ประชากรหลายล้านคนทั่วโลก ประสบปัญหาเปิดหน้าจอ Netflix แล้วไม่รู้จะดูอะไรนานสองนาน

ครั้นเปิดมาสักเรื่อง ถ้า 10 นาทีแรกไม่ฮุก ก็แทบไม่อยากดูต่อ

สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นเลยกับ Godzilla Minus One เพียงไม่กี่นาทีแรกของหนังก็เปลี่ยนภาพจำของหนัง ‘ก็อตซิลลา’ หรือ ‘ไคจู’ ให้น่าดูขึ้นหลายเท่า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยอดคนดูทาง Netflix ขึ้นอันดับ 1 ในหลายประเทศ กลายเป็นกระแส Talk of the Town อย่างรวดเร็ว

หนังชุด Godzilla สำคัญกับประเทศญี่ปุ่นหลายด้าน อย่างน้อยที่สุด มันคือ Soft Power ที่ทำให้โลกรู้ว่าญี่ปุ่นทำหนังที่มีเทคนิคพิเศษทางภาพแบบนี้ได้ ปักหมุดให้วงการภาพยนตร์รู้จักญี่ปุ่น เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้คนมากมาย 

หากมองในเชิงวัฒนธรรม ก็อตซิลลาเป็นมากกว่าสัตว์ประหลาด แต่คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เล่าประเด็นได้มากมาย ผ่านเวลามานาน พบทั้งจุดสูงสุด ต่ำสุด และยังครองใจคนยุคนี้ได้

ปีนี้ Godzilla ครบ 70 ปี บริษัทผู้สร้างอย่าง Toho ส่งหนังก็อตซิลลาเรื่องใหม่ Godzilla Minus One เข้าฉาย กำกับโดย Takashi Yamazaki ทำรายได้ถล่มทลาย เป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาเทคนิคพิเศษมาครอง 

คุณอาจจะได้เห็นคำชมของหนังเรื่องนี้มาบ้าง ตัวหนังเต็มไปด้วยความกล้าหาญในการนำเสนอ จนเราสงสัยว่าขายผ่านได้ยังไง ทำขึ้นได้อย่างไร 

อยากชวนคุณปิดบทความนี้ แล้วไปดู Godzila Minus One ให้จบก่อน 

ต่อจากนี้เราจะเล่าให้ฟังว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นได้อย่างไร และหลังจากฉาย สร้างแรงกระเพื่อมอะไรต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์บ้าง

มีที่มาจากเครื่องเล่น

มีหนังจำนวนมากที่มีที่มาจากเครื่องเล่นในสวนสนุก เช่นเดียวกับเรื่องนี้

Godzilla The Ride : Great Kaiju Decisive Dominance Battle คือเครื่องเล่นธีมก็อตซิลลางานแรกของโลก จัดที่สวนสนุก Seibuen Amusement Park จังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ลักษณะของเครื่องเล่นเป็นการเข้าไปดูหนังขนาดสั้น ที่นั่งเป็นแบบสมจริง ขยับขึ้นลงตามเรื่อง (คล้ายโรงภาพยนตร์แบบ 4DX ของบ้านเรา)

หนังสั้นในเครื่องเล่นมีความยาว 5 นาที กำกับโดย Takashi Yamazaki คอหนังคงรู้ว่าเขาคือผู้กำกับ Always: Sunset on Third Street ที่เรารู้จักดี และถ้ารู้ลึกกว่านั้น ก็จะรู้ว่าก่อนมากำกับหนังเขาเคยเป็นทีมงานทำเทคนิคพิเศษ หนังก็อตซิลลาจึงเหมาะมากสำหรับเขา

คนที่สำคัญมากในการทำหนังก็อตซิลลา คือตำแหน่ง Modeler หรือออกแบบสัตว์ประหลาด ทาคาชิร่วมงานกับ Kosuke Taguchi จนเข้าขา ผลตอบรับก็ดีมาก ที่สำคัญคือก็อตซิลลาในหนังเรื่องนี้ดูดีมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้โตโฮเลือกเขามาเป็นผู้กำกับหนังก็อตซิลลาเรื่องใหม่ ในวาระครบรอบ 70 ปี

หัวใจในผิวหนัง 

องค์ประกอบที่สำคัญมากของหนังก็อตซิลลา คือการออกแบบก็อตซิลลา

ทาคาชิได้งานนี้เพราะทำก็อตซิลลาในหนังเครื่องเล่น เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขาทำคือยึดก็อตซิลลาแบบ Godzilla The Ride ในการทำงาน แต่ปรับให้ดูดีขึ้นตามงบที่เพิ่มขึ้น

