ย้อนเวลาไปเมื่อ 2 ปีก่อนได้เกิดธุรกิจบริการรับ-ส่ง เลือดใหม่ชื่อ ‘Go MAMMA’ บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุไปยังที่ต่างๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักไม่ใช่ผู้ใช้ แต่เป็นลูกหลานที่อยากให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเดินทางอย่างปลอดภัย

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

Go MAMMA ทำงานด้วยหลักการสั้นๆ เพียงหนึ่งวลี คือ ‘ไว้ใจได้’ เน้นจุดขายเรื่องความสบายใจ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกหลานและผู้สูงอายุใช้บริการขนส่ง โดยมั่นใจได้ว่าสะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล และเป็น Senior Taxi เจ้าแรกของไทยที่มีความเชื่อว่า 

“ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต แต่คือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีไลฟ์สไตล์ที่อยากได้จริงๆ” 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

The Cloud เปิดออฟฟิศพูดคุยกับ เป้-รสรี ซันจวน หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่พลิกไอเดียแท็กซี่หลากสีธรรมดาๆ ให้กลายเป็น Senior Taxi สัญชาติไทยที่วิ่งให้บริการทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมาแล้วกว่า 2 ปี

Pain Point ของตัวเอง + Pain Point ของผู้ใช้

ปมที่มาของ Go MAMMA เกิดจากคุณป้าของเป้ที่เป็นสาวโสด จะเดินทางไปไหนทีต้องรอหลานๆ พาไป ซึ่งหลานทั้ง 6 คนต่างก็มีงานและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ครั้นจะจ้างคนขับรถก็ดูเกินความจำเป็น บังเอิญธุรกิจของสามีเป้เปิดอู่แท็กซี่อยู่แล้ว จึงลองเรียกแท็กซี่เข้ามารับคุณป้าไปทำธุระ เลือกเฉพาะที่ไว้ใจได้เพื่อคอยรับ-ส่ง ผ่านไปสักพักคุณป้าเริ่มชินและคุ้นเคย

“พอทำแบบนี้มาสักพักดูเขาแฮปปี้ขึ้น แรกๆ เขาก็ไม่ค่อยอยากไปนะ เพราะเขาไม่คุ้น ส่งใครมารับก็ไม่รู้ แต่พอเขาเริ่มเดินทางไปหลายครั้ง แล้วเราพยายามให้เป็นคนขับรถคนเดิม ความกังวลก็น้อยลง” 

จุดเริ่มต้นที่เกิดจากการแก้ปัญหาของตัวเอง บวกกับประสบการณ์จากการทำงานบริการดูแลเด็กกว่า 15 ปี ทำให้เห็นว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในบ้านที่มักจะถูกละเลย 

“มีคุณตาคุณยาย จะมาเยี่ยมเยียน มาหาหลาน หรือบางทีบ้านคุณตาคุณยายอยู่ข้างบ้าน เขาก็เล่า Pain Point ผู้สูงอายุในบ้านให้เราฟัง ซึ่งเหมือนบ้านเราเลยนะ ไหนๆ เราทำให้บ้านเราแล้ว ก็ทำให้บ้านคนอื่นเลยแล้วกัน”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ก่อนจะเป็น Senior Taxi

“ธุรกิจเดิมที่ทำชื่อ Bangkok Nanny Center ตอนนั้นดูแลแค่เด็กอย่างเดียว เราจัดส่งพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ผ่านการอบรมแล้ว ส่งให้ไปดูแลลูกของลูกค้าที่บ้าน มีหลักสูตรอบรมคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เพื่อไปดูแลลูกของตัวเอง” 

เป้บอกกับเราว่าเคยมีความคิดจะทำ Nursing Home ให้ผู้สูงอายุ เธอไปดูงานกว่า 10 ที่ แต่ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทำต่อ ไม่ใช่บ้านที่มีผู้สูงอายุในบรรยากาศแจ่มใส แต่กลับเป็นภาพผู้ป่วยติดเตียง คุณย่าคุณยายวัยชรากับแววตาเศร้าสร้อย 

นั่นไม่ใช่ภาพที่เธออยากให้เป็น ธุรกิจที่เธออยากทำจึงต้องแก้ปัญหาและช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเด็นตั้งต้นของเธอจึงเป็นการสำรวจอินไซต์ของคนในบ้านทั้งฝั่งลูกหลานและผู้สูงอายุ ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านก็อยากออกไปทำกิจกรรมข้างนอกเหมือนกับคนวัยอื่น อยากไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เกรงใจลูกหลานที่ต้องสละเวลางานไปรับไปส่ง

ส่วนลูกหลานในบ้านไม่มีใครอยากทิ้งพ่อแม่ให้เหงา แต่ด้วยหน้าที่การงานและภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้คนสองกลุ่มค่อยๆ ห่างกันทีละน้อยๆ 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

