22 พฤศจิกายน 2565
1 K

“คงแถว ๆ นี้แหละ…”

เราพึมพำกันมาตลอดทาง เพราะยังคงขับวนไปวนมาไม่ถึงที่หมายเสียที กว่าจะพบว่าหลงจากหมุดไปเสียไกลเวลาก็ล่วงเลยนัดไปกว่าครึ่งชั่วโมง หวั่นใจว่าต้นเรื่องของเราวันนี้จะขุ่นเคือง เพราะเธอไม่เคยเปิดบ้านให้สื่อไหนเยี่ยมชมมาก่อน อีกทั้งวันที่นัดพบกัน ยังเป็นช่วงของการจัด BIG HUG นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของเธออีกต่างหาก

เสียงจากปลายสายคอยบอกทางจนถึงที่หมาย ก่อน ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร เจ้าของเสียง เจ้าของแบรนด์ give.me.museums และเจ้าของบ้าน จะปรากฏกายต้อนรับด้วยชุดเดรสสีแดงน่ารัก ยิ้มแย้ม จนอดรู้สึกผิดไม่ได้ 

เพียงเดินเข้ามาก็จะเจอกับสตูดิโอส่วนตัวของเธอ ขนาดกำลังพอดีให้เธอได้นอนกลิ้งเวลาคิดงานไม่ออก พร้อมกับผลงานหลายชิ้นที่เคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้างบนอินเทอร์เน็ต แต่บริเวณชั้นสองต่างหากที่ความฝันของเธอถือกำเนิด และดอกไม้ดอกแรกในสวนได้ถูกวาดขึ้น

ออยเปิดกรุผลงานวัยเยาว์ของตัวเองตลอดการพูดคุย พร้อมความทรงจำมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากลิ้นชัก ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศิลปินที่มีความสดใสเป็นเอกลักษณ์ เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มั่นใจ พร้อมประกายในแววตาที่พาให้รู้สึกเต็มตื้นตามไปด้วย 

“ออยวาดรูปเป็น ก่อนอ่านหนังสือเป็นซะอีก”

เรานั่งฟังติดขอบจอ ประหนึ่งฟังนิทานเรื่องการเดินทางของเด็กหญิงช่างฝัน

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Blooming Home

“ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือช้า ประถมก็ยังอ่านไม่ออก” เธอเล่าต่อ “เขาเริ่มเห็นเราเขียนกำแพง” ส่วนเขาที่ว่าคือพ่อและแม่

หากใครมีโอกาสได้เยี่ยมชม Blooming Home นิทรรศการแรกในชีวิตของเธอก็จะพบกับผนังโล่ง ๆ ให้ทุกคนวาดเล่นได้อย่างอิสระ เพราะเธอเองก็ใช้มือเล็็ก ๆ สร้างจิตรกรรมฝาผนังบ้าน โดยมีครอบครัวให้การสนับสนุนเช่นกัน 

ห้องของออยประดับประดาไปด้วยผลงานหลากหลายช่วงวัย แบบที่ถ้าถามถึงวัยไหน เธอก็รื้อค้นจนเจอได้ ต่อไปนี้จึงเป็นช่วงของการเปิดกรุของเก่าที่เจ้าของเฝ้าเก็บมันเป็นอย่างดี ทั้งสมุดวาดรูปด้วยสีไม้ สีเทียน ปากกาเมจิก คนบ้าง ทิวทัศน์บ้าง เรื่องเล่าในจินตนาการบ้าง นอกจากลายเส้นพิลึกกึกกือและสีสันซีดเซียวที่เคยจัดจ้าน จะบอกได้ว่ามันถูกวาดมานานแค่ไหน อีกอย่างที่บอกได้คงเป็นลายเซ็นของท่านศิลปินใหญ่ที่เขียนชื่อตัวเองกลับหัวกลับหาง ตามประสาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก

“ไม่แน่ใจแล้วว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน บางส่วนก็แตกสลายไปตามกาลเวลา จริง ๆ มีภาพที่เด็กมาก ๆ เลยแต่มันอยู่ในห้องเก็บของข้างล่าง” เธอยังคงเปิดลิ้นชักจนผลงานกองพะเนิน

ใครเป็นคนเก็บรูปวาดพวกนี้ให้ – เราถาม เพราะเห็นว่าหลายชิ้นถูกเขียนตอนเธอยังเด็กมาก

“เก็บไว้เอง” ออยหันมายิ้ม “เรารักงานตัวเองมาก เก็บทุกอย่าง อาจจะเพราะพ่อแม่เอางานเราตอนเด็กไปใส่กรอบเก็บไว้… เดี๋ยวหยิบมาให้ดู”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

