22 พฤศจิกายน 2565
1 K

“คงแถว ๆ นี้แหละ…”

เราพึมพำกันมาตลอดทาง เพราะยังคงขับวนไปวนมาไม่ถึงที่หมายเสียที กว่าจะพบว่าหลงจากหมุดไปเสียไกลเวลาก็ล่วงเลยนัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง หวั่นใจว่าต้นเรื่องของเราวันนี้จะขุ่นเคือง เพราะเธอไม่เคยเปิดบ้านให้สื่อไหนเยี่ยมชมมาก่อน อีกทั้งวันที่นัดพบกัน ยังเป็นช่วงของการจัด BIG HUG นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของเธออีกต่างหาก

เสียงจากปลายสายคอยบอกทางจนถึงที่หมาย ก่อน ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร เจ้าของเสียง เจ้าของแบรนด์ give.me.museums และเจ้าของบ้าน จะปรากฏกายต้อนรับด้วยชุดเดรสสีแดงน่ารัก ยิ้มแย้ม จนอดรู้สึกผิดไม่ได้ 

เพียงเดินเข้ามาก็จะเจอกับสตูดิโอส่วนตัวของเธอ ขนาดกำลังพอดีให้เธอได้นอนกลิ้งเวลาคิดงานไม่ออก พร้อมกับผลงานหลายชิ้นที่เคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้างบนอินเทอร์เน็ต แต่บริเวณชั้นสองต่างหากที่ความฝันของเธอถือกำเนิด และดอกไม้ดอกแรกในสวนได้ถูกวาดขึ้น

ออยเปิดกรุผลงานวัยเยาว์ของตัวเองตลอดการพูดคุย พร้อมความทรงจำมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากลิ้นชัก ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศิลปินที่มีความสดใสเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มั่นใจ พร้อมประกายในแววตาที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นตามไปด้วย 

“ออยวาดรูปเป็น ก่อนอ่านหนังสือเป็นซะอีก”

เรานั่งฟังติดขอบจอ ประหนึ่งฟังนิทานเรื่องการเดินทางของเด็กหญิงช่างฝัน

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Blooming Home

“ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือช้า ประถมก็ยังอ่านไม่ออก” เธอเล่าต่อ “เขาเริ่มเห็นเราเขียนกำแพง” ส่วนเขาที่ว่าคือพ่อและแม่

หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชม Blooming Home นิทรรศการแรกในชีวิตของเธอก็จะพบกับผนังโล่ง ๆ ให้ทุกคนวาดเล่นได้อย่างอิสระ เพราะเธอเองก็ใช้มือเล็็ก ๆ สร้างจิตรกรรมฝาผนังบ้าน โดยมีครอบครัวให้การสนับสนุนเช่นกัน 

ห้องของออยประดับประดาไปด้วยผลงานหลากหลายช่วงวัย แบบที่ถ้าถามถึงวัยไหน เธอก็รื้อค้นจนเจอได้ ต่อไปนี้จึงเป็นช่วงของการเปิดกรุของเก่าที่เจ้าของเฝ้าเก็บมันเป็นอย่างดี ทั้งสมุดวาดรูปด้วยสีไม้ สีเทียน ปากกาเมจิก คนบ้าง ทิวทัศน์บ้าง เรื่องเล่าในจินตนาการบ้าง นอกจากลายเส้นพิลึกกึกกือและสีสันซีดเซียวที่เคยจัดจ้าน จะบอกได้ว่ามันถูกวาดมานานแค่ไหน อีกอย่างที่บอกได้คงเป็นลายเซ็นของท่านศิลปินใหญ่ที่เขียนชื่อตัวเองกลับหัวกลับหาง ตามประสาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

“ไม่แน่ใจแล้วว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน บางส่วนก็แตกสลายไปตามกาลเวลา จริง ๆ มีภาพที่เด็กมาก ๆ เลยแต่มันอยู่ในห้องเก็บของข้างล่าง” เธอยังคงเปิดลิ้นชักจนผลงานกองพะเนิน

ใครเป็นคนเก็บรูปวาดพวกนี้ให้ – เราถาม เพราะเห็นว่าหลายชิ้นถูกเขียนตอนเธอยังเด็กมาก

“เก็บไว้เอง” ออยหันมายิ้ม “เรารักงานตัวเองมาก เก็บทุกอย่าง อาจจะเพราะพ่อแม่เอางานเราตอนเด็กไปใส่กรอบเก็บไว้… เดี๋ยวหยิบมาให้ดู”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

ระหว่างนั้น เราก็ได้ทราบว่าแม่ของออยเป็นคนชอบจัดดอกไม้ ส่วนพ่อชอบศิลปะและเป็นคนสอนให้เธอวาดรูปเป็น แม้จะวาดไม่เก่งมากมาย แต่ถ้าทั้งคู่เลือกกีดกันเธอในวันนั้น ก็คงไม่มีออยในวันนี้ ต่อให้สิ่งเดียวที่เธอได้จากการเรียนสายวิทย์คณิตตามเพื่อนจะเป็นการจดเลคเชอร์ยังไงให้สวยน่าอ่านก็ตาม

Give.me.museums

จบสายวิทย์ ติวสถาปัตย์ แต่เป็นบัณฑิตคณะศิลปกรรม ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องติว ก็เรียกว่าเป็นการเรียนศิลปะครั้งแรก 

“แต่มันไม่ใช่การวาดรูปอยู่ดี เพราะเราเรียนออกแบบ” เธอเองก็สับสน “รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่มันช่วยเชปเราเรื่องวิธีการคิดและกระบวนการต่าง ๆ ตอนพบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบ เลยเป็นช่วงที่เราเลิกวาดรูปไปเลย”

พอชอบถ่ายรูปมาก ก็ไปถ่ายรูป ชอบทำกราฟิกมาก ก็ทำธีสิสจบเกี่ยวกับ Typography ถึงขนาดเข้าไปทำงานเป็น Art Director ที่ Ogilvy อยู่ 2 ปี

ออยบอกว่าช่วงเวลาเหล่านี้เธอแทบไม่ได้จับพู่กัน

“มันเริ่มเหนื่อย งานมันหนัก ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ มีช่วงที่เรา Burn Out ก็เลยต้องหยุดแล้วหาอะไรทำ”

ไม่ถามเห็นจะไม่ได้ ว่าเด็กหญิงออยที่เขียนกำแพงสวยกว่าใครรู้สึกยังไงที่ได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง

“รู้สึกว่า อ้อ! คนนี้น่าจะเป็นเราที่หายไปนี่แหละ คนนั้นก็เป็นเราเหมือนกัน แต่เราชอบตัวเองในเวอร์ชันนี้มากกว่า มันรู้สึกมีชีวิต”