“เราพยายามทำให้ช่องว่างระหว่างวัยแคบที่สุด ถ้าทำให้ไม่มี Gap เลยเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้ตัวลูกหลานไม่รู้สึกว่าเขาทิ้งพ่อแม่ เขาจะหาบริการที่ทำแทนเขาได้ โดยต้องเป็นบริการที่ไว้ใจได้และสบายใจที่สุด เพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวลูกหลาน ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็อยากให้ลูกหลานไปด้วย ทำยังไงให้ลูกหลานรู้สึกว่าแม่ไปกับคนอื่น แล้วแม่สบายใจจริง ๆ 

“ไม่ใช่ปากบอกว่าสบายใจ แต่ต้องสบายใจจริงๆ” 

แตกต่างด้วยบริการและความใส่ใจ

บริการของ Go MAMMA คือบริการรถแท็กซี่รับ-ส่ง ที่ไม่เหมือนกับแท็กซี่ทั่วไป 

“เราไม่ได้เป็นแค่การเดินทางในการรับ-ส่ง แต่เราต้องการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เหมือนสร้างอิสรภาพในการเดินทาง สร้างความอุ่นใจ และลดความกังวลให้กับลูกหลาน ให้เขายังคงประชุมงานต่อได้ ยังทำมาหากินได้”

สิ่งที่ลูกค้าจะได้จากบริการนี้จึงมี 2 อย่าง หนึ่ง ความอุ่นใจและความสบายใจของผู้ใช้งานอย่างผู้สูงอายุ และสอง ความไร้กังวลของลูกหลาน ที่ไม่ต้องพะวงว่าครอบครัวที่เขารักจะเดินทางไปกับใคร 

การเรียกใช้บริการ เพียงแค่คุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาจองรถผ่านระบบ Call Center ระบุเป้าหมายการเดินทาง ระบุตำแหน่งที่ต้องการให้รถไปรับ-ส่ง จากนั้นชำระเงิน แล้วนั่งรอสบายๆ ให้รถมารับ แม้ลูกหลานไม่ได้ไปด้วยก็วางใจได้ เพราะรถทุกคันติดตั้งระบบ Tracking พร้อมระบบแชทโต้ตอบกับคนขับ แจ้งสถานะการเดินทาง คนขับจะช่วยดูแลการขึ้น-ลงรถได้อย่างปลอดภัย เพราะผ่านการอบรมการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ มีสเปรย์เช็ดพื้นผิวสัมผัส เจลล้างมือ แมสก์ปิดจมูก พร้อมมีกระดาษทิชชูและน้ำเตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วย

ลูกค้าที่เดินทางไม่สะดวกหรือต้องนั่งรถเข็น ก็เรียกใช้บริการผู้ดูแลเพิ่มได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง สามารถเรียกใช้บริการได้ 2 รูปแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียวและรอรับกลับ 

“ถ้าวันหนึ่งเรามีจุดแข็ง มันจะกลายเป็นจุดอ่อนได้ แต่สิ่งที่ Go MAMMA ทำ คือสร้างความแตกต่าง เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่ระหว่างเรากับคู่แข่งนะ เราสร้างความแตกต่างในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าต้องการแบบไหน เราทำแบบนั้น”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน
Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ไม่ใช่ใครก็ทำได้

ประสบการณ์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ ไม่ใช่แค่การบริการ แต่ยังได้ความสบายใจ 

พนักงานขับรถและผู้ดูแลของ Go MAMMA ทุกคน ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติอย่างเข้มข้นมาแล้ว พวกเขาต้องไม่มีปัญหาการเงิน ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องผ่านการอบรม ทั้งเรื่องการปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และจิตวิทยาผู้สูงอายุ 

หลังจากนั้นพวกเขาต้องผ่านการประเมินอีกครั้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการลูกค้า ซึ่งทีมเทรนนิ่งหรือผู้ที่ให้ความรู้แก่พนักงานทุกคน ประกอบด้วยนักกายภาพดูแลเรื่องการเคลื่อนย้าย อาจารย์จากโรงพยาบาลศิริราชผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CPR พยาบาลอายุรกรรม การทำความสะอาด ที่มาของโรคและผลข้างเคียง การวัดความดัน รวมถึงนักจิตวิทยา

“ถ้าเป็นคนขับแท็กซี่จะต้องตามกฎของสหกรณ์ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ มีใบรับรองเพื่อคัดกรอง ผู้ดูแลต้องมีประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุมาก่อน ต้องจบอย่างน้อยผู้ช่วยพยาบาล เราไม่ได้รับลักษณะที่เคยมีประสบการณ์ดูแลย่ายายที่บ้าน แค่นั้นไม่พอ 

“รถที่ใช้คือรถเช่าซื้อ ไม่ได้เป็นรถกลับที่พอเขาเช่าเสร็จก็คืน รถไม่ใช่ของเขา ความอันตรายมีสูง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาไม่รักษารถด้วย แต่รถที่เราใช้ คนขับเป็นเจ้าของรถเอง เขาจะรักษารถ เวลาขับไม่ฉวัดเฉวียนมาก เพราะว่าเป็นรถของตัวเอง”

