เมื่อครั้ง The Cloud ให้เกียรติชวนมาร่วมสนุกในงานเขียนนั้น ก็ได้ขอคำปรึกษาบรรณาธิการผู้อ่อนโยนและเมตตาว่า จะเขียนถึงอิตาลีอย่างไรดี ท่านก็สรุปสั้นๆ ว่า ให้บีบเรื่องให้แคบที่สุด ไม่ควรพูดไปทั้งเมือง เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังสือนำเที่ยวไปเสียฉิบ …แน่นอนประโยคหลังนี่เป็นสำนวนของข้าพเจ้าเอง

วันนี้ บ.ก. จะต้องรักมาก เพราะจะพูดถึงเวนิส แต่ในพื้นที่ที่แคบที่สุด แคบเท่าแมวดิ้นตายจริงๆ นั่นคือจะพูดถึง ‘เรือกอนโดลา’

เวนิสเป็นเมืองน้ำ เหมือนกรุงเทพฯ ดังมีผู้เปรียบเทียบสองเมืองนี้ไว้ว่า “เวนิสตะวันออก บางกอกตะวันตก” ผิดกันตรงที่เวนิสนั้นตั้งอยู่ริมทะเล จึงมีความเป็นหมู่เกาะ

ส่วนเรือกอนโดลาเป็นสัญลักษณ์คู่กับเวนิสอย่างแยกไม่ออก ใครๆ ไปเวนิสก็ใฝ่ฝันที่จะนั่งเรือแจวนี้ มิใยจะมีชาวท่าแซะที่ไม่ได้เป็นคนสงขลามาพูดจาหยามหยาบว่า “มันก็ไอ้เรือแจวแหละว้า” หรือ “มีเงินอย่างเดียวลงไม่ได้นะ ต้องเซ่อยอมให้เขาหลอกด้วย”

ใครเคยเจออย่างนี้ขอให้ยิ้มเย็นแล้วตอบไปว่า “อ้าว เห็นตอนพายตอนแจวก็เสียงดังจ๋อมแจ๋มดี ไม่ยักรู้ว่าไปแจวเรืออยู่บนหัวใครคนอื่นด้วย”

เรือกอนโดลานี้ สะกดว่า gondola ออกเสียงแบบใกล้เคียงเจ้าของภาษาที่สุดก็น่าจะราวๆ “ก้น-โดะ-หละ” แต่ขอเขียนกอนโดลาได้ไหม เอาที่คนส่วนใหญ่คุ้นกันนี่ล่ะ

กอนโดลาเป็นเรือแจว ไม่ใช่เรือพาย หากแยกกันไม่ออก ดูง่ายๆ “นั่ง-พาย, ยืน-แจว” เชื่อฉันเถอะ ฉันอยู่ริมคลองมาตลอดวัยเยาว์

สำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นเรือกอนโดลานั้นก็ขอให้ดูรูปเอา สิ่งที่จะเล่าให้ฟังนั้น คือสิ่งที่มากไปกว่าตาเห็น

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

เรือกอนโดล่านั้นที่ชินตานั้น ส่วนใหญ่เป็นสีดำ อันเกิดมาจากการกฎหมายของเวนิสใน ค.ศ. 1562 ที่ท่านดยุกของเมืองประกาศฟันธงไปเลยว่าให้เป็นสีดำให้หมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ดีมีตระกูลเมืองเวนิสต่างพากันประดับประดาเรือกันอย่างฟุ่มเฟือย วิลิศมาหรา ส่วนที่ว่าเป็นสีดำนั้นก็มีหลายทฤษฎี แต่อันที่ฟังขึ้นที่สุดก็คือ เพราะเรือทุกลำต้องเคลือบน้ำมันดินสีดำ ก็ให้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ต้องไปอะไรกับมันอีก จบนะขุนนาง

เรือหัวโด่งก้นโด่งนี้ มีขนาดยาว 11 เมตร กว้าง 1.40 เมตร หนักราว 500 กิโลกรัมนี้ ประกอบด้วยไม้ถึง 8 ชนิด อันได้แก่ เพื่อรองรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปของเรือ

1. ไม้โอ๊คเดอมัสต์ ถ้าจะให้ดี ท่านว่าต้องมาจากฝรั่งเศส

2. ไม้เอ็ลม์ ของอิตาลีเอง

3. ไม้สนเฟอร์ จากออสเตรีย

4. ไม้วอลนัต จากแคว้นเวโนโตอันเป็นแคว้นของเมืองเวนิสเอง

5. ไม้มะฮอกกานี ไม้เมืองนอกจากแอฟริกา

6. ไม้เชอรี่ ใช้เป็นไม้เชื่อมเรือระหว่างด้านขวาด้านซ้าย มีทั้งหมด 8 ชิ้น

7. ไม้ลินเดนหรือไม้ไลม์ 2 ท่อนใหญ่ วางอยู่หน้า-หลังของเรือ

8. ไม้สนลาร์ช ใช้ตรงส่วนที่คนแจวยืนปฏิบัติการ

ที่ต้องใช้ไม้ต่างชนิดกันนั้น เพราะไม้แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติต่างกัน ซึ่งก็ต้องแยกกันไปตามหน้าที่ที่ใช้ในเรือด้วย เช่น ไม้สนเฟอร์เป็นไม้เนื้อเบาและทนน้ำเค็มได้ดี ก็จะนำไปใช้เป็นท้องเรือ ส่วนไม้โอ๊คเดอมัสต์เป็นไม้ที่แข็งแรงมาก จึงนำมาให้เป็นด้านข้างของเรือ เพราะเป็นจุดต้องกระทบกระทั่งกับสิ่งต่าง ๆ มากมายตลอดเวลา เช่น เรือลำอื่น หรือ ตลิ่ง สิ่งก่อสร้างอื่นๆ เป็นต้น และชิ้นไม้เหล่านี้ รวมกันได้ราว 280 ชิ้น

ลำเรือนั้นเล่า หากเรือจอดอยู่เฉยๆ ไม่มีคนอยู่บนเรือแม้แต่คนเดียว เราจะเห็นได้ชัดว่าเรือเอียง หรือไม่สมมาตร กล่าวคือ เรือจะให้พื้นที่แก่คนยืนแจว เมื่อคนแจวลงไปยืนตรงที่ของตน เรือก็จะกลับมา (เกือบจะ) ตรงนั่นเอง

นอกจากส่วนประกอบต่างๆ ของลำเรือแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อันได้แก่

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

‘เหล็กหัวเรือ’ ถ้าสังเกตให้ดี ก็จะเห็นว่ามีรูปทรงเป็นตัว S ที่มีส่วนหัวใหญ่หน่อยแล้วค่อยโค้งรับกลืนกับลำเรืออย่างอ่อนช้อย

เหล็กหัวเรือนี้มีซี่อยู่ 6 ซี่ อันหมายถึง 6 เขตของเมืองบนเกาะเวนิส ถ้าเพ่งไปอีก ก็จะเห็นว่า ระหว่างซี่เว้นซี่นั้น จะมีเหล็กบางๆ สลักเสลาอย่างอ่อนช้อยซ่อนอยู่อีก 3 นั่นก็คือ เกาะเล็กเกาะน้อยของเมืองเวนิส ได้แก่ บูราโน มูราโน และตอร์แชลโล (Burano, Murano, Torcello) ส่วนอีกเกาะคือจูเด็กกา (Giudecca) นั้น ปรากฏให้เห็นเป็นซี่ใหญ่อยู่อีกด้านของซี่ทั้ง 6

มีแค่นั้นหรือ ยังไม่หมด หัวเรือยังมีสัญลักษณ์อื่นซ่อนอยู่อีก ปลายหัวที่หนาๆ นั้น ว่ากันว่า เป็นรูปทรงของหมวกท่านดยุกผู้ครองเมืองในอดีต นอกจากนี้ ช่องว่างครึ่งวงกลมเล็กๆ ระหว่าง ‘หมวกท่านดยุค’ กับ ‘เขตทั้ง 6 ของเวนิส’ ยังหมายถึงสะพานรีอัลโตอีกด้วย