ใกล้จะถึงจุดเริ่มต้นของ Give.me.museums เข้ามาเต็มที ออยก็ขอคั่นการสนทนาด้วยการเอี้ยวไปหยิบคอมมาเปิดสไลด์ ใช่ อ่านไม่ผิด เธอทำสไลด์เรื่องราวของตัวเองไว้อย่างดี

“นี่คือไทม์ไลน์ (หัวเราะ) เรามีเป็นอินโฟกราฟิก” ออยพรีเซนต์ไปก็เขินไป เราขอสรุปรวบยอดได้ใจความว่า หลังจากหมดไฟ เธอก็ผลิตสินค้าขึ้นมาใช้เองและนำไปฝากขายตามร้านของกระจุกกระจิก ภายใต้ชื่อสุดเก๋ไม่ซ้ำใครว่า ‘คนธรัตน์’ ก่อนจะได้รับการติดต่อจากบรรดาลูกค้ามากมายจนต้องคลอดแบรนด์ Give.me.museums ขึ้นมาจากประโยคดังของปิกัสโซ่ว่า Give me a museum and I’ll fill’it อย่างที่พวกเรารู้ ๆ กัน

แต่เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือนอกจากจะเป็นประโยคดังแล้ว มิวเซียมในความหมายของเธอคือพื้นที่แสดงออกทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่รวมถึงโซฟา โคมไฟ นาฬิกา พัดลม กบเหลาดินสอ ฯลฯ สิ่งของในชีวิตประจำวันมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา แม้กระทั่งห้องน้ำในออฟฟิศ สาวเจ้าก็เพนต์ทั้งชักโครกจนถึงท่อน้ำทุกอัน

“มันเริ่มมาจากคำถามว่า เราเพนต์ผนังบ้านได้ ทำไมคนอื่นเพนต์ไม่ได้ ศิลปะไม่ควรเป็นของสูง มันควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทำสินค้าออกมาขาย เพราะทุกที่คือแคนวาส”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

BIG HUG

อดีต ออยมีหน้าร้านครั้งแรกที่ตลาดนัดจตุจักร จากการเดินเสาะหาที่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน หน้าร้านที่จตุจักรปิดตัวลง และเธอเพิ่งเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิมที่เอ็มควอเทียร์ ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แค่ตัดสินใจจะจ้างพนักงานคนแรกยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอด้วยซ้ำ เพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นแยกออกจากการเป็นศิลปินอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เครียด” ออยเว้นวรรค “แต่ว่ามันอาจจะลึก ๆ มั้ง เราเป็นคนเรื่องมาก มีความเป็น Professionist อยู่ในตัวเหมือนกัน แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็เครียด หลาย ๆ อย่างที่เราปล่อยให้คนอื่นทำแล้วบางทีเขาตอบช้านิดหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ แค่ลูกค้าโทรมาบอกว่าได้ของผิดค่ะ ทำไมแพ็กมาอย่างงี้ เราก็เครียดมากเลย

“เราพยายามทำทุกอย่างเอง เรื่องสต็อก ฉันจะต้องเป็นคนเติมเอง ของมันจะต้องสั่งเท่านี้ พอถอยออกมาถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โอเค มันอาจจะไม่เหมือนที่เราทำ แต่ว่าทุกคนก็มีวิธีของตัวเอง”

น่าสนใจว่าเด็กหญิงช่างฝันที่มีภาพลักษณ์สดใสร่าเริงขนาดนี้ ก็มีช่วงที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหน้าทึบด้วยเหมือนกัน ทำให้นิทานของเธอน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ เราเป็นไมเกรน ไม่ได้เป็นคนสดใสขนาดนั้น อาจจะพลังงานเยอะเฉย ๆ” ออยแก้ข่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ ก็คงเป็นตอนที่เธอได้รับการติดต่อจากเอ็มควอเทียร์ให้ไปเปิดร้านในห้าง ซึ่งเส้นทางไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตบตีกับใจของตัวเอง “เราจำได้ว่านั่งร้องไห้อยู่ตรงฟู้ดคอร์ท ทะเลาะกับแฟน กับแม่” เธอยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีใครแย้งเราเลย แต่ทุกคนบอกให้คิดดี ๆ ก่อน เพราะค่าที่มันแพงมาก แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นอีก เราก็ โอ้ยคิดดีแล้ว ประสาทเสีย เราอยากได้มาก คิดว่าทำได้ ก็คงจะมีคนเห็นเพราะว่าเสียงดัง แล้วก็ร้องไห้อยู่” 

เราถามเธอต่อทันทีว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปล่อยวางแล้วคืออะไร แม้จะเคยหนักหน่วงกับชีวิต ออยก็พูดถึงจุดหักเหของเรื่องออกมาอย่างง่ายดาย เธอเปิดเผยให้เราฟังว่า เคยถูกจ่ายยาโรคซึมเศร้าให้ทานอยู่ช่วงสั้น ๆ จากการกดดันตัวเองมากเกินไปจนเครียดลงกระเพาะ

“เราว่ามันไม่ควรจะเป็น จะหาเงินมาเพื่อมารักษาตัวเองมันไม่ใช่ เราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือจุดที่รู้สึกว่าเราต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้”

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังฝีแปรงอะคริลิกที่ปาดไปมาอย่างมั่นใจจะไม่เบิกบานเหมือนภาพวาด คงเป็นเพราะออยยืนยันกับเราว่า เรื่องเศร้ามากมายในใจเธอมักจะไม่สะท้อนออกมาในงานเท่าไรนัก

“เวลาวาดรูปจะไม่เศร้า มันเหมือนหลุดไปอีกในมิติ (หัวเราะ) ปล่อยสมองว่าง ๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เรื่องปัจจุบันมาก ๆ เช่น เราจะใช้สีนี้ ๆ สีต่อไปคืออะไร เราคิดว่าทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มันคลีเช่มากนะ แต่ว่าก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

การอยู่กับปัจจุบันของเธอ ส่งผลให้ออยเป็นคนที่วาดรูปตอนไหนก็ได้ ไม่เคยรู้สึกเกร็งแม้จะมีคนจับจ้องก็ตาม เราเห็นจะจริงตามนั้น เมื่อขอให้เธอวาดประกอบการถ่ายภาพนิดหน่อย The Cloud จึงได้รูปก้อนเมฆกลับมาเป็นของขวัญ

ก่อน Mood & Tone ของเรื่องจะผิดแผกไปไกล เจ้าซัมเมอร์ โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวโตก็กระโดดกระเด้งออกมาจากหลังม่าน ราวกับรอเวลาที่จะได้ขึ้นนั่งตักให้กำลังใจเจ้าของของมัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้แสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนอย่างเคย

แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบททดสอบและขรุขระไปบ้าง แต่การได้เห็นเด็กหญิงช่างฝันคนนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และมีเพื่อนรักสี่ขาอยู่เคียงข้างในบ้านอันอบอุ่น ก็น่าจะเป็นตอนจบของเรื่องที่มีความสุขนะ

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Give.me.studio

เราย้ายตัวลงมาที่สตูดิโอชั้นล่าง หลังโยนคำถามไปว่า คุณมีอุปกรณ์สำหรับการวาดรูปเยอะขนาดไหน 

ออยบอกว่าเท่าที่เห็นเป็นแค่บางส่วน เพราะเธอมีอีกสตูดิโอไว้สำหรับการแพ็กของ สต็อกของ และเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ 

“คนจะบอกว่างานของเราคือ Impressionism ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็น Commercial Art 

“ถ้าจะถามว่า Give.me.museums คืออะไร เราจะบอกว่ามันคือแบรนด์ แล้วเราก็ไม่ใช่ศิลปิน เราทำแบรนด์ ถ้าไปดูตรงไบโอไอจี เขียนว่าเป็นแบรนด์ตั้งแต่แรก ไม่เคยเขียนว่า Artist”

รองจากสไตล์งาน เรื่องที่ออยถูกถามบ่อย ๆ คือทำไมต้องเป็นดอกไม้และทุ่งหญ้า เราเองก็ยังสงสัย ออยบอกว่าเกิดขึ้นช่วงโควิดพอดิบพอดี เป็นความต้องการลึก ๆ ของคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ผลจากการล็อกดาวน์ทำให้เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน หลายภาพจึงเป็นการดึงเอาความทรงจำเก่า ๆ มาปะติดปะต่อกัน

“หลายอันเป็นสถานที่จริง แต่ว่าไม่เป๊ะ เหมือนเราชอบฟ้าของวันนั้น แต่เราชอบดอกไม้ของวันนี้ ก็เอามาผสมกัน”

เทคนิคในงานก็ถูกผสมผสานด้วยเช่นกัน แต่ก่อนงานของเธอจะหนักไปทางสีไม้ สีชอล์ก สีเทียน ปัจจุบันออยถนัดใช้สีอะคริลิกบนเฟรมผ้าใบ แต่เทคนิคที่เธอโปรดปรานมากที่สุดคือสีน้ำมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ชอบเท็กซ์เจอร์นูน ๆ แล้วมันเป็นสีที่แห้งช้า เราทำไปได้เรื่อย ๆ เลย”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

สตูดิโอของเธอมีผนังด้านซ้ายเป็นผ้าม่านสีฟ้าคราม ผนังด้านขวาเป็นโซฟากับบรรดาภาพสเก็ตช์ ส่วนผนังใหญ่ ๆ ตรงหน้าเราแบ่งออกเป็น 2 โซน คือท้องฟ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจีดังที่เห็นในภาพ 

ออยบอกตามตรงว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอจัดนิทรรศการ ภาพวาดบางส่วนจึงนำไปจัดแสดง ตัวเราที่เป็นแฟนคลับเธอตั้งแต่สมุดโน้ตยัน Griptok มือถือ แค่ได้เห็นผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จดีก็ดีแค่ไหน เลยถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการวาดรูป

ตอนเริ่มวาด” ออยหัวเราะดังก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง “ถ้าเกิดเป็นกระบวนการ ยากที่สุดคือจะเสร็จตอนไหน จะจบงานหรือยัง เพราะถ้าทำไปเรื่อย ๆ มีจุดที่เราทำอยู่แล้ว เฮ้ย สวยจัง แล้วเริ่มจะไม่ใช่ เริ่มเละ จังหวะที่โอเคเนี่ยยากที่สุด ต้องใช้ความรู้สึกมาก ๆ”

มีคนเคยบอกว่าสวยแล้ว ให้คุณหยุดรึยัง

“คนที่บ้านเชื่อไม่ได้ ทำอะไรก็สวย เพิ่งจะมีแค่สีฟ้าบนเฟรมผ้าใบยังไม่ทันได้วาดอะไรเลย (หัวเราะ)”

แม้งานของเธอจะเยอะมากพอให้จัดนิทรรศการเดี่ยวได้ แต่ออยก็มีภาพที่วาดไม่เสร็จจำนวนมากเช่นกัน เหตุผลหลัก ๆ คือความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะเธอมักวาดให้เสร็จในคราวเดียว ไม่ทิ้งระยะเวลานานมาก 

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

“พอทิ้งระยะนาน เราจะรู้สึกกับภาพไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนแรกคิดในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นสิ่งนี้ แต่ตอนนี้อยากทำแบบนี้มากเลย แล้วพอทิ้งไว้สักอาทิตย์ก็รู้สึกว่าอยากวาดอันใหม่มากกว่าแล้ว”

กว่า 4 ปี ที่เราเห็นแบรนด์ของเธอโลดแล่นอยู่ในคราบสิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เรามักจะโดนเธอตกง่าย ๆ ออยอยากฝากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไปของนิทานเรื่องนี้ เพราะเธอมีแพลนจะเปลี่ยนจากสีสันจัดจ้านเป็นสีพาสเทลดูบ้างในปีหน้า 

นอกจากนี้ น้องผมส้มฟูฟ่องก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ออยยังอยากทำให้เป็นจริง ไม่เพียงแค่ปรากฏอยู่บนหน้าปกสมุดอย่างเคย แต่เธออยากเปิดอีกแบรนด์เพื่อสร้างน้องให้มีชีวิต เพราะร่างต้นแบบของน้องผมส้มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก สำคัญที่สุดคือเธอวาดตัวเอง 

จากเด็กที่เขียนผนังห้องเพื่อความสนุก กลายเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ ลงมือวาดรูปได้เสมอไม่ว่าที่ไหน และยังมีความสุขทุกวันที่ได้ทำอาชีพนี้ เราถามออยว่าเพราะอะไร

“มันเลยจุดชอบไปแล้ว เหมือนคนเราต้องกินข้าว” เธอตอบ

แล้วเคยวาดจนลืมกินข้าวรึเปล่า

“โอ๊ย ไม่ลืมหรอก แต่ว่าไม่อยากกิน เพราะยังอยากวาดอยู่” ออยไม่ลืมหัวเราะส่งท้าย

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

รถดับเครื่องยนต์บริเวณด้านหน้า Cimitero degli Allori สุสานเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางในฟลอเรนซ์ที่กำลังมุ่งหน้า เขาเดินอ้อมตัวอาคารเก่าแก่ เลาะเลี้ยวลงเนินสู่ทางเดินที่เรียงรายไปด้วยหลุมศพของเหล่านักเขียน กวี และศิลปินเรืองนาม ครู่เดียวก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพที่สลักรูปองค์พระเยซูเจ้าแล้ววางช่อดอกไม้ไว้เคียงนาม Corrado Feroci ชื่อเดิมของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พลางน้อมจิตบอกกล่าวกับครู ว่าวันพรุ่งนี้ศิษย์จะขอทำเต็มที่เพื่อให้ผู้คนในอิตาลีได้รับรู้ถึงเกียรติและคุณูปการที่ท่านได้สรรค์สร้างแก่ประเทศไทย