หัวใจแห่งการบริการคืออันดับ 1 ความสามารถคืออันดับ 2

เพราะพนักงานคือคนที่อยู่ใกล้ลูกค้า และสะท้อนความใส่ใจของแบรนด์ได้มากที่สุด การคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานจึงต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เป้เล่าว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คนมีความสามารถ แต่เธอเลือกคนที่ทัศนคติ ถ้ามีใจในการบริการแล้ว พวกเขาก็จะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดูแลลูกค้าที่มาใช้บริการได้เหมือนกับดูแลญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง 

“เรารู้อยู่แล้วว่าการทำงานกับคน Mindset เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ทักษะพัฒนาได้ เพราะฉะนั้น เวลาคัดเลือก เราเลือกจาก Mindset ก่อน เพราะใช้เวลาอบรมแค่วันสองวันแล้วจะเปลี่ยนเขาเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ถ้า Mindset เขาได้ ความคิดเขาดี เขาจะเข้าใจ พฤติกรรมเขาจะแสดงออกเอง เขาทำเพราะใส่ใจ เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทมีกฎให้ทำตาม แล้วเราค่อยมาเติมทักษะที่จำเป็น”

 ดูแลกันในวันที่สถานการณ์ยังน่ากังวล

นอกจากรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุเพื่อไปพบหมอ ไปโรงพยาบาล ไปพบปะสังสรรค์ ยังมีบริการพาไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นอีกทางเลือกให้กับลูกหลาน ในวันที่การรับวัคซีนยังระบุความแน่นอนเพื่อไปลางานไม่ได้ ที่สำคัญ Go MAMMA เน้นความปลอดภัยสูงสุด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในการเดินทางอย่างเคร่งครัด 

“เรามีทั้งหมดสี่มาตรการ คือ ฉีดพ่นทำความสะอาดทุกวัน ทำความสะอาดพื้นผิวภายในรถหลังจากที่ผู้โดยสารลงไปแล้ว ใส่แมสก์ตามปกติ และใช้เจลแอลกอฮอล์ โควิด-19 รอบแรกเราติดแผ่นกั้นแบบใสไปแล้ว แต่ไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากว่าเชื้อเปลี่ยน เราก็เลยต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ไปด้วย”

เป้และบริษัทได้เฟ้นหาวัสดุที่จะดูและทั้งพนักงานขับรถและลูกค้า ด้วยการติดแผ่นกั้นมาตรฐาน SCG ระหว่างคนขับและผู้โดยสาร พร้อมทั้งจัดหาวัคซีนที่ดีให้กับพนักงานทุกคน เพราะนอกจากการดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัย คนขับและพนักงานทุกคนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลคนอื่นให้ไกลจากโรคและปลอดภัยจากความเสี่ยง

“อุปกรณ์เบื้องต้นในการป้องกันโควิด-19 เรามีให้หมด บอกวิธีการป้องกันตัวของเขาด้วย มีการจองฉีดวัคซีนให้ พนักงานขับรถก็ทยอยฉีดกันอยู่ แต่คนขับไม่ต้องจองเอง เราจองให้”

โตช้าแต่มั่นคง และโตไปด้วยกันทั้งระบบ

Go MAMMA เปิดให้บริการในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์โรคระบาด และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกต่อแบบปากต่อปากของลูกค้า หากเทียบกับธุรกิจในแวดวงเดียวกัน ถือเป็นการก้าวเดินด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก แต่ทุกก้าวล้วนเป็นก้าวที่มั่นคง 

“ในแต่ละสเต็ปที่เราก้าว บริการที่เราให้ถ้าเกิดความผิดพลาด ต้องไม่มีคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ เราก้าวแต่ละก้าวแบบเอาช้าแต่ชัวร์ ในช่วงสองปีแรกค่อนข้างช้า เพราะกว่าเราจะคิดคอนเซปต์ กว่าจะบอกว่าเราเป็นบริษัทเพื่อการเดินทางนะ แต่ไม่ใช่แค่ปลอดภัยเฉยๆ บางทีลูกค้าต้องการทั้งความปลอดภัยและความสบายใจ เราต้องการไปถึงจุดนั้น เราถึงต้องพัฒนาการบริการ ต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์เรื่องความไว้ใจ เราทำงานมาเกือบปีกับแค่เรื่องนี้ แล้วเวลาเราคิด เราคิดจากมุมของลูกค้าเสมอ มันเลยทำให้เราใช้เวลาค่อนข้างเยอะ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่านี่คือเรื่องราวของสตาร์ทอัพรถรับ-ส่งผู้สูงอายุ แต่สำหรับเป้ ธุรกิจนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพ แม้จะมีคอนเซปต์ตั้งต้นคือ Pain Point เหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการค่อยๆ โตขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า และสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจแล้ว พนักงานทุกคนคือฟันเฟืองที่หมุนให้ธุรกิจดำเนินไปได้ Go MAMMA จึงดูแลพนักงาน เฉกเช่นเดียวกับที่พนักงานดูแลลูกค้า 

