ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์.. ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู 

.

ก็ใจมันหายละลายละลายละลายละไหลไปกับเธอ เฮ้อ เจออย่างเนี้ยคนอ่อนไหวอะวุ่นวาย

.

อยากอธิษฐานให้ปาฏิหาริย์วันนั้นกลับมาได้ไหม มีเธอมีฉันไม่ว่าเรานั้นจะอยู่ที่ใด

ถ้าคุณจำเพลงบรรทัดแรกและต่อเนื้อเพลงบรรทัดสุดท้ายจนจบได้ เราขอแสดงความยินดีด้วยนั่นแปลว่าคุณเป็นแฟน (เพลง) ตัวยงของ ก๊อป โปสการ์ด หรือ ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร ชายเบื้องหลังเพลงฮิตรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังสาวยันรุ่นลูกรุ่นหลานสุดเปิ๊ดสะก๊าด ศิลปินที่ขับร้องผ่านลายมือของเขามีมากมาย ถ้าเอ่ยชื่อมารับรองคุณต้องร้องอ๋อ! 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ลิฟท์-ออย, ปาน ธนพร, D2B, นรีกระจ่าง คันธมาส, ทีโบน, ศิลปิลจาก Kamikaze ฯลฯ และขบวนเพลงดังอย่าง แน่นอก, รักติดไซเรน (My Ambulance) ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองจนคุณเผลอฮัมเพลงออกมาด้วยความอารมณ์ดี

สูตรการเขียนเพลงของนักประพันธ์คนนี้ก็สนุกมาก กว่าเขาจะเจอวิธีการแต่งเพลงที่เป็นตัวเองก็เดินทางสายดนตรีกว่า 15 ปี ซึ่งดันเป็นหลักการเดียวกับที่เด็กสถาปัตย์อย่างเขายึดมั่นถือมั่นด้วยหลักคิด Form Follows Function จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ทำเพลงตอบโจทย์ความต้องการอย่างทันท่วงทีของธุรกิจเพลงประเทศไทย

ก๊อป โปสการ์ด ในวันที่ยังไม่วางปากกาเขียนเพลงและเริ่มต้นขีดเขียนเพลงบทใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและรองกรรมการผู้จัดการสายงานมิวสิกค่ายเพลง BH BrickHouse ค่ายเพลงที่เปิดกว้างต้อนรับศิลปินที่มีแพสชันและตัวตน ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจที่เขาอยาก ‘สร้างคน’ 

หยิบคาสเซ็ตว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายที่เป็นนักฟังเพลงมาตลอดชีวิต เขียนเพลงมากว่าค่อนชีวิต และกำลังสร้างคนทำเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ใส่เครื่องเล่นแล้วสดับรับฟังด้วยความตั้งใจทั้งหน้าเอและหน้าบี

เราหวังว่าเพลงชีวิตม้วนนี้จะสร้างความสุขและแต้มรอยยิ้มเหมือนวันที่คุณฟังเพลงของ ก๊อป โปสการ์ด

เพลงล่าสุดที่คุณฟังคือเพลงอะไร

ฟังเพลงของ Serious Bacon เพราะเด็กในค่ายเขาฟัง

แล้วเด็กชายธานีตอนเป็นเด็กฟังเพลงอะไร

เราฟัง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ตอนนั้นปอสาม ปอสี่ ถูกส่งไปอยู่สัตหีบคนเดียวทุกปิดเทอม เพราะพ่อเป็นทหาร เราอยู่กับทะเล อยู่กับบ้านที่ยื่นเข้าไปในทะเล มีเครื่องเล่นเทปหนึ่งเครื่อง ฟังดูโรแมนติกนะ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก

แสดงว่า ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดังมากในยุคนั้น

ก็เป็นวงดนตรีคอมโบยุคโบราณ เพลงพูดถึงทะเลเป็นส่วนใหญ่ พวกทหารเรือชอบฟัง เราก็ฟังเพราะไม่มีอะไรทำ แต่พอฟังเรื่อยๆ เหมือนถูกฝัง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เริ่มสนใจเนื้อหาของเพลง เขาพูดเรื่องทะเลแต่ทำไมพูดแบบเปรียบเทียบ พอกลับกรุงเทพฯ ก็เริ่มฟังเพลง มาจับความได้ทีหลังว่ามันคือสื่อ 

หลังจบปอหก เริ่มเป็นวัยรุ่นก็ยังไม่มีเพลงสำหรับวัยรุ่นให้ฟัง เราต้องฟังเพลงผู้ใหญ่ อย่างเศรษฐา (เศรษฐา ศิระฉายา) ดิ อิมพอสซิเบิ้ล มันก็ย้อนกลับไปที่เราเคยฟังตอนเด็ก ช่วงนั้นชอบฟังเพลงมาก พอแอบปิ๊งผู้หญิง ก็จะฟังเพลงที่มีชื่อเขาอยู่ในนั้น

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

เช่น

มันหลายอันนะ (หัวเราะ) สมมติชื่อนก ก็ “แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน” (วิหคเหิรลม-สวลี ผกาพันธุ์) ความจริงไม่เกี่ยวกันเลย เราแค่รู้สึกว่าเพลงนั้นมันพิเศษ สำหรับเราเพลงคือสิ่งเชื่อมความรู้สึกที่มากกว่าคำพูด

แล้วคนยุคนั้นเขาฟังเพลงกันแบบไหน

วันนั้นวิทยุเป็นสื่อมีเดียหลัก เพลงยุคนั้นเปิดไม่ต่างกัน วิทยุจะเปิดอยู่สองวงคือคาราบาวกับแมคอินทอช เพลงไทยพัฒนามาถึงจุดที่มีอุตสาหกรรมเพลงและมีธุรกิจเพลง วงสำคัญตอนนั้นคือแกรนด์เอ็กซ์ มีการจัดคอนเสิร์ตและเป็นวงแรกที่มีการยื่นไมค์ให้คนดูร้องตาม ปกติคนจะนั่งตบมือ ไม่ค่อยลุกขึ้นเต้น เราถือว่าเราโตมากับการเกิดของอุตสาหกรรมเพลงไทย 

เรามารู้ตัวว่าชอบฟังเพลงมากกว่าคนอื่นก็ตอนที่เจอแผงขายเทป สมัยนั้นตามป้ายรถเมล์ต้องมีแผงเทป มีเยอะกว่าแผงหนังสือ เราหยุดดูนานมาก เพื่อนรอจนรำคาญ พอดูแผงนี้จบเจออีกแผงเราก็หยุดดูอีก ยิ่งแผงไหนแกะเทปให้ลอง เราต้องเปิดอ่าน อ่านเครดิต ดูปก ดูเนื้อเพลงว่าใครเป็นคนแต่ง ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเพลงไทย รู้ตัวอีกทีเพื่อนหนีไปหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว ยอมรับนะว่าเราฟังเพลงเยอะ เสนอตัวเป็นดีเจทุกครั้งที่ห้องเรียนมีกิจกรรม จัดเพลย์ลิสต์เอง ชอบอัดเพลงแจกเพื่อน ถ้าประมวลกลับไปมันเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยทำให้เรา ตอนนั้นเขาต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ คนอื่นเขียนจดหมายแต่พ่อเราอัดคาสเซ็ตส่งมาให้ พ่อจะพูดก่อน พอถึงช่วงที่เป็นอารมณ์เขาจะร้องเป็นเพลงขึ้นมา เช่น ทุกคนสบายดีมั้ย แล้วก็ร้องเพลง ความรักไม่รู้จบ ของสุนทราภรณ์ พ่อเราโรแมนติกมั้ย (มาก) มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้เพลงเข้ามาอยู่ในใจเราโดยธรรมชาติ

ถ้าอินกับการฟังเพลงขนาดนั้นเท่ากับว่าคุณเจอตัวเองแล้วหรือเปล่า

เจอตัวเองช้า เพราะยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่าเราคือใคร เราชอบอันนี้แล้วควรจะทำอะไรต่อ ขนาดจะเอนทรานซ์ อาจารย์แนะแนวเอาคณะมาให้เลือก เราไม่อยากเรียนสักคณะเลย พอดีคืนก่อนนั้นมีรายการ เพชฌฆาตความเครียด มาฉายทางทีวีแล้วดังมาก ก่อนจบเขามีสัมภาษณ์ถึงรู้ว่าเป็นกลุ่มเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ หมดเลย เราก็เอาวะ เลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ถือว่าโชคดีมาก เขาสอนวิธีคิดบางอย่างซึ่งเราเอาแกนนั้นมาทำงานจนถึงทุกวันนี้ 

เรียนจบแล้วคุณได้ทำงานเป็นสถาปนิกหรือเปล่า

ทำอยู่หนึ่งปี ไม่สิ ทำไม่ถึงปี ประมาณแปดเดือน จริงๆ ทำแค่สามวัน 

ทำไมจำนวนลดลงเรื่อยๆ

ต้องย้อนไปวันแรกที่เรียนสถาปัตย์ เราจำได้ว่าออกจากห้องสเก็ตช์ดีไซน์ทุกคนนั่งคุยกันเรื่องงานออกแบบ สิ่งแรกที่เราทำคือนั่งเปิดปฏิทินคำนวณว่าเราต้องเรียนอีกกี่วัน (หัวเราะ) เรียนวันแรกเราก็ไม่เข้าใจแล้วว่าเขาเรียนอะไรกัน พอต้องทำงานจริงก็เหมือนเดิม ประชุมงานวันแรก เขาถามเราว่า “คุณธานี งานออกแบบรั้วของคุณเป็นยังไงบ้าง” เราพูดไม่ออก เลยบอกไปว่ายังไม่เสร็จครับ เราไม่อิน เลยพยายามดิ้นรนหาทางลาออกด้วยการทำตามสูตรของคนสมัยนู้น คือการเรียนต่อ

จริงๆ คุณได้เรียนต่อมั้ย

ไม่ จังหวะนั้นโชคดีมากได้เขียนเพลงโดยบังเอิญ 

มีอยู่วันหนึ่งไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนแถวสยาม แล้วเพื่อนดันรู้จักกับโต๊ะข้างๆ แล้วโต๊ะนั้นก็รู้จักกับอีกโต๊ะหนึ่ง เราได้ยินเขาคุยกันเรื่องเพลงของคาราบาว คาแรกเตอร์เพลงแบบนี้ ถ้าเป็นศิลปินจะร้องออกมายังไง ต้องพูดอะไร ทำไมเราฟังเขาพูดแล้วเราเข้าใจทุกอย่างทันที 

แสดงว่าคุณนั่งตอบคำถามพวกนั้นอยู่ในใจ

เราตอบอยู่ตลอด ทำแบบนี้สิ เพลงนี้ ตำแหน่งนี้ ต้องพูดแบบนี้ เรานั่งฟังเขาจนกินข้าวเสร็จ จะต้องเดินออกจากร้าน มีแวบหนึ่งต้องเดินผ่านประตูที่เขานั่ง เราเดินออกจากประตูไปแล้วนะ ถ้าเป็นซีนหนังคือแสงต้องพุ่งออกมาแล้ว เราคิดอะไรไม่รู้ ปิดประตูแล้วเดินกลับมาถามเขาว่า “ขอโทษนะครับ แจกเพลงเขียนกันอยู่หรือครับ” ตัดสินใจรวบรวมทุกอย่างในชีวิตแล้วบอกไปว่า “ผมขอเขียนด้วยได้มั้ย” เขาดูงงนะ แต่บอกเราว่าได้ แล้วจดเบอร์แฟ็กซ์ใส่กระดาษให้ ในความคิดเราคือเขาให้ไปอย่างนั้นแหละ บรีฟก็ไม่บรีฟ เราเลยแกล้งถามว่าเพลงของใคร เขาก็บอกนะแต่เรารู้ชื่ออยู่แล้ว 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