“จากกรีซผมต่อเรือเฟอร์รี่เข้ามาทางดินแดนตอนใต้ของอิตาลี ก็เป็นอันสิ้นสุดภารกิจด้วยระยะเวลาราว 1 ปี 6 เดือน หลังจากนั้นจึงนัดหมายกับ ดำรง วงศ์อุปราช เพื่อนและลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ ซึ่งขณะกำลังจัดแสดงงานศิลปะอยู่ที่ฝรั่งเศสมาพบกันยังฟลอเรนซ์ เราออกตระเวนนำเสนอผลงานไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ จนกระทั่งแกลเลอรี่ Numéro ได้หยิบยื่นโอกาสให้จัดแสดงงานศิลปะในบ้านเกิดของอาจารย์สมดังความตั้งใจ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม พักเรื่องราวชวนตื่นเต้นจากการเดินทางไกล ก่อนเผยว่าศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี คือผู้อยู่เบื้องหลังแรงบันดาลใจให้เขาออกท่องโลกด้วยสกูตเตอร์แลมเบรตต้าจากไทยสู่อิตาลี ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่จุดประกายองค์ความรู้ด้านศิลปศาสตร์ในเมืองไทยให้กว้างขวาง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประกอบกับการนำตำราของสถาบันแห่งนี้มาแปลเป็นฉบับภาษาไทยให้ลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ศึกษาและเก็บเกี่ยวแนวคิดศิลปวิทยาในยุคต่างๆ ซึ่งนับเป็นการปูรากฐานอันเข้มแข็งให้ศิลปินไทยหลายท่านที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน รวมถึงตัวเขาที่ได้รับแบบฝึกหัดอันเข้มงวดจากอาจารย์ จนทำให้สามารถพัฒนาตัวตนและผลงานด้วยจิตวิญญาณอิสระเสมอมา

อินสนธิ์ วงศ์สาม

บรรยากาศเงียบสงบในห้องบรรยายถูกทำลายด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง ก่อนที่ทุกคนในห้องจะทยอยกันออกไปชื่นชมผลงานศิลปะร่วม 40 ชิ้น ที่เขานำมาจัดแสดงในวาระนี้ด้วยความสนใจเท่าทวีเมื่อได้ฟังเรื่องราวของมัน

ในปี 2559 สายลมฤดูร้อนพัดมาพร้อมการเดินทางมาเยือนของ Pier Luigi Tazzi ภัณฑารักษ์ชาวอิตาลี ตามนัดหมาย อินสนธิ์พาเขาเยี่ยมชมผลงานศิลปะส่วนตัวที่จัดแสดงไว้ตามเรือนโบราณรอบอุทยานธรรมะและหอศิลป์ ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ถึงไฟชีวิตของศิลปินบนผลงานภาพพิมพ์แกะไม้และประติมากรรมใต้ท้องทะเล จึงมีความยินดียิ่งหากอินสนธิ์จะนำผลงานชุดนี้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี ของสถาบัน Accadamia di belle Arti di Firenze เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี พร้อมเชิญชวนให้เป็นวิทยากรพิเศษในเวทีบรรยายรำลึกประสบการณ์และความคิด ผ่านสายตาลูกศิษย์ของหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้สร้างชื่อแก่เสียงสถาบันแห่งนี้

วัยหนุ่ม

ซิมโฟนีของบีโธเฟนคลอมาตั้งแต่ต้นคาบ หรือบางวันอาจได้รื่นรมย์กับโซนาตาของโมสาร์ท เพราะก่อนเริ่มเรียนทุกชั่วโมง อาจารย์ศิลป์มักเปิดดนตรีคลาสสิกสร้างสมาธิให้กับนักศึกษา จนลูกศิษย์ลูกหาหลายคนประทับใจมาถึงทุกวันนี้ อินสนธิ์ก็เช่นกันที่กลายมาเป็นคนหลงใหลท่วงทำนองดนตรีคลาสสิก ทั้งยังเคารพชื่นชมในการเรียนการสอนของอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก กระทั่งไม่ยอมรับในตัวอาจารย์ท่านอื่นๆ

“อาจารย์ศิลป์ท่านจะคอยชี้แนะผมทุกครั้งเวลาทำคอมโพซิชันและส่งเสริมให้ทำศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ผมได้ความรู้จากท่านมามาก อย่างเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ เกร็ดความรู้เรื่องดนตรี อีกทั้งยังพาวิทยากรเก่งๆ มาให้ความรู้นักศึกษา เช่น พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรที่มาสอนวิชาภาษาอังกฤษ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร สอนภาษาฝรั่งเศส หรือพระยาอนุมานราชธนสอนอ่านเขียนบทกวี ซึ่งในตอนนั้นผมไม่สนใจเรียนกับอาจารย์ท่านอื่นเลย เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาสอนเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว โดยเฉพาะทักษะเชิงช่างสิบหมู่ที่เคยช่วยคุณพ่อทำมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเขียนลายไทยศาลพระภูมิ เชื่อมเครื่องประดับ ติดสอยห้อยตามไปทำงานปิดทอง งานปูนปั้น และติดกระจกประดับลวดลายที่วัดตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ”

วีรกรรมขวางหูขวางตาที่เข้าขั้นรั้นและด่าทออาจารย์ของอินสนธิ์ ทำให้เขาเกือบโดนตัดสิทธิ์ขาดจากการเป็นนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ทว่าด้วยทักษะฝีมือที่ไม่กระด้างกระเดื่องเหมือนพฤติกรรม อาจารย์ศิลป์จึงอนุญาตให้หยุดพักการเรียน 1 เดือน ไม่ได้ผิดหวังแต่ยังไม่หายฟุ้งซ่าน อินสนธิ์จึงเดินทางกลับบ้านมาครองชายผ้าเหลืองและจำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำวิปัสสนาและปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ จนครบกำหนดก็ลาสิกขาแล้วกลับมาเข้าชั้นเรียน

“พอกลับมาผมก็ไม่ค่อยพูดจากับใคร พวกอาจารย์บอกว่า ไอ้นี่มันหายบ้าแล้ว แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หาย ไม่ได้เปลี่ยน ผมยังเป็นคนเดิม แค่การปฏิบัติธรรมช่วยเยียวยาให้ผมสงบขึ้นเท่านั้น”