“เราไม่ได้แค่ดูแลและยกระดับชีวิตผู้สูงอายุ เราดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานแท็กซี่ด้วย ว่าเขาอยู่กับเรา เขาเสียสละดูแลผู้สูงอายุที่อาจจะเหนื่อยหน่อย แค่รับทั่วไป จอดรถเสร็จมีคนขึ้นไปเลยง่ายกว่า แต่นี่คือคนขับต้องลงจากรถมาให้บริการ ขึ้นรถเสร็จถึงที่หมายต้องลงจากรถมาให้บริการอีก มันใช้พลังงานเยอะกว่า เราจึงดูแลพนักงานขับรถด้วย ว่ารายได้ที่เขาได้ต้องเพียงพอ ช่วงนี้คนขับรับงานเราสองถึงสามเคสก็กลับบ้านได้เลย เพราะพอกับค่าเช่าที่เขาต้องจ่ายรายวัน” 

ขอเป็นธุรกิจที่อยู่ดูแลตามช่วงชีวิตของลูกค้า

“Go MAMMA ไม่ได้ออกแบบธุรกิจมาแค่ปีถึงสองปี เราอยู่ไปตามวัฏจักรของลูกค้า เวลานี้เขาอายุห้าสิบห้า อีกห้าปีข้างหน้าเขาจะหกสิบ เราเองถึงจุดนั้นก็อยากเป็นบริการที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดเรื่องบริการผู้สูงอายุ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่ในแง่ของการดูแลและความเข้าใจผู้สูงอายุ”

เป้กล่าวกับเราด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

สิ่งที่เธออยากทำ ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การออกไปหาหมอ  แต่เป็นการสนับสนุนให้เขามีไลฟ์สไตล์ที่เขาอยากได้จริงๆ การได้ออกไปทำสิ่งที่ชอบ ใช้เวลากับกลุ่มเพื่อน ทานข้าว ร้องคาราโอเกะ 

“ออกไปแค่สามชั่วโมง อาจทำให้เขากลับมาอยู่ได้เป็นเดือนๆ พอเขาจิตใจกระชุ่มกระชวย สภาพร่างกายเขาดี ลูกหลานก็สบายใจ แม่ไม่หงุดหงิด ลูกหลานไม่หงุดหงิด สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็ดีขึ้น มันคือห่วงโซ่ที่เรามอง เราอยากเห็นภาพรวมดีขึ้น แปลว่าเราตอบโจทย์ครอบครัวทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของเราคือ Family Support Center และ Go MAMMA เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของภาพทั้งหมด”

Lessons Learned

  • ทำธุรกิจบริการด้วยใจ มองธุรกิจในมุมผู้ใช้ ทำความเข้าใจปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอ ทำให้พัฒนาได้ตรงจุด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้บริการในที่สุด
  • เลือกคนที่มีทัศนคติเหมือนๆ กัน มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน อาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่จะเป็นคนที่จะส่งต่อความตั้งใจขององค์กรไปสู่ลูกค้าได้ดีที่สุด
  • มองว่าทุกคนในทีมคือฟันเฟืองของธุรกิจ สร้างทีมที่ดี ดูแลทีมเหมือนที่อยากดูแลลูกค้า เพราะเขาคือคนที่จะดูแลลูกค้าต่อไป
  • หาจุดขายของตัวเองให้เจอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่ทำให้ธุรกิจแตกต่าง แต่เป็นทัศนคติ ความตั้งใจ และความเอาใจใส่ ที่ทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการนั้นก็ได้เช่นกัน

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

24 พฤศจิกายน 2564
912

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีปัญหาสังคมและความเดือดร้อนมากมายที่เผยให้เห็นว่า ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่ดี สถานการณ์หลายอย่างจะได้รับการแก้ไข เยียวยา อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็น

ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีน ไฟไหม้โรงงาน น้ำท่วม การศึกษาของเยาวชน และอื่น ๆ ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวไม่เว้นวัน แม้ยังแก้ไม่ได้ดีทั้งหมดและเป็นเพียงจิ๊กซอว์ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ กลับกลายเป็นความจำเป็นและมาตรฐานขั้นต่ำ

แต่ย้อนกลับไป 14 ปีก่อน ในวันที่โลกเพิ่งรู้จักไอโฟนเป็นครั้งแรก มีกลุ่มคนริเริ่มองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อภารกิจด้านสังคมโดยเฉพาะตั้งแต่ตอนนั้น อาศัยพลังของเทคโนโลยีที่พวกเขาเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง และทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ 

องค์กรนั้นคือ Opendream ร่วมก่อตั้งโดย เก่ง-ปฏิพัทธ์ สุสำเภา 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