ระหว่างนั้น เราก็ได้ทราบว่าแม่ของออยเป็นคนชอบจัดดอกไม้ ส่วนพ่อชอบศิลปะและเป็นคนสอนให้เธอวาดรูปเป็น แม้จะวาดไม่เก่งมากมาย แต่ถ้าทั้งคู่เลือกกีดกันเธอในวันนั้น ก็คงไม่มีออยในวันนี้ ต่อให้สิ่งเดียวที่เธอได้จากการเรียนสายวิทย์คณิตตามเพื่อนจะเป็นการจดเลคเชอร์ยังไงให้สวยน่าอ่านก็ตาม

Give.me.museums

จบสายวิทย์ ติวสถาปัตย์ แต่เป็นบัณฑิตคณะศิลปกรรม ซึ่งถ้าไม่นับเรื่องติว ก็เรียกว่าเป็นการเรียนศิลปะครั้งแรก 

“แต่มันไม่ใช่การวาดรูปอยู่ดี เพราะเราเรียนออกแบบ” เธอเองก็สับสน “รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ แต่มันช่วยเชปเราเรื่องวิธีการคิดและกระบวนการต่าง ๆ ตอนพบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบ เลยเป็นช่วงที่เราเลิกวาดรูปไปเลย”

พอชอบถ่ายรูปมาก ก็ไปถ่ายรูป ชอบทำกราฟิกมาก ก็ทำธีสิสจบเกี่ยวกับ Typography ถึงขนาดเข้าไปทำงานเป็น Art Director ที่ Ogilvy อยู่ 2 ปี

ออยบอกว่าช่วงเวลาเหล่านี้เธอแทบไม่ได้จับพู่กัน

“มันเริ่มเหนื่อย งานมันหนัก ใช้ทั้งพลังกายพลังใจ มีช่วงที่เรา Burn Out ก็เลยต้องหยุดแล้วหาอะไรทำ”

ไม่ถามเห็นจะไม่ได้ ว่าเด็กหญิงออยที่เขียนกำแพงสวยกว่าใครรู้สึกยังไงที่ได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง

“รู้สึกว่า อ้อ! คนนี้น่าจะเป็นเราที่หายไปนี่แหละ คนนั้นก็เป็นเราเหมือนกัน แต่เราชอบตัวเองในเวอร์ชันนี้มากกว่า มันรู้สึกมีชีวิต”

ใกล้จะถึงจุดเริ่มต้นของ Give.me.museums เข้ามาเต็มที ออยก็ขอคั่นการสนทนาด้วยการเอี้ยวไปหยิบคอมมาเปิดสไลด์ ใช่ อ่านไม่ผิด เธอทำสไลด์เรื่องราวของตัวเองไว้อย่างดี

“นี่คือไทม์ไลน์ (หัวเราะ) เรามีเป็นอินโฟกราฟิก” ออยพรีเซนต์ไปก็เขินไป เราขอสรุปรวบยอดได้ใจความว่า หลังจากหมดไฟ เธอก็ผลิตสินค้าขึ้นมาใช้เองและนำไปฝากขายตามร้านของกระจุกกระจิก ภายใต้ชื่อสุดเก๋ไม่ซ้ำใครว่า ‘คนธรัตน์’ ก่อนจะได้รับการติดต่อจากบรรดาลูกค้ามากมายจนต้องคลอดแบรนด์ Give.me.museums ขึ้นมาจากประโยคดังของปิกัสโซ่ว่า Give me a museum and I’ll fill’it อย่างที่พวกเรารู้ ๆ กัน

แต่เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือนอกจากจะเป็นประโยคดังแล้ว มิวเซียมในความหมายของเธอคือพื้นที่แสดงออกทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่รวมถึงโซฟา โคมไฟ นาฬิกา พัดลม กบเหลาดินสอ ฯลฯ สิ่งของในชีวิตประจำวันมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา แม้กระทั่งห้องน้ำในออฟฟิศ สาวเจ้าก็เพนต์ทั้งชักโครกจนถึงท่อน้ำทุกอัน

“มันเริ่มมาจากคำถามว่า เราเพนต์ผนังบ้านได้ ทำไมคนอื่นเพนต์ไม่ได้ ศิลปะไม่ควรเป็นของสูง มันควรเข้าถึงได้ง่าย ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราทำสินค้าออกมาขาย เพราะทุกที่คือแคนวาส”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

BIG HUG

อดีต ออยมีหน้าร้านครั้งแรกที่ตลาดนัดจตุจักร จากการเดินเสาะหาที่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน หน้าร้านที่จตุจักรปิดตัวลง และเธอเพิ่งเปิดร้านใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิมที่เอ็มควอเทียร์ ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แค่ตัดสินใจจะจ้างพนักงานคนแรกยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอด้วยซ้ำ เพราะโลกของการทำธุรกิจนั้นแยกออกจากการเป็นศิลปินอย่างสิ้นเชิง

