ย้อนเวลาไปเมื่อ 2 ปีก่อนได้เกิดธุรกิจบริการรับ-ส่ง เลือดใหม่ชื่อ ‘Go MAMMA’ บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุไปยังที่ต่างๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักไม่ใช่ผู้ใช้ แต่เป็นลูกหลานที่อยากให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเดินทางอย่างปลอดภัย

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

Go MAMMA ทำงานด้วยหลักการสั้นๆ เพียงหนึ่งวลี คือ ‘ไว้ใจได้’ เน้นจุดขายเรื่องความสบายใจ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกหลานและผู้สูงอายุใช้บริการขนส่ง โดยมั่นใจได้ว่าสะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล และเป็น Senior Taxi เจ้าแรกของไทยที่มีความเชื่อว่า 

“ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต แต่คือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีไลฟ์สไตล์ที่อยากได้จริงๆ” 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

The Cloud เปิดออฟฟิศพูดคุยกับ เป้-รสรี ซันจวน หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่พลิกไอเดียแท็กซี่หลากสีธรรมดาๆ ให้กลายเป็น Senior Taxi สัญชาติไทยที่วิ่งให้บริการทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมาแล้วกว่า 2 ปี

Pain Point ของตัวเอง + Pain Point ของผู้ใช้

ปมที่มาของ Go MAMMA เกิดจากคุณป้าของเป้ที่เป็นสาวโสด จะเดินทางไปไหนทีต้องรอหลานๆ พาไป ซึ่งหลานทั้ง 6 คนต่างก็มีงานและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ครั้นจะจ้างคนขับรถก็ดูเกินความจำเป็น บังเอิญธุรกิจของสามีเป้เปิดอู่แท็กซี่อยู่แล้ว จึงลองเรียกแท็กซี่เข้ามารับคุณป้าไปทำธุระ เลือกเฉพาะที่ไว้ใจได้เพื่อคอยรับ-ส่ง ผ่านไปสักพักคุณป้าเริ่มชินและคุ้นเคย

“พอทำแบบนี้มาสักพักดูเขาแฮปปี้ขึ้น แรกๆ เขาก็ไม่ค่อยอยากไปนะ เพราะเขาไม่คุ้น ส่งใครมารับก็ไม่รู้ แต่พอเขาเริ่มเดินทางไปหลายครั้ง แล้วเราพยายามให้เป็นคนขับรถคนเดิม ความกังวลก็น้อยลง” 

จุดเริ่มต้นที่เกิดจากการแก้ปัญหาของตัวเอง บวกกับประสบการณ์จากการทำงานบริการดูแลเด็กกว่า 15 ปี ทำให้เห็นว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในบ้านที่มักจะถูกละเลย 

“มีคุณตาคุณยาย จะมาเยี่ยมเยียน มาหาหลาน หรือบางทีบ้านคุณตาคุณยายอยู่ข้างบ้าน เขาก็เล่า Pain Point ผู้สูงอายุในบ้านให้เราฟัง ซึ่งเหมือนบ้านเราเลยนะ ไหนๆ เราทำให้บ้านเราแล้ว ก็ทำให้บ้านคนอื่นเลยแล้วกัน”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ก่อนจะเป็น Senior Taxi

“ธุรกิจเดิมที่ทำชื่อ Bangkok Nanny Center ตอนนั้นดูแลแค่เด็กอย่างเดียว เราจัดส่งพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ผ่านการอบรมแล้ว ส่งให้ไปดูแลลูกของลูกค้าที่บ้าน มีหลักสูตรอบรมคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เพื่อไปดูแลลูกของตัวเอง” 

เป้บอกกับเราว่าเคยมีความคิดจะทำ Nursing Home ให้ผู้สูงอายุ เธอไปดูงานกว่า 10 ที่ แต่ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทำต่อ ไม่ใช่บ้านที่มีผู้สูงอายุในบรรยากาศแจ่มใส แต่กลับเป็นภาพผู้ป่วยติดเตียง คุณย่าคุณยายวัยชรากับแววตาเศร้าสร้อย 

นั่นไม่ใช่ภาพที่เธออยากให้เป็น ธุรกิจที่เธออยากทำจึงต้องแก้ปัญหาและช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเด็นตั้งต้นของเธอจึงเป็นการสำรวจอินไซต์ของคนในบ้านทั้งฝั่งลูกหลานและผู้สูงอายุ ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านก็อยากออกไปทำกิจกรรมข้างนอกเหมือนกับคนวัยอื่น อยากไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เกรงใจลูกหลานที่ต้องสละเวลางานไปรับไปส่ง