“จริง ๆ เราไม่ได้เสียสละตัวเองเพื่อโลกขนาดนั้นนะ ทุกวันนี้เราทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็น มีเงินพอเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง แม้จะเป็นทางอ้อมกว่าการทำงานปกติ แต่เราชอบความท้าทายแบบนี้” เก่งกล่าวอย่างถ่อมตัว

ผลงานที่ผ่านมาของ Opendream มุ่งเน้นด้านสุขภาพและการศึกษา ทำงานร่วมกับองค์กรที่ขับเคลื่อนในประเด็นนั้น ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น แอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลสุขภาพ DoctorMe ร่วมกับ สสส. และมูลนิธิหมอชาวบ้าน, PODD ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แพลตฟอร์มการระดมทุน เทใจดอทคอม, สบายดี แชทบอตให้ข้อมูลการรับมือกับโควิด-19 และ 606 เกมให้ความรู้เรื่องเฟคนิวส์ เป็นต้น
พอเวลาผ่านไป 14 ปี โลกของเทคโนโลยีและปัญหาสังคมซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การทำธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปควบคู่กันไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงนัดหมายเก่งมาเพื่อพูดคุย สอบถามถึงการปรับตัวและเติบโตของเขาและ Opendream ก่อนเขาขึ้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Social Enterprise Thailand Forum 2021 ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“รูปแบบการดำเนินงานเปลี่ยนไปบ้าง และเราก็คงไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป้าหมายของเรายังคงเดิม” เก่งเน้นย้ำจิตวิญญาณที่ยังคงเดิมขององค์กรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว ก่อนเริ่มบทสนทนา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากฝันกลายเป็นจริง

Opendream คือความฝันที่เป็นจริงจากจังหวะเวลา ผสมกับความสนใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ของเก่ง

ตอน พ.ศ. 2547 เก่งคือบัณฑิตจบใหม่จากภาควิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ย้ายเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อทำงานไปสัก 3 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ตอบโจทย์ชีวิตและไม่ได้มีอะไรให้จดจำเป็นพิเศษ จึงลาออกมารับงานอิสระ แม้มีรายได้งดงาม แต่ทิศทางชีวิตเขายังไม่ชัดเจนนัก 

จนกระทั่งเพื่อนสนิทจากองค์กรที่ผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่าง ChangeFusion พูดประโยคเปลี่ยนชีวิตให้เขาฟังว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยี การพัฒนาสังคม และความอยู่รอดของคนทำงาน เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ 

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่เราถนัดสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมทั้งเลี้ยงตัวเองไปด้วย มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายที่ในโลก ตอนนั้นเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาในหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ทำไมเราไม่ลองเอามาแก้ปัญหาสังคมดูล่ะ” เก่งเล่าความคิดช่วงก่อนก่อตั้งบริษัท

เมื่อมุมมองนี้ปรากฏขึ้นในความคิดเขา Opendream จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว

โมเดลของ Opendream แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือการรับจ้างและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหา ความไฟแรงในช่วงแรกเริ่มทำให้พวกเขารับงานจากหลากหลายภาคส่วน โดยพิจารณารับงานจาก 3 เกณฑ์หลักคือ ผลกระทบ (Impact) กำไรทางธุรกิจ และกำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การพัฒนาของทีม

การมุ่งเน้นที่ด้านสังคมโดยเฉพาะ ทำให้องค์กรที่มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่แล้วติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ แต่เมื่อเติบโตขึ้นและงานเริ่มล้นมือ เก่งเลือกนำบริษัทให้โฟกัสไปที่ 2 ประเด็นหลักที่พวกเขามีพลังพอจะขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรที่มี

“เราเคยทำงานกับองค์กรหนึ่งที่แลกเปลี่ยนกันว่า มนุษย์อาจสูญพันธุ์ด้วยห้าปัจจัยหลักคือ อาวุธนิวเคลียร์ น้ำหมด สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโรคระบาด ซึ่งคิดตามแล้วสี่เรื่องแรกอาจเกินตัวเราไปหน่อย แต่เรื่องโรคระบาด เราเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่บริษัทมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“ช่วง พ.ศ. 2552 มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มูลนิธิหนึ่งบอกเราว่า เรื่องโรคระบาดจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรมีคนทำงานในภูมิภาคนี้ เราจึงทำงานร่วมกับพี่ ๆ หน่วยงานสาธารณสุขที่จังหวัดมุกดาหาร สร้างเครื่องมือให้คนรายงานอาการป่วยของตัวเองแล้วนำมาทำเป็นแผนที่ ปรากฏว่าจัดการโรคระบาดในพื้นที่ได้ดีมาก” เก่งอธิบายสาเหตุที่ประเด็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะโรคระบาดและการหยุดยั้งความเจ็บป่วย เป็นเรื่องที่อยู่ในใจเขาเสมอมา ก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสิบปี

ส่วนเรื่องการศึกษา คุณพ่ออย่างเก่งมองว่าต่อไปในอนาคต โลกจะต้องการคนที่มีทักษะการแก้ไขปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งระบบการศึกษาไทยที่ผ่านมายังไม่อาจปลูกฝังให้คนทั้งประเทศได้อย่างครอบคลุม 

“เราอยากสร้างเครื่องมือและกลไกเกมที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับลูกเราเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีเศรษฐสถานะแบบใดก็ตาม ถ้ามนุษย์มีสองทักษะนี้ เราจะไม่ทำลายตัวเองและคนอื่น ไม่ต้องแก้ปัญหาสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญมากพอที่จะทำ

“อยู่มาเกินครึ่งชีวิตมนุษย์ทั่วไปแล้ว เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร เลยคิดว่าอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อทำสองเรื่องนี้แหละ” เก่งเล่าความตั้งใจ แต่เสริมด้วยว่าพวกเขายังทำงานโปรเจกต์เสริมสนุก ๆ ตามความสนใจอยู่เหมือนกัน ใครมีโจทย์ด้านสังคมอะไร ลองติดต่อเข้าไปดูก่อนได้เลย

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์
Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันร่วมกัน

ความสำเร็จของโปรเจกต์ที่ Opendream ทำ นอกจากจะต้องใช้ทักษะเชิงเทคนิคที่พวกเขาฝึกปรือกันแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ 

หนึ่งในโปรเจกต์เด่นที่แสดงเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ PODD (Participatory One Health Disease Detection หรือเรียกว่า ‘ผ่อดีดี’) เครื่องมือเฝ้าระวังโรคระบาดจากสัตว์ในชุมชน ที่เดิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและวิจัยด้านนี้อยู่แล้ว โดย Skoll Global Threats Fund ผู้ให้ทุนกับ Opendream เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการพบปะกันขึ้น 

ตอน พ.ศ. 2555 การทำงานของ PODD ยังไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก กว่าจะรู้และจัดการโรคระบาดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ทีม Opendream จึงนำเทคโนโลยีที่เคยพัฒนามาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แทนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นคนเก็บข้อมูล พวกเขาเปิดให้ชาวบ้านทั่วไปรายงานการแพร่ระบาดเข้ามา เช่น มีสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อโรคเสียชีวิต เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายคือ ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนจะรู้จักวิธีการใช้แอปพลิเคชันใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายในบางแห่งเป็นพี่น้องชนเผ่าที่ไม่ถนัดการใช้ภาษาไทย เป็นผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับโทรศัพท์ การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงการรองรับความหลากหลายเหล่านี้ด้วย

แต่นั่นยังไม่ใช่ความยากทั้งหมด สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรให้คนมีส่วนร่วมในการใช้งาน ซึ่งเป็นจุดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยแนะนำให้ทีมได้เป็นอย่างดี จากการเข้าใจบริบทของพื้นที่

“มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยกางออกมาให้เราเห็นว่าการแก้ปัญหาชุมชน แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องช่วยสร้างโครงสร้างหรือกลไกการมีส่วนร่วมบางอย่างด้วย 

“เช่น เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจว่าทำไมการทำงานเหล่านี้จะต้องมีพิธีเปิด ถ่ายรูป ให้เกียรติบัตร แต่มันเป็นคุณค่าของชุมชน เป็นความรู้สึกที่ว่าพวกเขาได้รับการมองเห็น ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็คือ เครื่องหมาย Verified สีฟ้าบนอินสตาแกรม หรือยอดไลก์ ยอดแชร์นั่นแหละ เราแค่มีเครื่องมือในการแสดงออกแตกต่างกัน 

“เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง แต่กลไกสำคัญจริง ๆ คือ คน เราต้องเอื้อเฟื้อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย งานนี้เป็นบทเรียนให้เราเห็นว่าเวลาแก้ปัญหา ต้องมองให้ครบทุกมุม อย่ามองแค่จากมุมตัวเอง” ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์ประสบการณ์เกือบ 20 ปีเผย 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

จากการผสมผสานทักษะทางเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาด และความเข้าใจพื้นที่ พวกเขาพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและทำให้คนรับรู้ ช่วยตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้ภายใน 12 ชั่วโมง เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นไปมาก และล่าสุด แพลตฟอร์มนี้เตรียมขยายการใช้งานไป สปป.ลาว กัมพูชา และประเทศในทวีปแอฟริกา