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เครียด” ออยเว้นวรรค “แต่ว่ามันอาจจะลึก ๆ มั้ง เราเป็นคนเรื่องมาก มีความเป็น Professionist อยู่ในตัวเหมือนกัน แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็เครียด หลาย ๆ อย่างที่เราปล่อยให้คนอื่นทำแล้วบางทีเขาตอบช้านิดหน่อย เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ แค่ลูกค้าโทรมาบอกว่าได้ของผิดค่ะ ทำไมแพ็กมาอย่างงี้ เราก็เครียดมากเลย

“เราพยายามทำทุกอย่างเอง เรื่องสต็อก ฉันจะต้องเป็นคนเติมเอง ของมันจะต้องสั่งเท่านี้ พอถอยออกมาถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น โอเค มันอาจจะไม่เหมือนที่เราทำ แต่ว่าทุกคนก็มีวิธีของตัวเอง”

น่าสนใจว่าเด็กหญิงช่างฝันที่มีภาพลักษณ์สดใสร่าเริงขนาดนี้ ก็มีช่วงที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหน้าทึบด้วยเหมือนกัน ทำให้นิทานของเธอน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

“จริง ๆ เราเป็นไมเกรน ไม่ได้เป็นคนสดใสขนาดนั้น อาจจะพลังงานเยอะเฉย ๆ” ออยแก้ข่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ ก็คงเป็นตอนที่เธอได้รับการติดต่อจากเอ็มควอเทียร์ให้ไปเปิดร้านในห้าง ซึ่งเส้นทางไม่ได้สวยหรูเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตบตีกับใจของตัวเอง “เราจำได้ว่านั่งร้องไห้อยู่ตรงฟู้ดคอร์ท ทะเลาะกับแฟน กับแม่” เธอยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่มีใครแย้งเราเลย แต่ทุกคนบอกให้คิดดี ๆ ก่อน เพราะค่าที่มันแพงมาก แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่มองไม่เห็นอีก เราก็ โอ้ยคิดดีแล้ว ประสาทเสีย เราอยากได้มาก คิดว่าทำได้ ก็คงจะมีคนเห็นเพราะว่าเสียงดัง แล้วก็ร้องไห้อยู่” 

เราถามเธอต่อทันทีว่าจุดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปล่อยวางแล้วคืออะไร แม้จะเคยหนักหน่วงกับชีวิต ออยก็พูดถึงจุดหักเหของเรื่องออกมาอย่างง่ายดาย เธอเปิดเผยให้เราฟังว่า เคยถูกจ่ายยาโรคซึมเศร้าให้ทานอยู่ช่วงสั้น ๆ จากการกดดันตัวเองมากเกินไปจนเครียดลงกระเพาะ

“เราว่ามันไม่ควรจะเป็น จะหาเงินมาเพื่อมารักษาตัวเองมันไม่ใช่ เราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือจุดที่รู้สึกว่าเราต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้”

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังฝีแปรงอะคริลิกที่ปาดไปมาอย่างมั่นใจจะไม่เบิกบานเหมือนภาพวาด คงเป็นเพราะออยยืนยันกับเราว่า เรื่องเศร้ามากมายในใจเธอมักจะไม่สะท้อนออกมาในงานเท่าไรนัก

“เวลาวาดรูปจะไม่เศร้า มันเหมือนหลุดไปอีกในมิติ (หัวเราะ) ปล่อยสมองว่าง ๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เรื่องปัจจุบันมาก ๆ เช่น เราจะใช้สีนี้ ๆ สีต่อไปคืออะไร เราคิดว่าทุกเรื่องผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มันคลีเช่มากนะ แต่ว่าก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

การอยู่กับปัจจุบันของเธอ ส่งผลให้ออยเป็นคนที่วาดรูปตอนไหนก็ได้ ไม่เคยรู้สึกเกร็งแม้จะมีคนจับจ้องก็ตาม เราเห็นจะจริงตามนั้น เมื่อขอให้เธอวาดประกอบการถ่ายภาพนิดหน่อย The Cloud จึงได้รูปก้อนเมฆกลับมาเป็นของขวัญ

ก่อน Mood & Tone ของเรื่องจะผิดแผกไปไกล เจ้าซัมเมอร์ โกลเดนรีทรีฟเวอร์ตัวโตก็กระโดดกระเด้งออกมาจากหลังม่าน ราวกับรอเวลาที่จะได้ขึ้นนั่งตักให้กำลังใจเจ้าของของมัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้แสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนอย่างเคย

แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบททดสอบและขรุขระไปบ้าง แต่การได้เห็นเด็กหญิงช่างฝันคนนั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน และมีเพื่อนรักสี่ขาอยู่เคียงข้างในบ้านอันอบอุ่น ก็น่าจะเป็นตอนจบของเรื่องที่มีความสุขนะ

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก

Give.me.studio

เราย้ายตัวลงมาที่สตูดิโอชั้นล่าง หลังโยนคำถามไปว่า คุณมีอุปกรณ์สำหรับการวาดรูปเยอะขนาดไหน 

ออยบอกว่าเท่าที่เห็นเป็นแค่บางส่วน เพราะเธอมีอีกสตูดิโอไว้สำหรับการแพ็กของ สต็อกของ และเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ 

“คนจะบอกว่างานของเราคือ Impressionism ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็น Commercial Art 

“ถ้าจะถามว่า Give.me.museums คืออะไร เราจะบอกว่ามันคือแบรนด์ แล้วเราก็ไม่ใช่ศิลปิน เราทำแบรนด์ ถ้าไปดูตรงไบโอไอจี เขียนว่าเป็นแบรนด์ตั้งแต่แรก ไม่เคยเขียนว่า Artist”

รองจากสไตล์งาน เรื่องที่ออยถูกถามบ่อย ๆ คือทำไมต้องเป็นดอกไม้และทุ่งหญ้า เราเองก็ยังสงสัย ออยบอกว่าเกิดขึ้นช่วงโควิดพอดิบพอดี เป็นความต้องการลึก ๆ ของคนที่ชอบออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ผลจากการล็อกดาวน์ทำให้เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน หลายภาพจึงเป็นการดึงเอาความทรงจำเก่า ๆ มาปะติดปะต่อกัน

“หลายอันเป็นสถานที่จริง แต่ว่าไม่เป๊ะ เหมือนเราชอบฟ้าของวันนั้น แต่เราชอบดอกไม้ของวันนี้ ก็เอามาผสมกัน”

เทคนิคในงานก็ถูกผสมผสานด้วยเช่นกัน แต่ก่อนงานของเธอจะหนักไปทางสีไม้ สีชอล์ก สีเทียน ปัจจุบันออยถนัดใช้สีอะคริลิกบนเฟรมผ้าใบ แต่เทคนิคที่เธอโปรดปรานมากที่สุดคือสีน้ำมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า “ชอบเท็กซ์เจอร์นูน ๆ แล้วมันเป็นสีที่แห้งช้า เราทำไปได้เรื่อย ๆ เลย”

เปิดสตูดิโออบอุ่นของ give.me.museums และผลงานวัยเด็กที่มีผนังบ้านเป็นแคนวาสผืนแรก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

สตูดิโอของเธอมีผนังด้านซ้ายเป็นผ้าม่านสีฟ้าคราม ผนังด้านขวาเป็นโซฟากับบรรดาภาพสเก็ตช์ ส่วนผนังใหญ่ ๆ ตรงหน้าเราแบ่งออกเป็น 2 โซน คือท้องฟ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าเขียวขจีดังที่เห็นในภาพ 

ออยบอกตามตรงว่าเป็นเพราะช่วงนี้เธอจัดนิทรรศการ ภาพวาดบางส่วนจึงนำไปจัดแสดง ตัวเราที่เป็นแฟนคลับเธอตั้งแต่สมุดโน้ตยัน Griptok มือถือ แค่ได้เห็นผืนผ้าใบที่ยังวาดไม่เสร็จดีก็ดีแค่ไหน เลยถือโอกาสนี้เอ่ยถามออกไปว่าอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการวาดรูป

ตอนเริ่มวาด” ออยหัวเราะดังก่อนเข้าสู่โหมดจริงจัง “ถ้าเกิดเป็นกระบวนการ ยากที่สุดคือจะเสร็จตอนไหน จะจบงานหรือยัง เพราะถ้าทำไปเรื่อย ๆ มีจุดที่เราทำอยู่แล้ว เฮ้ย สวยจัง แล้วเริ่มจะไม่ใช่ เริ่มเละ จังหวะที่โอเคเนี่ยยากที่สุด ต้องใช้ความรู้สึกมาก ๆ”

มีคนเคยบอกว่าสวยแล้ว ให้คุณหยุดรึยัง

“คนที่บ้านเชื่อไม่ได้ ทำอะไรก็สวย เพิ่งจะมีแค่สีฟ้าบนเฟรมผ้าใบยังไม่ทันได้วาดอะไรเลย (หัวเราะ)”

