เมื่อครั้ง The Cloud ให้เกียรติชวนมาร่วมสนุกในงานเขียนนั้น ก็ได้ขอคำปรึกษาบรรณาธิการผู้อ่อนโยนและเมตตาว่า จะเขียนถึงอิตาลีอย่างไรดี ท่านก็สรุปสั้นๆ ว่า ให้บีบเรื่องให้แคบที่สุด ไม่ควรพูดไปทั้งเมือง เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังสือนำเที่ยวไปเสียฉิบ …แน่นอนประโยคหลังนี่เป็นสำนวนของข้าพเจ้าเอง

วันนี้ บ.ก. จะต้องรักมาก เพราะจะพูดถึงเวนิส แต่ในพื้นที่ที่แคบที่สุด แคบเท่าแมวดิ้นตายจริงๆ นั่นคือจะพูดถึง ‘เรือกอนโดลา’

เวนิสเป็นเมืองน้ำ เหมือนกรุงเทพฯ ดังมีผู้เปรียบเทียบสองเมืองนี้ไว้ว่า “เวนิสตะวันออก บางกอกตะวันตก” ผิดกันตรงที่เวนิสนั้นตั้งอยู่ริมทะเล จึงมีความเป็นหมู่เกาะ

ส่วนเรือกอนโดลาเป็นสัญลักษณ์คู่กับเวนิสอย่างแยกไม่ออก ใครๆ ไปเวนิสก็ใฝ่ฝันที่จะนั่งเรือแจวนี้ มิใยจะมีชาวท่าแซะที่ไม่ได้เป็นคนสงขลามาพูดจาหยามหยาบว่า “มันก็ไอ้เรือแจวแหละว้า” หรือ “มีเงินอย่างเดียวลงไม่ได้นะ ต้องเซ่อยอมให้เขาหลอกด้วย”

ใครเคยเจออย่างนี้ขอให้ยิ้มเย็นแล้วตอบไปว่า “อ้าว เห็นตอนพายตอนแจวก็เสียงดังจ๋อมแจ๋มดี ไม่ยักรู้ว่าไปแจวเรืออยู่บนหัวใครคนอื่นด้วย”

เรือกอนโดลานี้ สะกดว่า gondola ออกเสียงแบบใกล้เคียงเจ้าของภาษาที่สุดก็น่าจะราวๆ “ก้น-โดะ-หละ” แต่ขอเขียนกอนโดลาได้ไหม เอาที่คนส่วนใหญ่คุ้นกันนี่ล่ะ

กอนโดลาเป็นเรือแจว ไม่ใช่เรือพาย หากแยกกันไม่ออก ดูง่ายๆ “นั่ง-พาย, ยืน-แจว” เชื่อฉันเถอะ ฉันอยู่ริมคลองมาตลอดวัยเยาว์

สำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นเรือกอนโดลานั้นก็ขอให้ดูรูปเอา สิ่งที่จะเล่าให้ฟังนั้น คือสิ่งที่มากไปกว่าตาเห็น

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

เรือกอนโดล่านั้นที่ชินตานั้น ส่วนใหญ่เป็นสีดำ อันเกิดมาจากการกฎหมายของเวนิสใน ค.ศ. 1562 ที่ท่านดยุกของเมืองประกาศฟันธงไปเลยว่าให้เป็นสีดำให้หมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ดีมีตระกูลเมืองเวนิสต่างพากันประดับประดาเรือกันอย่างฟุ่มเฟือย วิลิศมาหรา ส่วนที่ว่าเป็นสีดำนั้นก็มีหลายทฤษฎี แต่อันที่ฟังขึ้นที่สุดก็คือ เพราะเรือทุกลำต้องเคลือบน้ำมันดินสีดำ ก็ให้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ต้องไปอะไรกับมันอีก จบนะขุนนาง

เรือหัวโด่งก้นโด่งนี้ มีขนาดยาว 11 เมตร กว้าง 1.40 เมตร หนักราว 500 กิโลกรัมนี้ ประกอบด้วยไม้ถึง 8 ชนิด อันได้แก่ เพื่อรองรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปของเรือ

1. ไม้โอ๊คเดอมัสต์ ถ้าจะให้ดี ท่านว่าต้องมาจากฝรั่งเศส

2. ไม้เอ็ลม์ ของอิตาลีเอง

3. ไม้สนเฟอร์ จากออสเตรีย

4. ไม้วอลนัต จากแคว้นเวโนโตอันเป็นแคว้นของเมืองเวนิสเอง

5. ไม้มะฮอกกานี ไม้เมืองนอกจากแอฟริกา

6. ไม้เชอรี่ ใช้เป็นไม้เชื่อมเรือระหว่างด้านขวาด้านซ้าย มีทั้งหมด 8 ชิ้น

7. ไม้ลินเดนหรือไม้ไลม์ 2 ท่อนใหญ่ วางอยู่หน้า-หลังของเรือ

8. ไม้สนลาร์ช ใช้ตรงส่วนที่คนแจวยืนปฏิบัติการ

ที่ต้องใช้ไม้ต่างชนิดกันนั้น เพราะไม้แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติต่างกัน ซึ่งก็ต้องแยกกันไปตามหน้าที่ที่ใช้ในเรือด้วย เช่น ไม้สนเฟอร์เป็นไม้เนื้อเบาและทนน้ำเค็มได้ดี ก็จะนำไปใช้เป็นท้องเรือ ส่วนไม้โอ๊คเดอมัสต์เป็นไม้ที่แข็งแรงมาก จึงนำมาให้เป็นด้านข้างของเรือ เพราะเป็นจุดต้องกระทบกระทั่งกับสิ่งต่าง ๆ มากมายตลอดเวลา เช่น เรือลำอื่น หรือ ตลิ่ง สิ่งก่อสร้างอื่นๆ เป็นต้น และชิ้นไม้เหล่านี้ รวมกันได้ราว 280 ชิ้น

ลำเรือนั้นเล่า หากเรือจอดอยู่เฉยๆ ไม่มีคนอยู่บนเรือแม้แต่คนเดียว เราจะเห็นได้ชัดว่าเรือเอียง หรือไม่สมมาตร กล่าวคือ เรือจะให้พื้นที่แก่คนยืนแจว เมื่อคนแจวลงไปยืนตรงที่ของตน เรือก็จะกลับมา (เกือบจะ) ตรงนั่นเอง

นอกจากส่วนประกอบต่างๆ ของลำเรือแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อันได้แก่

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

‘เหล็กหัวเรือ’ ถ้าสังเกตให้ดี ก็จะเห็นว่ามีรูปทรงเป็นตัว S ที่มีส่วนหัวใหญ่หน่อยแล้วค่อยโค้งรับกลืนกับลำเรืออย่างอ่อนช้อย

เหล็กหัวเรือนี้มีซี่อยู่ 6 ซี่ อันหมายถึง 6 เขตของเมืองบนเกาะเวนิส ถ้าเพ่งไปอีก ก็จะเห็นว่า ระหว่างซี่เว้นซี่นั้น จะมีเหล็กบางๆ สลักเสลาอย่างอ่อนช้อยซ่อนอยู่อีก 3 นั่นก็คือ เกาะเล็กเกาะน้อยของเมืองเวนิส ได้แก่ บูราโน มูราโน และตอร์แชลโล (Burano, Murano, Torcello) ส่วนอีกเกาะคือจูเด็กกา (Giudecca) นั้น ปรากฏให้เห็นเป็นซี่ใหญ่อยู่อีกด้านของซี่ทั้ง 6

มีแค่นั้นหรือ ยังไม่หมด หัวเรือยังมีสัญลักษณ์อื่นซ่อนอยู่อีก ปลายหัวที่หนาๆ นั้น ว่ากันว่า เป็นรูปทรงของหมวกท่านดยุกผู้ครองเมืองในอดีต นอกจากนี้ ช่องว่างครึ่งวงกลมเล็กๆ ระหว่าง ‘หมวกท่านดยุค’ กับ ‘เขตทั้ง 6 ของเวนิส’ ยังหมายถึงสะพานรีอัลโตอีกด้วย

แต่ถ้าถามทางเชิงช่างแล้ว นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แล้ว เหล็กหัวเรือนี้ยังมีหน้าที่สำคัญคือเป็นตัวกันชน และเป็นตัวถ่วงน้ำหนักของเรือ ค่าที่มันมีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัมทีเดียว

ส่วนประกอบอีกส่วนที่สำคัญมาก และเป็นเหมือนหัวใจของคนแจวเรือเลยก็คือ ‘หลักแจว’ หลักแจวคืออะไร คุณนึกออกไหม ถ้าคุณพายเรือ จุดพักพายหรือจุดที่เป็นคานงัดพายของคุณคือขอบเรือ แต่เวลาแจวนั้น เราก็ต้องใช้จุดวางแจวอันยาว และใช้เป็นจุดคานงัดเช่นกัน โดยหลักแจวนี้จะสูงขึ้นมาพ้นขอบเรือ

หลักแจวของเรือกอนโดลานี้มีรูปทรงสวยงาม รูปทรงเป็นส่วนโค้งเว้าราวกับศิลปะนามธรรม ซึ่งรูปทรงดังกล่าวล้วนมีผลในการบังคับเรือทั้งสิ้น และความสูงก็ไม่เท่ากันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนสูงของผู้แจว หลักแจวจึงเป็นของส่วนตัวมากๆ ถ้าคนแจวเปลี่ยนเรือ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาจะถอดหลักแจวนี้ไปเสียบในเรือลำใหม่ ตามตัวไปด้วยเสมอ

ในสมัยฮิตสุดตัว ในเวนิสมีกอนโดลาอยู่ถึงเรือนหมื่น ได้มีผู้บันทึกไว้ว่า “คนเวนิสผูกเรือกอนโดลาไว้ที่คลองหน้าบ้านเหมือนคนบนบกผูกม้า” แต่ปัจจุบัน มีเรือกอนโดลาอยู่ 400 ลำเท่านั้น และอู่ต่อเรือก็เหลือมีอยู่ 5 แห่งเท่านั้น เจ้าดังที่สุดคือ Tramontin เพราะเรือสวยที่สุดและใช้งานได้นานที่สุด