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ความร่วมมือทำให้ผลลัพธ์ขยายไปได้กว้างขึ้นและตรงจุดคือ Judies แอปพลิเคชันที่ให้คนเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยผ่านเกมง่าย ๆ สอดแทรกความรู้ระหว่างทาง จากการเห็นปัญหาว่าเยาวชนขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างยิ่ง จะกี่ปีก็มีแต่คนถามคำถามเดิม ๆ ประจวบเหมาะกับมีพาร์ตเนอร์อย่าง ChangeFusion, กองทุน BKIND และ UNFPA (กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ) เข้ามาทำงานร่วมกัน 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาเกมที่ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย UNFPA ที่ทำงานเรื่องสุขภาพของผู้หญิงอยู่แล้ว แบ่งปันว่าผู้หญิงและผู้ชายมีแนวคิดเรื่องเพศศึกษาไม่เหมือนกัน ผู้หญิงมักจะเปราะบางกว่า เนื่องจากอำนาจทางสังคมที่กดทับ เกมในตอนต้นจึงออกแบบมาเพื่อเน้นสนับสนุนผู้หญิงเป็นหลัก หลังจากนั้นจึงค่อยขยายไปเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อเริ่มมีผู้เล่นเข้ามาจากทั่วโลก รวมแล้วกว่า 5 แสนคน พวกเขาได้รับฟังความคิดเห็น และเจอกลุ่มคนที่อยากแบ่งปันว่าเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยควรเป็นอย่างไร อยากสร้างให้เกิดชุมชนที่ถามและคุยเรื่องนี้ได้ แต่ก็ยังเคอะเขิน อายกันอยู่บ้าง Opendream จึงเก็บความคิดเหล่านั้น พัฒนาเป็นแชทบอตให้คนเข้ามาถามและโต้ตอบ (ปัจจุบันโปรเจกต์นี้หยุดพัฒนาไปก่อน แต่เก่งบอกว่าอยากหยิบมาพัฒนาต่อในอนาคต) 

โปรเจกต์อื่น ๆ ที่ Opendream ทำก็เป็นลักษณะเดียวกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องขยายผล ทำงานร่วมกับเจ้าของประเด็นและผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างใส่ใจพวกเขา

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

ฝันนี้ยังรอการเติมเต็ม

14 ปีถือเป็นเวลายาวนานในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน มีบริษัทใหม่ ๆ ล้ำสมัยเกิดขึ้นทุกชั่วโมงจนตามกันไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้น เก่งบอกว่าตลาดที่ Opendream ทำงานอยู่ยังค่อนข้างเหงาและต้องการเพื่อนร่วมทางอีกเยอะ เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมที่มีทุกวันนี้ 

“ทุกวันนี้ธุรกิจอาจเร็วขึ้น มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่เรามองว่าตลาดนี้ยังใหญ่และมีพื้นที่อยู่มาก ไม่รู้เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่อาจเพราะการทำงานตรงนี้มันรวยยากด้วย (หัวเราะ)

“จริงอยู่ที่ว่าผู้บริโภคที่คุ้นชินกับดิจิทัลวันนี้อาจคุยกันเรื่อง Blockchain หรือ NFT แต่ปัญหาหลายอย่างและกลุ่มคนที่ประสบปัญหาจริง ๆ ในท้องที่ที่เราทำงานด้วย ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ล้ำขนาดนั้น สิ่งที่เราทำตอนนี้คือ การสร้างเครื่องมือที่อาจดูพื้นฐานมาก ๆ แต่ช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเจอได้เร็วและดีขึ้นจริง ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น สุดท้ายต้องดูที่บริษัทด้วย” 

ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน เรายังต้องการคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และยินดีจะทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย เหมือนอย่างกรณี PODD ที่สอนพวกเขาอย่างชัดเจน 

“ก่อนหน้านี้ เราเคยไม่เห็นคุณค่าของประสบการณ์คนยุคก่อนหน้าเรา ดูแคลนความแอนะล็อก คิดว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือนี้ล่ะ เป็นเด็กดื้อที่บ้าบอ โวยวาย ขาด Human Skills สุด ๆ โชคดีมากที่พาร์ตเนอร์ตอนที่เรายังเด็ก เมตตาและเปิดพื้นที่ให้เราทำอย่างนั้น (หัวเราะ) มองย้อนกลับไป เราเรียนรู้เลยว่าการเคารพพาร์ตเนอร์และความแตกต่างสำคัญมาก เพื่อให้ทำงานร่วมกันให้ถึงเป้าหมาย” 

เก่งยังเน้นย้ำด้วยว่า ต่อไปปัญหาในอนาคตจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก การมองด้วยเลนส์แบบเดียวอาจไม่พอแล้ว ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่ต่างกับเรา แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเหมือนคนที่ศีลเสมอกัน เพื่อให้มองได้อย่างรอบด้าน แม้ว่าระหว่างทางจะเกิดความไม่สบายใจขึ้นบ้างก็ตาม แต่เพื่อการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับสังคม

พาร์ตเนอร์และหน่วยงานร่วมสนับสนุนแบบนี้อาจตามหาได้ยากเย็นแสนเข็ญในสมัยก่อน เนื่องจากคนยังไม่ค่อยเข้าใจและยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากธุรกิจเพื่อสังคมมากพอจะลงทุนสนับสนุน แต่ปัจจุบัน ธุรกิจที่คิดคำนึงถึงสังคมเริ่มได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนเริ่มมองเห็นแล้วว่าธุรกิจกับสังคมไม่อาจแยกขาดออกจากัน