นี่มันเส้นทางแจ้งเกิดชัดๆ 

จำได้ว่าวันนั้นเราขึ้นรถเมล์ ป.1 ขนาดสี่สิบปีแล้วยังจำวันนั้นได้ (ยิ้ม) พอขึ้นรถเมล์ปุ๊บ เรารู้สึกเจอชีวิตของเราแล้ว เราเปิดซาวด์อะเบาต์เอาเดโม่คาสเซ็ตใส่แล้วเปิดฟัง เขียนเนื้อบนรถเมล์ เขียนเป็นได้ยังไงก็ไม่รู้ พอถึงบ้านปั๊บเราส่งแฟ็กซ์ให้เขาทันที เขาโทรกลับมาบอกว่าจะดูให้ แล้วเขาหายไปเลย เรื่องนี้ก็หายจากความทรงจำเราด้วยเหมือนกัน

อ้าว 

มีอยู่วันหนึ่งเขาโทรมาเชิญไปงานเปิดตัวอัลบั้มพี่เขียว คาราบาว อยากไปมาก ถามเขาแบบแฟนคลับว่า เจอพี่แอ๊ดหรือเปล่าครับ (หัวเราะ) พอถึงวันงานก็พาเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ตอนเดินเข้างาน แวบแรกที่เห็นเรายืนอึ้งอยู่นานมาก 

คุณเจอแอ๊ด คาราบาวหรอ

เปล่า แต่เพลงที่เราเขียนมันคือชื่องาน คือชื่ออัลบั้มเลย 

เพลงนั้นชื่อว่า

หัวใจและเวลา เป็นเพลงแรกที่เราเขียนในชีวิต เป็นการเปิดตัวที่เรารู้สึกทันทีว่าตรงนี้คือที่ของเรา 

พอคุณเจอที่ทางของตัวเอง เลือกเดินทางนี้เลยหรือเปล่า

จากวันนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจเป็นนักแต่งเพลงนะ เพราะเราไม่รู้จักว่าอาชีพนี้คืออะไร ไม่เชื่อว่าแต่งเพลงจะเป็นอาชีพได้ ยังคิดอยากจะเรียนต่อ แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ให้เราไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนชวนทำเพลงอยู่ตลอด ทำเพลงอินดี้อยู่สามปี หนังสือวิจารณ์ชอบชมว่าเราเป็นดาวรุ่งนักแต่งเพลง ตอนนั้นแต่งเพลงให้นรีกระจ่าง ทีโบน เราแต่งเพลงได้เร็ว ตอบโจทย์ จนเรารู้สึกว่าอยากมีเพลงฮิต ค่ายเพลงอินดี้ให้เราไม่ได้ ตอนนั้นเห็นแล้วว่าแต่งเพลงมันมีรายได้ เลยย้าย

เราตั้งใจย้ายไปแกรมมี่ คุยไม่ลงตัวนิดหน่อย บ่ายนั้นเดินออกจากแกรมมี่ อาร์เอสโทรมาหาเรา เฮีย (เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) เขาเชิญมา เพราะเขาจะพัฒนาทีมเพลงและสร้างคอมมูนิตี้วัยรุ่น ช่วงนั้นประมาณปี 97 เพื่อนก็เชียร์ให้ไป เราก็ลองสักตั้ง แล้วตั้งหนึ่งเนี่ยนานมาก (หัวเราะ) ยุคนั้นธุรกิจเพลงเฟื่องฟูมาก แต่ในใจเรายังอยากมีเพลงฮิตของตัวเอง

ทำไมถึงอยากมีเพลงฮิตเป็นของตัวเอง

เราแต่งเพลงผ่านแต่เพลงเราไม่ค่อยดัง ไม่พีก มันเลยเป็นคำถามในใจ คิดดูสิ เป็นนักแต่งเพลงรับเงินอยู่หลายปี ได้เขียนแต่เพลงท้ายอัลบั้ม ไม่มีโอกาสได้เขียนเพลงฮิต เวลาคนถามว่าแต่งเพลงอะไร เรากดดันมาก มันเลยเป็นแพสชันให้เราตะเกียกตะกาย ผ่านไปเจ็ดปีเราถึงได้เขียนเพลงฮิตเพลงแรก เพราะวันนั้นคนเขียนเพลงฮิตไม่อยู่ เราเลยได้เขียน

เพลง ดูมั้ย เป็นเพลงแรกที่ฮิตจริงๆ เดินไปไหนคนก็ฟัง ซึ่งมันตอบโจทย์ที่หนึ่งของเราได้

คุณรู้สึกยังไงในวันที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองร้อง ดูมั้ยดู ดูมั้ยดู ดูไม่เสียตังค์… 

ปลื้ม (ตอบทันที) ครั้งแรกที่เพลงดังจำได้เลยว่าเดินเดอะมอลล์ กำลังขึ้นบันไดเลื่อนแล้วได้ยินเพลง ดูมั้ย เราขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นแล้วก็ลง เพื่อจะได้ฟังเพลงตัวเอง

เพลงฮิตยุคนั้นกับเพลงฮิตยุคนี้ต่างกันมั้ย

ไม่ต่าง เพลงฮิตก็คือเพลงฮิต ฮิตก็มีความอุปทานหมู่อยู่แล้ว แต่สื่อต่าง วันนั้นเป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยค่าย อัดเข้าไปเรื่อยๆ ก็เลยฮิต สมมติแค่พูดว่า ฉันเจ็บและฉันจะรักเธอตลอดไป ก็มีอารมณ์ร่วมของคน คำว่าสูตรก็มีจริงแต่ไม่ได้เสมอไป ความใหม่ ความครีเอทีฟก็ต้องมี ส่วนวันนี้สื่อเป็นของคนฟัง ไปยัดเยียดไม่ได้ มันค่อนข้างเรียล

ถ้าเมื่อไหร่ที่เพลงฮิต เราจะถือว่าเป็นเพลงดีทันที มันฮิตแสดงว่ามีคนจำนวนมากฟัง เราต้องหาข้อดีให้ได้ แล้วก็เรียนรู้ ซึ่งองค์ประกอบของเพลงฮิตมีอยู่สามส่วน คนแต่ง คือเรา คิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สอง ศิลปิน คือตัวตน ทำให้ศิลปินพูดแล้วไม่เขินเพราะเป็นตัวเขา แต่สิ่งที่ทำให้เพลงฮิตคือคนฟังเท่านั้น สองคนแรกไม่มีอิทธิพลอะไรเลย หลักการมีแค่นี้

ซึ่งเพลงฮิตกับเพลงดีแยกกันนะ เพลงฮิตเป็นเพลงที่ต้องทำให้เป็นที่นิยม

แล้วเพลงดีเป็นยังไง

เพลงดีก็คือเพลงฮิต (หัวเราะ) 

เนื้อหาของเพลงเปลี่ยนหรือเปล่า

เนื้อหาของเพลงยังเคลื่อนไหวตามยุคนะ เมื่อปีสองปีที่แล้วฮิปฮอปเป็นตัวนำ วิธีพูดจะดาร์กหน่อย อย่างยังโอม ไม่ได้ขายหน้าตา แต่เขาทำงาน เขาจริงใจ เขาสร้างตัว เขาเลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว เขาก็พร้อมจะพูดเรื่องตัวเอง คนฟังก็สนับสนุน เราก็ชอบ จะพูดหยาบก็ไม่เป็นไร ในความหยาบมีความจริงใจอยู่ โลกมันก็เป็นแบบนั้น สักพักคนจะเริ่มเบื่อแล้วเปลี่ยนมาเป็นสายวาย คั่นกู ซึ่งเพลงก็ปรับไปตามเวลา เป็นเรื่องปกติมาก ค่ายบังคับได้บางเรื่อง เขาควบคุมสื่อ แต่วิถีของการฟัง เขาควบคุมไม่ได้

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร
แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

งั้นเทรนด์ก็มาจากคนฟัง

ใช่ ถามว่านานแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ ช่วงนี้เปลี่ยนเร็วมาก มันก็เหมือนธรรมชาติ บางช่วงไม่มีอะไรก็แช่อยู่อย่างนั้นนานๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องหาคำตอบแค่เรียนรู้มันไปตลอด สนุกกับมัน ซึ่งเราก็ยังเป็นอยู่นะ ไม่ยอมแก่

หลังจาก ดูมั้ย ดังเป็นพลุแตก คุณยังเขียนเพลงฮิตอยู่หรือเปล่า

เราขยับมาเป็น Lyrics Producer คล้ายเป็นขั้นแรกของผู้บริหาร เราดูคอนเซปต์เพื่อเชื่อมกับครีเอทีฟ ดูตัวตนของศิลปิน มีชุดหนึ่งเราทำแล้วโดนด่าเละ เป็นหนึ่งปีที่เราไม่กล้ารับงานเลยนะ แต่ทุกความล้มเหลวคือแรงผลักดันที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง ความไม่สำเร็จค่อนข้างสำคัญมาก จนมันถึงจุดระเบิดที่เราได้ทำงานที่ไม่ต้องคาดหวัง เราดูแลงานให้ ปาน ธนพร (ธนพร แวกประยูร) เราสร้างอิมแพคให้กับเขา ได้มีโอกาสคิดแบบที่เราอยากคิด ทำให้เราเจออีกจุดหนึ่งของการสร้างงาน

คุณสร้างคาแรกเตอร์ปาน ธนพร แบบไหน

มันจะขำนะ (อมยิ้ม) ทีมเราเป็นทีมที่เอาคนพิลึกมารวมตัวกัน เราเป็นแกนนำของทีม จะเขียนเพลงประหลาด แหวก แต่มันขาดการเชื่อมกับตัวตนของศิลปิน พอเรารู้แบบนี้เลยเปลี่ยนมุมมอง แล้วปานมีคาแรกเตอร์ชัดมาก พูดจาโผงผาง เขาเหมือนเดอะเมีย ไม่ใช่แฟนนะ ต้องใช้คำว่าเมีย เมียเป็นคนที่พูดแรงกับเราแค่ไหนก็ได้แต่จริงใจ ปากร้ายแต่หวังดี

สิ่งที่เราจะนำเสนอมันมาจากตัวตนของเขา คาแรกเตอร์ ท่าทาง ผสมผสานกับการเล่าเรื่องของผู้หญิงในมุมที่ผู้ชายไม่เข้าใจ เพราะว่าเมียกับผัวทะเลาะกันตลอดเวลาทั้งที่รักกัน แต่เราไม่ได้แต่งเพลงให้นะ จะแจกให้คนอื่นแต่ง อย่าง พี่บั๋ง (สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา) เก่งมาก เขาตอบในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้ ชุดต่อมาเราทำ D2B ก็ประสบความสำเร็จ

