กลายเป็นว่าเราทำเพลงยังไงให้ตอบโจทย์ในเวลาอันเหมาะสม เรารู้ว่าบริษัทเพลง ค่ายเพลง ธุรกิจเพลงต้องการอะไรแล้วเราต้องทำอะไร ไม่ใช่ทำจากความฝัน หน้าที่ของเราคือเขียนเพลงให้ตรงโจทย์มากที่สุด มันเป็นวิธีคิดแบบสถาปัตย์หมดเลย Form Follows Function แปลนคืออะไร วางให้ตรงที่สุด หลังจากนั้นการออกแบบจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับผสมผสานระหว่างศิลปิน เทรนด์ จังหวะ เมโลดี้ ดนตรี ทุกอย่างมันจะส่งเอง เราไม่ต้องแบก

สิ่งที่เราทำไม่อยากใช้คำว่าแต่งเพลง เราอยากเรียกว่ามันคือการแก้ปัญหาให้กับเพลงทุกเพลง ซึ่งเราใช้เวลาโคตรนาน นานมากในการเดินทางมาเจอสิ่งนี้

นานที่ว่า กี่ปี

เราใช้เวลาเดินทางสิบห้าปีถึงจะกลับมาอยู่ที่จุดที่เราควรจะเริ่มต้น นานมาก ด่าตัวเองนะ โง่อยู่ตั้งนาน ทั้งที่มันอยู่กับเราตั้งแต่วันแรก เรานึกถึงวันที่เราเป็นเด็กสถาปัตย์ เรารู้อยู่แล้วว่าวิธีคิดเป็นแบบนี้ การเขียนเนื้อเพลงมันคืออันนั้นเลย 

เขียนเพลงแบบ Form Follows Function ตอบได้ทุกข้อสงสัยเลยหรอ

ทุกอย่าง แต่เวลาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความเร็จ แต่อย่างน้อยตรรกะมันถูก เราให้ความสำคัญกับอันนี้ เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ศิลปะมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง ก็ใช้ เมื่อไหร่ต้องใช้มาร์เก็ตติ้งนำ ก็ใช้ 

วันก่อนลูกสาวเราโพสต์ทวิตเตอร์ ปกติเรากับลูกสาวจะเก๊ก ไม่ค่อยคุยกัน เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงเพลงที่เราทำ เราเข้าไปดูนะ คนชมก็ปกติ แต่มีคนหนึ่งพูดว่า รู้มั้ยคะว่าเพลงของคุณเป็นแกนในการดำเนินชีวิตของหนูตอนเป็นวัยรุ่น อ่านแล้วขนลุกมาก น้ำตาจะไหล นี่คือสิ่งที่เราคิดเมื่อสิบปีที่แล้ว เด็ก Pre-Teen คือทาร์เก็ต เขาจะรู้มั้ยว่าเพลง Kamikaze ที่เราเขียนไม่มีเนื้อเพลงเด็กเลยนะ ไม่บอกว่าความรักคืออะไร เราซัดความรักจริงจัง เป็นรูปธรรม แต่ไม่โตเกินไปเท่านั้นเอง แล้วเด็กคนนั้นรับรู้ แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือเขารู้ว่านั้นคือแกนวิธีคิด เราใส่ศิลปะในการคิดให้เขาต่อยอด ถ้าเขาจับทางได้มันจะพาไปสู่ความคิดอื่นได้ มันคือวิธีคิดแบบสถาปนิก สร้างจากสิ่งของ รีเสิร์ชมาเป็นเนื้อหา เป็นแปลน จนเป็นรูปร่าง 

แล้วปกติคุณเขียนเพลงที่ไหน 

ในรถ จากปากซอยถึงบ้านระยะทางประมาณสองสามกิโลฯ เราใช้เวลาตรงนั้นครึ่งชั่วโมง

จอด

ขับบ้าง จอดบ้าง ในรถมันดีเพราะเป็นพื้นที่ปิด มีเครื่องเสียง มีพื้นที่ให้เราอยู่กับมันแล้วเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่แบบไหนที่เป็นแบบนี้ได้อีกแล้วในโลก เรามีลูกสาวสามคน เวลารับส่งลูกไปโรงเรียนเราก็แต่งเพลงบนรถกับเขา หลายเพลงเขาก็มีส่วนร่วมนะ อย่าง รักติดไซเรน เขาก็ช่วยคิด ช่วยด้วยความรำคาญ เปิดเดโม่อยู่นั่นแหละ (หัวเราะ) 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

คุณใช้เวลาเขียนเพลง รักติดไซเรน นานแค่ไหน

ยี่สิบนาที ไม่ได้บอกว่าเราเก่งนะ แต่มันเป็นงานที่เราชำนาญอยู่แล้ว ต้องชมการวางโปรดักชัน เมโลดี้เขาสร้างมาดี ด้วยความที่เป็นเพลงประกอบซีรีส์ เขาให้โจทย์ทุกอย่างมาหมดแล้ว เราใช้แค่ทักษะการเขียน ยิ่งตอนหลังเขาบอกว่าอยากได้เพลงแบบ Kamikaze อืม เขียนยังไงมันก็เป็น