ส่วนลูกหลานในบ้านไม่มีใครอยากทิ้งพ่อแม่ให้เหงา แต่ด้วยหน้าที่การงานและภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้คนสองกลุ่มค่อยๆ ห่างกันทีละน้อยๆ 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

“เราพยายามทำให้ช่องว่างระหว่างวัยแคบที่สุด ถ้าทำให้ไม่มี Gap เลยเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้ตัวลูกหลานไม่รู้สึกว่าเขาทิ้งพ่อแม่ เขาจะหาบริการที่ทำแทนเขาได้ โดยต้องเป็นบริการที่ไว้ใจได้และสบายใจที่สุด เพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวลูกหลาน ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็อยากให้ลูกหลานไปด้วย ทำยังไงให้ลูกหลานรู้สึกว่าแม่ไปกับคนอื่น แล้วแม่สบายใจจริง ๆ 

“ไม่ใช่ปากบอกว่าสบายใจ แต่ต้องสบายใจจริงๆ” 

แตกต่างด้วยบริการและความใส่ใจ

บริการของ Go MAMMA คือบริการรถแท็กซี่รับ-ส่ง ที่ไม่เหมือนกับแท็กซี่ทั่วไป 

“เราไม่ได้เป็นแค่การเดินทางในการรับ-ส่ง แต่เราต้องการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เหมือนสร้างอิสรภาพในการเดินทาง สร้างความอุ่นใจ และลดความกังวลให้กับลูกหลาน ให้เขายังคงประชุมงานต่อได้ ยังทำมาหากินได้”

สิ่งที่ลูกค้าจะได้จากบริการนี้จึงมี 2 อย่าง หนึ่ง ความอุ่นใจและความสบายใจของผู้ใช้งานอย่างผู้สูงอายุ และสอง ความไร้กังวลของลูกหลาน ที่ไม่ต้องพะวงว่าครอบครัวที่เขารักจะเดินทางไปกับใคร 

การเรียกใช้บริการ เพียงแค่คุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาจองรถผ่านระบบ Call Center ระบุเป้าหมายการเดินทาง ระบุตำแหน่งที่ต้องการให้รถไปรับ-ส่ง จากนั้นชำระเงิน แล้วนั่งรอสบายๆ ให้รถมารับ แม้ลูกหลานไม่ได้ไปด้วยก็วางใจได้ เพราะรถทุกคันติดตั้งระบบ Tracking พร้อมระบบแชทโต้ตอบกับคนขับ แจ้งสถานะการเดินทาง คนขับจะช่วยดูแลการขึ้น-ลงรถได้อย่างปลอดภัย เพราะผ่านการอบรมการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ มีสเปรย์เช็ดพื้นผิวสัมผัส เจลล้างมือ แมสก์ปิดจมูก พร้อมมีกระดาษทิชชูและน้ำเตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วย

ลูกค้าที่เดินทางไม่สะดวกหรือต้องนั่งรถเข็น ก็เรียกใช้บริการผู้ดูแลเพิ่มได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง สามารถเรียกใช้บริการได้ 2 รูปแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียวและรอรับกลับ 

“ถ้าวันหนึ่งเรามีจุดแข็ง มันจะกลายเป็นจุดอ่อนได้ แต่สิ่งที่ Go MAMMA ทำ คือสร้างความแตกต่าง เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่ระหว่างเรากับคู่แข่งนะ เราสร้างความแตกต่างในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าต้องการแบบไหน เราทำแบบนั้น”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน
Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ไม่ใช่ใครก็ทำได้

ประสบการณ์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ ไม่ใช่แค่การบริการ แต่ยังได้ความสบายใจ 

พนักงานขับรถและผู้ดูแลของ Go MAMMA ทุกคน ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติอย่างเข้มข้นมาแล้ว พวกเขาต้องไม่มีปัญหาการเงิน ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องผ่านการอบรม ทั้งเรื่องการปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และจิตวิทยาผู้สูงอายุ 

หลังจากนั้นพวกเขาต้องผ่านการประเมินอีกครั้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการลูกค้า ซึ่งทีมเทรนนิ่งหรือผู้ที่ให้ความรู้แก่พนักงานทุกคน ประกอบด้วยนักกายภาพดูแลเรื่องการเคลื่อนย้าย อาจารย์จากโรงพยาบาลศิริราชผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CPR พยาบาลอายุรกรรม การทำความสะอาด ที่มาของโรคและผลข้างเคียง การวัดความดัน รวมถึงนักจิตวิทยา