ฟังดูชีวิตนักแต่งเพลงกำลังไปได้สวย

มันมีจุดเปลี่ยน เราทำงานให้ศิลปินหญิงอยู่สองปีแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงขั้นอยากเลิกทำเพลง เพราะเราทำเพลงจนถึงจุดที่ตอบโจทย์ตัวเองได้หลายข้อแล้ว สำหรับเรามันหมดแล้ว มองไม่เห็นทางที่จะไปต่อได้

แต่ ชีวิตคนเราชอบมีแต่ 

อย่างที่เคยบอกมันออกไม่ได้ (หัวเราะ) มันมีอะไรดึงกลับมาตลอด บังเอิญมีเด็กเข้าอาร์เอสมาสร้างงานใหม่ เขาชอบเรา ก็เลยช่วยเขาทำอยู่งานหนึ่ง คือ โฟร์-มด (ศกลรัตน์ วรอุไร และ ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ) งานนั้นเราได้ลองเขียนเพลงกับเด็ก ได้เห็นมุมมองใหม่ เราเลยเขียนเพลงด้วยความเป็นเด็กสถาปัตย์ ปรากฏว่ามันประสบความสำเร็จ มีเพลงเลิฟ เลิฟ หายใจเป็นเธอ และอีกหลายเพลงในนั้น เหมือนเราเจอทิศทางการเขียนเพลงของเรา นักแต่งเพลงหลายคนโทรมาคุยกับเราเพราะเขาบอกว่ามันใหม่มาก 

เป็นจังหวะที่จะเลิกทำเพลงก็ไม่ได้เลิก เพราะ พี่ชมพู (สุทธิพงษ์ วัฒนจัง) ชวนมาดูแลค่ายใหม่ที่กำลังจะเปิด

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

ค่ายนั้นคือ Kamikaze 

เฮียบอกว่าเพลงจะไม่มากับสื่อทีวีอีกต่อไป เด็กจะนั่งฟังเพลงในคอมพิวเตอร์ เฮียผิดนิดเดียวเอง ความจริงเป็นโทรศัพท์ ตอนเริ่มเปิด Kamikaze เรามาช่วยดูเรื่องเนื้อเพลงทั้งหมด มีเวลาสามเดือนก่อนเปิดค่าย มีศิลปินประมาณสิบเบอร์ โฟร์-มด, หวาย, เฟย์ ฟาง แก้ว, K-OTIC, ขนมจีน, มิล่า, Siska, Chilli White Choc เราต้องทำมินิอัลบั้ลสิบอัลบั้ม อัลบั้มละห้าเพลง ข้อเสียคือเราล่กมาก ข้อดีคือเราไม่ต้องคิดมาก เพราะงานทุกอย่างถูกคุมโดยเราทั้งหมด สิ่งที่เราได้จากการทำ Kamikaze คือเราจับงานถูก เรารู้ว่าเราจะสร้างงานยังไงให้ตอบโจทย์ โดยไม่ต้องนั่งนอยด์ว่าเพลงจะฮิตมั้ย เพลงจะดังมั้ย 

การนอยด์เป็นพิษร้ายที่สุดของนักแต่งเพลง ถ้าเรามีคำถามกับตัวเองว่ามันจะดีมั้ยวะ คำนี้น่ากลัวมาก แล้วใครจะตอบเราได้ ถ้าเพลงมันยังไม่ออก พอเราหาวิธีคิดเจอเราก็ไม่นอยด์ ดีมั้ยวะ ดีสิ, ฮิตมั้ยวะ ไม่รู้ ไม่สน

วิธีนั้นคืออะไร

ตอนนั้นเราตัดคำว่าเพลงฮิตออกจากหัวทันที ไม่มีจริงสำหรับเรา 

แต่ก่อนเราจะเขียนเพลงด้วยการตั้งให้มันเป็นเพลงฮิต ทำยังไงคนถึงจะชอบ เขียนเพลงยังไงให้คนชมว่าเราเก่ง พอเราผ่านทุกอย่างมามันเปลี่ยนหมดเลย กลายเป็นว่าเราทำเพลงยังไงให้ตอบโจทย์ในเวลาอันเหมาะสม เรารู้ว่าบริษัทเพลง ค่ายเพลง ธุรกิจเพลงต้องการอะไรแล้วเราต้องทำอะไร ไม่ใช่ทำจากความฝัน หน้าที่ของเราคือเขียนเพลงให้ตรงโจทย์มากที่สุด มันเป็นวิธีคิดแบบสถาปัตย์หมดเลย Form Follows Function แปลนคืออะไร วางให้ตรงที่สุด หลังจากนั้นการออกแบบจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับผสมผสานระหว่างศิลปิน เทรนด์ จังหวะ เมโลดี้ ดนตรี ทุกอย่างมันจะส่งเอง เราไม่ต้องแบก

สิ่งที่เราทำไม่อยากใช้คำว่าแต่งเพลง เราอยากเรียกว่ามันคือการแก้ปัญหาให้กับเพลงทุกเพลง ซึ่งเราใช้เวลาโคตรนาน นานมากในการเดินทางมาเจอสิ่งนี้

นานที่ว่า กี่ปี

เราใช้เวลาเดินทางสิบห้าปีถึงจะกลับมาอยู่ที่จุดที่เราควรจะเริ่มต้น นานมาก ด่าตัวเองนะ โง่อยู่ตั้งนาน ทั้งที่มันอยู่กับเราตั้งแต่วันแรก เรานึกถึงวันที่เราเป็นเด็กสถาปัตย์ เรารู้อยู่แล้วว่าวิธีคิดเป็นแบบนี้ การเขียนเนื้อเพลงมันคืออันนั้นเลย 

เขียนเพลงแบบ Form Follows Function ตอบได้ทุกข้อสงสัยเลยหรอ

ทุกอย่าง แต่เวลาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความเร็จ แต่อย่างน้อยตรรกะมันถูก เราให้ความสำคัญกับอันนี้ เมื่อไหร่ที่ต้องใช้ศิลปะมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง ก็ใช้ เมื่อไหร่ต้องใช้มาร์เก็ตติ้งนำ ก็ใช้ 

วันก่อนลูกสาวเราโพสต์ทวิตเตอร์ ปกติเรากับลูกสาวจะเก๊ก ไม่ค่อยคุยกัน เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงเพลงที่เราทำ เราเข้าไปดูนะ คนชมก็ปกติ แต่มีคนหนึ่งพูดว่า รู้มั้ยคะว่าเพลงของคุณเป็นแกนในการดำเนินชีวิตของหนูตอนเป็นวัยรุ่น อ่านแล้วขนลุกมาก น้ำตาจะไหล นี่คือสิ่งที่เราคิดเมื่อสิบปีที่แล้ว เด็ก Pre-Teen คือทาร์เก็ต เขาจะรู้มั้ยว่าเพลง Kamikaze ที่เราเขียนไม่มีเนื้อเพลงเด็กเลยนะ ไม่บอกว่าความรักคืออะไร เราซัดความรักจริงจัง เป็นรูปธรรม แต่ไม่โตเกินไปเท่านั้นเอง แล้วเด็กคนนั้นรับรู้ แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดคือเขารู้ว่านั้นคือแกนวิธีคิด เราใส่ศิลปะในการคิดให้เขาต่อยอด ถ้าเขาจับทางได้มันจะพาไปสู่ความคิดอื่นได้ มันคือวิธีคิดแบบสถาปนิก สร้างจากสิ่งของ รีเสิร์ชมาเป็นเนื้อหา เป็นแปลน จนเป็นรูปร่าง 

แล้วปกติคุณเขียนเพลงที่ไหน 

ในรถ จากปากซอยถึงบ้านระยะทางประมาณสองสามกิโลฯ เราใช้เวลาตรงนั้นครึ่งชั่วโมง

จอด

ขับบ้าง จอดบ้าง ในรถมันดีเพราะเป็นพื้นที่ปิด มีเครื่องเสียง มีพื้นที่ให้เราอยู่กับมันแล้วเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีพื้นที่แบบไหนที่เป็นแบบนี้ได้อีกแล้วในโลก เรามีลูกสาวสามคน เวลารับส่งลูกไปโรงเรียนเราก็แต่งเพลงบนรถกับเขา หลายเพลงเขาก็มีส่วนร่วมนะ อย่าง รักติดไซเรน เขาก็ช่วยคิด ช่วยด้วยความรำคาญ เปิดเดโม่อยู่นั่นแหละ (หัวเราะ) 

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

คุณใช้เวลาเขียนเพลง รักติดไซเรน นานแค่ไหน

ยี่สิบนาที ไม่ได้บอกว่าเราเก่งนะ แต่มันเป็นงานที่เราชำนาญอยู่แล้ว ต้องชมการวางโปรดักชัน เมโลดี้เขาสร้างมาดี ด้วยความที่เป็นเพลงประกอบซีรีส์ เขาให้โจทย์ทุกอย่างมาหมดแล้ว เราใช้แค่ทักษะการเขียน ยิ่งตอนหลังเขาบอกว่าอยากได้เพลงแบบ Kamikaze อืม เขียนยังไงมันก็เป็น

ลายเซ็นในการเขียนเพลงของก๊อป โปสการ์ด เป็นแบบไหน

หลักการเขียนเพลงของเราจะไม่สร้างพิษร้ายให้กับสังคมเด็ดขาด เราตั้งทัศนคติว่าต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ยุยงให้เขาทำอะไรที่ไม่ดี อย่างท่อน “ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก เพื่อจะไปรักคนอื่นมากกว่า” มีความพลิกแพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นชอบ เป็นศิลปะในการเขียน เป็นการเหลาหัวให้เด็ก ให้เขาได้ลองคิดพลิกแพลง ส่วนใหญ่เด็กฟังเพลง Kamikaze เพราะฉลาด ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมเธอทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ก็สวนเลย เสียใจแต่ไม่แคร์ ก็เป็นเพลงที่มีศิลปะในการพูด

ทัศนคติในการสร้างเพลงของเราไม่เคยต่างกันเลย เราไม่ปิดกั้น เราชอบฟังเด็กคุยกัน ไม่ได้ตั้งใจไม่แก่หรือไม่โตนะ เราคุยกับเขาแล้วรู้สึกเป็นเขา เราต้องปรับตัวเข้าไปหาจุดนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการทำงานของเรา

ก๊อป โปสการ์ด เดินไปทางไหนหลังหมดยุค Kamikaze

เราทำ Kamikaze อยู่เจ็ดถึงแปดปี มาอยู่แกรมมี่อีกสองปี เหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เราเปลี่ยน เราจะเลิกทุกครั้ง ตอนนั้นเป็นการเลิกที่เรามั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง จนวันหนึ่ง ต่อ (ธรรศ จันทกูล – หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการสายงานดูแลพัฒนาศิลปินค่ายเพลง BH BrickHouse) เขาเป็นคนสำคัญที่ทำงานกับเรามาตลอด เข้าใจความคิดเราทั้งหมด หลายงานของเราเขามีส่วนช่วยเยอะมาก เขามีหัวก้าวหน้ากว่าเรา ต่อบอกเราว่า วันนี้วงการเป็นแบบนี้ เราทำเพลงเองได้ โอกาสมันมี เราสร้างเองได้ เขามองเห็นศักยภาพในตัวเรา 