ลายเซ็นในการเขียนเพลงของก๊อป โปสการ์ด เป็นแบบไหน

หลักการเขียนเพลงของเราจะไม่สร้างพิษร้ายให้กับสังคมเด็ดขาด เราตั้งทัศนคติว่าต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ยุยงให้เขาทำอะไรที่ไม่ดี อย่างท่อน “ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก เพื่อจะไปรักคนอื่นมากกว่า” มีความพลิกแพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นชอบ เป็นศิลปะในการเขียน เป็นการเหลาหัวให้เด็ก ให้เขาได้ลองคิดพลิกแพลง ส่วนใหญ่เด็กฟังเพลง Kamikaze เพราะฉลาด ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมเธอทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ก็สวนเลย เสียใจแต่ไม่แคร์ ก็เป็นเพลงที่มีศิลปะในการพูด

ทัศนคติในการสร้างเพลงของเราไม่เคยต่างกันเลย เราไม่ปิดกั้น เราชอบฟังเด็กคุยกัน ไม่ได้ตั้งใจไม่แก่หรือไม่โตนะ เราคุยกับเขาแล้วรู้สึกเป็นเขา เราต้องปรับตัวเข้าไปหาจุดนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการทำงานของเรา

ก๊อป โปสการ์ด เดินไปทางไหนหลังหมดยุค Kamikaze

เราทำ Kamikaze อยู่เจ็ดถึงแปดปี มาอยู่แกรมมี่อีกสองปี เหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เราเปลี่ยน เราจะเลิกทุกครั้ง ตอนนั้นเป็นการเลิกที่เรามั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง จนวันหนึ่ง ต่อ (ธรรศ จันทกูล – หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการสายงานดูแลพัฒนาศิลปินค่ายเพลง BH BrickHouse) เขาเป็นคนสำคัญที่ทำงานกับเรามาตลอด เข้าใจความคิดเราทั้งหมด หลายงานของเราเขามีส่วนช่วยเยอะมาก เขามีหัวก้าวหน้ากว่าเรา ต่อบอกเราว่า วันนี้วงการเป็นแบบนี้ เราทำเพลงเองได้ โอกาสมันมี เราสร้างเองได้ เขามองเห็นศักยภาพในตัวเรา 

เลยชวนกันทำค่ายเพลง

แนวทางของเราหมุนไปกับโลกอยู่แล้ว พอถึงวันที่เราทำค่าย BH BrickHouse นาทีแรกเราก็คิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดเหมือนตอนที่เราอยู่ในค่าย วันนี้เด็กทำเพลงเองได้เพราะโซเชียลสอนให้พวกเขามีความรู้มากกว่าสมัยเรา จะไปวัดว่าเด็กสิบสองทำได้เท่านี้ไม่ได้แล้ว เด็กมีแพสชันกันเยอะมาก เขารู้เส้นทางของตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ไม่เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่มีแต่ความอยาก เราจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่เอาเขามาใส่ในกรอบแล้วให้เดินตาม ไม่ได้ คุณจะเป็นศิลปินต้องหน้าดี ไม่ใช่ สำหรับเราทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าคุณมีแพสชัน มีความตั้งใจ มันจะมีทางของคุณ โลกทำให้ทุกคนเป็นไปได้

จากเด็กที่เติบโตมากับอุตสาหกรรมเพลงไทยจนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง คุณมองเห็นอะไรบ้าง 

ทุกอย่างเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม 

ไม่แตกต่างเลยหรอ

มันคือเรื่องเดิม คนฟังเพลงด้วยความสุข เนื้อหาตอบสนองอะไรบางอย่าง จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นซีดีเป็นสตรีมมิ่ง โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่สิ่งที่สื่อสารยังเหมือนเดิม เพลงรักยังพูดเหมือนเดิม จะพูดเรื่องแอบรักเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน มันไม่มี ความรักอยู่แค่ฉันแอบรักเธอ ฉันรักเธอแต่เธอไม่รักฉัน ฉันไม่รักเธอแต่เธอดันมารักฉัน มันวนอยู่แค่นี้ พูดยังไงดี เหมือนนักบินอวกาศที่ไปดวงจันทร์กลับมาบนโลกเขาก็เป็นคนเหมือนเดิม

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

แล้ว BH BrickHouse เป็นค่ายเพลงสำหรับใคร

สำหรับทุกคน เรารับทุกอย่างที่เป็นไปได้มาพัฒนา เราเป็นค่ายที่ไม่กั๊กศิลปินเก็บไว้ เราช่วยส่งเสริมศิลปิน สร้างอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับงานและศิลปินให้ได้มากที่สุด ศิลปินค่ายเราไม่จำกัดรูปแบบ แต่ต้องมาจากตัวศิลปิน เขาเป็นใคร อยากทำอะไร ต้องชัดเจนในตัวเขา หรือบางคนเป็นศิลปินมีชื่ออยู่แล้วก็มีอย่าง Gliss ดังเลยนะ เพลง ถอย ยอดวิวเขาเยอะมาก แต่เราไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่การที่เขาประสบความสำเร็จมาจากการที่เราวางทุกอย่างถูก 

