เมื่อครั้ง The Cloud ให้เกียรติชวนมาร่วมสนุกในงานเขียนนั้น ก็ได้ขอคำปรึกษาบรรณาธิการผู้อ่อนโยนและเมตตาว่า จะเขียนถึงอิตาลีอย่างไรดี ท่านก็สรุปสั้นๆ ว่า ให้บีบเรื่องให้แคบที่สุด ไม่ควรพูดไปทั้งเมือง เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังสือนำเที่ยวไปเสียฉิบ …แน่นอนประโยคหลังนี่เป็นสำนวนของข้าพเจ้าเอง

วันนี้ บ.ก. จะต้องรักมาก เพราะจะพูดถึงเวนิส แต่ในพื้นที่ที่แคบที่สุด แคบเท่าแมวดิ้นตายจริงๆ นั่นคือจะพูดถึง ‘เรือกอนโดลา’

เวนิสเป็นเมืองน้ำ เหมือนกรุงเทพฯ ดังมีผู้เปรียบเทียบสองเมืองนี้ไว้ว่า “เวนิสตะวันออก บางกอกตะวันตก” ผิดกันตรงที่เวนิสนั้นตั้งอยู่ริมทะเล จึงมีความเป็นหมู่เกาะ

ส่วนเรือกอนโดลาเป็นสัญลักษณ์คู่กับเวนิสอย่างแยกไม่ออก ใครๆ ไปเวนิสก็ใฝ่ฝันที่จะนั่งเรือแจวนี้ มิใยจะมีชาวท่าแซะที่ไม่ได้เป็นคนสงขลามาพูดจาหยามหยาบว่า “มันก็ไอ้เรือแจวแหละว้า” หรือ “มีเงินอย่างเดียวลงไม่ได้นะ ต้องเซ่อยอมให้เขาหลอกด้วย”

ใครเคยเจออย่างนี้ขอให้ยิ้มเย็นแล้วตอบไปว่า “อ้าว เห็นตอนพายตอนแจวก็เสียงดังจ๋อมแจ๋มดี ไม่ยักรู้ว่าไปแจวเรืออยู่บนหัวใครคนอื่นด้วย”

เรือกอนโดลานี้ สะกดว่า gondola ออกเสียงแบบใกล้เคียงเจ้าของภาษาที่สุดก็น่าจะราวๆ “ก้น-โดะ-หละ” แต่ขอเขียนกอนโดลาได้ไหม เอาที่คนส่วนใหญ่คุ้นกันนี่ล่ะ

กอนโดลาเป็นเรือแจว ไม่ใช่เรือพาย หากแยกกันไม่ออก ดูง่ายๆ “นั่ง-พาย, ยืน-แจว” เชื่อฉันเถอะ ฉันอยู่ริมคลองมาตลอดวัยเยาว์

สำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นเรือกอนโดลานั้นก็ขอให้ดูรูปเอา สิ่งที่จะเล่าให้ฟังนั้น คือสิ่งที่มากไปกว่าตาเห็น

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

เรือกอนโดล่านั้นที่ชินตานั้น ส่วนใหญ่เป็นสีดำ อันเกิดมาจากการกฎหมายของเวนิสใน ค.ศ. 1562 ที่ท่านดยุกของเมืองประกาศฟันธงไปเลยว่าให้เป็นสีดำให้หมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ดีมีตระกูลเมืองเวนิสต่างพากันประดับประดาเรือกันอย่างฟุ่มเฟือย วิลิศมาหรา ส่วนที่ว่าเป็นสีดำนั้นก็มีหลายทฤษฎี แต่อันที่ฟังขึ้นที่สุดก็คือ เพราะเรือทุกลำต้องเคลือบน้ำมันดินสีดำ ก็ให้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น ไม่ต้องไปอะไรกับมันอีก จบนะขุนนาง