การเรียนราบรื่นสะดุดหยุดลงอีกครั้งตอนอยู่ชั้นปีที่ 3 เมื่อเขาตัดสนใจพับเก็บตำราแล้วสมัครใจเกณฑ์ทหารด้วยหวังนำเบี้ยหวัด (ในสมัยนั้นทหารจะได้รับเบี้ยหวัดหรือเงินตอบแทนราวๆ 370 บาททุกเดือนกระทั่งอายุครบ 40 ปี) มาใช้เป็นทุนศึกษาต่อให้จบชั้นปริญญาตรี

ความกล้าได้กล้าเสียและมีพ่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตบ่มเพาะตัวตนของอินสนธิ์มาตั้งแต่เล็ก ในวัยเด็กเขาเคยฝันอยากเป็นนักมวยเช่นปู่ แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เส้นทาง เขาวางมันทันทีและไม่เคยคิดผิดหวัง แล้วหันมาเอาจริงเอาจังกับงานหัตถศิลป์ในฐานะลูกมือและลูกไม้ใต้ต้นของช่างสล่าและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความทะเยอทะยานเป็นอีกสมบัติ เพราะแม้ไม่ใช่เด็กหัวดีและมีเกเรอยู่บ้างจนในทุกเสาร์-อาทิตย์ต้องถูกผูกติดเตียงนอนฟังพ่ออบรมสั่งสอนธรรมมะ แต่ถึงคราวโดนสบประมาทเขาก็มุ่งมั่นเด็ดขาดจนสามารถสอบติด 1 ใน 2 ที่นั่งโควต้าโรงเรียนประจำจังหวัด ก่อนเปิดภาคเรียนมายืนเคารพเพลงชาติกับเสาธงใหม่เอี่ยมที่พ่ออาสาเปลี่ยนให้โรงเรียนด้วยตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่า ครั้นจบ ม.7 จึงเบนเข็มสู่โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร

“คุณพ่ออยากให้ผมเป็นช่างเหมือนท่าน และอยากให้ได้รับปริญญา ท่านจึงไปปรึกษา อาจารย์ทวี นันทขว้าง ซึ่งอาจารย์ก็แนะนำว่าให้ลองส่งไปเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรดู ปี 2496 ผมนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตอนนั้นคุณพ่อฝากฝังให้ไปอาศัยอยู่กับพระอาจารย์ที่รู้จักกันที่วัดสุทัศน์ พักฟรี กินฟรี จะไปโรงเรียนก็เดินไปเพราะไม่ไกลกันมาก จบเตรียมก็ต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม เข้าเรียนในรุ่นที่ 10 แต่จบช้ากว่าเพื่อนไป 1 ปี เพราะขอพักเรียนไปเป็นทหารจะได้ไม่ต้องรบกวนเงินส่งเสียจากทางบ้านแล้วเอาเบี้ยหวัดมาเรียนต่อ”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

สู่การเดินทาง

“อ่านหนังสือหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางพันลี้” สายตาคนจะเฉียบแหลมหากรู้จักออกไปแสวงหาความรู้ อินสนธิ์เชื่อเช่นนี้ ทำให้หลังเรียนจบเมื่อพบว่าเส้นทางศิลปินที่ใฝ่ฝันยังพร่องประสบการณ์ เขาจึงขอทุนสนับสนุนจาก Bangkok Art Center แล้วออกเดินทางทั่วประเทศไทย

“ผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี เดินทางไปทุกจังหวัดเพื่อเรียนรู้และพัฒนามุมมองในการทำงานศิลปะ โดยประทับใจในภูมิทัศน์และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของภาคตะวันออกมาก จนทำให้เขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะเป็นพิเศษ พอจบทริปผมคัดเลือกภาพไปจัดแสดงนิทรรศการพร้อมเปิดประมูลได้เงินมาราว 30,000 บาท ซึ่งต่อมาเงินก้อนนี้ก็ได้กลายเป็นทุนสำหรับการเดินทางไกล”

ในการจัดแสดงศิลปะครั้งนั้นอินสนธิ์ได้พบกับ สุภาพ กาฬสินธุ์ ผู้เอ่ยปากชวนเดินทางไปอิตาลี ประจวบเหมาะกับความตั้งใจเดิมที่อยากเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขาจึงคว้าโอกาสนี้ไว้โดยไม่ลังเล แต่แล้วรถยนต์ที่ทั้งคู่หวังใจว่าจะใช้เป็นพาหนะท่องโลกส่อปัญหาอิดออด อินสนธิ์จึงหาทางออกด้วยการเขียนโครงการขอสปอนเซอร์เสนอ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทางบริษัทก็ตอบรับและสนับสนุนความฝันด้วยสกูตเตอร์ Lambretta TV175 Serie II 1 คัน แถมจำหน่ายอีกคันให้ในราคาหั่นครึ่ง 8,000 บาท นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำมันระหว่างทางจากบริษัท Esso

“ตอนนั้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อยู่แถวสี่แยกปทุมวัน ผมเข้าไปรับรถที่นั่นแล้วเข็นออกมาจนถึงสวนลุม เพราะยังขี่ไม่เป็น ฝึกขี่ตั้งแต่เช้ายันเย็นวันเดียวก็คล่อง จากนั้นจึงติดต่อราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยและกรมตำรวจเพื่อขอออกใบขับขี่สากล หนังสือรับรอง แล้วก็เอกสารผ่านแดน”

ผลงานศิลปะภาพพิมพ์กว่า 200 ชิ้นถูกจัดแจงม้วนเก็บใส่กล่องสังกะสีแน่นหนา พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดภาพ เครื่องไม้เครื่องมือช่าง และสัมภาระส่วนตัว ที่บรรจุลงในกระเป๋าหนังพ่วงข้างอย่างดี แต่ก่อนที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ครูผู้จุดไฟในการเดินทางครั้งนี้ก็จำจากไกล