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

ทำไมไม่นั่งพาย

หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่นาน หายังไงก็ไม่เจอ ก็เลยใช้สัญชาติญาณของคนริมคลองนี่ล่ะ

คนไทยมีเรือไว้พายไปไหนมาไหน บ้านสมัยก่อนอยู่ในเรือกในสวน แล้วก็ห่างกันค่อนข้างมากหากต้องเดิน เรือจึงเป็นการสัญจรที่สะดวก หากจะเปรียบก็คือจักรยานนี่ละ

แต่เรือแจวนั้น มีจุดประสงค์เพื่อการส่งของเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะข้าวของที่บรรจุในเรือนั้นมักจะหนักกว่าที่บรรจุในเรือพาย เรือก็จะใหญ่ แล้วพอจะพาย ก็ต้องใช้พายอันใหญ่มากเพื่อดันน้ำให้เรือเดินไปข้างหน้า

สรุปคือ เรือแจวมีไว้ขนของ เรือพายมีไว้สัญจรส่วนตัว

คราวนี้ลองมาดูบ้านเรือนในเวนิสกันบ้าง

บ้านเรือนในเวนิสนั้น เป็นตึก สร้างติดๆ กันไปหมด และเต็มไปด้วยสะพาน จะไปไหนมาไหน คงใช้การเดินเป็นหลัก

จะมีก็แต่ขนของขนคนเท่านั้นที่ต้องใช้เรือ เรือแจวจึงมีบทบาทมาก

การแจว ต่างจากการพายอย่างไร

นอกเหนือจากการยืนกับการนั่งแล้ว การยืนแจวเรือนั้นช่วยได้มากในการขนของหนัก เพราะได้ใช้กำลังทั้งตัว โยกหน้า โยกหลัง เพื่อดันให้ใบพายอันใหญ่นั้นพุ้ยน้ำให้เรือขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า ในขณะที่การพายเรือนั้นเมื่อยกล้ามมากๆ

การแจวเรือ

จุดที่สังเกตเห็นได้จากการแจวของคนแจวอิตาเลียนกับไทยนั้น คือคนแจวที่เวนิสนั้น หากคุณหันไปดูเขาสักนิด คุณจะเห็นว่าเขาไม่ได้แจวอย่างเดียว แต่มีทั้งถีบทั้งดัน ที่ว่านี้ไม่ใช้กับผู้โดยสาร ไม่ต้องกลัวไป เขาทำกับตึกอาคารต่าง ๆ เพื่อให้เรือได้เร็วขึ้น

อีกอย่างที่คนแจวทำเวลาแจวมาตรงหัวมุมตึก ตรงคลองแยก คนแจวจะตะโกนว่า “โอ้-เอ่” ฟัง ๆ ดูก็เหมือน “โอ้ย” นี่ล่ะ ไม่ได้เจ็บไม่ปวดอะไร แต่เป็นการส่งเสียงให้ไม่ให้เรืออีกลำออกมาประสานงากับเรือของตัว

อ้อ ภาษาอิตาเลียนเรียกคนแจวว่า กน-โด-ยิ-แย-เร (gondoliere) นะ

ค่าเรือ

       กลางวัน 80 ยูโร กลางคืน 100 ยูโร ราคานี้ต่อลำนะ ลำละไม่เกิน 6 คน แต่แว่ว ๆ มาว่า ชาวเรือกำลังจะขอปรับเป็น 5 คนต่อลำ เธอบอกว่า เพราะโควิด ต้องนั่งห่างกัน แต่ข้าพเจ้าว่าไม่น่าจะใช่ ก็คนเขาเดินทางมาด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน จะเจ็บจะป่วยก็คงเป็นมาก่อนแล้วมั้ง ไม่ใช่เป็นรถตู้นี่ ที่เต็มแล้วออก ตามมาด้วยการส่งกระจาดพลาสติกเรียกเก็บเงินด้วยระบบ Honour System แบบไทยๆ

อยากนั่งถูกๆ เหรอ ก็ได้ เราก็มีบริการเรือข้ามฟากให้ใช้ ราคาคนเวนิส 70 เซ็น คนนอก 2 ยูโร ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคนในคนนอก เขาจำคนของเขาได้แหละ

พร้อมไปนั่งเรือกอนโดลากันไหม ถามอย่างนี้อาจถูกตอกกลับมาว่า อำนาจตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว เอาน่า เมื่อไหร่พร้อมก็ค่อยไปกันนะ อ้อ แต่พ่อหนุ่มแจวเรือกอนโดลาคนหนึ่งฝากมาบอกว่า อย่ามาหน้าหนาวนะ

เพราะหน้าหนาวพวกเราจะอยู่ที่ภูเก็ต

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • www.antiqua.mi.it/gondola.htm
  • www.compagniadeiviaggiatori.com/gondola-origini-storia-curiosita/#Caratteristiche%20della%20gondola
  • www.veniceingondola.com/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load