แม้งานของเธอจะเยอะมากพอให้จัดนิทรรศการเดี่ยวได้ แต่ออยก็มีภาพที่วาดไม่เสร็จจำนวนมากเช่นกัน เหตุผลหลัก ๆ คือความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เพราะเธอมักวาดให้เสร็จในคราวเดียว ไม่ทิ้งระยะเวลานานมาก 

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก
การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

“พอทิ้งระยะนาน เราจะรู้สึกกับภาพไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนแรกคิดในหัวว่าอยากให้ออกมาเป็นสิ่งนี้ แต่ตอนนี้อยากทำแบบนี้มากเลย แล้วพอทิ้งไว้สักอาทิตย์ก็รู้สึกว่าอยากวาดอันใหม่มากกว่าแล้ว”

กว่า 4 ปี ที่เราเห็นแบรนด์ของเธอโลดแล่นอยู่ในคราบสิ่งของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เรามักจะโดนเธอตกง่าย ๆ ออยอยากฝากให้ทุกคนติดตามตอนต่อไปของนิทานเรื่องนี้ เพราะเธอมีแพลนจะเปลี่ยนจากสีสันจัดจ้านเป็นสีพาสเทลดูบ้างในปีหน้า 

นอกจากนี้ น้องผมส้มฟูฟ่องก็เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ออยยังอยากทำให้เป็นจริง ไม่เพียงแค่ปรากฏอยู่บนหน้าปกสมุดอย่างเคย แต่เธออยากเปิดอีกแบรนด์เพื่อสร้างน้องให้มีชีวิต เพราะร่างต้นแบบของน้องผมส้มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก สำคัญที่สุดคือเธอวาดตัวเอง 

จากเด็กที่เขียนผนังห้องเพื่อความสนุก กลายเป็นหนึ่งคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ ลงมือวาดรูปได้เสมอไม่ว่าที่ไหน และยังมีความสุขทุกวันที่ได้ทำอาชีพนี้ เราถามออยว่าเพราะอะไร

“มันเลยจุดชอบไปแล้ว เหมือนคนเราต้องกินข้าว” เธอตอบ

แล้วเคยวาดจนลืมกินข้าวรึเปล่า

“โอ๊ย ไม่ลืมหรอก แต่ว่าไม่อยากกิน เพราะยังอยากวาดอยู่” ออยไม่ลืมหัวเราะส่งท้าย

การเปิดบ้านครั้งแรกของ give.me.museums ที่เป็นทั้งสตูดิโอส่วนตัว แคนวาสผืนแรก และจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่เธอรัก

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

เราเพิ่งรู้จักเธอ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya) หรือ @alonglastname ครั้งแรกที่งานเปิดตัว Bangkok Art Biennale 2022 เมื่อเดือนกันยายน ในฐานะหนึ่งในศิลปินผู้แสดงงานปีนี้ ผ่านมาไม่นาน ตอนนี้ด้านหน้าของหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ก็มีงานศิลปะสวย ๆ ที่มีคำว่า ‘สันติสุข’ ปรากฎด้านหน้าของอาคารแล้ว นั่นคือผลงานของเธอ

เธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เชื้อสายไทย-อินโดนีเซีย ที่เติบโตในนอร์ครอส เมืองเล็ก ๆ ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และย้ายมาอยู่บรูกลิน นิวยอร์ก ในปัจจุบัน

ผลงานของอแมนด้าเป็นผลงานศิลปะที่สื่อถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ทางสังคม โดยเธอต้องการให้งานศิลปะของเธอกระตุ้นให้เกิดการถกเถียง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หนึ่งในประเด็นหลักที่เธอให้ความสนใจ คือความรู้สึกในการมีตัวตน หรือ Sense of Belonging ของคนกลุ่มน้อยหรือผู้คนที่ไม่มีกระบอกเสียง รวมถึงการเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิง เยาวชน ผู้มีความหลากหลายทางเพศ Asian Americans และกลุ่มคนชายขอบมากมาย

อแมนด้ามีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์ ผลงานอันมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยดอกไม้ของเธอปรากฎอยู่ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายพื้นที่ในโลก ทั้งงานเพนต์กำแพง ประติมากรรม หรือสื่อสิ่งพิมพ์อย่างปก TIME

การพูดคุยคราวนี้ พิเศษตรงที่อแมนด้าเพิ่งมีผลงานเพนต์กำแพงหน้าสถานทูตอเมริกา ริมถนนวิทยุ ชื่อว่า ‘We Are Tomorrow’ คอลัมน์ Studio Visit จะพาทุกคนบุกเยี่ยมสตูดิโอของอแมนด้าที่นิวยอร์คผ่านคำบอกเล่าของเธอ พาไปส่องแนวคิดเบื้องหลังผลงานล่าสุดที่เพิ่งสีเพิ่งแห้งหมาด ๆ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ผู้หญิงเอเชีย คนที่นามสกุลยาว ๆ