“ถ้าเป็นคนขับแท็กซี่จะต้องตามกฎของสหกรณ์ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ มีใบรับรองเพื่อคัดกรอง ผู้ดูแลต้องมีประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุมาก่อน ต้องจบอย่างน้อยผู้ช่วยพยาบาล เราไม่ได้รับลักษณะที่เคยมีประสบการณ์ดูแลย่ายายที่บ้าน แค่นั้นไม่พอ 

“รถที่ใช้คือรถเช่าซื้อ ไม่ได้เป็นรถกลับที่พอเขาเช่าเสร็จก็คืน รถไม่ใช่ของเขา ความอันตรายมีสูง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาไม่รักษารถด้วย แต่รถที่เราใช้ คนขับเป็นเจ้าของรถเอง เขาจะรักษารถ เวลาขับไม่ฉวัดเฉวียนมาก เพราะว่าเป็นรถของตัวเอง”

หัวใจแห่งการบริการคืออันดับ 1 ความสามารถคืออันดับ 2

เพราะพนักงานคือคนที่อยู่ใกล้ลูกค้า และสะท้อนความใส่ใจของแบรนด์ได้มากที่สุด การคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานจึงต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เป้เล่าว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คนมีความสามารถ แต่เธอเลือกคนที่ทัศนคติ ถ้ามีใจในการบริการแล้ว พวกเขาก็จะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดูแลลูกค้าที่มาใช้บริการได้เหมือนกับดูแลญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง 

“เรารู้อยู่แล้วว่าการทำงานกับคน Mindset เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ทักษะพัฒนาได้ เพราะฉะนั้น เวลาคัดเลือก เราเลือกจาก Mindset ก่อน เพราะใช้เวลาอบรมแค่วันสองวันแล้วจะเปลี่ยนเขาเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ถ้า Mindset เขาได้ ความคิดเขาดี เขาจะเข้าใจ พฤติกรรมเขาจะแสดงออกเอง เขาทำเพราะใส่ใจ เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทมีกฎให้ทำตาม แล้วเราค่อยมาเติมทักษะที่จำเป็น”

 ดูแลกันในวันที่สถานการณ์ยังน่ากังวล

นอกจากรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุเพื่อไปพบหมอ ไปโรงพยาบาล ไปพบปะสังสรรค์ ยังมีบริการพาไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นอีกทางเลือกให้กับลูกหลาน ในวันที่การรับวัคซีนยังระบุความแน่นอนเพื่อไปลางานไม่ได้ ที่สำคัญ Go MAMMA เน้นความปลอดภัยสูงสุด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในการเดินทางอย่างเคร่งครัด 

“เรามีทั้งหมดสี่มาตรการ คือ ฉีดพ่นทำความสะอาดทุกวัน ทำความสะอาดพื้นผิวภายในรถหลังจากที่ผู้โดยสารลงไปแล้ว ใส่แมสก์ตามปกติ และใช้เจลแอลกอฮอล์ โควิด-19 รอบแรกเราติดแผ่นกั้นแบบใสไปแล้ว แต่ไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากว่าเชื้อเปลี่ยน เราก็เลยต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ไปด้วย”

เป้และบริษัทได้เฟ้นหาวัสดุที่จะดูและทั้งพนักงานขับรถและลูกค้า ด้วยการติดแผ่นกั้นมาตรฐาน SCG ระหว่างคนขับและผู้โดยสาร พร้อมทั้งจัดหาวัคซีนที่ดีให้กับพนักงานทุกคน เพราะนอกจากการดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัย คนขับและพนักงานทุกคนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลคนอื่นให้ไกลจากโรคและปลอดภัยจากความเสี่ยง

“อุปกรณ์เบื้องต้นในการป้องกันโควิด-19 เรามีให้หมด บอกวิธีการป้องกันตัวของเขาด้วย มีการจองฉีดวัคซีนให้ พนักงานขับรถก็ทยอยฉีดกันอยู่ แต่คนขับไม่ต้องจองเอง เราจองให้”

โตช้าแต่มั่นคง และโตไปด้วยกันทั้งระบบ

Go MAMMA เปิดให้บริการในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์โรคระบาด และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกต่อแบบปากต่อปากของลูกค้า หากเทียบกับธุรกิจในแวดวงเดียวกัน ถือเป็นการก้าวเดินด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก แต่ทุกก้าวล้วนเป็นก้าวที่มั่นคง 