“แต่ก่อนไม่ค่อยมีโครงสร้างการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแบบเจาะจง เราต้องเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ตามปกติ ใช้หลักทรัพย์ของตัวเองหรือคนรอบข้างบ้าง แต่อย่างเมื่อปีก่อน เรามีโอกาสเข้าร่วมเครือข่าย SE Thailand (สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย) ที่ร่วมมือกับธนาคาร ให้ธุรกิจในเครือข่ายเข้าเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และสินเชื่อสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ 

“Opendream ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ ช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ทำงานต่อ โครงการลักษณะนี้ถือเป็นความกล้าหาญในการลองสนับสนุนธุรกิจด้านสังคม ซึ่งอาจต่างจากรูปแบบธุรกิจทั่วไปที่คุ้นเคยกัน และหวังว่าจะเกิดการขยายผลร่วมกันแบบนี้ต่อไป” เก่งกล่าว 

งานด้านการเปลี่ยนแปลงสังคมยังมีพื้นที่ว่าง รอให้คนที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาสุมหัวรวมตัว แลกเปลี่ยน ถกเถียง ช่วยเหลือกัน และคุณก็อาจเป็นคนคนนั้นที่ใครสักคนตามหาอยู่ 

Opendream ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีแก้ปัญหาสังคม ทั้งข้อมูลโรคระบาด เซฟเซ็กส์ และเฟคนิวส์

Opendream 

นับจนถึงปัจจุบัน Opendream ทำงานที่สร้างอิมแพคให้สังคมไปหลายสิบหรืออาจจะหลักร้อย เก่งเองก็จำตัวเลขไม่ได้แล้ว เขามองว่าสิ่งสำคัญคือ คุณค่าที่แต่ละโปรเจกต์มอบให้สังคมมากกว่าเชิงปริมาณ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขาเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานที่เชื่อในพันธกิจเดียวกัน ราว 24 ชีวิต ณ ปัจจุบัน 

“เราคิดว่าคนที่นี่อยากใช้ความสามารถของตัวเองในการแก้ปัญหาที่พวกเขาสนใจและเลี้ยงชีพตัวเองไปด้วย รู้สึกขอบคุณทุกคนมากที่อยากมาทำงานนี้เพราะอยากทำกัน” เก่งเอ่ยถึงทีมงานเบื้องหลัง

ระหว่างทาง นอกจากทีมที่เติบโตขึ้นแล้ว เก่งเองก็พัฒนาขึ้นในฐานะผู้บริหาร เคยผ่านมาทั้งวิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัจจัยภายใน เช่น ความรู้สึกของตัวเอง

“เราเคยอาจหาญ รีบขยายทีม ไปเปิดออฟฟิศที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไป พังเละเทะครับ ตอนนั้นจำเป็นต้องกำจัดอีโก้ตัวเองทิ้ง แล้วยอมรับว่าเราจัดการไม่ไหว ต้องปิดออฟฟิศที่นั่น เจ๊งก็เป็นบทเรียนให้เรา ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญ และจัดการให้เดินหน้าไปได้”

แต่ไม่ว่าจะเจออะไรมา ความรู้สึกและเป้าหมายของเขายังคงเดิมเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน

“ไม่เคยมีคำถามว่าตัวเองทำงานนี้ทำไม หรือจะกลับไปทำงานที่รวยกว่านี้ดีไหม อาจมีพูดขำ ๆ บ้างว่าไม่รวยก็เพราะทำงานอย่างนี้ แต่ตอนนี้ยังสนุกและแฮปปี้อยู่” 

ถ้าใครอยากก้าวเข้ามาทำงานแบบเก่ง สิ่งที่เขาแนะนำคือการมองการณ์ไกลและใช้ความอดทน 

และอย่าลืมความสนใจหรือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในวันแรก 

“การเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนเกมระยะยาว ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงจะเห็นแสงสว่าง จุดสำคัญคือความคงเส้นคงวา ถ้าอยากแก้ปัญหา ต้องลุยกันต่อไป บางทีบุกป่าฝ่าดงไปอาจตกเหวก็ได้ ต้องรีบปีนขึ้นมาแล้วบุกที่อื่นต่อ เจ๊งให้เร็ว ลุกให้เร็ว แล้วก็ลุยไปเรื่อยๆ” เก่งทิ้งท้าย ก่อนแยกย้ายไปทำงานตามความฝันต่อ

การเติบโตปีที่ 14 ของ Opendream ธุรกิจเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาสุขภาพและการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์

Social Enterprise Thailand Forum 2021 คือฟอรั่มสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังเป็นพื้นที่รวบรวมหน่วยงานสนับสนุนมากมายเพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564

ติดตามกิจกรรมดีๆ ต่อจากนี้ได้ที่ goodsociety.network/goodsociety/ หรือ เฟซบุ๊กของ Good Society

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load