เลยชวนกันทำค่ายเพลง

แนวทางของเราหมุนไปกับโลกอยู่แล้ว พอถึงวันที่เราทำค่าย BH BrickHouse นาทีแรกเราก็คิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดเหมือนตอนที่เราอยู่ในค่าย วันนี้เด็กทำเพลงเองได้เพราะโซเชียลสอนให้พวกเขามีความรู้มากกว่าสมัยเรา จะไปวัดว่าเด็กสิบสองทำได้เท่านี้ไม่ได้แล้ว เด็กมีแพสชันกันเยอะมาก เขารู้เส้นทางของตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ไม่เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่มีแต่ความอยาก เราจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่เอาเขามาใส่ในกรอบแล้วให้เดินตาม ไม่ได้ คุณจะเป็นศิลปินต้องหน้าดี ไม่ใช่ สำหรับเราทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าคุณมีแพสชัน มีความตั้งใจ มันจะมีทางของคุณ โลกทำให้ทุกคนเป็นไปได้

จากเด็กที่เติบโตมากับอุตสาหกรรมเพลงไทยจนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง คุณมองเห็นอะไรบ้าง 

ทุกอย่างเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม 

ไม่แตกต่างเลยหรอ

มันคือเรื่องเดิม คนฟังเพลงด้วยความสุข เนื้อหาตอบสนองอะไรบางอย่าง จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นซีดีเป็นสตรีมมิ่ง โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่สิ่งที่สื่อสารยังเหมือนเดิม เพลงรักยังพูดเหมือนเดิม จะพูดเรื่องแอบรักเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน มันไม่มี ความรักอยู่แค่ฉันแอบรักเธอ ฉันรักเธอแต่เธอไม่รักฉัน ฉันไม่รักเธอแต่เธอดันมารักฉัน มันวนอยู่แค่นี้ พูดยังไงดี เหมือนนักบินอวกาศที่ไปดวงจันทร์กลับมาบนโลกเขาก็เป็นคนเหมือนเดิม

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

แล้ว BH BrickHouse เป็นค่ายเพลงสำหรับใคร

สำหรับทุกคน เรารับทุกอย่างที่เป็นไปได้มาพัฒนา เราเป็นค่ายที่ไม่กั๊กศิลปินเก็บไว้ เราช่วยส่งเสริมศิลปิน สร้างอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับงานและศิลปินให้ได้มากที่สุด ศิลปินค่ายเราไม่จำกัดรูปแบบ แต่ต้องมาจากตัวศิลปิน เขาเป็นใคร อยากทำอะไร ต้องชัดเจนในตัวเขา หรือบางคนเป็นศิลปินมีชื่ออยู่แล้วก็มีอย่าง Gliss ดังเลยนะ เพลง ถอย ยอดวิวเขาเยอะมาก แต่เราไม่ได้มองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่การที่เขาประสบความสำเร็จมาจากการที่เราวางทุกอย่างถูก 

เป็นค่ายที่พยายามพาเด็กไปถึงฝัน

ใช่ ทุกอย่างมีการเติบโต มีความผิด มีความสำเร็จ เป็นเรื่องปกติ เราไม่กลัวถ้าเขาจะต้องผิด เพราะเราผิดมามากกว่าถูก แต่เรารู้ว่าความผิดในวันที่มันถูก มันจะมีค่ามากๆ มีค่าจริงๆ 

ความผิดสอนอะไรคุณบ้าง

อะไรไม่ควรทำ อะไรที่มันเสียเวลา มันช้า มันอ้อม อย่าทำ แต่บางทีความผิดมันก็ดี ต้องลองผิดดู จะได้แข็งแรง

ด้วยความแก่และอยู่มานานเลยเข้าใจ (หัวเราะ) เราว่า Key Success ของเราคือความล้มเหลว ความเจ็บปวดตลอดห้าปีที่นั่งมองเขาเขียนเพลงฮิตกัน แต่เราไม่มีโอกาส กลายเป็นว่าเราได้ศึกษา ได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 

ทำไม BH BrickHouse ถึงสอนให้เด็กทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่ขั้นตอนแรก

โลกทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ ศิลปินที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องยืนด้วยความแข็งแรง รู้ก็ต้องรู้รอบทิศ เราสร้างจากเมล็ดพันธุ์ เน้นให้เขาคิด ให้เขาสนุกกับการคิด หน้าที่ของเราแค่ทำตามสิ่งที่เขาเป็นและให้โอกาสเขาทำ ค่ายเราสร้างศิลปินให้มีส่วนร่วมกับงาน ปั้นให้เขาเป็นคนที่เข้าใจงานเบื้องหลัง จะทำงานกับใครขอให้มีวิธีการทำงานที่ตรงเป้าหมาย ศิลปะมีได้ บางเพลงติสท์แตกแล้วมันฮิต คุณก็ต้องรู้วิธีที่จะทำมันด้วย และต้องไม่ลืมว่าคุณสร้างอะไรให้กับสังคมบ้าง ทางตรงคือเพลงทำให้คนมีความสุข ทางอ้อมคือการสร้างคน สร้างศิลปิน 

การมีตัวตนสำคัญกับเด็กยุคนี้ขนาดไหน

สำคัญมาก เขาต้องสร้างตัวเอง ถ้าไม่มีตัวตนเขาจะรู้สึกแปลกแยก อย่าง RedSpin เป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่เราไม่ได้คัดเลือกเด็กจากการชนะประกวด แต่เราคัดเลือกจากเด็กที่มีตัวตน เราเห็นแล้วนึกออกว่าคนนี้เป็นใคร ไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพลงเป็นหรือเปล่า แต่เขามองหน้าเราแล้วตอบคำถามได้ทุกข้อ เขารู้จักตัวเอง รู้จักวิธีหันเสน่ห์ของตัวเองออกมา ซึ่งมันสำคัญสำหรับเราและค่ายในการที่จะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา มาถึงวันนี้เราถือว่าเขาประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีฐานแฟนคลับ ตัวตนแต่ละคนชัด เป็นที่พูดถึง เป็นที่รู้จัก มีคนเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เพราะมันมีกำแพงอยู่ว่าต้อง K-pop เราว่าในใจลึกๆ ทุกคนก็อยากได้เพลงไทย บางครั้งเราแค่ยังจูนกันไม่ตรง เราเลยพยายามจูนให้ตรงกับคนฟัง คำตอบมันไม่ใช่เพลงที่เลิศเลอด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลงที่มันพอดี มีความเป็นไทย แต่ยังอินเตอร์ ซึ่ง RedSpin เป็นตัวแทนของเด็กวันนี้

คุณทำค่ายเพลงในยุคที่เด็กเป็นศิลปินได้เองจากบ้าน

เป็นมาตั้งนานแล้ว แต่คนไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ วันนี้โลกเปิดโอกาสให้คนทำเพลงเอง แค่ต้องเริ่มจากตัวเขาว่ามีอะไร สมมติตอนบ่ายสามจุติความคิดว่าอยากเป็นศิลปิน สี่ทุ่มลงเพลง เกิดเหวี่ยงถูก ห้าทุ่มดังแล้ว เช้ามาเป็นศิลปิน อีกสามวันคนติดต่อไปเล่นคอนเสิร์ต แบบนี้มีข้อดีนะ งานเกิดเร็ว เด็กปล่อยของได้เยอะ ส่วนข้อเสียคือควบคุมไม่ได้ บางคนดังแล้วหาย ทั้งที่เขาโตกว่านั้นได้อีก ถ้ามีคนมาดูแล ซึ่งก็คือค่าย เราจะพาไปได้ไกลกว่านั้น จะรีดศักยภาพออกได้มากกว่านั้น 

ทำค่ายเพลงมาสามปี มองอนาคตไว้แบบไหน

เราพยายามจะยืนอยู่ในที่ที่เป็นประโยชน์ที่สุด เสถียรที่สุด และทำประโยชน์ให้กับประเทศ ใหญ่ไปหรือเปล่านะ แต่เราคิดใหญ่แบบนี้ตลอดเวลาจะทำอะไร ตอนนี้เราสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับค่าย ให้กับศิลปิน เราอยากสร้างประโยชน์ให้กับวงการมากกว่านี้ เหมือนที่ The Rapper, Rap is Now สร้างฮิปฮอป เราเห็นเด็กซ้อมเต้นตามโรงเรียน ตามบันได แล้วเด็กพวกนั้นเขาจะไปไหน เขาจะทำอะไร เราช่วยเขาไม่ได้เลย อยากให้มีแนวทางสักอย่างที่เขาเดินไปได้ เราว่าวันหนึ่ง BH BrickHouse จะทำได้ เราจะเป็นที่ที่ดีที่สุด เป็นที่พึ่งของวงการ พูดแบบนี้อย่าหมั่นไส้กันนะ (ยิ้ม)

เราไม่ได้อยากจะใหญ่ แต่เราอยากเป็นประโยชน์กับทุกคน เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่งเลย มันอยู่ในความคิดเรามานานแล้ว เพลงไม่ใช่การแข่งขัน ถ้ามองกลับไปที่เกาหลี เขาแข่งกันมั้ย ถ้าได้ก็ได้กันทั้งหมด ภาพรวมก็เป็น K-pop อยู่ดี 

จากคนฟังเพลงสู่คนเขียนเพลงและวันนี้ วันที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง ความสุขของคุณคืออะไร

ทั้งหมดที่พูดมา (หัวเราะ) 

คนฟังมีความสุขกับการฟังเพลงเราก็มีความสุขแล้ว จริงนะ ไม่ได้พูดเอาหล่อ ความฮิตมันแค่ปลายทาง แต่เมื่อไหร่ที่คนฟังเขาตอบรับ แค่นั้นเรารู้สึกดีแล้ว เหมือนกับการทำค่ายเพลง ความสุขของเราคือการสร้างคน

ก๊อป โปสการ์ด เรียกตัวเองว่าเป็นนักแต่งเพลงแล้วหรือยัง 

ไม่เคยคิดว่าเป็นนักแต่งเพลง 

แล้วคุณเป็นใคร 

เป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง (หัวเราะ)

แกะสูตรเขียนเพลงด้วยหลักสถาปัตย์ของ ก๊อป โปสการ์ด ผู้ปั้นศิลปิน RS ยุค 90 Kamikaze และรักติดไซเรน, ก๊อป-ธานี วงศ์นิวัติขจร

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แว่นใหญ่ หมายถึง แว่นสโนวบอร์ด ใช้สำหรับปิดบังใบหน้าผู้สวมใส่

ส่วนผู้สวมใส่ คือ โอ-โอฬาร ชูใจ ศิลปินที่เข้าวงการมาด้วยความตั้งใจจะไร้ตัวตน 

ชายตรงหน้าเราถอดแว่นสโนวบอร์ดไปนาน ยอมเผยใบหน้าให้ทุกคนได้รู้จัก ภายใต้ชื่อ แว่นใหญ่ ที่คงสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง 