มีคนแซวว่าทาคาชิแอบใส่ก็อตซิลลามาในหนังก่อนหน้าของเขาแล้ว (ที่เด่น ๆ เลยก็หนังชุด Always นั่นแหละ) นอกจากนี้เขายังเลือกที่จะเล่าก็อตซิลลาแบบย้อนยุคช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปูเนื้อหาว่านี่คือครั้งแรกที่ก็อตซิลลาปรากฏตัวบนญี่ปุ่น ทาคาชิยังตั้งใจนำวัตถุดิบจากหนังต้นฉบับยุคแรกมาใช้กับงานนี้ด้วย

อย่างแรก ทาคาชิและโคสุเกะทำให้ก็อตซิลลาในหนังยืนหลังตรง ไม่โน้มเอียงไปข้างหน้า ขาใหญ่มาก เป็นรูปร่างคล้ายหนังต้นฉบับ 

ถ้าใครดูหนังแล้วจะรู้ว่าก็อตซิลลาในเรื่องมี 2 ร่าง ร่างแรกมีความคล้ายไดโนเสาร์ ตัวเล็กกว่า ส่วนร่างสองคือช่วงที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี ร่างนี้จะใกล้เคียงกับต้นฉบับ สอดคล้องกับเนื้อหาของหนังในภาคแรกด้วย

ต่อมาทาคาชิเลือกให้ก็อตซิลลาของเขาดูเหมือนก็อตซิลลายุคเก่าที่ทำมาจากชุดหนัง โดยที่มีความร่วมสมัยและดูดีขึ้น

เวลาออกแบบคาแรกเตอร์ในหนัง ทีมงานจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Muscle Simulation คือการจำลองการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อด้วย CG แต่ทีมเทคนิคพิเศษเลือกที่จะไม่ใช่วิธีนี้กับก็อตซิลลาตัวหลัก เพื่อให้ผิวหนังดูไม่เรียลเหมือนยุคชุดหนัง (แต่ใช้แค่ก็อตซิลลาในร่างแรก ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ร่างสมบูรณ์)

 พอทำแบบนี้ ทีมเทคนิคก็ต้องอัดกราฟิกลงไปหลายชั้นเพื่อให้ผิวหนังดูดี ทีมงานให้สัมภาษณ์ว่า เฉพาะส่วนหัวอย่างเดียว อัดกราฟิกมากถึง 200 ล้าน Polygons สีผิวของก็อตซิลลาไม่ได้เป็นสีดำล้วน แต่เป็นสีน้ำตาลที่ซ้อนเป็นชั้น ๆ เพื่อให้ผิวออกมาดูสมจริงที่สุด 

ที่หวาดเสียวคือถ้าอัดกราฟิกมากไป คอมพิวเตอร์จะ Render ตัวก็อตซิลลาไม่ได้ เป็นความทุกข์ของทีมงานที่ต้องมาปรับให้เครื่องยังบีบอัดจนออกมาเป็นหนังได้จริง

อีกเรื่องที่ทาคาชิทำ เพื่อให้ก็อตซิลลาดูเป็น ‘ก็อตซิลลา’ มากที่สุด คือการทำให้ขนาดของมันใหญ่เพื่อให้ดูน่าเกรงขามที่สุด 

เขาให้สัมภาษณ์ว่าหนังก็อตซิลลาสมัยก่อน นักแสดงต้องใส่ชุดก็อตซิลลาหนัง เล่นฉากทำลายเมืองที่เป็นฉากในสตูดิโอ ชุดที่ใส่มีขนาดเท่าตัวคน ทำให้การถ่ายทำให้ก็อตซิลลาดูตัวใหญ่ทำได้ลำบาก ใกล้มากก็ไม่สมจริง ไกลไปก็ดูไม่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรงนี้ได้มาก

ถ้าจะทำให้ก็อตซิลลาขนาดใหญ่ดูดี ทีมงานต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้สวยด้วย นึกภาพว่าถ้าถ่ายก็อตซิลลาให้ดูตัวใหญ่ แต่ฉากเมืองที่ถูกทำลายดูจน อารมณ์ความน่ากลัวก็ยิ่งตกลง

ความน่ากลัวของยุคสมัย

นอกจากการออกแบบก็อตซิลลา ทาคาชิยังใส่ใจเรื่องอื่น ๆ ในหนังมาก

เริ่มจากตัวละคร เขาเลือกเล่นกับภาวะ ‘แพ้สงคราม’ ของญี่ปุ่น และการเกิดความหวังในการลุกขึ้นใหม่ เป็นธีมที่เขาใช้ตั้งแต่หนังชุด Always เช่นกัน

ปกติหนัง ก็อตซิลลา คนมักจะสนใจว่าไคจูจะออกมาอาละวาดเมื่อไหร่ จนลืมความสำคัญของตัวละครไปหมด ทาคาชิเลยเลือกจะให้ก็อตซิลลา (ร่างแรก) โผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง อาละวาดให้เต็มที่ แล้วค่อยมาโฟกัสกับการเล่าตัวละคร ซึ่งมีความสำคัญมากกับเรื่องเช่นกัน