เป็นค่ายที่พยายามพาเด็กไปถึงฝัน

ใช่ ทุกอย่างมีการเติบโต มีความผิด มีความสำเร็จ เป็นเรื่องปกติ เราไม่กลัวถ้าเขาจะต้องผิด เพราะเราผิดมามากกว่าถูก แต่เรารู้ว่าความผิดในวันที่มันถูก มันจะมีค่ามากๆ มีค่าจริงๆ 

ความผิดสอนอะไรคุณบ้าง

อะไรไม่ควรทำ อะไรที่มันเสียเวลา มันช้า มันอ้อม อย่าทำ แต่บางทีความผิดมันก็ดี ต้องลองผิดดู จะได้แข็งแรง

ด้วยความแก่และอยู่มานานเลยเข้าใจ (หัวเราะ) เราว่า Key Success ของเราคือความล้มเหลว ความเจ็บปวดตลอดห้าปีที่นั่งมองเขาเขียนเพลงฮิตกัน แต่เราไม่มีโอกาส กลายเป็นว่าเราได้ศึกษา ได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 

ทำไม BH BrickHouse ถึงสอนให้เด็กทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่ขั้นตอนแรก

โลกทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ ศิลปินที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องยืนด้วยความแข็งแรง รู้ก็ต้องรู้รอบทิศ เราสร้างจากเมล็ดพันธุ์ เน้นให้เขาคิด ให้เขาสนุกกับการคิด หน้าที่ของเราแค่ทำตามสิ่งที่เขาเป็นและให้โอกาสเขาทำ ค่ายเราสร้างศิลปินให้มีส่วนร่วมกับงาน ปั้นให้เขาเป็นคนที่เข้าใจงานเบื้องหลัง จะทำงานกับใครขอให้มีวิธีการทำงานที่ตรงเป้าหมาย ศิลปะมีได้ บางเพลงติสท์แตกแล้วมันฮิต คุณก็ต้องรู้วิธีที่จะทำมันด้วย และต้องไม่ลืมว่าคุณสร้างอะไรให้กับสังคมบ้าง ทางตรงคือเพลงทำให้คนมีความสุข ทางอ้อมคือการสร้างคน สร้างศิลปิน 

การมีตัวตนสำคัญกับเด็กยุคนี้ขนาดไหน

สำคัญมาก เขาต้องสร้างตัวเอง ถ้าไม่มีตัวตนเขาจะรู้สึกแปลกแยก อย่าง RedSpin เป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่เราไม่ได้คัดเลือกเด็กจากการชนะประกวด แต่เราคัดเลือกจากเด็กที่มีตัวตน เราเห็นแล้วนึกออกว่าคนนี้เป็นใคร ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพลงเป็นหรือเปล่า แต่เขามองหน้าเราแล้วตอบคำถามได้ทุกข้อ เขารู้จักตัวเอง รู้จักวิธีหันเสน่ห์ของตัวเองออกมา ซึ่งมันสำคัญสำหรับเราและค่ายในการที่จะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา มาถึงวันนี้เราถือว่าเขาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีฐานแฟนคลับ ตัวตนแต่ละคนชัด เป็นที่พูดถึง เป็นที่รู้จัก มีคนเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เพราะมันมีกำแพงอยู่ว่าต้อง K-pop เราว่าในใจลึกๆ ทุกคนก็อยากได้เพลงไทย บางครั้งเราแค่ยังจูนกันไม่ตรง เราเลยพยายามจูนให้ตรงกับคนฟัง คำตอบมันไม่ใช่เพลงที่เลิศเลอด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลงที่มันพอดี มีความเป็นไทย แต่ยังอินเตอร์ ซึ่ง RedSpin เป็นตัวแทนของเด็กวันนี้

คุณทำค่ายเพลงในยุคที่เด็กเป็นศิลปินได้เองจากบ้าน

เป็นมาตั้งนานแล้ว แต่คนไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ วันนี้โลกเปิดโอกาสให้คนทำเพลงเอง แค่ต้องเริ่มจากตัวเขาว่ามีอะไร สมมติตอนบ่ายสามจุติความคิดว่าอยากเป็นศิลปิน สี่ทุ่มลงเพลง เกิดเหวี่ยงถูก ห้าทุ่มดังแล้ว เช้ามาเป็นศิลปิน อีกสามวันคนติดต่อไปเล่นคอนเสิร์ต แบบนี้มีข้อดีนะ งานเกิดเร็ว เด็กปล่อยของได้เยอะ ส่วนข้อเสียคือควบคุมไม่ได้ บางคนดังแล้วหาย ทั้งที่เขาโตกว่านั้นได้อีก ถ้ามีคนมาดูแล ซึ่งก็คือค่าย เราจะพาไปได้ไกลกว่านั้น จะรีดศักยภาพออกได้มากกว่านั้น 