ถึงวันที่เราคุยกันอยู่ แว่นสีดำถูกสวมแทนที่ หลงคิดว่าเขายังอยากปกปิดแววตาเอาไว้ ทว่าโอเปิดเปลือยเรื่องราวชีวิตทั้งหมดให้ฟังโดยไม่อาย ตอบกลับทุกคำอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นเป็นตอน ประหนึ่งคนที่ยอมรับและเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากให้คุณได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ 

หลังมีทางแยกให้เลือกเดิน โอกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว กับยอดวิวหลายร้อยล้านที่ไม่เพียงการันตีชื่อเสียง แต่แปลว่ามันช่วยฉุดคนที่กำลังท้อแท้ให้ยืนขึ้นใหม่มานับไม่ถ้วน

เคยมีคนสงสัยว่า หรือเป็นเพราะโอเรียนจิตวิทยา บทเพลงของเขาถึงได้เศร้าสาหัส ขณะเดียวกันก็ยังมีความหวังให้ฝันถึง 

เหมือนกับคำถามที่เรายื่นให้โอง่าย ๆ ว่า ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า เขายังมองเห็นความสุขเสมอ โอตอบกลับมาทันควันว่า ในทุกความสุข เขาก็มองเห็นความเศร้าด้วยเช่นกัน เพราะมันประกอบสร้างขึ้นมาเป็นชีวิต

เราคุยกันตั้งแต่เรื่องเล่าสบาย ๆ ในตอนบ่ายที่แดดยังร้อนแรง ถึงฝนโปรยปรายเมื่อพูดถึงตะกอนในอดีต จนเสียงหัวเราะเริ่มดังกลบฟ้าคำราม และสนทนาถึงความตายพร้อมพายุร้ายในใจที่สงบลง

จากหนุ่มน้อยคนเดียวในบ้านที่คิดว่าตัวเองประหลาด ชายที่หวาดกลัวการเผชิญกับหญิงแปลกหน้า อินโทรเวิร์ตผู้ใช้กลางคืนไปกับการอ่านหนังสือ

โอกำลังจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองครั้งแรก 

หากโอบอกว่าเขาแต่งเพลงจากชีวิต อัลบั้ม LIFE TIME ที่แปลว่าช่วงชีวิต ก็คงเปรียบได้กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดของเขา 

ก่อนไปจับจอง เขาขอให้คุณเพลา ๆ การโบยตีหัวใจตัวเองบ้าง เลิกแสวงหาหยิบยืมมือคนอื่น แต่จงลูบหัวตัวเองในวันที่อ่อนล้า

ส่วนเราขอให้ฟังเรื่องราวของโอ พร้อมเสียงฝนคลอในบางพื้นที่เสียก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย ถึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์เราดังก่อนลงมือเขียนไม่นาน เป็นข้อความขนาดไม่สั้นไม่ยาว แต่ก็ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยได้รับจากช่างภาพคู่ใจ ว่านี่เป็นการนั่งฟังคนคุยกันเพียงชั่วโมงกับอีกครึ่ง แต่เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เขามีต่อชีวิตไปตลอดกาล 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

หลายคนไม่ทราบว่าคุณเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา บอกหน่อยว่าเป็นมายังไง

ต้องเท้าความก่อนเลยว่า เราเรียนตามที่เราสนใจ ตอนนั้นสนใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วก็เรื่องจิตใจคน แต่เรียนดาราศาสตร์คงยาก เลยเรียนจิตวิทยา 

พอเราเข้าไปก็ตั้งคำถามว่าจะไปทำมาหากินอะไร คำตอบที่ได้จากรุ่นพี่ก็มึน ๆ งง ๆ เหมือนกัน เพราะว่าหลากหลายอาชีพมาก ทุกวันนี้รุ่นพี่ก็กระจัดกระจาย มีพระสงฆ์ นักการเมือง ส.ส. ตำรวจ ทหาร ทำงานบริษัท เป็นเจ้าของกิจการ ผมคิดว่าจิตวิทยาเป็นสกิลล์ที่ใช้ได้ในทุกอาชีพจริง ๆ เพราะต่อให้ทำอาชีพไหนก็เหมือนเรากำลังทำความเข้าใจตนเอง ทำความเข้าใจคนอื่น และเรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอด 

อะไรทำให้นักเรียนจิตวิทยากลายมาเป็นศิลปิน

ศิลปินเป็นความฝัน 

สมัยเรียนจิตวิทยา ใช้เวลาค่อนข้างเยอะไปกับการเล่นดนตรี ไปฟอร์มวงกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย บางครั้งก็มีไปเรียนดนตรีเปิดหมวกบน BTS สมัยนั้นมันไม่มีที่ให้เล่น ยูทูบก็ไม่มีให้เราไปโชว์ เราก็เลยเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความฝัน แต่เป็นความฝันที่อยู่ห่างไกล ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะได้มาเป็นนักร้อง

จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้านศิลปะบำบัด ซึ่ง 20 ปีที่แล้วในเมืองไทยยังไม่มี เอาแค่ว่าเรียนจิตวิทยาคนก็ ฮะ อะไรนะ เรียนอะไร แต่พอไปจริง เรากลับลงเรียนเทคโนโลยี (หัวเราะ) 

ผมคิดว่ามันเป็นจังหวะชีวิตด้วย การเรียนศิลปะบำบัดที่นู่นเข้มข้นมาก ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม ทั้งเรียนเยอะ สอบเยอะ เพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพ ต้องเรียนจิตวิทยาครึ่งหนึ่ง ศิลปะครึ่งหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเราจะกลับไปทำอะไร 

การไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ผมค่อนข้างได้ภาษา ตอน ม.5 ก็มีไปเรียนแลกเปลี่ยนปีหนึ่ง อันนั้นได้ทั้งวัฒนธรรมและภาษา เราไปอยู่กับบ้านเขาเลย ไม่มีคนไทย ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง ตอนนั้นเราได้วิธีคิดกับความเข้าใจชีวิต ได้รู้จักตัวเองอีกแบบหนึ่ง เมื่อก่อนผมจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่พอไปเรียนกลับมาเรารู้สึกว่า ที่นู่นคนให้โอกาสมากกว่า เราก็เลยได้พูด ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น 

ส่วนตอนไปเรียนปริญญาโท มันเป็นการสู้ชีวิต คือเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทำงานหาเงิน เรียนไปด้วย ทำหลาย ๆ อย่างที่เราไม่เคยทำตอนอยู่เมืองไทย สมมติรถที่บ้านเสียเราก็จะไปเข้าศูนย์ แต่อยู่ที่อเมริกาทุกอย่างแพง ดังนั้น สิ่งไหนที่เราพอจะเรียนรู้ได้ ก็จะลองทำมันเอง ซ่อมรถเองบ้าง ทำอาหารกินเอง

บางคนอาจมุ่งหน้าไปเรียนอย่างเดียว แต่ผมเหมือนไปเจอสังคม ไปข้ามขีดจำกัดบางอย่างของตัวเอง บางครั้งเราก็ภูมิใจนะ ตอนเราเปลี่ยนหม้อน้ำรถตัวเองได้ ยืนเปลี่ยนกันเองใต้อะพาร์ตเมนต์กับเพื่อน ลุยกันเอง อ่านกูเกิลบ้าง น่าจะทำประมาณบ่ายโมง เสร็จ 2 ทุ่ม (หัวเราะ) น้ำตาจะไหล เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมคิดว่าเราคงไม่ได้มีโอกาสทำ ถ้าเราอยู่ที่เมืองไทย 

ยากไหม การเป็นอินโทรเวิร์ตพูดน้อย แต่ต้องไปอยู่ในสังคมที่ผู้คนต่างแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

สำหรับผม อินโทรเวิร์ตอยู่เมืองไทยยากกว่าอีก เพราะที่อเมริกาเราแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องถูกตัดสิน เขาอยากให้เราพูด ให้เราคิด โดยที่ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด และไม่ได้ถูกเพื่อนมองว่าประหลาด เขาชอบให้เกิดความแตกต่าง เพราะมีคนหลากหลายฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา ในห้องเรียน ซึ่งแรก ๆ ผมจะไม่กล้า แต่พอรู้ว่าเราพูดได้นี่หว่า หลัง ๆ ก็พูดใหญ่เลย จนครูเริ่มรำคาญ (หัวเราะ) จากเป็นเด็กที่รู้สึกว่าถ้าพูดอะไรเสร่อ ๆ ไปเพื่อนจะโห่ ก็เริ่มกล้ามากขึ้น

นอกจากกล้าพูด คุณได้ความกล้าเรื่องอะไรอีก

ผมมีความกลัวบางอย่างที่เข้าไม่ถึง เป็นข้อจำกัดของเรา แล้ววิธีการแก้ที่ผมอ่าน คือเราต้องเผชิญหน้ามัน เรียนรู้ เมื่อไหร่ที่เราเผชิญหน้าและเข้าใจ ความกลัวนั้นจะเริ่มหายไป 

ความกลัวหนึ่งที่ผมไม่กล้าเลยจริง ๆ คือผมไม่กล้าคุยกับผู้หญิง (หัวเราะ) จำได้ว่าก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยน ผมเจอผู้หญิงไม่ได้ สมมติว่าไปแคมป์แล้วนั่งข้าง ๆ กันก็ไม่กล้าพูด ผิดที่ผิดทางไปหมด เวลาไปไหนผมจะเกร็งมาก ชนโต๊ะชนตู้หมดเลยนะ แต่พอกลับมารู้สึกผ่อนคลายลง รู้สึกไม่เป็นไร เราไม่ได้ประหลาด 

วันหนึ่งผมก็เลยตัดสินใจว่า เราต้องเดินเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ได้ไปจีบนะ แค่คิดว่าทำไมเราต้องกลัวขนาดนั้น 

ผมออกจากหอสมุด ก็เดินไปหาเขาเลย มันเป็นบทสนทนาที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ “ขอโทษนะครับ ผมมีปัญหากับตัวเอง ผมก็เลยต้องมาคุยกับคุณ” ซึ่งเขาก็ทำหน้างง ๆ แบบบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) คือผมไม่กล้าคุยด้วย แต่พยายามจะก้าวผ่านจุดนี้ของตัวเองให้ได้ เขาก็บอกเห็นมาตั้งหลายเดือนแล้ว (หัวเราะ) 

รู้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่กล้าคุยกับผู้หญิง

เราไม่ค่อยได้ตั้งคำถามหรอกว่าทำไม แต่พอมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่าหลาย ๆ อย่างที่หล่อหลอมเป็นเราขึ้นมา เกิดจากวัยเด็ก เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เกิดจากผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต แล้วเราก็มีโอกาสเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมของเราเองได้ ถ้าเข้าใจหรือตั้งคำถามกับมัน

ซึ่งผมมีพี่สาว 3 คน แน่นอนว่าเขาโตไวกว่าผม แล้วในช่วงวัยที่เด็กผู้หญิงมีความชัดเจนทางเพศ เราก็ชอบไปขอเล่นกับเขา แต่ช่วงเวลานั้นเขาแบ่งเพศแล้ว กลายเป็นว่าพอเราเข้าไป เขาก็จะปฏิเสธเราออกมา เราก็จะเสียใจว่าทำไมไปเล่นด้วยไม่ได้ จนมันเป็นความจำโดยไร้เงื่อนไขว่า การไปปฏิสัมพันธ์กับเพศหญิง โดยเฉพาะวัยไล่เลี่ยกันเป็นสิ่งที่ไม่ควร 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