“4 พฤษภาคม 2505 เป็นวันที่ผมได้คุยกับอาจารย์ศิลป์เป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นผมเข้าไปรับเอกสารรับรองการเป็นนักศึกษาศิลปะ ซึ่งท่านอยากให้ผมนำติดตัวไปด้วยเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางหากต้องการขอจัดแสดงงานตามแกลเลอรี่ต่างๆ หลังจากนั้น 10 วันท่านก็เสียชีวิต ผมเคารพศพท่านและบอกกล่าวร่ำลาว่า ผมจะไปแล้วนะอาจารย์ จะไปให้ถึงบ้านอาจารย์ให้ได้ แล้วสัปดาห์ถัดมาผมก็เริ่มการเดินทาง”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ถนนศิลปิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ฟลอเรนซ์ อินสนธิ์ไม่จำเป็นต้องพกแผนที่นำทาง เพราะเขาอาศัยวิ่งตามถนนสายหลักที่รถบรรทุกขับผ่าน บ้างแวะถามไถ่ข้อมูลจากเจ้าถิ่น หรือตัดสินเลือกเส้นทางยามอับจนในบางสถานการณ์ด้วยการโยนเหรียญเสี่ยงทาย วิธีการนี้พาเขาและสุภาพข้ามถึงปีนังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ก่อนขยับขึ้นฝั่งเมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย ประเทศที่ทั้งคู่ต้องจ่ายค่าน้ำชาไปหลายรูปี ความตื่นเต้นสนุกสนานที่วาดภาพไว้เริ่มกลับกลายเป็นยากลำบากเมื่อทุนรอนที่นำติดตัวมาเหลือเพียง 1,200 บาท สุภาพจึงขอถอนตัวกลับบ้าน ส่วนอินสนธิ์เลือกเดินทางไปตั้งหลักอยู่อาศัยกับวัดพุทธในโอลด์เดลี เขียนรูปหาเลี้ยงชีพและหาทุนคืนร่วม 3 เดือน แล้วมุ่งหน้าสู่ปากีสถาน แวะจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่เมืองละฮอร์ เสร็จสรรพลุยต่อไปยังอัฟกานิสถาน หยุดพักชมความงดงามของกรุงเตหะราน เมืองที่ทำให้เขามีโอกาสจัดทำโปสเตอร์ให้กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศอิหร่าน และได้รับทุนสนับสนุนจาก UNESCO ในการเดินทางศึกษาโบราณสถานแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

หลังจากปิดนิทรรศการที่ 2 ของทริป ณ สถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี อินสนธิ์ก็ขึ้นเกาะคอฟู ประเทศกรีซ ดินแดนที่เขากล่าวชื่นชมว่าประทับใจมากที่สุดในการเดินทาง เพราะมันได้มอบสีสันใหม่ให้กับชีวิตและการทำงานสร้างสรรค์

“ที่ประเทศกรีซ ผมอาศัยอยู่กับสองตายายชาวประมงบนเกาะคอฟู ซึ่งท่านเมตตาให้ผมพักที่ห้องของลูกชายซึ่งขณะนั้นแกไปทำงานอยู่เยอรมนี ในวันที่เจอผมท่านเล่าว่าเป็นวันที่หาปลาได้เยอะเป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าผมนำโชคมาให้ ท่านทั้งสองดูแลผมเหมือนลูกเหมือนหลาน และมีเรื่องปลื้มใจมากๆ ที่ผมเก็บจำมาจนทุกวันนี้ คือถ้าวันไหนยายทำเมนูปลา ตาจะเลือกทานส่วนหัว ส่วนยายจะทานหาง แล้วเหลือกลางลำตัวให้ผมทานเสมอๆ

“ผมพักอยู่กับท่านนานร่วมเดือน ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมของคนที่นั่น รวมถึงเขียนภาพเกี่ยวกับทะเลเยอะมาก จนวันหนึ่งก็ขออำลาทั้งสองย้ายไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนก็ชาวอเมริกันที่บังเอิญพบเจอกันและรู้สึกถูกชะตา ช่วง 4 – 5 เดือนในบ้านเช่าผมกลับมาทำงานภาพพิมพ์แกะไม้อีกครั้ง โดยตั้งใจว่าอยากนำไปจัดแสดงที่ยุโรป แต่เมื่อลองยกผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงที่เอเธนส์ก็มีศิลปินนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่า งานศิลปะแบบประเพณีเช่นนี้เหมือนเป็นงานที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและไม่มีความเป็นสากล นี่จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำงานศิลปะแบบนามธรรม”

การเดินทางไกลที่กินระยะเวลาโดยประมาณ 1 ปีกับอีก 6 เดือนสิ้นสุดลง เมื่อเรือเฟอร์รี่ล่องข้ามผืนน้ำสีครามของเอเดรียติกจรดท่าเทียบบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี อินสนธิ์ควบสกูตเตอร์แล่นไปบนท้องถนนโดยมีหลักไมล์อยู่ที่กรุงโรม แต่ก่อนจะถึงเป้าหมายรถก็ดันเสียหายระหว่างทาง เขาจึงต้องออกแรงจูงเจ้าแลมเบรตต้าเพื่อนยากกลับบ้านเกิดของมันอีก 1 วันเต็มๆ ก่อนจะพารถไปซ่อมแซมในอู่ที่ยอมแลกค่าแรงเป็นงานศิลปะ

“ทันทีที่ถึงโรมผมก็เช็กอินเข้าที่พัก Youth Hostel แล้วเอารถไปเข้าอู่ ระหว่างที่ซ่อมช่างก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย จนพอแกทราบว่าผมเป็นศิลปินก็ขอชมพอร์ตฟอลิโอแล้วยื่นข้อเสนอมาว่าจะซ่อมให้ฟรีๆ แลกกับรูปภาพ 1 รูป ผมตกลงตามนั้น แต่เสร็จสรรพก่อนแยกย้าย แกเสนอเพิ่ม คราวนี้แลกกับห้องพัก ได้จังหวะผมเลยตัดสินใจขนข้าวของย้ายเข้ามาพักอยู่ฟรี”

ในอิตาลีอินสนธิ์มีโอกาสไปได้เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านเกิดของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ด้วยความปีติยินดีที่ทำสำเร็จสมดังตั้งใจและสามารถรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ พร้อมกันนั้นยังรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งผลงานของเขาได้จัดแสดงในโมเดิร์นอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีชื่อเสียงของเมืองฟลอเรนซ์

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ชีวิตไม่จีรัง

สกูตเตอร์แลมเบรตต้าไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยหลังกลับจากฟลอเรนซ์ อินสนธิ์จึงจำเป็นต้องขอฝากมันไว้กับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ก่อนจับรถไฟกลางคืนเดินทางต่อไปยังเวียนนาเพื่อพบปะกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศออสเตรีย และแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะเป็นต้นทุนสนับสนุนการใช้ชีวิตต่อในนครแห่งศิลปะและดนตรี จนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นก็ย้ายมาผจญโชคยังกรุงปารีส

“ช่วงชีวิตที่ฝรั่งเศสเนี่ยถือเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด เพราะผมอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง อยู่ได้สิบกว่าวันเงินก็หมดเกลี้ยง จนต้องไปอาศัยนอนตามสวนสาธารณะ ประทังชีวิตด้วยขนมปังที่ทางคริสตจักรแจกจ่ายสำหรับคนยากไร้และคนเร่ร่อน จากนั้นไม่นานก็หางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ผู้ช่วยกุ๊ก พี่เลี้ยงเด็ก กระทั่งช่างซ่อมประปา เพื่อขวนขวายหาทางเอาตัวรอด จนวันหนึ่งก็มีคนแนะนำว่าให้ลองไปสมัครเรียนดูเพราะจะได้คูปองกินอาหารกลางวันฟรีทุกวัน