เรือหัวโด่งก้นโด่งนี้ มีขนาดยาว 11 เมตร กว้าง 1.40 เมตร หนักราว 500 กิโลกรัมนี้ ประกอบด้วยไม้ถึง 8 ชนิด อันได้แก่ เพื่อรองรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปของเรือ

1. ไม้โอ๊คเดอมัสต์ ถ้าจะให้ดี ท่านว่าต้องมาจากฝรั่งเศส

2. ไม้เอ็ลม์ ของอิตาลีเอง

3. ไม้สนเฟอร์ จากออสเตรีย

4. ไม้วอลนัต จากแคว้นเวโนโตอันเป็นแคว้นของเมืองเวนิสเอง

5. ไม้มะฮอกกานี ไม้เมืองนอกจากแอฟริกา

6. ไม้เชอรี่ ใช้เป็นไม้เชื่อมเรือระหว่างด้านขวาด้านซ้าย มีทั้งหมด 8 ชิ้น

7. ไม้ลินเดนหรือไม้ไลม์ 2 ท่อนใหญ่ วางอยู่หน้า-หลังของเรือ

8. ไม้สนลาร์ช ใช้ตรงส่วนที่คนแจวยืนปฏิบัติการ

ที่ต้องใช้ไม้ต่างชนิดกันนั้น เพราะไม้แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติต่างกัน ซึ่งก็ต้องแยกกันไปตามหน้าที่ที่ใช้ในเรือด้วย เช่น ไม้สนเฟอร์เป็นไม้เนื้อเบาและทนน้ำเค็มได้ดี ก็จะนำไปใช้เป็นท้องเรือ ส่วนไม้โอ๊คเดอมัสต์เป็นไม้ที่แข็งแรงมาก จึงนำมาให้เป็นด้านข้างของเรือ เพราะเป็นจุดต้องกระทบกระทั่งกับสิ่งต่าง ๆ มากมายตลอดเวลา เช่น เรือลำอื่น หรือ ตลิ่ง สิ่งก่อสร้างอื่นๆ เป็นต้น และชิ้นไม้เหล่านี้ รวมกันได้ราว 280 ชิ้น

ลำเรือนั้นเล่า หากเรือจอดอยู่เฉยๆ ไม่มีคนอยู่บนเรือแม้แต่คนเดียว เราจะเห็นได้ชัดว่าเรือเอียง หรือไม่สมมาตร กล่าวคือ เรือจะให้พื้นที่แก่คนยืนแจว เมื่อคนแจวลงไปยืนตรงที่ของตน เรือก็จะกลับมา (เกือบจะ) ตรงนั่นเอง

นอกจากส่วนประกอบต่างๆ ของลำเรือแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อันได้แก่

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

‘เหล็กหัวเรือ’ ถ้าสังเกตให้ดี ก็จะเห็นว่ามีรูปทรงเป็นตัว S ที่มีส่วนหัวใหญ่หน่อยแล้วค่อยโค้งรับกลืนกับลำเรืออย่างอ่อนช้อย

เหล็กหัวเรือนี้มีซี่อยู่ 6 ซี่ อันหมายถึง 6 เขตของเมืองบนเกาะเวนิส ถ้าเพ่งไปอีก ก็จะเห็นว่า ระหว่างซี่เว้นซี่นั้น จะมีเหล็กบางๆ สลักเสลาอย่างอ่อนช้อยซ่อนอยู่อีก 3 นั่นก็คือ เกาะเล็กเกาะน้อยของเมืองเวนิส ได้แก่ บูราโน มูราโน และตอร์แชลโล (Burano, Murano, Torcello) ส่วนอีกเกาะคือจูเด็กกา (Giudecca) นั้น ปรากฏให้เห็นเป็นซี่ใหญ่อยู่อีกด้านของซี่ทั้ง 6