ตอนนั้นน้องโอฬารเป็นเด็กยังไง

เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เอาจริง ถ้าไม่เรียนจิตวิทยาก็คงไม่รู้ว่าเรานิสัยยังไง เราอาจจะเอาแต่ใจตัวเองนะ แต่ก็เพราะเราเป็นลูกคนเล็กไง

ผมเป็นคนขี้สงสาร ชอบอุ้มแมวอุ้มหมากลับมาบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ (หัวเราะ) กินข้าวก็ทำเป็นกินไม่หมด แล้วเอาไปให้หมาให้แมวกิน ตอนเช้า ๆ ไปโรงเรียนก็จะวุ่นวายอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ แล้วก็ค่อนข้างขี้น้อยใจ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง

โอเค ผมว่าเราได้เรียนรู้บทบาทต่าง ๆ ผ่านพ่อแม่ ได้ทำอะไรหลายอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาด มีความสุขดีในวัยเด็ก แต่พอช่วงมัธยมเนี่ย เป็นจุดที่เราเริ่มผุดโผล่เรื่องคาแรกเตอร์มากขึ้น ในความแปลกประหลาดของตัวเอง การตั้งคำถามต่าง ๆ เรามาเรียนรู้ว่าวัยเด็กสำคัญมากกับพฤติกรรมเราในวันนี้ ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำไมเราถึงทำแบบนี้

อะไรคือความแปลกประหลาดที่คุณรู้สึก

วิธีคิดเราไม่เหมือนคนอื่น แต่ไม่มีโอกาสได้บอกใครเลย ไม่กล้าไปขัดความรู้สึกเขา แม้จะมีเสียงมากมายในหัวเรา ผมเริ่มพัฒนาตัวเองเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบใช้เวลากลางคืนมาก เป็นเวลาที่โลกเป็นของเรา เอนจอยชีวิตเงียบ ๆ มากขึ้น คนที่เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นถึงจะได้รู้ว่าเราคิดอะไร

แล้วความชอบความสนใจเหมือนคนอื่นในตอนนั้นไหม

ก็มีเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง บางคนสนใจกีฬา เราสนใจเรื่องอ่านหนังสือ ดนตรี ศิลปะ แล้วก็เอนจอยกับการเป็นอินโทรเวิร์ตมากขึ้นเรื่อย ๆ คุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกัน แลกหนังสือกัน ซึ่งในยุคนั้นไม่มีโซเชียล แค่จะฟังเพลงสักเพลง เรายังต้องรอดูในรายการทีวี ไปยืนรอที่แผงเทปหรือเปิดอ่านในแมกกาซีน เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่เราจะได้ฟังเพลง 

คุณสนใจเรื่องดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กเลยนะ แต่มาเล่นดนตรีจริง ๆ น่าจะ ป.6 – ม.1 ไปขอกีตาร์พัง ๆ ที่คอมันหักแล้วของคนรู้จัก เอามาต่อ พ่นสีใหม่ ต่อสายใหม่ เสียงมันแย่มาก เป็นกีตาร์ Made in Myanmar เลยนะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อก่อนถ้าจะไปซ้อมดนตรีทำวงประกวด ยังต้องหลอกแม่ว่าไปซ้อมกีฬา เพราะกลัวว่าเขาจะกังวล จนประกวดกลับมาแล้วค่อยสารภาพ แม่ก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราตั้งใจมาก 

เราเข้าใจนะว่าแม่มองไม่ค่อยเห็นว่าอาชีพนี้จะเป็นยังไงในอนาคต เคยขอไปเรียนสายนี้เลยหรือขอไปเรียนพิเศษก็จะถูกคัดค้าน ผมต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

ด้วยความคิดของพ่อแม่บวกกับความเป็นอินโทรเวิร์ตของตัวเอง ใช่เหตุผลที่เลือกเรียนจิตวิทยาไหม

พ่อแม่อยากให้เป็นวิศวะแหละ เพราะเขาทำงานสายนี้มาก็เห็นว่ามั่นคง แต่เราเลือกจิตวิทยาเพราะไปสะดุดอยู่กับความคิดว่าอยากเข้าใจมนุษย์ อยากรู้ว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนี้ อยากเข้าใจตัวเอง มันคงเหมือน Superpower ที่คนอื่นเขาไม่มี เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากนะ แต่พอไปเรียนจริง เราก็ไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นหรอก

กระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวของตัวเองมันยากรึเปล่า

ไม่ มันเป็นธรรมชาตินะ เหมือนเราค้นพบบางอย่าง เช่น ทำไมเราเลือกซื้อบ้านหลังนี้ อ๋อ มันเหมือนกับบ้านที่เราโตมาตอนเด็ก ๆ ถ้าเราพินิจพิเคราะห์มากพอ ลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก จะเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่เรายกมันมาใช้ในชีวิตทุกวัน ถ้าอยากจะเปลี่ยน เราต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ 

พอค้นเจอพฤติกรรมที่ไม่ชอบในตัวเอง คุณยอมรับได้เหรอ

ยอมรับได้ ถ้าไม่ยอมรับเราเองที่เป็นทุกข์ 

ใครก็ตามในชีวิต ถ้าเขาไม่ต้องการเปลี่ยน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปพูด สำคัญคือเราไม่อยากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรากล้ำกลืนมันไว้ แบกมันไว้ตลอดจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหลุดพ้น เราต้องยอมรับหรือ Make peace กับมัน ต้องหาจุดลงเอยให้ได้

แล้วเราจะ Make peace กับปมในอดีตได้ยังไง

ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากยอมรับอยู่แล้ว แต่บางคนแบกความเจ็บช้ำ ความโกรธ ความเกลียดไว้ เพราะรู้สึกว่าถูกต้อง มันจะต้องถูกเกลียด ถูกโกรธ ฉันถึงเป็นคนแบบนี้ 

ถ้าเราย้อนกลับไปยอมรับว่า สิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้น แล้วก็ปลดปล่อยมัน ไม่ติดค้าง มันไม่ใช่การให้อภัยคนอื่นนะ จริง ๆ เราปลดปล่อยตัวเราเองด้วย จากเหตุการณ์ เรื่องราว ความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ใช่การยอมรับเฉย ๆ แต่คือการยอมรับอย่างเข้าใจในแต่ละเรื่องราว 

คนที่ยังถือไว้ก็รู้นะว่าเจ็บปวด แต่ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งต้องเรียนรู้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกอดรัดสิ่งเหล่านั้นไว้อีกต่อไป 

เตรียมคำถามมาว่า คุณก้าวข้ามความแปลกแยกของตัวเองได้ยังไง แต่คุณกลับยอมรับมัน แปลว่าถามแบบนั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

ผมว่าเราไม่ได้ก้าวข้ามความเป็นตัวเองหรอก เราแค่รู้สึกเขินว่ะ แปลกว่ะ ประหลาดว่ะ แต่ว่าในความแปลกประหลาดนั้น เราก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก เหมือนเรา… (เขาเว้นช่วงคิด) 

เวลาผมทำสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต กับคนอื่นร้อยแปดพันเก้า พยายามทุ่มเททำนู่นทำนี่ให้ออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น กับคนอื่นเราบอกไม่เป็นไร อย่าคิดมาก แต่กับตัวเองมันไม่ค่อยมีโมเมนต์แบบนั้น 

จนวันหนึ่งไปนั่งย้อนดูรูปตัวเองตอนเด็ก ๆ ผมเห็นว่าไอ้น้องคนนี้มันน่าสงสาร เรายังไม่ได้เห็นใจเขาอย่างที่เราเห็นใจคนอื่นบ้างเลย เด็กคนนี้มันผ่านอะไรมาตั้งเยอะนะ แต่ทุกวันนี้เราก็ยัง So hard ไปเข้มงวดกับมัน ซึ่งในทุกความหวังดี ความเมตตาที่เรามีให้คนอื่น น้อยครั้งมากที่เราจะมีให้ตัวเอง เราลืมไปว่าคนนี้ก็ควรได้รับการปลอบประโลม ในขณะที่คำพูดดี ๆ เราพูดกับทุกคนบนโลก คนรัก ครอบครัว หรือว่าเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนแปลกหน้า 

ความคิดแบบนี้มันทำให้เราไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป หลาย ๆ ครั้งที่เราเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือเสียใจ เราแบกทุกอย่างไว้ แต่ไม่เคยมาลูบหัวตัวเองเลยว่า “ไม่เป็นไรนะ สู้นะเว้ย มึงเก่งมาก”

ไอเดียที่ว่า เราควรลูบหัวตัวเอง มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

ช่วงไม่นานมานี้ ไม่กี่ปีนี้เอง 

ถ้าเห็นตัวเองในปัจจุบัน เราก็คงไม่ได้รู้สึกว่าน่าเห็นใจอะไร แต่พอเราเห็นว่าเขาก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เคยร้องไห้ เคยเสียใจ เราถึงนึกออกว่าคนนี้มันก็คือมนุษย์หนึ่งคนนะ

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

จากเด็กที่คิดว่าตัวเองแปลกประหลาด รู้สึกยังไงกับการเติบโตมามีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง

รู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ไง (หัวเราะ) 

ต้องขอบคุณเด็กคนนี้ เพราะเขาเป็นคนที่อดทนกับความอะไรก็ได้ 

มองย้อนกลับไปสมัยที่เราเล่นดนตรี เราก็เล่นกับกีตาร์พัง ๆ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหา ไปเล่นประกวดแล้ววงตกรอบตลอด เราก็ไม่รู้สึกอะไร หรือไปทำเพลงยื่นค่ายไม่มีใครสนใจ เราก็สนุก มันคือความสุข 

พอเวลาผ่านไปจนมาเป็นศิลปิน ผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ถ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งในชีวิตก่อนหน้านั้น เราตัดสินใจว่ามันไม่ใช่ความสุข เราคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ 

มีน้อง ๆ หรือคนทั่วไปที่อยากเขียนเพลงมาถามว่า “พี่ เพลงร้อยล้านวิว ได้เงินเท่าไหร่” ผมก็ไม่เคยรู้นะ (หัวเราะ) แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องรู้ไม่รู้ แต่ถ้าคุณอยากจะเขียนเพลง คุณต้องตั้งคำถามว่าทำยังไงถึงจะเขียนเพลงให้ได้ร้อยล้านวิว มากกว่าที่จะถามว่าได้เงินเท่าไหร่ เพราะถ้าเราตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่เขียนเพลงแบบนี้ออกมาจนได้ ถ้าคุณมองว่าจะทำเงิน มันมีหลายอาชีพมากที่จะทำให้ได้ ในขณะที่ไม่ลำบากเท่านี้ ไม่โดนปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกเท่านี้ 

ผมรู้แค่ว่าแต่ละวันที่เราได้ทำคือความสุข ต้องขอบคุณสิ่งที่เด็กคนนั้นทำ ผมในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อดทนหรือเอนจอยเท่าเขา ถ้าผมเจอเขาในวันนี้ ผมจะบอกว่า “เฮ้ย เหนื่อยเปล่าวะ (หัวเราะ)”