“สวัสดีค่า”

อแมนด้าเดินเข้ามาหาเรา เอ่ยทักทายด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ชัดเจน และยกมือไหว้อย่างเป็นธรรมชาติ พ่อของเธอเป็นคนไทยและแม่ของเธอเป็นคนอินโดนีเซีย ทำให้เธอเติบโตมากับครอบครัวที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก อแมนด้าฟังภาษาไทยออก แต่พูดไทยไม่คล่อง (ฉะนั้นประโยคต่าง ๆ ในบทความนี้จึงเป็นการให้เสียงภาษาไทยโดยผู้เขียน)

“การจากครอบครัวเพื่อย้ายมาอยู่ต่างประเทศเป็นสิ่งท้าทายมาก ๆ เราทุกคนพยายามจะมีชีวิตที่ดีที่สุด” เธอกล่าวถึงการเติบโตขึ้นในฐานะคนเอเชียในอเมริกา

คุณรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกจากเด็กคนอื่น ๆ ไหม – เราถาม

“เราว่าทุกคนคงรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกหมดแหละ แต่สำหรับเรา ในที่ที่เราโตขึ้นมา เราไม่ได้แค่ ‘รู้สึก’ แตกต่าง แต่เราแตกต่างจริง ๆ มันเป็นความจริงอันเรียบง่ายว่าเราไม่เหมือนคนอื่น” อแมนด้าเปิดใจอย่างเป็นกันเองถึงชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็ก ๆ ทางใต้ของอเมริกา “ประสบการณ์ของเรามันต่างจากคนที่โตมาในเมืองใหญ่ ในพื้นที่ที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ เข้าเรียนโรงเรียนที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ มากเลย”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เมื่อเห็นว่าชื่อนักวาดของอแมนด้าคือ ‘alonglastname’ หรือ ‘นามสกุลยาว’ ก็ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า ความเป็นเอเชียนหลาย ๆ อย่างของเธอคงแปลก โดดเด่นออกมาจากหมู่คนขาว แม้กระทั่งนามสกุล ‘พึ่งโพธิปักขิยะ’ ซึ่งสำหรับคนไทยก็ไม่ได้ยาวเป็นพิเศษ ยังเป็นที่สังเกตจนนำมาตั้งชื่อได้

“เราเลือกไม่ได้ว่าคนจะมองเรายังไง เราปรากฎตัวในร่างกายแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ เคลื่อนไหวอยู่ในโลกด้วยร่างนี้ แต่เราเลือกได้ว่าเราจะโต้ตอบยังไง และส่งเสียงออกมาได้

“ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งยาก” เธอเอ่ย “ในอเมริกามีการเหยียด Asian-American Women อย่างจริงจังมาก แค่คุณรูปร่างหน้าตาแบบนี้ คนก็จะดูถูกคุณทันที และจะยิ่งหนักกว่านั้นเมื่อคุณตัดสินใจจะส่งเสียง เพราะมันไม่เหมือนกับที่เขาคาดหวัง

“เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะไปรู้อะไรได้” เป็นถ้อยคำตัดสินที่อแมนด้า สตรีเพศ-เอเชียน-อายุน้อย-ไม่สงบปากสงบคำ ต้องทนฟังอยู่เสมอ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เธอเติบโตมากับวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งไทย อินโด จีน อเมริกัน และภูมิใจกับความสวยงามในอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยวัฒนธรรมต่าง ๆ ผสมปนเปกันนั้นก็ส่งผลกับทั้งวิธีการมองโลก รวมถึงงานศิลปะที่เธอทำเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสนใจในตัวเธอตั้งแต่แรก

“การใช้ชีวิตก้ำกึ่งระหว่างวัฒนธรรม มันให้มุมมองที่คนอื่นไม่มีนะ เราอยากรู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนโดยรอบ กับพื้นที่ เราดิ้นรนกับการตามหาพื้นที่ของตัวเองมาก”

หากจะไปอยู่ชุมชนคนไทย คนไทยก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่ง ยังไม่ไทยพอ จะไปอยู่ชุมชนคนอินโด คนอินโดก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่งเหมือนกัน มิหนำซ้ำ พอจะไปอยู่ชุมชนคนจีน คนจีนก็คิดว่าเธอเป็นคนไทย-อินโด แม้ว่าบรรพบุรุษเธอจะเป็นคนจีนก็ตาม