“ผมเห็นว่าเข้าท่าก็เลยเอาพอร์ตฟอลิโอไปยื่นที่ École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs ตอนสัมภาษณ์อาจารย์ที่นั่นก็สงสัยว่าผมเป็นศิลปินแล้วจะมาเรียนอีกทำไม ผมตอบเขาไปซื่อๆ ว่า ผมไม่ได้มาเรียนหวังเอาใบปริญญา แต่ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อที่นี่เพราะอยากศึกษาศิลปะและอยากหาที่ทางจัดแสดงผลงาน”

Master’s Degree จบลง พร้อมกับการตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง บาร์บาร่า ครูศิลปะลูกครึ่งฝรั่งเศส-อเมริกัน คือคนรักคนแรกของอินสนธิ์ ทั้งคู่คบหาและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน โดยระหว่างที่บาร์บาร่ากำลังตั้งท้องและกลับไปพักรักษาตัวที่อเมริกานั้น เป็นช่วงเดียวกันกับที่อินสนธิ์ได้พบหม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งช่วยแนะนำให้เขาได้จัดแสดงงานศิลปะสมความมุ่งมาดปรารถนา ทว่าเมื่อนิทรรศการเริ่มได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไปลองไอส์แลนด์เพื่อดูแลภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ ก่อนปลงใจไม่หวนคืนฝรั่งเศส แล้วอยู่พิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนศิลปินที่ยืนกรานว่าอเมริกานี่แหละคือพื้นที่เบ่งบานของงานศิลปะแอ็บสแตรคต์โดยแท้ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอว่ายินดีสนับสนุนผลงานของเขาเดือนละชิ้นในราคา 500 เหรียญฯ

หลังเก็บหอมรอมริบในนิวยอร์กจนได้เงินมา 1 ก้อน อินสนธิ์ก็ย้ายมาเช่าห้องแถวย่านแมนฮัตตัน แหล่งรวมยิปซี คนจร และศิลปินตกยากผู้หอบความฝันมาต่อเติมลำพังในตึกร้างเช่น แอนดี้ วอร์ฮอล เขาเปิดสตูดิโอของตัวเองทำงานศิลปะและหยิบจับทักษะเชิงช่างของพ่อมาประดิษฐ์เครื่องประดับประยุกต์จากเศษวัสดุเหลือใช้ขาย

8 ปีในอเมริกาเคลื่อนผ่านไปเบาหวิว พร้อมกับระยะห่างที่ก่อตัวในความสัมพันธ์ซึ่งจบลงอย่างเรียบง่าย และในไม่ช้าก็ได้พบลอร่า หญิงชาวอเมริกันที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ทั้งคู่ประคองชีวิตเข้มข้นแบบอเมริกันชน และช่วงนี้เองที่อินสนธิ์เริ่มต้นโปรเจกต์ที่พลิกชะตาชีวิตและเปลี่ยนความคิดเขาไปสิ้นเชิง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Where artists come from? What are artists? Where are artists going?

“ประมาณปี 1966 ผมเริ่มโปรเจกต์ประติมากรรมใต้ทะเล เพราะผมรู้สึกว่าที่นิวยอร์กกำลังประสบปัญหามลพิษทางทะเล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นความตายของสัตว์และมนุษย์ ผมจึงตัดสินใจไปซื้อบ้านแถวนิวเจอร์ซีสำหรับใช้เวลาทำโมเดลต้นแบบผลงานศิลปะ 408 ชิ้น โดยตั้งใจว่าจะนำไปปรึกษานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพื่อต่อยอดให้มันเป็นประติมากรรมที่สามารถติดตั้งใต้ท้องทะเล พร้อมกับมีฟังก์ชันเพิ่มออกซิเจน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหรือแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาใสสะอาด แล้วตอนนั้นยังคิดไปอีกว่าหากมันสำเร็จก็อยากจะทำ Landscape Art Space บนดาวเทียม”

แต่หลังจากนำเสนอโปรเจกต์ก็ถูกพับไม่ได้รับทุนสานต่อ อินสนธิ์ผิดหวัง ความเครียดรุมเร้า และกลายเป็นคนดื่มหนัก เขาตั้งคำถามกับผลงานที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ สับสนกับศิลปะที่ไร้ค่าและศิลปินที่ไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีสิทธิแม้แต่จะส่งเสียงให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลิกราจากศิลปะ และเข้ารับการบำบัดแอลกอฮอล์ในโรงพยาบาลราวเดือนกว่าด้วยเงินค่ารักษาที่แปรสภาพมาจากรถยนต์และทรัพย์สิน กระทั่งเมื่อทางบ้านทราบข่าวจึงส่งตั๋วเครื่องบินมาให้หอบหิ้วชะตากรรมแห่งชีวิตและความว่างเปล่ากลับคืนสู่รัง

“พอถึงเมืองไทยพ่อพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า ‘มึงรักเมียเท่าพ่อรึไง พ่อเลี้ยงมึงมาตลอดชีวิต จะเลี้ยงมึงไปจนตายก็ยังได้’ ตอนนั้นผมดีใจมากและรู้สึกอยากกลับบ้าน” อินสนธิ์หัวเราะเหมือนเด็กๆ

เขาหวนคืนป่าซางพร้อมเงินเบี้ยหวัดที่พ่อเก็บสะสมไว้ให้ตั้งแต่ออกจากบ้านไป 11 ปี เงินจำนวนนั้นมากพอจะครอบครองที่ดินตั้งหลักชีวิตใหม่ เขาจึงเลือกปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่อาศัยในหมู่บ้านห้วยไฟเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจท่ามกลางป่าเขา ตัดขาดจากสังคมอันวุ่นวายและหารายได้ด้วยการเป็นเกษตรกรสวนพริก

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่งขณะพินิจเศษซากตอไม้เหลือทิ้งจากการตัดขายให้กับนายทุนสัมปทานป่า ก็พลันเกิดความรู้สึกปะทุรุนแรงต่อคุณค่าของธรรมชาติที่ขาดไร้ซึ่งความใยดี เขาจึงประกาศรับซื้อเศษซากตอไม้จากชาวบ้านแล้วลงมือฟื้นคืนชีวิตให้กับมัน ด้วยการกลับมาเริ่มต้นทำงานศิลปะอีกครั้งในรูปแบบงานแกะสลักไม้ ซึ่งภายหลังผลงานลักษณะดังกล่าวของเขาได้รับคำนิยามว่าเป็นงานศิลปะรูปแบบ Organic Form ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2542