เราทุกคนรู้ว่าคุณร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ แต่คุณมาแต่งเพลงได้ยังไง

จริง ๆ เคยเขียนเพลงสมัยวัยรุ่น แต่มันเป็นเพลงที่แย่ ซึ่งมองกลับไปก็ถูกแล้ว ถ้าทำสิ่งไหนก็ตามแล้วออกมาดีเลย มันไม่น่าใช่นะ คุณต้องเริ่มจากสิ่งที่ห่วยก่อน ต้องเขียนเพลงห่วย ๆ ก่อน ทุกอาชีพ ผมคิดว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

ถ้าคุณทำออกมาห่วย คุณก็ต้องมั่นใจเลยว่ามันห่วย! (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เป็น แล้วผมก็ยินดีที่ตัวเองไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น 

แต่เพราะความจำเป็นนะ เหมือนเราเรียนรู้ตอนไปอยู่เมืองนอกว่า เมื่อใดที่คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนหม้อน้ำรถไม่เป็น แต่คุณต้องเปลี่ยนให้ได้ คุณก็จะเปลี่ยนได้ มาวันที่เราเป็นศิลปิน ตอนแรก ๆ เขียนออกมาก็ยังห่วยอยู่ แต่วันหนึ่งที่คุณบอกว่า คุณจำเป็นต้องเขียนให้ได้ ไม่งั้นคุณก็ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เพราะในสถานการณ์ของผมคือ ร้องเพลงก็ไม่ได้ดี หน้าตาก็ไม่ได้ดี หรือเป็นมือกีตาร์ก็อาจจะรอดอยู่นะ (เปรี้ยง!! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาเหมือนกลั่นแกล้ง พวกเราพากันหัวเราะครืน) 

ผมรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนที่พอจะทำได้จริง ๆ การเขียนเพลงดูจะเป็นทางออกให้เราไปต่อในอาชีพนี้ได้ แล้วผมก็ลุย ฝึกเขียน จริง ๆ แอบเรียนรู้จาก พี่บอย โกสิยพงษ์ มาบ้าง ครูพักลักจำ แล้วก็ไปหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการแต่งเพลง เขียนไปเรื่อย ๆ จนมันเริ่มดูดี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับเข้ามาในเกม ในฐานะของนักแต่งเพลง จากเมื่อก่อนที่เป็นคนดีดกีตาร์ ยืนอยู่ข้างหลัง

พูดถึงเมื่อก่อน ทำไมแว่นใหญ่ต้องใส่แว่น

การใส่แว่นมันคือความผิดพลาดในชีวิต

สมัยก่อนผมไม่อยากออกกล้อง เพราะผมจะไม่กลับมาเมืองไทย ความตั้งใจของผมคืออยากให้มีภาพน้องสองคนนี้ออกไปให้คนเห็นว่าเขาเก่งนะ ผมไม่ได้อยากทำอะไรเลย ไม่ปรากฏตัว แล้วก็มั่นใจมากว่าตัวเองไม่เก่ง ถ้าเขารู้ชื่อก็คง โห นายโอฬารแม่งห่วยว่ะ แต่เขาไม่รู้ชื่อ เขาก็ด่าไม่ถูกตัว (หัวเราะ) 

จนวันที่น้อง ๆ มาบอกว่า “พี่ ออกมาหน่อยดิ ออกมาด้วยกัน” เผอิญมีแว่นตาสโนว์บอร์ดตั้งอยู่ตรงนั้น เราออกไปก็ได้แต่ขอใส่อันนี้ เลยกลายเป็นภาพจำ ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่เรียกว่าความคึกคะนองแล้วกัน (หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงส่วนมากมาจากไหน

ก็เรื่องราวของตัวเอง เหตุการณ์ที่เรารู้สึก หรือความคิดบางอัน ซึ่งเวลาเขียนเพลงมันก็ไม่ได้จริงทั้งหมด มันมีหลากหลายที่มามากเลย 

บางเพลงก็เป็นแค่คอนเซ็ปต์ไอเดียว่า วันนี้เราอยู่ที่หัวหินนะ ฟังเสียงคลื่นแล้วมันไม่หยุดสักที มันเป็นลูป เราก็รู้สึกว่าความทรงจำของเราก็เหมือนลูป วนไปเวียนมา เลยทำดนตรีให้เป็นลูป ใช้ 4 คอร์ดวน ๆ ทั้งเพลง ตั้งชื่อมันว่า หัวหิน (Loop) 

อย่างเพลง บอกตัวเอง ก็จะเป็นคำพูดของแม่ที่พยายามปลอบเรา ซึ่งธรรมดาแต่มีพลังมากเลย คำว่า “เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะต้องอยู่ให้ได้ เราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป ถึงแม้รู้ว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่คิดถึงเธอเลย” เป็นคำพูดที่รู้สึกว่า โห ในความสิ้นหวังมันก็เป็นความหวัง 

ในหลาย ๆ เพลงก็พยายามพูดถึงความจริงของมนุษย์ คือ ความเจ็บปวด ความทุกข์ แต่ไม่อยากให้รู้สึกว่าทุกข์จังเลย ไปตายกันเถอะ (หัวเราะ) เราอยากให้เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ อย่างที่บอก ถ้าเรายอมรับมัน สวมกอดมันไว้ มันจะพาไปสู่จุดที่เราไม่ต้องหลอกตัวเอง 

ถ้าอยู่ในถ้ำก็อยากให้เห็นแสงสว่าง ประมาณนั้น

รู้ไหม มีคนเคยทำคอนเทนต์ที่วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า ทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงของแว่นใหญ่

ผมเห็นแล้ว แล้วเขาก็สันนิษฐานว่าเพราะผมเรียนจิตวิทยารึเปล่า

ซึ่งเกี่ยวไหม

อาจจะเกี่ยว แต่ผมทำเป็นธรรมชาติมากเลย ถ้ามันใช่ก็อาจจะซึมซับอยู่ในตัวเรา จิตวิทยาที่เรียนมามันคือการมองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ 

เราเชื่อเสมอว่าทัศนคติที่ดี วิธีการมองที่ดี ต่อให้แย่แค่ไหน มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในตัวเรา หรือว่าจิตวิทยาสอนเรามา

งั้นคำตอบจริง ๆ คืออะไร คุณคิดว่าทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงแว่นใหญ่

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมมองดนตรีเหมือนอาหาร นอกจากจะทำอร่อยแล้ว ผมคิดว่าเขาต้องกินแล้วได้ประโยชน์ ได้สุขภาพที่ดี ถ้าเราคิดแค่เอาเงิน เอาชื่อเสียง ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบ เราต้องตั้งคำถามว่า เขาจะได้อะไรจากเพลงนี้ โดยที่ไม่ได้ไปยัดเยียดด้วยนะว่าเขาจะต้องเห็นอะไร เชื่ออะไร หรือคิดยังไง 

ผมพยายามจะเป็นเพื่อนหนึ่งคนในยามที่เขาเศร้า แล้วไม่อยากให้มันแย่ไปกว่านั้น แต่มันจริงนะ หมายถึง เราไม่ได้จะมาบอกว่าเรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง แต่สำคัญว่าเราจะทำยังไงต่อ 

(ทำไมคนอกหักชอบฟังเพลงแว่นใหญ่ : โอพึมพัมกับตัวเอง) 

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนจากเรื่องจริงด้วยมั้ง คนที่รู้สึกแบบนั้นอยู่ก็จะรู้สึกว่า เนี่ยมันคือความคิดของเรา เพราะว่าผมก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกับทุกคน บ้านผมก็น้ำท่วม (หัวเราะ) ผมก็หยิบยกความรู้สึกเหล่านั้นมาเล่า น้ำท่วม ยกของไม่ทัน แต่อะไรคือสิ่งดีที่เราจะทำได้ในเหตุการณ์นี้ ไม่อยากแค่บอกว่า “น้ำท่วมโว้ย ๆ (หัวเราะ)”

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

การที่คนฟังเพลงคุณแล้วร้องไห้ ถือเป็นความสำเร็จไหม

โห ถ้างั้นก็ต้องตั้งใจเขียนให้คนร้องไห้ มันอาจจะเป็นเครื่องหมายว่าเพลงนี้มีผลต่อความรู้สึกของเขา แต่บางเพลงคนฟังก็ไม่เก็ตเลยนะ แต่บางคนนี่ ฮือ (ทำเสียงร้องไห้) 

ความสำเร็จน่าจะมาจากการที่เพลงนั้นมีผลกระทบที่ดี กับความคิด ทัศนคติของเขา ถ้าเขากำลังอยู่ในจุดที่แย่ก็เหมือนพยุงเขาไว้ หรือถ้าเขาอยู่ในมุมที่ไม่ได้เห็นอะไรที่ควรจะเห็น เราก็ไปเปิดบางจุดให้เขาเห็น 

เช่น เพลง ลืมไป ผมว่าเป็นเพลงที่มีคนส่งข้อความมาเยอะมากว่า ทำให้เขาเลือกย้ายมาอยู่กับครอบครัว มาดูแลพ่อแม่ หรือกลับจากต่างประเทศมาเพราะเห็นว่าเวลาอาจจะเหลือน้อย คือผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นด้วยซ้ำ ซึ่งผมดีใจนะที่ได้ทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น ให้แต่ละคนเห็นคุณค่าของเวลาที่มีด้วยกัน

เห็นมีช่วงหนึ่งที่คุณป่วย แล้วคิดว่าถ้าวันนี้จะต้องตาย อยากปล่อยเพลงอะไร ทำไมถึงเลือกเพลงลืมไป

จริง ๆ เพลง ลืมไป ถูกเขียนก่อน แต่บางทีมีหลายเพลง ผมมักจะถามตัวเองว่า “ถ้าเราจะตาย เราจะปล่อยเพลงไหนก่อน” ก็เลยเอาเพลงที่มีสิ่งที่อยากบอกในช่วงเวลานั้น 

ผมคิดว่าในวัยนี้ทุกคนเป็น คือเดี๋ยวค่อยไปนี่กับแม่ เดี๋ยวค่อยพาครอบครัวไปวันนั้นวันนี้ ขอรอให้หมดช่วงยุ่ง ๆ เราทุกคนมองว่า ความสุขหรือความฝัน เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจัดวาง จนวันที่เราป่วย 

ผมป่วยแบบไม่รู้สาเหตุ มีรอบหนึ่งที่หัวใจเต้นช้า อยู่ ๆ หน้ามืดจะเป็นลม แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเลยไปโรงพยาบาล หมอตรวจตอนแรกก็ไม่รู้ เราหัวใจเต้นแค่ 37 แล้วยังนั่งคุยกับคุณหมอชิลล์ ๆ อยู่เลย หมอบอกนี่คุณตายได้เลยนะ! เราก็ ฮะ ตายได้เลยหรอ หมอช่วยทำอะไรหน่อยสิครับ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกว่าชีวิตมันอาจจะหยุดภายในวินาทีนี้เลยก็ได้นะ เหมือนเราถูกกระชากให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เราทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่คุณคงไม่คิดว่าคุณจะตายตอนนี้ วันนี้ จนวันที่เราโดนเขย่า อย่าคิดว่าจะอยู่ไปถึงอายุ 60 – 70 นะ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึง แล้วความตั้งใจเดิม ๆ มันเริ่มเปลี่ยนเลย เรียงใหม่เลยว่าทำอะไรได้ทำ ก่อนที่จะไม่ได้ทำ 