ทำค่ายเพลงมาสามปี มองอนาคตไว้แบบไหน

เราพยายามจะยืนอยู่ในที่ที่เป็นประโยชน์ที่สุด เสถียรที่สุด และทำประโยชน์ให้กับประเทศ ใหญ่ไปหรือเปล่านะ แต่เราคิดใหญ่แบบนี้ตลอดเวลาจะทำอะไร ตอนนี้เราสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับค่าย ให้กับศิลปิน เราอยากสร้างประโยชน์ให้กับวงการมากกว่านี้ เหมือนที่ The Rapper, Rap is Now สร้างฮิปฮอป เราเห็นเด็กซ้อมเต้นตามโรงเรียน ตามบันได แล้วเด็กพวกนั้นเขาจะไปไหน เขาจะทำอะไร เราช่วยเขาไม่ได้เลย อยากให้มีแนวทางสักอย่างที่เขาเดินไปได้ เราว่าวันหนึ่ง BH BrickHouse จะทำได้ เราจะเป็นที่ที่ดีที่สุด เป็นที่พึ่งของวงการ พูดแบบนี้อย่าหมั่นไส้กันนะ (ยิ้ม)

เราไม่ได้อยากจะใหญ่ แต่เราอยากเป็นประโยชน์กับทุกคน เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่งเลย มันอยู่ในความคิดเรามานานแล้ว เพลงไม่ใช่การแข่งขัน ถ้ามองกลับไปที่เกาหลี เขาแข่งกันมั้ย ถ้าได้ก็ได้กันทั้งหมด ภาพรวมก็เป็น K-pop อยู่ดี 

จากคนฟังเพลงสู่คนเขียนเพลงและวันนี้ วันที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง ความสุขของคุณคืออะไร

ทั้งหมดที่พูดมา (หัวเราะ) 

คนฟังมีความสุขกับการฟังเพลงเราก็มีความสุขแล้ว จริงนะ ไม่ได้พูดเอาหล่อ ความฮิตมันแค่ปลายทาง แต่เมื่อไหร่ที่คนฟังเขาตอบรับ แค่นั้นเรารู้สึกดีแล้ว เหมือนกับการทำค่ายเพลง ความสุขของเราคือการสร้างคน

ก๊อป โปสการ์ด เรียกตัวเองว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วหรือยัง 

ไม่เคยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลง 

แล้วคุณเป็นใคร 

เป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง (หัวเราะ)

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

รถโดยสารจอดให้ลงฝั่งตรงข้ามของคริสตจักรไมตรีจิต เราเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นป้ายซอยนานาตั้งเด่นอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ไทย 

เรานัดพบกับนักวาดภาพเมือง หลุยส์-ศุภชัย วงศ์นพดลเดชา หรือที่รู้จักกันในนาม Louis Sketcher เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานอย่าง ‘Bangkok Shophouses – ตึกแถวกรุงเทพฯ และชีวิตชาวย่าน’ ซึ่งอาคารร้าน Wallflowers Cafe ที่เรากำลังจะไปนั่งพูดคุยกัน ก็ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือรวมภาพสีน้ำเล่มนี้ด้วย

ท่ามกลางตึกเก่าและชาวย่านที่กำลังเริ่มต้นวันทำงาน เรามองเห็นชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าประตูบ้านที่ปิดสนิท แวบแรกเราคิดว่าเขาคงจะเป็นเจ้าของบ้านที่มานั่งสูดอากาศยามเช้า แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้น จึงเห็นว่ามือข้างหนึ่งของเขากำลังประคองไอแพดที่เปิดโปรแกรมวาดภาพเอาไว้ และมืออีกข้างก็จรดปากกาสร้างลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นลงระหว่างแบบกับภาพร่าง เราไม่กล้าเข้าไปรบกวนสมาธิจนใกล้ถึงเวลาพูดคุย หลุยส์จึงลุกจากเก้าอี้ตามคำเชิญชวนของเราเข้าไปในร้าน และเริ่มเล่าการเดินทางของหนังสือเล่มใหม่นี้ให้ฟัง

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher
'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

01
Moments

Bangkok Shophouses ถือเป็นหนังสือรวมผลงานเล่มที่ 2 ของหลุยส์ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยออกหนังสือเรื่อง ‘Moments in Bangkok’ มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2562 โดยใช้ประสบการณ์จากการเดินวาดภาพเล่นกว่า 6 ปี (พ.ศ. 2555 – 2561) มารวบรวมเป็นไดอารี่ บันทึกช่วงเวลาอันหลากหลายในกรุงเทพมหานคร

ความแตกต่างระหว่างหนังสือทั้งสองเล่มคือ Moments in Bangkok เป็นการสเก็ตช์ภาพเมืองกรุงมีตั้งแต่สตาร์บัคส์ในสยามสแควร์วัน การนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ไปจนถึงพระราชวังพญาไท และชั่วโมงรถติดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขณะโมเมนต์ในเมืองหลวงมีทั้งช่วงเร่งรีบและผ่อนคลาย หนังสือ Bangkok Shophouse กลับนำเสนอภาพอีกมุมของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ ผ่านลายเส้นที่ให้ความรู้สึกเนิบช้า ละมุน อบอุ่น และคิดถึงอย่างน่าประหลาด