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

มนตร์รักป่าซาง

2 ปีถัดมาพรหมลิขิตก็ชักพาดอกรักมาผลิบานในบ้านป่า เมื่อหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี ได้ชักชวน มีเซียม ยิบอินซอย, เขียน ยิ้มศิริ และเวเนเซีย วอล์คกี้ ประติมากรหญิงชาวอังกฤษ ไปเยี่ยมเยียนอินสนธิ์หลังจากทราบข่าวคราวการกลับไทย

ผลงานแกะสลักไม้ของเขาได้รับคำชื่นชมจากมีเซียม เช่นเดียวกับเวเนเซีย วอล์คกี้ ที่รู้สึกประทับใจในความเด็ดเดี่ยวและวิถีการทำงานของอินสนธิ์ เธอหวนกลับมาพบปะและให้กำลังใจเขาบ่อยครั้ง บ้างอยู่เป็นเพื่อนพูดคุย บ้างช่วยวิจารณ์งานศิลปะ รวมถึงรักษาบรรเทายามเขาเจ็บป่วยทางภาวะอารมณ์ ด้วยการจัดตารางสเกตช์งานลงปฏิทินเพื่อฝึกฝนสมาธิและทำลายจิตใจที่ฟุ้งซ่าน จนความสนิทสนมเติบโตเป็นความรักและพลังใจให้อินสนธิ์กลับมามุ่งมั่นสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยความมั่นใจ

ทั้งสองออกมาสร้างเรือนหอหลังใหม่ พร้อมดำเนินชีวิตตามแบบฉบับคู่รักศิลปินที่น่ารักซึ่งจัดสรรน้ำหนักของการงานแห่งชีวิตและความรักได้อย่างสมดุล อินสนธิ์จับสิ่วราวนิ้วที่ 11 พัฒนาผลงานสู่รูปแบบถอดประกอบเข้าไม้สลักเดือยอันโดดเด่น จนได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติปี 2542 ปีเดียวกันกับการตัดสินใจเปิดบ้านเป็น ‘อุทยานธรรมะและหอศิลป์’ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ในพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะร่วมสมัยของเขาและภรรยา ที่จัดแสดงไว้ในหอศิลป์เรือนโบราณ อาคารนิทรรศการ และติดตั้งกระจายตามจุดต่างๆ รอบอุทยานอันร่มรื่น รวมถึงจัดกิจกรรมฝนฝึกโยคะ ปั่นจักรยานธรรมะสัญจรที่ถ่ายทอดหลักของมรรค 8 สู่ชีวิตประจำวัน และสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อาทิ การทอผ้าและย้อมสีจากธรรมชาติ

อุทยานธรรมะและหอศิลป์เป็นความตั้งใจของผมกับภรรยามานานมากแล้ว คือน่าจะย้อนไปราว 20 ปีที่แล้ว ที่เราเริ่มต้นสร้างมัน โดยในตอนนั้นเราเดินทางไปอินเดียกันบ่อยมากเพราะภรรยาของผมค่อนข้างมีความสนใจในอุดมการณ์ของมหาตมะคานธีและศรัทธาในองค์ดาไลลามะ จนบังเอิญได้พบกับเศรษฐีที่อินเดียซึ่งยกที่ดินให้เรา 70 ไร่ สำหรับสร้างเป็นอุทยานธรรมะและสวนมรดกในเมืองคยา

“หลังกลับมาจากอินเดียเวเนเซียก็เขียนโครงการนี้เสนอไปยังองค์การสหประชาชาติ ส่วนผมช่วยรับผิดชอบในการออกแบบแปลนพื้นที่ แต่พอได้รับงบประมาณมาเสร็จสรรพกลับพบว่าเงินก้อนนี้ไม่สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมในต่างแดน เราจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการนำมาปลูกอาคารหลังแรกและไม่ได้รับการสานต่อทุนจาก UN ซึ่งภายในอาคารหลังดังกล่าว ปัจจุบันจัดแสดงผลงานประติกรรมชิ้นเอก ‘น้ำพุแห่งปัญญา’ ของเวเนเซีย ที่แสดงถึงการไหลเวียนไม่รู้จบสิ้นของการพัฒนาปัญญาญาณของมนุษย์ รวมถึงจัดแสดงผลงานภาพร่างต้นแบบทั้งหมดในโครงการอุทยานธรรมะและสวนมรดกเมืองคยา”

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

ปัจจุบันอินสนธิ์ยังสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีวินัยโดยในนิทรรศการเดี่ยวครบรอบ 84 ปี ครั้งล่าสุด ‘Ora et Labora’ อันมีความหมายว่า ‘Pray and Work’ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ เขาได้นำเสนอผลงานแบบร่างจำนวน 365 ชิ้น ที่ฟูมฟักสม่ำเสมอในช่วงระหว่างตี 3 ถึง 6 โมงเช้าตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมจัดแสดงผลงานจิตรกรรมที่ใช้ส้นเท้าและมือในการรังสรรค์ เพื่อบอกเล่าสีสันประสบการณ์ที่ได้ค้นพบจากการออกเดินทางท่องโลกและบนเส้นทางชีวิตศิลปิน ทั้งยังสะท้อนแง่คิดในการสร้างงานศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตของวัสดุอุปกรณ์ เพราะศิลปะจริงแท้เพียงสะท้อนจากภายใน

นอกจากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้างศิลปะ สองสามีภรรยาก็ไม่ลืมที่จะหาโอกาสพักผ่อนและพากันออกเดินทางแสวงหาประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ในต่างประเทศทุกปี จนกระทั่งเวเนเซียย่างเข้าสู่วัย 70 เผชิญความเจ็บป่วยจากโรคร้าย และจากไปในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560

อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม
อินสนธิ์ วงศ์สาม

“ศิลปะนามธรรมทำให้ชีวิตอยู่สบายและสงบขึ้นไปตามวัย ทุกวันนี้ศิลปะช่วยเยียวยาจิตใจของผมไว้มากหลังจากสูญเสียภรรยาไป เพราะทุกครั้งที่ได้ลงมือทำงานผมมักรู้สึกว่าเขายังอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจ ทำให้ผมมีความมั่นใจและเข้มแข็ง ฉะนั้น สำหรับผมศิลปะจึงสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีศิลปะจะทำให้ไม่รู้จักคุณค่าของมนุษย์ และสำคัญที่สุดคือ ไม่รู้จักแม้กระทั่งคุณค่าของตัวเอง”

ในวัย 85 ปี อินสนธิ์บอกว่าสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด คืออีก 5 ปีข้างหน้าอยากจัดแสดงงานศิลปะของตัวเองอีกครั้ง

อินสนธิ์ วงศ์สาม

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load