เทคนิคพิเศษในเรื่องนี้นอกจากตัวก็อตซิลลาก็น่าสนใจ สิ่งที่ทาคาชิให้ความสำคัญมาก คือเสียงร้องของก็อตซิลลาที่อาละวาดกลางแจ้งในเมือง

เพื่อให้สมจริงที่สุด ทีมเสียงของหนังใช้วิธีเช่าสนามเบสบอลเปล่า ขนคน ไมโครโฟน ลำโพงขนาดใหญ่ จากนั้นเปิดเสียงก็อตซิลลาที่สร้างในสตูดิโอ ให้เสียงออกมาผ่านบรรยากาศกลางแจ้ง แล้วใช้ไมโครโฟนอัดเสียงนั้นไว้อีกที เอามาใช้ในหนัง

วิธีนี้ทำให้เสียงก็อตซิลลาดูเป็นเสียงที่คำรามในพื้นที่จริง เป็นวิธีคราฟต์เสียงที่ญี่ปุ่นมาก ๆ

อีกเรื่องที่สื่อพูดถึงเยอะ คือการออกแบบก็อตซิลลาบนน้ำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคนิค CG ที่ยากที่สุด

ทาคาชิไม่ได้ใส่ฉากนี้ในบทมากนัก เพราะรู้ว่ามันแพง แต่ทีมนักออกแบบเอฟเฟกต์คนหนึ่งชื่อ Tatsuji Nojima ชอบสร้างแบบจำลองผิวน้ำเป็นงานอดิเรก (นี่ก็ญี่ปุ่นมาก ๆ) ทาคาชิเห็นผลงานแล้วสวยมาก เลยเพิ่มฉากนี้เข้าไปในบทยิ่งขึ้น

ดูเหมือนว่าก็อตซิลลาร่างนี้จะยึดต้นฉบับเป็นหลัก แต่ก็มีสิ่งที่ทีมงานได้อิทธิพลจากก็อตซิลลายุคใหม่ คือการออกแบบดวงตาให้ดูเล็กและน่ากลัว เรื่องนี้ Nojima ได้อิทธิพลจากก็อตซิลลาฉบับฮอลลีวูด ปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับหนัง ดูยังน่ากลัวอยู่

ก็อตซิลลายุคใหม่อาจโดดเด่นที่การทำลายล้าง แต่สิ่งที่หายไปคือความน่ากลัว ทาคาชิและทีมงานทุกคนใส่ใจเรื่องนี้มาก เพราะมันเป็นประเด็นที่คนญี่ปุ่นรู้สึกมากในช่วงหลังสงครามโลก แต่ก็เพราะความกลัวนี่เองที่ผลักดันให้คนญี่ปุ่นลุกขึ้นมาได้เช่นกัน

หลังม่านหมอก 

หลังออกฉาย หนังประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่น การดูหนังเรื่องนี้เหมือนเข้าไปชิมอาหารท้องถิ่น คงรสชาติดั้งเดิม ปรุงโดยเชฟระดับอาจารย์ แต่นำเสนอออกมาอย่างโมเดิร์นขึ้น

ความดั้งเดิมนี่เองที่เป็นจุดขายของ Godzilla Minus One จนทำให้โตโฮสร้างก็อตซิลลาเรื่องเดียวกันนี้ในเวอร์ชันขาวดำ ปรับภาพให้เหมือนหนังฟิล์มสมัยก่อน ใช้ชื่อเรื่องว่า Godzilla -1.0/C (อ่านว่า One Minus Color ล้อกับเรื่องการเอาสีในหนังให้หายไป) ทาคาชิถึงขั้นออกแบบภาพบางเฟรม เพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีการถ่ายภาพยนตร์สมัยก่อนด้วย

Godzilla Minus One กลายเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรก และหนังในชุดก็อตซิลลาเรื่องแรกที่ได้ออสการ์สาขาเทคนิคพิเศษ รางวัลนี้ยังมีความหมายมากกับ Kiyoko Shibuya หัวหน้าทีมเทคนิคพิเศษของเรื่อง 

เธอกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกที่ได้รางวัลสาขานี้ เธอให้สัมภาษณ์ว่า ปกติงานเทคนิคพิเศษในบริษัทญี่ปุ่นมักจะเป็นผู้ชาย ทีมงานที่เป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้หญิงหายากมาก การได้รางวัลนี้จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือของผู้หญิงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นด้วย

ไม่ว่าคุณจะดูหนังเรื่องนี้ใน Netflix จบหรือไม่ ตัวหนังก็เปลี่ยนชีวิตคนหลายคนไปเรียบร้อย 

ข้อมูลอ้างอิง
  • www.maxon.net/en/article/behind-the-scenes-of-godzilla-minus-one
  • aframe.oscars.org/news/post/godzilla-minus-one-visual-effects-interview
  • variety.com/video/godzilla-minus-one-visual-effects-oscars
  • wikizilla.org/wiki/Godzilla_the_Ride:_Giant_Monsters_Ultimate_Battle

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก