“เราเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นอาหารเหนือแท้ กับข้าวทุกอย่างมีไดนามิกในตัวเองและมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรตายตัวและผ่านกาลเวลามานาน อาหารเหนือเองก็ผ่านการผสมผสานมาเยอะ

“เราคิดว่าอาหารเหนือเปรียบเสมือน Melting Pot เพราะแถวนี้มีทั้งคนไทลื้อ ไทยอง ลั้ว ลาว มาตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกัน ทำให้วัฒนธรรมกลืนกลาย มีการหยิบยืมกันไปมา ไม่รู้ว่าอะไรเป็นของใคร อย่างข้าวซอยก็มาจากคนจีนฮ่อ”

นี่คือความเห็นของ แอน-นฤมล ชมดอก เจ้าของเพจ Go2AskAnne ที่มีต่ออาหารเหนือ เธอเอ่ยขึ้นมาในวงสนทนา ขณะบี้ข้าวเหนียวกินกับลาบขมิ้น อ่อมกบ แกงผักกาดแม้ว และเมนูอาหารเหนือที่หลายคนอาจไม่คุ้นหูอีกหลายรายการ ณ ร้านอาหารเหนือแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ 

Go2AskAnne เพจแนะนำร้านอาหารเหนือสายลึก ใครๆ ก็ถามแอนเรื่องจานเด็ดมาตลอด 10 ปี

แอนเริ่มต้นสร้างเพจด้วยความตั้งใจส่งข้อมูลร้านอร่อยให้เพื่อน ๆ ที่มักโทรมาถามไถ่ร้านกินดื่มขณะมาเที่ยวเชียงใหม่ โดยเฉพาะในช่วงหน้าไฮซีซั่นที่แอนบอกว่าต้องรับโทรศัพท์ทั้งวัน 

แล้วทำไมใคร ๆ ต้องถามแอน (Go 2 Ask Anne) มายาวนานนานนับ 1 ทศวรรษ 

“เมื่อก่อนเราทำงานนิตยสาร มีโอกาสได้กินอาหารหลายร้าน หลากหลายประเภท และได้ลองอาหารทุกชาติที่เชียงใหม่ เพจของเราจึงเหมือนเพื่อนที่บอกต่อและเชื่อถือได้” 

แต่สิ่งที่ทำให้เพจเป็นฟู้ดบล็อกที่มีอายุยืนยาวถึง 10 ปี คือความหลงใหลในอาหารเหนือหลากหลายแง่มุม ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ผสมผสานความรักการอ่าน การเขียน ความอยากเล่าเรื่องของแอน รวมทั้งความตั้งใจส่งต่อความรู้ 

ส่วนผสมทั้งหมดนี้ ทำให้คอนเทนต์ของเพจมีรสชาติกลมกล่อมไม่แพ้อาหารเหนือรสเด็ดเมนูใด ๆ และไม่ได้เป็นแค่เพจรีวิวธรรมดา แต่ยังเป็นคอมมูนิตี้ที่ผู้คนเข้ามาคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้และความเห็นเรื่องอาหารเหนือด้วย 

Go2AskAnne เพจแนะนำร้านอาหารเหนือสายลึก ใครๆ ก็ถามแอนเรื่องจานเด็ดมาตลอด 10 ปี

แอนสั่งสมความรู้เรื่องอาหารเหนือจากการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้คนในชุมชนเกี่ยวกับอาหารเหนือในระดับเข้มข้น แต่สิ่งที่ทำให้เธอได้ทำความรู้จักอาหารเหนือแบบเชิงลึก คือการเติบโตมาในครอบครัวคนเหนือและใช้ชีวิตมากับพ่อ ผู้ที่เธอนิยามว่า ‘กินยาก’ และ ‘กินเหมือนชาววัง’

“พ่อของเราไม่ซื้ออาหารที่ตลาดหรือกินอาหารถุงเลย ต้องทำเองทุกอย่าง และพ่อบังคับให้เราเป็นคนทำ ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้กรรมวิธีการปรุงอาหารเหนือไปในตัว บางเมนูมีขั้นตอนที่โหดร้ายพอสมควร (หัวเราะ) และเวลาเสิร์ฟก็ต้องมีอุปกรณ์แบบร้านอาหาร เช่นหม้อดิน ดังนั้นที่บ้านจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างที่ร้านอาหารมี (หัวเราะ)” 

จากประสบการณ์วัยเด็กจนถึงวันนี้ แอนมองว่าเสน่ห์ของอาหารเหนือ คือ ‘การปรุงน้อย’

Go2AskAnne เพจแนะนำร้านอาหารเหนือสายลึก ใครๆ ก็ถามแอนเรื่องจานเด็ดมาตลอด 10 ปี
Go2AskAnne เพจแนะนำร้านอาหารเหนือสายลึก ใครๆ ก็ถามแอนเรื่องจานเด็ดมาตลอด 10 ปี

“จริง ๆ แล้วอาหารเหนือมีกรรมวิธีการทำที่ค่อนข้างน้อยมาก บางเมนูเช่นยำดอกดิน ใส่เห็ดหน้าตาเหมือนเห็ดหูหนูที่ขึ้นตามก้อนหิน ใส่พริก น้ำปลาปรุงรส ใส่ถั่วนิดหน่อย ก็กินได้แล้ว กับข้าวเหนือแท้ ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพราะคนเหนือตามบ้านนอกกินง่ายมาก ๆ อาหารเหนือเริ่มซับซ้อนในยุคที่เริ่มมีแกงกะทิเข้ามา

 “นอกจากนี้ คนเหนือกินทุกอย่าง ทุกส่วน ตั้งแต่ปลายไม้จนถึงในรู เรียกได้ว่ากินแบบ Zero Waste ส่วนตีนควายยังเอามาใส่แกง รกควายเราก็กิน แถมยังถือเป็นอาหารหรูหราหากินยากอีกด้วย”

ในฐานะคนเหนือแต้ ๆ แอนมองว่าทุกวันนี้อาหารเหนือในเมืองเปลี่ยนไปเยอะ หลายร้านปรับรสชาติให้เข้ากับนักท่องเที่ยวและเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไป จนหลายเมนูมีรสหวานแตกต่างไปจากเดิม

“รสชาติของคนเหนือจริง ๆ คือ เผ็ด เปรี้ยว เค็ม ขม ไม่กินหวาน แต่ถ้าเด็กยุคใหม่ไปซื้อน้ำพริกอ่อง หลายร้านอาจมีรสหวาน เขาก็จะคิดกันว่าน้ำพริกอ่องรสหวานแบบนี้คืออาหารเหนือแท้ ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ในขณะเดียวกันอาหารเหนือแท้ ๆ แบบที่เรากิน เช่น ลาบควายดิบ ใส่มะแขว่นเยอะมาก บางคนก็อาจจะกินไม่ได้เลย”

Go2AskAnne เพจแนะนำร้านอาหารเหนือสายลึก ใครๆ ก็ถามแอนเรื่องจานเด็ดมาตลอด 10 ปี

แอนมองว่าการที่หลายร้านปรับรสชาติอาหารเหนือให้กินง่ายมากขึ้น หรือปรุงให้เข้ากับเทสต์ของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทำให้คนภาคกลางรับรู้ถึงอาหารเหนือได้ 

“อย่าไปมองว่าบางร้านไม่ใช่อาหารเหนือแท้ ๆ เพราะไม่มีอะไรแท้หรอก มันคือการปรับรสชาติเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้กินและได้สัมผัสอาหารเหนือ หลายร้านที่คนบอกกันว่าเป็นอาหารเหนือรสชาติคนกรุงเทพฯ เราถือว่าเป็นเรื่องดีที่บอกกันก่อน ไม่ใช่ว่าคนกรุงเทพฯ ไปถึงร้านแล้วกินไม่ได้เลย กลายเป็นบ่นว่าอาหารเหนือไม่อร่อย” 

ตอนนี้บรรยากาศอาหารเหนือที่เชียงใหม่ มองไปทางไหนก็เจอ ‘ลาบ’ แอนบอกว่าเมนูนี้กำลังมา

“ที่เชียงใหม่กำลังฮิตลาบ เจอกูรูลาบเยอะมาก อย่างในเพจ Go2AskAnne ถ้าเราพูดเรื่องลาบ ทุกคนจะแห่เข้ามาคอมเมนต์ บางคนอาจจะบอกว่าลาบร้านนี้จริง ร้านนี้ไม่จริง ร้านนี้เป็นลาบแบบแมส หรือมีการเหยียดกัน จริง ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย เราไม่ควรมาทะเลาะกันด้วยเรื่องแบบนี้ เพราะเรื่องของอาหารไม่มีจริงหรือไม่จริง อยู่ที่สูตรของใครของมันเท่านั้นเอง เช่นลาบของแต่ละบ้านก็มีสูตรไม่เหมือนกัน ไม่อยากให้คิดตายตัวว่าอะไรคืออาหารเหนือแท้หรือไม่แท้ ทุกอย่างมีเหตุผลว่าทำไมคนเขาปรุงกันแบบนี้”

นอกจากรีวิวร้านอาหารและแนะนำที่กิน ดื่ม เที่ยว แอนตั้งใจอยากให้เพจเป็นกระบอกเสียงทำความเข้าใจเรื่องอาหารเหนือและการกินอย่างปลอดภัย รวมทั้งความยั่งยืน

เพจพากินและเล่าเรื่องอาหารเหนือสายลึก รสชาติกลมกล่อมด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืน
เพจพากินและเล่าเรื่องอาหารเหนือสายลึก รสชาติกลมกล่อมด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืน

“จริง ๆ คอนเซ็ปต์ของเพจคือเน้นเรื่องความยั่งยืน ผลผลิตทางการเกษตร และการกินอาหารให้ปลอดภัย คนเดี๋ยวนี้ลิ้นด้าน เพราะกินผงชูรสกันเยอะ อาหารไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด ก็รสเดียวกันหมด ไม่มีความหลากหลายของรสชาติ แถมกินหวานจัด เค็มจัด โซเดียมสูง และช่วงหลังเรามีโอกาสได้เข้าชุมชนบ่อย ๆ เพื่อทำหนังสือ ทำให้เรารู้ว่าการเขียนเพจให้ความรู้น่าจะดีกว่า

“เพจของแอนมีผู้ทรงคุณวุฒิและทรงภูมิหลายคนเข้ามาคุยกันเรื่องอาหาร (หัวเราะ) เช่นครั้งหนึ่งเราโพสต์เรื่องฮังเลเชียงแสน เขาก็มาถกเถียงกันใต้คอมเมนต์ เอาข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์มายิงใส่กัน ถ้าตัวเราเองไม่มีองค์ความรู้ เราก็จะพ่ายแพ้ต่อแฟนเพจของเรา เพราะเขาฉลาดกันมาก (หัวเราะ) 

“เคยมีเพื่อนต่างชาติเคยบอกว่า ยูอย่าไปรีวิวขายร้านอาหารหรือไปคิดเงิน เพราะถ้าต้องเขียนถึงร้านที่ไม่อร่อยจะเป็นการดิสเครดิตตัวเอง ให้เราขายอะไรที่เป็นเรื่องรอบตัวดีกว่า แล้วตัวเราเองก็พบว่าถ้าไปร้านไม่อร่อย เราก็จะเขียนไม่สนุก”

เพจพากินและเล่าเรื่องอาหารเหนือสายลึก รสชาติกลมกล่อมด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืน

จากประสบการณ์ 10 ปีในการทำเพจ แอนพบการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นได้ชัด นั่นคือ กลุ่มคนอ่านหลักย้ายจากกลุ่มผู้ใหญ่ยุคเบบี้บูมมาเป็นคนรุ่นใหม่ช่วงอายุราว ๆ 21 – 35 ปี 

“ตอนนี้เท่าที่เห็นเทรนด์ในเพจ คนหันมากินและสนใจอาหารเหนือกันมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ มีหลายโรงเรียนใช้เพจของเราอ้างอิงในการสอนเรื่องอาหารเหนือให้นักเรียน คนกรุงเทพฯ บางกลุ่มนั่งเครื่องบินมาตะลุยกินลาบ หลายคนแสวงหาอาหารเหนือที่ลึกขึ้นและเปิดใจลองมากขึ้น” 

วันนี้เพจ เดินทางมาครบรอบ 10 ปี อย่างเรียบง่าย แอนบอกว่าเพจของเธอไม่หวือหวาอะไร แถมยังมีคนบอกว่า เขียนมานานขนาดนี้ มีแฟนเพจตามแค่ 6 หมื่นกว่าคน 

“เราก็ไม่ต้องการคนมากนะ ถึงจะอยากได้เงิน แต่ถ้าต้องฝืนทำอะไรเพื่อเขียนแล้วอัปขึ้นเพจ มันก็ไม่ใช่เรา ถ้าเราเขียนเรื่องที่ชอบแล้วมีคนกดไลค์แค่คนเดียว เราก็ดีใจแล้ว”

เพจพากินและเล่าเรื่องอาหารเหนือสายลึก รสชาติกลมกล่อมด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืน

Go2AskAnne

Facebook : Go2AskAnne

Instagram : go2askanne

Website : www.go2askanne.co

Writer

Avatar

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load