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

“เราเริ่มวาดภาพจริง ๆ ตอนปี 4 ตอนนี้ก็ 9 ปีแล้ว โห! 9 ปีแล้วหรอ!?” เขาทำหน้าเหลือเชื่อก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ที่มาทำเป็นงานวาดรูปอย่างเดียว ปีนี้น่าจะปีที่ 5 เพราะก่อนหน้านี้เป็นสถาปนิก งานอดิเรกของเราคือการเดินวาดรูปในเมือง มันก็จะเห็นว่ามีตึกแถวสวย ๆ อยู่ เริ่มจากที่เราชอบ อยากจะวาด แต่ถ้าวาดเป็นวิวทิวทัศน์อาจจะเก็บรายละเอียดได้ไม่มาก เราอยากจะวาดปูนปั้น ช่องแสงต่าง ๆ จึงค่อย ๆ สะสมมา เห็นเยอะก็อยากรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ ประกอบกับไม่ค่อยมีคนทำจึงเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้”

ตั้งแต่ออกหนังสือเล่มแรก หลุยส์ก็มีความคิดจะทำโปรเจกต์นี้แล้ว อาคารในคลังของเขาเพิ่มพูนกว่าแต่ก่อนมาก ยิ่งได้แรงบันดาลใจจากศิลปินสีน้ำชาวโปแลนด์ในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mateusz Urbanowicz ผู้สะบัดแปรงบันทึกภาพตึกรามบ้านช่องได้อย่างละเอียดงดงามในหนังสือ ‘Tokyo Storefront’ ยิ่งทำให้แพสชันของเด็กสถาปัตย์คนนี้พุ่งขึ้นจนฉุดไม่อยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เสน่ห์ของเมืองเก่าคือความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ ทำให้เห็นวิถีชีวิตที่เก่ากว่าในเมืองสมัยใหม่ เป็นชีวิตที่เราคุ้นเคย ให้อารมณ์ Nostalgic และตัวตึกก็มีความทรงจำ เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตร การเรียนสถาปัตย์ทำให้เราชอบรายละเอียดของตัวตึก เห็นแล้วจะตั้งคำถามว่านี่มันสร้างปีอะไร เป็นศิลปะของยุคสมัยไหน จนเรารู้สึกว่าเมืองที่มีบรรยากาศแบบเก่าก็น่ารักดี ประกอบกับชีวิตชีวาในแถวนั้น มีร้านอาหาร มีแกลเลอรี่ โรงเรียน คาเฟ่ รวมกันแล้วมันมีเสน่ห์”

หลุยส์คัดเลือกตึกจากความชอบ จากนั้นจึงแบ่งเป็นย่าน โดยพยายามให้ครอบคลุมที่สุด เขาถึงขั้นซื้อแผนที่กรุงเทพฯ มาเพื่อปักหมุดสถานที่ที่คัดเลือกเอาไว้แล้ว

“มันมีกระจุกบ้าง เพราะเมืองชั้นในจะมีตึกเก่าเยอะ ถ้าตรงไหนยังโล่ง เราก็จะไปสำรวจดูว่ามีอะไรมาเติมได้ไหม ตึกหนึ่ง ย่านหนึ่งจะไม่ค่อยซ้ำ แต่สมัยก่อนจะวาดเยาวราชทั้งแถวเลยนะ แต่เก็บเอาไว้ก่อน อาจจะเป็น Side Project ในอนาคต”

ขณะที่เขาเริ่มเล่า ตึกด้านข้างก็มีเสียงเลื่อยไฟฟ้าดังแทรกเข้ามาจนเราชะงัก เมื่อหันไปมองจึงเห็นชาวย่านกำลังหั่นน้ำแข็งอย่างขยันขันแข็งอยู่ข้าง ๆ ห่างไม่เกิน 3 เมตร หลุยส์บอกว่า แบบนี้เรียลมาก แต่ถึงจะเสียงดังก็หยุดความสนุกของเบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ไม่ได้

02
Methods

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“อันนี้คือดัมมี่-แบบร่างครับ” หลุยส์หยิบกองกระดาษหลากหลายไซส์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ กระดาษสีขาวแผนใหญ่ที่สุดมีภาพร่างขนาดเท่าหนังสือเล่มจริง รอยดินสอสีและรอยดินสอตวัดไปมาพอให้เจ้าตัวรู้ว่าจะจัดวางองค์ประกอบของหน้าหนังสืออย่างไร ส่วนกระดาษปอนด์แผ่นเล็กสีเหลืองนวลทำหน้าที่ต่างกัน เพราะนั่นคือภาพตึกที่วาดขึ้นด้วยสีน้ำ พู่กัน และดินสอของจริง ก่อนจะถูกนำมาสแกนย่อ-ขยายลงไปตอนจัดหน้า

หลุยส์เริ่มคิดก่อนว่า เขาจะเดินทางไปยังย่านใดบ้าง โดยคิดจากภาพกว้างแล้วจึงตีกรอบให้เล็กลง เพื่อให้การเดินทางเก็บข้อมูลของเขาง่ายขึ้น เดิมทีเขาอยากจะเก็บภาพย่านเก่าทั่วกรุงเทพฯ ให้ครบ จากพระนครยาวไปถึงสยาม สีลม ทองหล่อ อ่อนนุช แต่ก็เกรงว่าหนังสือคงจะเสร็จประมาณ พ.ศ. 2600 เขาจึงเลือกเพียงแค่ย่านเก่าฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีก่อน

“เราใช้ระบบเดินสำรวจตามสถานที่จริง ถ่ายภาพ กิน ๆ ๆ ๆ และนำรูปกลับมาวาดที่บ้าน นั่งวาดในห้องแอร์ ไม่ได้ไปตรงนั้นและนั่งวาด จะไม่เหมือนเล่มก่อนที่สเก็ตช์ในที่จริง รายละเอียดจึงต่างกันแบบคนละเรื่อง เล่มนี้ละเอียดกว่ามาก”

เราเปิดหนังสือตามไปพร้อมฟังคำอธิบายจากเจ้าของผลงาน ความละเอียดนั้นราวกับผู้อ่านได้ไปยืนอยู่หน้าตึกในช่วงเวลาที่เขาวาดด้วย

ม้วนผ้าเรียงรายอยู่หน้าร้านค้าโดยมีเชือกเส้นเล็กผูกไว้ไม่ให้ล้มเกลื่อนถนน นั่นคือร้านอุษา ส่าหรี เซ็นเตอร์ แห่งย่านพาหุรัด

เพลาล้อ ยางรถยนต์ เศษเหล็ก และอะไหล่เชียงกงกองพะเนิน นั่นคือชุมชนตลาดน้อย

ป้ายไฟสีแดง-เขียวละลานตา ตักอักษรจีนลอยฟ้าเหนือร้านค้าสตรีทฟู้ดเจ้าเก่า นั่นคือย่านเยาวราช

เสื้อผ้าแขวนบนราวเรียงรายอยู่ตามทาง สลับกับร้านขายยา และร้านอาหารอันหลากหลาย นั่นคือตลาดวังหลังแห่งฝั่งธนบุรี

ผู้คนใส่หน้ากากอนามัยสะท้อนชีวิตช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด คือสิ่งที่หลุยส์ชั่งใจว่าจะใส่หรือไม่ เพราะในบางภาพ เขาก็ตัดสินใจไม่วาดผ้าปิดปาก เพื่อระลึกถึงคืนวันอันสดใสและวุ่นวาย เช่น ถนนข้าวสารที่เคยครื้นเคร้งกว่าในปัจจุบัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“มีบางโมเมนต์ที่ถ่ายไม่ทันก็เติมเข้าไปเองบ้าง เช่น เรือ รถเข็น รถสามล้อ แอบเหมือนทำธีสิส เพราะในช่วงท้ายของหนังสือ เราใส่รูปแบบสถาปัตยกรรมไปด้วยแบบคร่าว ๆ เป็นชื่อเรียกรวม ๆ นะ เพราะตึกแถวในไทยแบ่งอย่างชัดเจนยาก เรารีเสิร์ชเยอะ และให้รุ่นน้องที่เชี่ยวชาญช่วยตรวจ”

เราพลิกไปที่ด้านหลังของเล่มจนพบหัวข้อ Shophouse Styles ซึ่งจะบอกลักษณะตึกแถวในแต่ละรัชสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 7 พร้อมตัวอย่างภาพและที่ตั้งของตึกแต่ละแบบว่าหาดูได้ที่ไหน ตรงนี้ทำให้เราได้ลองประมาณเล่น ๆ ว่า ตึกแถวที่เราเติบโตมาน่าจะเป็นสถาปัตยกรรมประมาณรัชกาลที่ 5 แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการแบ่งแบบคร่าว ๆ เท่านั้น

หลังนอกเรื่องคุยถึงบ้านของตัวเอง หลุยส์ก็เล่าถึงทีมงานของเขาต่อ รวมแล้วหนังสือเล่มนี้มีทีมงานทั้งหมด 3 คน ได้แก่หลุยส์ รับหน้าที่ดูแลเนื้อหา วาดภาพ เรียบเรียง และออกแบบรูปเล่ม พัชรพงศ์ กุลกาญจนาชีวิน รับหน้าที่บรรณาธิการ และ คุณัชญ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์ รับหน้าที่ผู้แปลภาษาอังกฤษ

“เราว่ามันเป็นเรื่องที่คนต่างชาติเองก็อยากรู้ เรามองไปถึงว่ามันจะวางขายตามสนามบิน เหมือนเปิดประตูให้คนรู้จักหน้าตาของกรุงเทพฯ มีออเดอร์ของต่างประเทศเยอะเหมือนกัน”

นอกจากเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวย่าน ซึ่งแขกจากต่างประเทศที่มาเยือนย่อมมีโอกาสได้สัมผัสของจริง ลายเส้นและการลงสีของหลุยส์ก็เป็นที่ชื่นชอบของคนหลากหลายกลุ่มเช่นกัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เทคนิควิธีการวาดเมืองเก่ากับทิวทัศน์เมืองทั่วไปก็คล้าย ๆ กัน สังเกตและเขียนด้วยรูปร่างรูปทรง แต่การเปลี่ยน Subject จะเปลี่ยนอารมณ์ อุปกรณ์ก็เปลี่ยน ในหนังสือเล่มนี้จะเป็นปากกาหัวพู่กัน เส้นจะไม่สม่ำเสมอ สีน้ำจะได้อารมณ์ระหว่างทำ นอกจากนี้ก็มีใช้ดินสอ EE ที่ให้อารมณ์นุ่มกว่า ถ้าเป็น Landscape เราจะใช้ดินสอ ตึกจะใช้พู่กัน มันทำให้เรากลับไปชอบงานดินสอด้วย เพราะพิมพ์ออกมาแล้วนุ่มกำลังดี เทากำลังสวย บางทีงานปากกาจะรู้สึกสีตึ้บไปหน่อย”

เราถามเขาต่อว่าทำไมถึงไม่ใช้โปรแกรมวาด เพราะเห็นเขาพกไอแพดมาด้วยในวันนี้

“โปรแกรมในปัจจุบันก็วาดได้ แต่เรา Appreciate งานมือที่สุด และมันออกมามีชีวิต สัมผัสพู่กันกับการลงปากกาในโปรแกรมมันเทียบกันไม่ได้ แค่สะดวกสบายขึ้น ก็ต้องดูแล้วแต่งานไปว่าวันนี้เราจะไปไหนและวาดอะไร”

เขาหยิบดัมมี่ขึ้นมาเปิดให้เราดูอีกครั้ง พร้อมอธิบายถึงการจัดเรียงว่า ก่อนหน้านี้คิดจะย่อขนาดอาคารลง เพื่อใส่หลายอาคารในหนึ่งหน้า แต่พอมองแล้วกลับรู้สึกแน่นเกินไปจึงเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ส่วนลายเส้นที่เห็นบนกระดาษดัมมี่ก็เกิดจากการใช้สีไม้ร่างตึกไว้ก่อนเพื่อดูการจัดเรียง

“งานพิมพ์ทำกี่ครั้งก็เหมือนเรียนใหม่ทุกรอบ (หัวเราะ) แก้เยอะมากครับ ทำดัมมี่อย่างเดียวน่าจะ 1 ปี เพราะทำหนังสือด้วย ทำงานด้วย สอนด้วย พอโควิด-19 ระบาดรอบแรก งานยุ่ง ๆ ก็หายไปจนได้มาทำหนังสือ ช่วงวาดจริง 1 หน้าคู่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน ต้องมีวินัยหนักมาก พอโควิด-19 รอบ 2 ก็พัก ๆ ไป ค่อยกลับมาทำ ตอนจบบทแรก (บทพระนคร) แอบพักไป 2 – 3 เดือน ประมาณครึ่งเล่มคือช่วงที่ท้อที่สุด แต่เราก็ทำเพื่อให้ทุกวันงานเดินต่อได้ เราอยากเห็นหนังสือเล่มนี้ออกมา เอาจริง ๆ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือตัวของเราเองว่า เราจะรักษาวินัยได้มากแค่ไหน”

หลังฝ่าฟันจนทำดัมมี่เสร็จเรียบร้อย ศิลปินก็ได้เวลาสะบัดแปรงสร้างงานจริง โดยช่วงที่เขาวาดภาพตึกและอาคารในย่านเก่า เขาจะปล่อยใจให้ลื่นไหลไปกับอารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ไม่คิดอะไรในหัวจนมีเวลาสังเกตรายละเอียดบนภาพที่ไม่เคยมองเห็น

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“สำหรับเนื้อหา เราเป็นคนไม่ค่อยเจ๊าะแจ๊ะ ในหนังสือเล่มนี้จึงน้อยมากที่มาจากการสัมภาษณ์ ส่วนมากเป็นการรีเสิร์ชเอา เน้นการสังเกตของเราด้วย มันจะไม่เหมือนตอนที่ทำ Moments in Bangkok ชุมชนป้อมมหากาฬ อันนั้นได้คุยกับชาวบ้าน”

เมื่อเตรียมข้อมูลและวาดภาพเสร็จแล้วจึงนำไปสแกน (ความคมชัด 300 dpi) เพื่อจัดเลย์เอาต์ครั้งสุดท้าย ซึ่งกินเวลาไปอีกประมาณ 3 เดือน หลุยส์แนะนำว่าหากวาดงานปากกา ขนาดชิ้นงานขั้นต่ำควรเท่ากับขนาดที่พิมพ์ เพื่อที่เวลาสแกน สเกลเส้นจะได้ไม่โตผิดปกติ หลังจากนั้นจึงส่งพิมพ์และส่งมอบความทรงจำของผู้เขียนสู่อ้อมกอดของผู้อ่านเป็นอันจบงาน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