“ในแต่ละสเต็ปที่เราก้าว บริการที่เราให้ถ้าเกิดความผิดพลาด ต้องไม่มีคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ เราก้าวแต่ละก้าวแบบเอาช้าแต่ชัวร์ ในช่วงสองปีแรกค่อนข้างช้า เพราะกว่าเราจะคิดคอนเซปต์ กว่าจะบอกว่าเราเป็นบริษัทเพื่อการเดินทางนะ แต่ไม่ใช่แค่ปลอดภัยเฉยๆ บางทีลูกค้าต้องการทั้งความปลอดภัยและความสบายใจ เราต้องการไปถึงจุดนั้น เราถึงต้องพัฒนาการบริการ ต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์เรื่องความไว้ใจ เราทำงานมาเกือบปีกับแค่เรื่องนี้ แล้วเวลาเราคิด เราคิดจากมุมของลูกค้าเสมอ มันเลยทำให้เราใช้เวลาค่อนข้างเยอะ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่านี่คือเรื่องราวของสตาร์ทอัพรถรับ-ส่งผู้สูงอายุ แต่สำหรับเป้ ธุรกิจนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพ แม้จะมีคอนเซปต์ตั้งต้นคือ Pain Point เหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการค่อยๆ โตขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า และสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจแล้ว พนักงานทุกคนคือฟันเฟืองที่หมุนให้ธุรกิจดำเนินไปได้ Go MAMMA จึงดูแลพนักงาน เฉกเช่นเดียวกับที่พนักงานดูแลลูกค้า 

“เราไม่ได้แค่ดูแลและยกระดับชีวิตผู้สูงอายุ เราดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานแท็กซี่ด้วย ว่าเขาอยู่กับเรา เขาเสียสละดูแลผู้สูงอายุที่อาจจะเหนื่อยหน่อย แค่รับทั่วไป จอดรถเสร็จมีคนขึ้นไปเลยง่ายกว่า แต่นี่คือคนขับต้องลงจากรถมาให้บริการ ขึ้นรถเสร็จถึงที่หมายต้องลงจากรถมาให้บริการอีก มันใช้พลังงานเยอะกว่า เราจึงดูแลพนักงานขับรถด้วย ว่ารายได้ที่เขาได้ต้องเพียงพอ ช่วงนี้คนขับรับงานเราสองถึงสามเคสก็กลับบ้านได้เลย เพราะพอกับค่าเช่าที่เขาต้องจ่ายรายวัน” 

ขอเป็นธุรกิจที่อยู่ดูแลตามช่วงชีวิตของลูกค้า

“Go MAMMA ไม่ได้ออกแบบธุรกิจมาแค่ปีถึงสองปี เราอยู่ไปตามวัฏจักรของลูกค้า เวลานี้เขาอายุห้าสิบห้า อีกห้าปีข้างหน้าเขาจะหกสิบ เราเองถึงจุดนั้นก็อยากเป็นบริการที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดเรื่องบริการผู้สูงอายุ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่ในแง่ของการดูแลและความเข้าใจผู้สูงอายุ”

เป้กล่าวกับเราด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

สิ่งที่เธออยากทำ ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การออกไปหาหมอ  แต่เป็นการสนับสนุนให้เขามีไลฟ์สไตล์ที่เขาอยากได้จริงๆ การได้ออกไปทำสิ่งที่ชอบ ใช้เวลากับกลุ่มเพื่อน ทานข้าว ร้องคาราโอเกะ 

“ออกไปแค่สามชั่วโมง อาจทำให้เขากลับมาอยู่ได้เป็นเดือนๆ พอเขาจิตใจกระชุ่มกระชวย สภาพร่างกายเขาดี ลูกหลานก็สบายใจ แม่ไม่หงุดหงิด ลูกหลานไม่หงุดหงิด สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็ดีขึ้น มันคือห่วงโซ่ที่เรามอง เราอยากเห็นภาพรวมดีขึ้น แปลว่าเราตอบโจทย์ครอบครัวทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของเราคือ Family Support Center และ Go MAMMA เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของภาพทั้งหมด”

Lessons Learned

  • ทำธุรกิจบริการด้วยใจ มองธุรกิจในมุมผู้ใช้ ทำความเข้าใจปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอ ทำให้พัฒนาได้ตรงจุด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้บริการในที่สุด
  • เลือกคนที่มีทัศนคติเหมือนๆ กัน มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน อาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่จะเป็นคนที่จะส่งต่อความตั้งใจขององค์กรไปสู่ลูกค้าได้ดีที่สุด
  • มองว่าทุกคนในทีมคือฟันเฟืองของธุรกิจ สร้างทีมที่ดี ดูแลทีมเหมือนที่อยากดูแลลูกค้า เพราะเขาคือคนที่จะดูแลลูกค้าต่อไป
  • หาจุดขายของตัวเองให้เจอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่ทำให้ธุรกิจแตกต่าง แต่เป็นทัศนคติ ความตั้งใจ และความเอาใจใส่ ที่ทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการนั้นก็ได้เช่นกัน

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load