แต่ถ้าถามทางเชิงช่างแล้ว นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แล้ว เหล็กหัวเรือนี้ยังมีหน้าที่สำคัญคือเป็นตัวกันชน และเป็นตัวถ่วงน้ำหนักของเรือ ค่าที่มันมีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัมทีเดียว

ส่วนประกอบอีกส่วนที่สำคัญมาก และเป็นเหมือนหัวใจของคนแจวเรือเลยก็คือ ‘หลักแจว’ หลักแจวคืออะไร คุณนึกออกไหม ถ้าคุณพายเรือ จุดพักพายหรือจุดที่เป็นคานงัดพายของคุณคือขอบเรือ แต่เวลาแจวนั้น เราก็ต้องใช้จุดวางแจวอันยาว และใช้เป็นจุดคานงัดเช่นกัน โดยหลักแจวนี้จะสูงขึ้นมาพ้นขอบเรือ

หลักแจวของเรือกอนโดลานี้มีรูปทรงสวยงาม รูปทรงเป็นส่วนโค้งเว้าราวกับศิลปะนามธรรม ซึ่งรูปทรงดังกล่าวล้วนมีผลในการบังคับเรือทั้งสิ้น และความสูงก็ไม่เท่ากันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนสูงของผู้แจว หลักแจวจึงเป็นของส่วนตัวมากๆ ถ้าคนแจวเปลี่ยนเรือ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาจะถอดหลักแจวนี้ไปเสียบในเรือลำใหม่ ตามตัวไปด้วยเสมอ

ในสมัยฮิตสุดตัว ในเวนิสมีกอนโดลาอยู่ถึงเรือนหมื่น ได้มีผู้บันทึกไว้ว่า “คนเวนิสผูกเรือกอนโดลาไว้ที่คลองหน้าบ้านเหมือนคนบนบกผูกม้า” แต่ปัจจุบัน มีเรือกอนโดลาอยู่ 400 ลำเท่านั้น และอู่ต่อเรือก็เหลือมีอยู่ 5 แห่งเท่านั้น เจ้าดังที่สุดคือ Tramontin เพราะเรือสวยที่สุดและใช้งานได้นานที่สุด

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

ทำไมไม่นั่งพาย

หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่นาน หายังไงก็ไม่เจอ ก็เลยใช้สัญชาติญาณของคนริมคลองนี่ล่ะ

คนไทยมีเรือไว้พายไปไหนมาไหน บ้านสมัยก่อนอยู่ในเรือกในสวน แล้วก็ห่างกันค่อนข้างมากหากต้องเดิน เรือจึงเป็นการสัญจรที่สะดวก หากจะเปรียบก็คือจักรยานนี่ละ

แต่เรือแจวนั้น มีจุดประสงค์เพื่อการส่งของเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะข้าวของที่บรรจุในเรือนั้นมักจะหนักกว่าที่บรรจุในเรือพาย เรือก็จะใหญ่ แล้วพอจะพาย ก็ต้องใช้พายอันใหญ่มากเพื่อดันน้ำให้เรือเดินไปข้างหน้า

สรุปคือ เรือแจวมีไว้ขนของ เรือพายมีไว้สัญจรส่วนตัว

คราวนี้ลองมาดูบ้านเรือนในเวนิสกันบ้าง

บ้านเรือนในเวนิสนั้น เป็นตึก สร้างติดๆ กันไปหมด และเต็มไปด้วยสะพาน จะไปไหนมาไหน คงใช้การเดินเป็นหลัก

จะมีก็แต่ขนของขนคนเท่านั้นที่ต้องใช้เรือ เรือแจวจึงมีบทบาทมาก

การแจว ต่างจากการพายอย่างไร

นอกเหนือจากการยืนกับการนั่งแล้ว การยืนแจวเรือนั้นช่วยได้มากในการขนของหนัก เพราะได้ใช้กำลังทั้งตัว โยกหน้า โยกหลัง เพื่อดันให้ใบพายอันใหญ่นั้นพุ้ยน้ำให้เรือขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า ในขณะที่การพายเรือนั้นเมื่อยกล้ามมากๆ

การแจวเรือ

จุดที่สังเกตเห็นได้จากการแจวของคนแจวอิตาเลียนกับไทยนั้น คือคนแจวที่เวนิสนั้น หากคุณหันไปดูเขาสักนิด คุณจะเห็นว่าเขาไม่ได้แจวอย่างเดียว แต่มีทั้งถีบทั้งดัน ที่ว่านี้ไม่ใช้กับผู้โดยสาร ไม่ต้องกลัวไป เขาทำกับตึกอาคารต่าง ๆ เพื่อให้เรือได้เร็วขึ้น

อีกอย่างที่คนแจวทำเวลาแจวมาตรงหัวมุมตึก ตรงคลองแยก คนแจวจะตะโกนว่า “โอ้-เอ่” ฟัง ๆ ดูก็เหมือน “โอ้ย” นี่ล่ะ ไม่ได้เจ็บไม่ปวดอะไร แต่เป็นการส่งเสียงให้ไม่ให้เรืออีกลำออกมาประสานงากับเรือของตัว

อ้อ ภาษาอิตาเลียนเรียกคนแจวว่า กน-โด-ยิ-แย-เร (gondoliere) นะ

ค่าเรือ

       กลางวัน 80 ยูโร กลางคืน 100 ยูโร ราคานี้ต่อลำนะ ลำละไม่เกิน 6 คน แต่แว่ว ๆ มาว่า ชาวเรือกำลังจะขอปรับเป็น 5 คนต่อลำ เธอบอกว่า เพราะโควิด ต้องนั่งห่างกัน แต่ข้าพเจ้าว่าไม่น่าจะใช่ ก็คนเขาเดินทางมาด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน จะเจ็บจะป่วยก็คงเป็นมาก่อนแล้วมั้ง ไม่ใช่เป็นรถตู้นี่ ที่เต็มแล้วออก ตามมาด้วยการส่งกระจาดพลาสติกเรียกเก็บเงินด้วยระบบ Honour System แบบไทยๆ

อยากนั่งถูกๆ เหรอ ก็ได้ เราก็มีบริการเรือข้ามฟากให้ใช้ ราคาคนเวนิส 70 เซ็น คนนอก 2 ยูโร ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคนในคนนอก เขาจำคนของเขาได้แหละ

พร้อมไปนั่งเรือกอนโดลากันไหม ถามอย่างนี้อาจถูกตอกกลับมาว่า อำนาจตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว เอาน่า เมื่อไหร่พร้อมก็ค่อยไปกันนะ อ้อ แต่พ่อหนุ่มแจวเรือกอนโดลาคนหนึ่งฝากมาบอกว่า อย่ามาหน้าหนาวนะ

เพราะหน้าหนาวพวกเราจะอยู่ที่ภูเก็ต

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • www.antiqua.mi.it/gondola.htm
  • www.compagniadeiviaggiatori.com/gondola-origini-storia-curiosita/#Caratteristiche%20della%20gondola
  • www.veniceingondola.com/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ตอนเด็ก ๆ ฉันเป็นคนชอบชื่อ ชอบนามสกุล ฉันท่องนามสกุลเพื่อนได้ทุกคน ถึงวันนี้ ใครบอกชื่อเพื่อนสมัยประถมมา ฉันมักจะต่อด้วยนามสกุลโดยอัตโนมัติ จะไม่ให้ทำอย่างนี้ต้องหยิกตัวเองอย่างแรง

ชื่อของคนอิตาเลียน

ปกติชื่อที่ลงท้ายด้วยเสียงโอ จะเป็นผู้ชาย ชื่อที่ลงท้ายด้วยเสียงอา จะเป็นผู้หญิง เช่น Paolo-Paola, Mario-Maria เป็นต้น แต่ก็มีชื่อที่ไม่ได้ตามกฎนี้อยู่บ้างเหมือนกัน เช่น

ชื่อที่ลงท้ายด้วยเสียงอา แต่เป็นผู้ชาย ได้แก่ Andrea, Luca และ Nicola (ถ้าเป็นผู้หญิงจะเป็น Andreina, Nicoletta ส่วน Luca นั้นไม่มีเพศหญิง)

ชื่อที่เราอาจนึกว่าเป็นผู้หญิงได้แก่ Gabriele (กาบรีแยเล), Emanuele (เอมานูแยเล) (ชื่อผู้หญิงจะเป็น Gabriella, Emanuela)

ส่วนนามสกุลนั้น ส่วนใหญ่มักจะลงท้ายด้วยเสียงอี (-i) เช่น Rossi หรือ Bianchi แต่ก็ไม่เสมอไปอีกเช่นกัน

วางชื่ออย่างไร ชื่อก่อนหรือนามสกุลก่อน

คำตอบคือ ชื่อแล้วค่อยนามสกุล เว้นแต่จะเป็นรายชื่อเรียงรายแบบในตามประกาศราชการ ประกาศผลสอบ หรือแม้แต่ในสมุดโทรศัพท์ ทั้งนี้เพราะชื่ออิตาเลียนซ้ำกันเหลือเกิน นามสกุลก็อาจมีซ้ำบ้าง แต่ไม่ซ้ำเท่า อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ มักมีเครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างนามสกุลกับชื่อ

ส่วนคนไทยอย่างเรานั้น หากจะต้องติดต่อกับคนอิตาเลียน จะทำอย่างไรให้อิตาเลียนรู้ว่าอันไหนชื่ออันไหนนามสกุล คนอื่นทำอย่างไรไม่ทราบ แต่ฉันนั้น นอกจากจะเรียงลำดับอย่างที่บอกไปแล้ว ฉันจะเขียนหรือพิมพ์นามสกุลด้วยตัวใหญ่ทั้งหมดเพื่อเป็นการเน้น ส่วนปัญหาเรื่องว่าเขาจะคิดว่าเราเป็นชายหรือหญิงนั้น แก้ไม่ได้ในชื่อ แต่ถ้าเรามีเนื้อความอะไรเขียนต่อไป เพศของเรามันจะแสดงให้เห็นในเนื้อความเอง เพราะภาษาอิตาเลียนเป็นภาษาที่มีเพศ

ความสนุกของชื่อคนอิตาเลียน ชื่อห้ามตั้ง ชื่อต้องปราม ชื่อยอดฮิต และวิธีตั้งชื่อเล่น
ภาพ : whoisdenilo-unsplash

เขาตั้งชื่อกันอย่างไร

ไม่มีเกจิรับตั้งชื่อ ไม่มีชื่อไหนมงคลกว่าชื่อไหน ธรรมเนียมการตั้งชื่อของคนอิตาเลียน ‘แบบดั้งเดิม’ นั้น จะใช้ชื่อปู่-ย่าเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยย้ายไปเป็นตา-ยาย จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เราเห็นบุคคลสำคัญโดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ชื่อสลับกันไป แล้วใส่ที่หนึ่ง ที่สอง ฯลฯ ไว้ข้างหลัง ของอิตาลีก็เช่น

ปู่ – Vittorio

พ่อ – Umberto

ฉัน – Vittorio

ลูก – Umberto

หลาน – Vittorio

ธรรมเนียมนี้ ว่ากันว่า เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอิตาเลียนโบราณมีลูกดก ทั้งนี้เพื่อให้ปู่ย่าตายายอิ่มอกอิ่มใจ การมีลูกแล้วไม่ตั้งชื่อตามท่านเหล่านั้น ถือเป็นการขาดความเคารพซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของคนอิตาเลียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวใต้ อย่างเช่นชาวเกาะซิซีลี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมนี้คลายลงไปมากแล้วตามยุคสมัย ส่วนหนึ่งก็พบว่า บ้างก็ว่าชื่อบรรพบุรุษเชยฉ่ำไปบ้าง ลูกสะใภ้เกลียดแม่ผัวบ้าง หรือถ้าเกิดคุณปู่มีลูกชาย 3 คน แล้วลูกทั้งสามตั้งชื่อลูกตามคุณปู่ จะต้องเกิดความโกลาหลเป็นแน่แท้