03
Memories

หนุ่มจรัญฯ ผู้มีชีวิตประจำวันอยู่แถวเมืองเก่า เริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่วัดราชบพิธฯ จนเข้ามหาวิทยาลัยจึงศึกษาในสาขาสถาปัตยกรรมไทยและรู้จักวัดเยอะขึ้น ต่อมาได้เป็นนักวาดภาพเมือง (Urban Sketcher) เลยทำให้ใช้ชีวิตอยู่ละแวกย่านเก่าบ่อยกว่าก่อน ทั้งร้านหนังสือ ร้านอาหาร และร้านกาแฟประจำก็อยู่แถวนี้ เราจึงไม่แปลกใจนักหากความทรงจำที่เขาได้สัมผัสโดยตรงและโดยอ้อม จะแปรเปลี่ยนเป็นแพสชันอันแรงกล้าในการเผยแพร่อีกหลายมุมเมืองที่ผู้คนไม่เคยดื่มด่ำ

“ภาพที่เราชอบที่สุดคือตลาดน้อย ชอบที่นี่ เราเดินไปใช้ชีวิตแถวนั้นบ่อยเลยรู้สึกผูกพันกับตัวย่าน เป็นตึกที่อยากวาดมานาน งานปูนปั้นตรงนี้ (ชี้ไปที่หลังคาบ้านจีน) ค่อนข้างสมบูรณ์ มีอีกฝั่งสวยมาก แต่เราเลือกตรงนี้เพราะอยากเก็บเชียงกง ได้ข่าวว่าเขาขายเหล็กกองนี้ไปแล้ว”

เจ้าของผลงานทราบดีว่า หนังสือเล่มนี้คือบันทึกประวัติศาสตร์และความทรงจำเล่มสำคัญ เขาเริ่มเปิดไปยังตึกที่กลายเป็นเพียงความทรงจำไปแล้วจริง ๆ ให้เราดู

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“ตึกนี้ ห้างทองโซวเซ่งเฮง กันสาดตรงนี้เขารื้อไปแล้ว กลายเป็นโครงเหล็กโล้น ๆ อันนี้ (ห้างทองเซ่งซุ่นหลี) ก็รื้อแล้ว หน้าต่างถอดออก ป้ายก็รื้อลง เราชอบป้ายนี้ที่สุดในเยาวราชเลยนะ มันสวย การใช้สีก็แปลกกว่าที่อื่น เพราะห้างทองอื่นจะสีเขียว ขาว แดง แต่อันนี้สีสวย มันทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ตึกแถวในกรุงเทพฯ มีหน้าตาแบบนี้ แต่ไม่ถือว่าเป็นพงศาวดาร มันคือการแคปเจอร์ช่วงเวลานั้น ๆ มาเป็นเหมือนไดอารี่”

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ตึกที่หลุยส์วาดหลายแห่งล้มหายตายจากไปไม่ต่างจากผู้คนที่ถูกกาลเวลาชะล้าง แต่นอกจากตึกที่ถูกทุบทิ้งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือการเปลี่ยนหน้าตาของตึก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่

“หลัง ๆ เราก็เริ่มปลง ถ้าเป็นตึกที่ชอบจะแอบเสียดาย แต่ก็เข้าใจว่าเมืองมีพลวัตที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่เห็นปัญหาคือ เขาจะไม่ค่อยดูแล อาจเพราะหาช่างทำงานได้ยาก เช่น งานปูนปั้น หรืองานไม้ฉลุ จะโดนรื้อหรือทุบทิ้งเยอะ ไปจนถึงเรื่องสี มันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะเป็นโทนของเมืองเก่า พอทาใหม่ก็ไม่รู้ไปเลือก Pantone ไหน มันจะแปร่ง ๆ หน่อย แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลได้อยู่ ทุกปัญหาต้องมีการพูดคุยและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย” หลุยส์เน้นย้ำ

ถึงจะเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยใจช่วงเวลาที่ตึกเหล่านั้นอยู่ในสายตาของศิลปินคนนี้ เขาก็บันทึกมันเอาไว้ในหนังสือหรือภาพวาดอื่น ๆ แล้ว

“อย่างน้อย อยากให้คนที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้รู้ว่า ของเหล่านี้มีเรื่องราว มีที่มา และมีคุณค่า การที่ตึกเหล่านี้ค่อย ๆ ตายไป หมายถึงเมืองเราอาจจะทันสมัยมากขึ้น แต่เสน่ห์มันน้อยลง นี่คือจุดของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาชมหรือเปล่า เพราะห้างสรรพสินค้าเขาก็มี ความทันสมัยเขาก็มี เราทันสมัยแต่มีเสน่ห์ไปด้วยกันก็ได้”

การเห็นคุณค่าของวิถีชีวิต อาคาร ตึกเก่า จำต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งระบบ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานนั้น อย่างน้อยคนอ่านอาจได้โอกาสมองหา และมองเห็นคุณค่าของตึกเก่ามากขึ้นเช่นเดียวกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

หลังจากพิชิตหนึ่งในไมล์สโตนได้อย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว ในอนาคต นอกจากย่านเยาวราชที่เจ้าตัวชื่นชอบ เขาบอกว่าอยากจะเก็บย่านเจริญกรุง รวมถึงย่านอื่น ๆ ที่ยังมีเรื่องราวอันน่าสนใจเพิ่มเติมด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน ระหว่างผลงานในอนาคตกับพื้นที่ว่างเปล่าของตึกที่เคยตั้งอยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load