สิ่งที่มีค่าที่สุดของเราทุกคนก็คือ ตอนนี้เท่านั้น เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะมีตอนไหนอีก คุณไม่มีทางรู้ 

ผมเลยเขียนเพลง ลืมไป ชื่อเพลงภาษาอังกฤษผมเขียนว่า Blind คือ เราตาบอดตรงที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ถ้าทำได้ทำเลย เราจะไม่รออีกแล้ว เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้เสมอไป 

ชีวิตหลังจากล้มป่วยเป็นยังไงบ้าง

ไล่ทำสิ่งที่ตั้งใจ ไปบวช เพราะตอนแรกกะว่ารอให้หมดภาระ มีเงินเก็บ ดูแลทุกอย่างได้ แต่ตอนนั้นก็คือ ไม่ ต้องไปบวชเลย (หัวเราะ) 

อะไรที่ตั้งใจไว้แล้วไม่ได้ทำ ก็เออ ไปทำซะ เพราะอาจจะไม่ใช่แค่เรานะ คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่อยู่ให้ทำด้วยแล้วก็ได้ 

ได้อะไรกลับมาจากการบวช 1 เดือน

ได้เรียนรู้ว่าการไปบวชมันก็ไม่ง่ายนะ แล้วเราในยูนิฟอร์มหนึ่งก็คิดแบบหนึ่ง เราในยูนิฟอร์มเดิมก็คิดแบบเดิม ดังนั้น มันเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง 

ชอบไหม

มันก็มีจุดที่ชอบ แต่ผมจะตั้งคำถามว่าแล้วประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน การบวช 1 เดือนมันสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้ถึงจุดที่เอามาแชร์ได้ ไปอยู่เมืองนอกเรายังใช้เวลาปรับตัว 3 เดือนเลย 

แต่ชอบ เอนจอยที่สุดคือการไปบิณฑบาต ผมบวชที่ระยอง ในเขาในป่า เช้า ๆ หมอกลง วิวดีมาก แล้วก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตร เห็นความศรัทธาของเขา ชีวิตเรามีรายได้ที่น่าจะดีกว่าเขานะ เรายังไม่หาอาหารมาถวายใส่บาตรเลย ในขณะที่ชาวบ้านทำสิ่งนี้ทุกวัน 

แล้วก็มีครั้งหนึ่ง ผมโดนย้ายไปบิณฑบาตสายหนึ่ง จำได้ว่าสายนี้จะมีคนสติไม่สมประกอบ เขาก็ตะโกนโหวกเหวกเนอะ แล้วเขาก็แกว่งไม้ไปมา ยิ่งเห็นผมมาใหม่ก็มาประกบข้างเลย ผมก็เกร็งคอแบบว่า เอาวะ ถ้าโดนก็เกร็งคอไว้รอแล้ว จนเดินไปรับบาตรบ้านหลังสุดท้ายถึงพบความจริงว่า เขาเป็นลูกของโยมที่อยู่บ้านลึกสุด ซึ่งภารกิจของเขาคือการเดินมารับพระทุกวัน และเขาถือไม้เพื่อไล่หมาไม่ให้มากวนพระ

เรารู้สึกว่าเป็นพระ ทำไมความคิดถึงแย่ขนาดนี้ ได้เห็นตัวเองในมุมที่ตัดสินคนอื่น เหมือนเขามาให้ธรรมะ ให้ปัญญาเราแล้วกัน

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต
โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

ในวัยเลข 4 นอกจากเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คุณครุ่นคิดถึงอะไรอีกไหม

ผมครุ่นคิดเรื่องความตาย 

พออยู่ตรงนี้มานาน เราว่าทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร แม้ในอาชีพของเราเอง ผมยังเห็นการรุ่งเรือง แล้วก็ถดถอย แล้วก็กลับมา มันก็วนไปวนมา จนเราเฉย ๆ กับมัน แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ยินดี

ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนที่วิ่งหาชื่อเสียงหรือวิ่งหาแสง นานวันเรายิ่งรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งทุกวันนี้โลกมันเป็นอย่างนั้น ต้องสร้างคอนเทนต์ ต้องสร้างกระแส เพื่อให้มันหล่อเลี้ยงตัวเรา แต่บางครั้งมันก็ทำลายความเป็นศิลปินหรือตัวตนของศิลปินเหมือนกัน 

เริ่มคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปอีกแค่ไหน เราอาจจะยังเล่นอยู่ แต่สุดท้ายคุณก็จะเป็นคนแก่ ๆ หนึ่งคนที่ไม่มีใครจำได้ ไม่ว่าคุณจะอาชีพอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันแค่อีกนานแค่ไหนมากกว่า ซึ่งเรารู้ข้อนี้ดี 

แต่ผมไม่อยากเป็นคนที่พยายาม ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่ตรงนั้น เราอยากกำหนดทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่าว่า เราจะทำสิ่งนี้ถึงเมื่อไหร่ ยังไง ตอนไหน มันอยู่กับคำถามแบบนี้มากขึ้น ทุกวันนี้ยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นดนตรี แต่เพราะเป็นวัยนี้ของเราด้วยมั้ง 

ความตายแง่มุมไหนที่คุณครุ่นคิด

คิดว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เราก็พยายามจะรักษาคอนเซ็ปต์เดิมคือ ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เพราะต่อให้มีแพลนรีไทร์ตอนอายุเท่าไหร่ ก็อาจจะอยู่ไม่ทันได้รีไทร์ก็ได้ 

เวลาผมพูดเรื่องความตาย คนส่วนมากจะไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้พูด ผมเข้าใจนะว่ามันดูหดหู่ แต่เรารู้สึกว่าการวางแผนมันดี เตรียมล่วงหน้า อยู่กับความจริงที่ว่า ถ้าคุณไม่มีชีวิตถึงตรงนั้น แล้วคุณจะทำยังไง 

ซึ่งมันก็ไม่ง่ายนะ เพราะบางทีเราคิดว่า เดี๋ยวแก่แล้วเราต้องแพลนเก็บเงิน แต่ว่า เฮ้ย ถ้าอยู่ ๆ ตายก็จะไม่ได้ใช้เงินเลยนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกยุคนี้ ไม่มีใครรู้ แต่ผมก็ยังเป็นคนที่คิดอะไรฟุ้ง ๆ เพ้อเจ้อเหมือนเดิม (หัวเราะ)

มีหลายคนพูดว่า รอดชีวิตมาได้เพราะเพลงของแว่นใหญ่ แล้วมีเพลงไหนไหมที่ช่วยให้แว่นใหญ่รอดชีวิต

ไม่มี (หัวเราะ) ไม่รู้สิ ผมนึกไม่ออก

แต่ว่าเอางี้ดีกว่า เป็นเพลงที่ผมกำลังทำร่วมกับโปรเจกต์หนึ่ง คือทำเพลงให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งโรคนี้อาการจะมีแต่ทรุดลง ๆ 

สำหรับผม ถ้ามองความตาย เราอาจจะคิดว่าเรายังอยู่ แต่กับผู้ป่วย เขาอาจจะอยู่กับคำถามว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นยังไง อาจจะตื่นมาแย่กว่าเดิม หรืออาจจะไม่ตื่นมาเลยก็ได้ 

ในเพลงผมบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว คงบอกคนที่รักว่าขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป 

ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า คุณกลับมองเห็นความสุขซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ใช่ แต่ในความสุข ผมก็เห็นความเศร้านะ 

จะพูดยังไงดี คำพูดแบบไหนที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกตรงนี้ได้ เหมือนถ้าเราอกหัก แน่นอนว่าเราเสียใจ แต่เราก็ยินดีที่มันเคยเกิดขึ้น แล้วก็เจ๋งตรงที่อย่างน้อยเราได้อกหัก ได้รักใครสักคน 

เออ ทุกเพลงมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหมือนเพลง เป็นทุกอย่าง ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหน คือถึงแม้ไม่ได้เป็นคนสำคัญก็ดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย 

ข้อเสียคือผมมักจะมองช่วงเวลาดี ๆ เป็นความเศร้า เวลาที่เราเอนจอยมาก ๆ รู้สึกว่าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว เรารู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก รู้ว่าเราทำได้แค่นี้จริง ๆ มันจะเกิดขึ้นแค่นี้ตรงนี้เท่านั้น มันน่าเศร้า แต่ก็ยินดีนะ นี่คือชีวิตสำหรับผม 

ทุกอย่างคือความสุขความเศร้าที่รวมกันเป็นก้อนเดียว โดยที่เราทำอะไรมันไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ 

แล้วพอความสุขเศร้าในแต่ละเพลงมารวมกัน อัลบั้มแรกในชีวิตคุณจะออกมาเป็นยังไง

ตอนแรกคิดว่าจะชื่ออัลบั้มอะไร สุดท้ายจบที่ LIFE TIME คือชีวิตและเวลา แล้วมันก็หมายถึงช่วงชีวิตได้ด้วย ในความรู้สึกผม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมดเลย 

ทุกเพลงของผมจะวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กับความจริงในชีวิต กับเวลาที่มี กับความทุกข์ 

(โอโชว์หน้าปกอัลบั้มที่มีตัวเขา กับเงาสะท้อนด้านหลังในกล่องสี่เหลี่ยม)

ผมว่าแสงเงามันมีผลกับเวลา 

แสงเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทุกวินาทีจะเกิดเงาซึ่งเป็นความทรงจำของเรา แต่เราไขว่คว้าเอามาไม่ได้

ที่ร้องว่า เราเดินทางผ่านวันเวลา คือเราเดินทางอยู่จริง ๆ บนจักรวาลนี้ เคลื่อนที่ไปในอวกาศ เราหยุดเวลาไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้เลย ข้อเท็จจริงที่เราจะต้องจากกัน โมเมนต์นี้ของเราจะเกิดแค่ตอนนี้เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเงาที่ให้เราเก็บไว้ในหัว ซึ่งมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว 

เราเป็นมนุษย์ที่มองว่าความสุขความเศร้าต่อกรกับความจริงไม่ได้ เราเป็นผู้ประสบภัยทางเวลาร่วมกัน ต่อให้มันเศร้า แต่ก็ดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้

ในฐานะที่เป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ถามหน่อยว่าคุณมีความสุขกับอะไรง่าย ๆ บ้าง

มีของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองอย่างหนึ่งก็คือ แมว ทำให้เอนจอย แต่เหมือนเขาน่าสงสารนะ เพราะว่าเราจะมีกระแสแห่งความรู้สึกอะไรไม่รู้อบอวลอยู่ในใจ พอหันไปเจอเขาก็จะ (ทำท่าฟัดแมว) แมวก็ต้องรับความรู้สึกเหล่านี้ไป (หัวเราะ) 

ไม่ว่าโลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน แมวทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้แย่เกินไป 

ถ้าพระเจ้าสร้างโลกจริง ก็ขอบคุณมากครับที่สร้างแมว 

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load