ปัจจุบันตั้งชื่อกันอย่างไร

สมัยนี้มีอิสระในการตั้งชื่อมากขึ้น ชื่ออิตาเลียนที่ฮิตที่สุด (ดังจะได้กล่าวต่อไป) ก็แทบไม่มีชื่อนักบุญแล้ว เรียกได้ว่า เจอชื่ออะไรเพราะ ๆ ก็สรรหากันไป บางคนก็ตั้งชื่อตามโอกาสสำคัญ คนที่คลอดลูกในวันอีสเตอร์ (ภาษาอิตาเลียนคือ Pasqua – ปัสกวา) ก็มีไม่น้อยที่ตั้งชื่อลูกว่า Pasqua หรือ Pasquale หรือเด็กที่เกิดวันคริสต์มาส อาจจะได้ชื่อ Natale – Natalia ไปก็ได้ (คริสต์มาส = Natale) เพื่อนคนหนึ่งเกิดตอนย่ำรุ่ง แม่ของเธอก็ตั้งชื่ออย่างเก๋ว่า โรซัลบา (Rosalba) อันแปลว่า กุหลาบยามรุ่งอรุณ ฉันแอบคิดในใจว่า ถ้าเพื่อนคนนี้เกิดที่เมืองไทย เธอจะต้องได้รับการตั้งชื่อลูกจากแม่ว่า ดาวพระศุกร์สุดแสนอำไพ อย่างแน่นอน

ความสนุกของชื่อคนอิตาเลียน ชื่อห้ามตั้ง ชื่อต้องปราม ชื่อยอดฮิต และวิธีตั้งชื่อเล่น
ภาพ: danielfazio-unsplash

มีกฎมีเกณฑ์อะไรในการตั้งชื่อบ้างไหม เช่น เกิดวันจันทร์ต้องไม่มีสระ ฯลฯ

เท่าที่ทราบไม่มีอะไรอย่างนั้น คงมีแต่กฎหมายที่กำหนดไว้ (โดยสรุป) ว่า

  1. ห้ามใช้ชื่อของบิดามารดา พี่น้อง ที่ยังมีชีวิตอยู่
  2. ห้ามชื่อเหมือนกับนามสกุล
  3. ห้ามชื่อที่ขบขันน่าอาย
  4. ชื่อทางภูมิศาสตร์ ชื่อหรือนามสกุลจะต้องไม่บอกที่มาว่าเป็นลูกกำพร้า เช่น Esposito, Diotallevi, Innocenti เป็นต้น เนื่องจากนามสกุลที่ยกตัวอย่างมานี้ ในสมัยก่อนจะตั้งให้แก่เด็กกำพร้าเท่านั้น

ชื่อยอดนิยมในปัจจุบันของคนอิตาเลียน

ชื่อที่ฮิตที่สุด 5 อันดับแรก ในการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติอิตาลีซึ่งสำรวจในปี 2019 คือ

ชื่อผู้ชาย

5. Andrea (อันแดรอา)
4. Alessandro (อเลสซานโดร)
3. Lorenzo (โลเรนโซ)
2. Francesco (ฟรันเชสโก)
1. Leonardo (เลโอนาร์โด)

ชื่อผู้หญิง

5. Alice (อะลีเช)
4. Ginevra (จิเนฟวรา)
3. Giulia (จูเลีย)
2. Aurora (เอารอรา)
1. Sofia (โซฟียา)

คนอิตาเลียนเปลี่ยนชื่อได้ไหม

ประมวลกฎหมายแพ่งใน ‘มาตรา 6 – สิทธิในชื่อ’ ระบุว่า: “บุคคลทุกคนมีสิทธิในชื่อที่ตนกำหนดตามกฎหมาย ชื่อประกอบด้วยชื่อจริงและนามสกุล ห้ามเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือแก้ไขชื่อ เว้นแต่ในกรณีและวิธีการที่ระบุโดยกฎหมาย.” แสดงว่า มีช่องทางเปลี่ยนได้ แต่ดูเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