“สิ่งที่หนักหนาที่สุดคือการมองหา Sense of Belonging เนี่ยแหละ พ่อแม่เราก็เป็นพวกไม่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษ เราก็เลยไม่มี Sense of Rootedness, Sense of Grounding หรือรู้สึกถึงรากของตัวเองอะไรเลย เราต้องค่อย ๆ ไปรู้จักประวัติศาสตร์หรือมรดกที่ส่งต่อมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องพวกนั้นมันสำคัญกับวิธีที่เราจะมองโลก หรือการที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้

“งานของเราก็เลยโฟกัสกับเรื่อง Belonging เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ Well-being หรือความเป็นอยู่ที่ดี”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ไม่ได้วนรอบตัวเองอย่างเดียว งานของอแมนด้าเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น ๆ ในสังคมที่ไม่เคยรู้สึกถึง Sense of Belonging ด้วย เธอทำงานกับเยาวชนและชุมชนชายขอบมากมาย ให้ความสำคัญกับเรื่องราว ประสบการณ์ของทุกคน และ ‘เฉลิมฉลอง’ ให้กับสิ่งเหล่านั้นด้วยความภูมิใจ

แม้เราจะไม่ได้เป็นคนต่างเชื้อชาติในพื้นที่ที่เราเติบโตมา ไม่ได้เผชิญหน้ากับสายตาที่ตัดสินจากคนในสังคมอย่างที่อแมนด้าเจอ แต่ก็เป็นอีกคนที่ดิ้นรนกับการหาพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มปอดมาตลอดเช่นกัน เราจึงเข้าใจดีว่างานศิลปะของอแมนด้าจะมีความหมายกับผู้คนที่ได้มาเห็นมากแค่ไหน

“การเป็นศิลปินหญิงเอเชียน-อเมริกันมันไม่ง่ายก็จริง แต่เราภูมิใจนะที่เราเป็นแบบนี้ มันทำให้เรามีอภิสิทธิในการเป็นนักเล่าเรื่อง เป็นกวี สำหรับเรานั่นเป็นเกียรติอย่างสูง”

บางครั้งความลำบากในชีวิตก็ทำให้เราได้พลังพิเศษมาอย่างไม่น่าเชื่อ

ศิลปินและนักเคลื่อนไหวในร่างเดียว

พ่อของอแมนด้าเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ส่วนแม่เป็น Stay-at-home Mom ที่อยู่บ้านเป็นหลักและช่วยงานพ่อบ้าง ตั้งแต่เด็ก แม่ตั้งกฎขึ้นมาว่าหากเธออยากให้ของขวัญแม่ เธอจะต้องทำขึ้นมาเอง ถ้าซื้อมาแม่จะไม่รับ อแมนด้าคิดว่ากระบวนการในการทำของขวัญให้แม่ตอนเด็ก ๆ นั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้การแสดงออกถึงความรักผ่านงานศิลปะ อย่างที่เธอทำให้ชุมชนทุกวันนี้

“เราวาดรูปมาตลอด อยากเป็นศิลปินมาตลอดชีวิตเลย” เธอบอกกับเรา

“แต่เราจบ Neuroscience เรียนเกี่ยวกับสมองมานะ” นึกว่าเธอจะเรียนศิลปะซะอีก “การเติบโตมาแบบ Asian Americans หมายความว่าพ่อแม่คุณมาจากที่อื่น เขาโดนดูถูกดูแคลนจนต้องพยายามเพื่อเอาชีวิตรอด ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการจากลูก ๆ ก็คือ เขาอยากมั่นใจว่าลูกจะปลอดภัยและประสบความสำเร็จ เขาก็เลยจะไม่สนับสนุนให้ลูกทำอะไรแหวก ๆ หรือคาดเดาไม่ได้อย่างการเป็นศิลปิน เขาอยากได้อะไรที่มันชัวร์ ๆ อย่างการเป็นหมอ ซึ่งรายได้ดี แถมไม่มีใครไม่เคารพ หรือไม่ก็เป็นนักธุรกิจ เป็น CEO ที่ทำเงินได้เยอะ ๆ”

แต่จนแล้วจนรอด อแมนด้าก็เป็นศิลปินอยู่ดี

“เราไปบอกเขาว่า ที่นี่คือที่ที่หนูจะสร้างอิมแพ็กได้มากที่สุด ที่นี่คือที่ที่หนูควรจะอยู่” แม้พ่อแม่จะไม่ชอบใจและไม่อยากสนับสนุนนัก แต่เธอก็ยืนหยัดทำในสิ่งที่เธอมีแพสชันล้นอก

“เราสื่อสารทั้งประเด็นเฟมินิสต์ วิทยาศาสตร์ เรื่อง Belonging เรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องราวของผู้คนที่ดิ้นรนจะมีชีวิตรอด เพราะเราคิดว่าประสบการณ์ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