มีแค่นั้นหรือ ยังไม่หมด หัวเรือยังมีสัญลักษณ์อื่นซ่อนอยู่อีก ปลายหัวที่หนาๆ นั้น ว่ากันว่า เป็นรูปทรงของหมวกท่านดยุกผู้ครองเมืองในอดีต นอกจากนี้ ช่องว่างครึ่งวงกลมเล็กๆ ระหว่าง ‘หมวกท่านดยุค’ กับ ‘เขตทั้ง 6 ของเวนิส’ ยังหมายถึงสะพานรีอัลโตอีกด้วย

แต่ถ้าถามทางเชิงช่างแล้ว นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แล้ว เหล็กหัวเรือนี้ยังมีหน้าที่สำคัญคือเป็นตัวกันชน และเป็นตัวถ่วงน้ำหนักของเรือ ค่าที่มันมีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัมทีเดียว

ส่วนประกอบอีกส่วนที่สำคัญมาก และเป็นเหมือนหัวใจของคนแจวเรือเลยก็คือ ‘หลักแจว’ หลักแจวคืออะไร คุณนึกออกไหม ถ้าคุณพายเรือ จุดพักพายหรือจุดที่เป็นคานงัดพายของคุณคือขอบเรือ แต่เวลาแจวนั้น เราก็ต้องใช้จุดวางแจวอันยาว และใช้เป็นจุดคานงัดเช่นกัน โดยหลักแจวนี้จะสูงขึ้นมาพ้นขอบเรือ

หลักแจวของเรือกอนโดลานี้มีรูปทรงสวยงาม รูปทรงเป็นส่วนโค้งเว้าราวกับศิลปะนามธรรม ซึ่งรูปทรงดังกล่าวล้วนมีผลในการบังคับเรือทั้งสิ้น และความสูงก็ไม่เท่ากันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนสูงของผู้แจว หลักแจวจึงเป็นของส่วนตัวมากๆ ถ้าคนแจวเปลี่ยนเรือ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาจะถอดหลักแจวนี้ไปเสียบในเรือลำใหม่ ตามตัวไปด้วยเสมอ

ในสมัยฮิตสุดตัว ในเวนิสมีกอนโดลาอยู่ถึงเรือนหมื่น ได้มีผู้บันทึกไว้ว่า “คนเวนิสผูกเรือกอนโดลาไว้ที่คลองหน้าบ้านเหมือนคนบนบกผูกม้า” แต่ปัจจุบัน มีเรือกอนโดลาอยู่ 400 ลำเท่านั้น และอู่ต่อเรือก็เหลือมีอยู่ 5 แห่งเท่านั้น เจ้าดังที่สุดคือ Tramontin เพราะเรือสวยที่สุดและใช้งานได้นานที่สุด

เบื้องหลังสีดำของ เรือกอนโดลา สัญลักษณ์หมวกที่หัวเรือ และการแจวสไตล์อิตาเลียน

ทำไมไม่นั่งพาย

หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่นาน หายังไงก็ไม่เจอ ก็เลยใช้สัญชาติญาณของคนริมคลองนี่ล่ะ

คนไทยมีเรือไว้พายไปไหนมาไหน บ้านสมัยก่อนอยู่ในเรือกในสวน แล้วก็ห่างกันค่อนข้างมากหากต้องเดิน เรือจึงเป็นการสัญจรที่สะดวก หากจะเปรียบก็คือจักรยานนี่ละ

แต่เรือแจวนั้น มีจุดประสงค์เพื่อการส่งของเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะข้าวของที่บรรจุในเรือนั้นมักจะหนักกว่าที่บรรจุในเรือพาย เรือก็จะใหญ่ แล้วพอจะพาย ก็ต้องใช้พายอันใหญ่มากเพื่อดันน้ำให้เรือเดินไปข้างหน้า

สรุปคือ เรือแจวมีไว้ขนของ เรือพายมีไว้สัญจรส่วนตัว

คราวนี้ลองมาดูบ้านเรือนในเวนิสกันบ้าง

บ้านเรือนในเวนิสนั้น เป็นตึก สร้างติดๆ กันไปหมด และเต็มไปด้วยสะพาน จะไปไหนมาไหน คงใช้การเดินเป็นหลัก

จะมีก็แต่ขนของขนคนเท่านั้นที่ต้องใช้เรือ เรือแจวจึงมีบทบาทมาก

การแจว ต่างจากการพายอย่างไร

นอกเหนือจากการยืนกับการนั่งแล้ว การยืนแจวเรือนั้นช่วยได้มากในการขนของหนัก เพราะได้ใช้กำลังทั้งตัว โยกหน้า โยกหลัง เพื่อดันให้ใบพายอันใหญ่นั้นพุ้ยน้ำให้เรือขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า ในขณะที่การพายเรือนั้นเมื่อยกล้ามมากๆ

การแจวเรือ

จุดที่สังเกตเห็นได้จากการแจวของคนแจวอิตาเลียนกับไทยนั้น คือคนแจวที่เวนิสนั้น หากคุณหันไปดูเขาสักนิด คุณจะเห็นว่าเขาไม่ได้แจวอย่างเดียว แต่มีทั้งถีบทั้งดัน ที่ว่านี้ไม่ใช้กับผู้โดยสาร ไม่ต้องกลัวไป เขาทำกับตึกอาคารต่าง ๆ เพื่อให้เรือได้เร็วขึ้น

อีกอย่างที่คนแจวทำเวลาแจวมาตรงหัวมุมตึก ตรงคลองแยก คนแจวจะตะโกนว่า “โอ้-เอ่” ฟัง ๆ ดูก็เหมือน “โอ้ย” นี่ล่ะ ไม่ได้เจ็บไม่ปวดอะไร แต่เป็นการส่งเสียงให้ไม่ให้เรืออีกลำออกมาประสานงากับเรือของตัว

อ้อ ภาษาอิตาเลียนเรียกคนแจวว่า กน-โด-ยิ-แย-เร (gondoliere) นะ

ค่าเรือ

       กลางวัน 80 ยูโร กลางคืน 100 ยูโร ราคานี้ต่อลำนะ ลำละไม่เกิน 6 คน แต่แว่ว ๆ มาว่า ชาวเรือกำลังจะขอปรับเป็น 5 คนต่อลำ เธอบอกว่า เพราะโควิด ต้องนั่งห่างกัน แต่ข้าพเจ้าว่าไม่น่าจะใช่ ก็คนเขาเดินทางมาด้วยกัน ลงก็ลงด้วยกัน จะเจ็บจะป่วยก็คงเป็นมาก่อนแล้วมั้ง ไม่ใช่เป็นรถตู้นี่ ที่เต็มแล้วออก ตามมาด้วยการส่งกระจาดพลาสติกเรียกเก็บเงินด้วยระบบ Honour System แบบไทยๆ

อยากนั่งถูกๆ เหรอ ก็ได้ เราก็มีบริการเรือข้ามฟากให้ใช้ ราคาคนเวนิส 70 เซ็น คนนอก 2 ยูโร ถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคนในคนนอก เขาจำคนของเขาได้แหละ

พร้อมไปนั่งเรือกอนโดลากันไหม ถามอย่างนี้อาจถูกตอกกลับมาว่า อำนาจตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว เอาน่า เมื่อไหร่พร้อมก็ค่อยไปกันนะ อ้อ แต่พ่อหนุ่มแจวเรือกอนโดลาคนหนึ่งฝากมาบอกว่า อย่ามาหน้าหนาวนะ

เพราะหน้าหนาวพวกเราจะอยู่ที่ภูเก็ต

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • www.antiqua.mi.it/gondola.htm
  • www.compagniadeiviaggiatori.com/gondola-origini-storia-curiosita/#Caratteristiche%20della%20gondola
  • www.veniceingondola.com/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load