ความสนุกของชื่อคนอิตาเลียน ชื่อห้ามตั้ง ชื่อต้องปราม ชื่อยอดฮิต และวิธีตั้งชื่อเล่น
ภาพ : jeremypstewardson-unsplash

คนอิตาเลียนมีชื่อเล่นไหม

ชื่อเล่นของคนอิตาเลียนก็มาจากชื่อจริงนั่นเอง และพอคาดเดาได้ไม่ยาก เช่น
Salvatore – Totò

Daniele – Lele

Giuseppe – Pepe

Luigi – Gigi

Alberto – Berto

Andrea – Andrè

นอกจากนี้ก็ยังมีชื่อที่ไว้เรียกเด็กด้วยความเอ็นดู ก็จะใส่คำว่า -ino หรือ -ina ลงไปท้ายชื่อ เช่น คนชื่อเปาโลทุกคนเคยผ่านชื่อ เปาลีโน (Paolino) มาแล้ว แต่ชื่อเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเมื่อคุณเปาโลโตขึ้น

ชื่อบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุโรป

ชื่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ตะวันตกอันมีที่มาเป็นชื่อของนักบุญ มักเปลี่ยนเป็นชื่อในสำเนียงอิตาเลียน (เชื่อว่าชาติอื่นในตะวันตกก็ดัดแปลงให้เข้ากับสำเนียงตนเช่นกัน) เช่น

(สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ) อะลิซาเบ็ธ – Elisabetta (เอลิซาเบ็ตตา)

(พระเจ้า) ชาร์ลส์ – Carlo (คาร์โล)

(สมเด็จพระสันตะปาปา) ฟรันซิส – Francesco (ฟรันเชสโก)

(สมเด็จพระสันตะปาปา) เบเนดิกต์ – Benedetto (เบเนเด็ตโต)

(สมเด็จพระสันตะปาปา) จอห์นพอล – Giovanni Paolo (โจวันนี เปาโล)

สารพันเรื่องราวชื่อคนอิตาเลียน วิธีตั้งชื่อแบบคลาสสิก แบบโมเดิร์น ชื่อที่ห้ามตั้ง และชื่อที่นายทะเบียนต้องปราม
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Giovanni_Paolo_Panini

(พระเจ้า) หลุยส์ – Luigi (ลุยจิ)

(พระนาง) มารีอังตัวเนตต์ – Maria (มารียา) Antonietta (อันโตนีเย็ตตา)

สารพันเรื่องราวชื่อคนอิตาเลียน วิธีตั้งชื่อแบบคลาสสิก แบบโมเดิร์น ชื่อที่ห้ามตั้ง และชื่อที่นายทะเบียนต้องปราม
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File:Marie-Antoinette

ชื่อต้องห้าม

ชื่อที่ต้องถูกนายทะเบียนปรามไว้อย่างแน่นอน ได้แก่ เจสุ (Gesù = พระเยซู) ซาตานา (Satana = ซาตาน) ลูชิเฟโร (Lucifero = จอมมารลูซิเฟอร์) เบนีโต (Benito : ชื่อต้นของมุสโสลินี) เป็นอาทิ

ที่บอกว่า ‘ปราม’ เพราะตามกฎหมาย นายทะเบียนไม่มีสิทธิปฏิเสธการจดทะเบียนชื่อ แต่นายทะเบียนจะเตือน หากไม่ฟัง ก็ตามใจ แต่นายทะเบียนจะแจ้งให้อัยการทราบและดำเนินคดีกันไปเอง

ข้อมูลอ้างอิง

www.nomix.it/decreto-legge-396-2000.php

www.istat.it/it/dati-analisi-e-prodotti/contenuti-interattivi/contanomi

www.pianetamamma.it/nomi/la-scelta-del-nome-tradizione-o-volonta-dei-genitori.html

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load