องค์ประกอบหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในงานของอแมนด้าบ่อย ๆ จนกลายเป็นภาพจำคือดอกไม้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นหน้าคนล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ผู้คนที่ติดตามก็จะจำได้ว่านี่คืองานของ alonglastname เธอใช้ดอกไม้เป็นสัญญะของหลาย ๆ อย่าง เช่น ดอกบัวที่เคยอยู่ในตม แต่สุดท้ายก็ผุดขึ้นมาเหนือน้ำได้ หมายความว่า แม้ว่าเราจะผ่านอะไรมามาก เราก็เติบโตและแบ่งบานได้ ส่วนดอกอื่น ๆ ก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เธออินทั้งนั้น

“ความเป็นตัวตนของเรามันหยั่งลึกอยู่ในงานศิลปะที่ทำออกมามากเลย” เธอเผย ดูเป็นจริงเช่นนั้นมาก ๆ 

“หลัง ๆ มานี่เราชอบคิดถึงเรื่องการสืบทอด เราทุกคนต่างเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเรา ทั้งผ่านเลือด ทั้งผ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผสมกันระหว่างสิ่งสวยงามอย่างเรื่องประเพณี หรือการที่เราหัวเราะเหมือน ๆ กัน กับเรื่องที่เจ็บปวดทรมาน ซึ่งบางทีเราก็ต้องปล่อยมันไปให้ได้

“ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณค่าในตัวเองของเราผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เอเชียนมาก ๆ แต่ความจริงแล้ว เราคือมนุษย์ เราคู่ควรกับความรัก และสิ่งสำคัญไม่ใช่ความสำเร็จ”

แล้วคุณใส่เรื่องวิทยาศาสตร์ลงไปในงานศิลปะยังไงบ้าง?

“Neuroscience ส่งผลกับการทำงานศิลปะของเรา” บัณฑิตวิทยาศาสตร์ตอบทันที “วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนี้ มองหน้ากันและกัน หายใจเอาอากาศเข้าไป นี่ก็วิทยาศาสตร์ ความรู้สึกเชื่อมโยงที่ระหว่างเราสองคน นั่นก็วิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งการแสดงออกถึงความรัก หรือ Belonging นั่นก็วิทยาศาสตร์”

อแมนด้าบอกว่าความเหงาส่งผลต่อร่างกายได้ หากเราเหงาทุกวัน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ความเหงานั้นจะไม่เข้ามาควบคุมร่างกายและจิตใจของเรา

“เราคิดว่านั่นคือส่วนที่ชัดเจนที่สุดที่วิทยาศาสตร์ส่งผลกับงานศิลปะของเรา เราพยายามที่จะสร้าง Sense of Belonging มาตลอด ไม่ใช่แค่ผ่านงานศิลปะบนกำแพง แต่ผ่านงานประติมากรรม ผ่านประสบการณ์ หรือพิธีกรรมด้วย” เธอให้นิยามงานตัวเองว่าเป็นงาน Multidimensional เธอมีเป้าหมายแน่ชัด และต้องการสร้างสรรค์สื่อหรือวิธีการที่จะเล่าเรื่องให้ดีที่สุดในแต่ละครั้ง

“More dimensional, deeper experience” ศิลปินกล่าว

พูดจบเธอก็เปิดคลิปงาน GATHER ซึ่งเป็นการแสดงประติมากรรมทั่วแคมปัสสถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กอย่าง Lincoln Center ให้เราดู นั่นเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของเธอในปีนี้ก่อนที่เธอจะมาเมืองไทย 

ในงานนั้นเธอได้แสดงออกถึงรากความเป็นคนไทยอย่างเต็มที่ กระทั่งมีการจัดงานลอยกระทง (แบบดัดแปลง) ให้นักเรียนที่นั่นได้เข้าร่วม เธอทำกระทงเป็นลักษณะวง ๆ เรียบ ๆ ให้ผู้คนเขียนความทุกข์ที่อยากปลดปล่อยลงบนกระทง แล้วลอยออกไปในบ่อของแคมปัส ทุกคนที่ได้เข้าร่วมก็จะได้เรียนรู้ว่านี่คือประเพณีไทย และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของศิลปินผู้จัดงาน

“มีนักเรียนคนไทยที่เรียนอยู่ที่นั่นเดินมาหาเราแล้วบอกว่า รู้มั้ย ฉันไม่เคยเห็นคนไทยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยเห็นคนไทยมีพื้นที่แสดงออกเยอะขนาดนี้มาก่อน งานของคุณทำให้ฉันรู้สึกว่า งานของฉันก็คงอยู่ที่นี่ได้เหมือนกัน” เธอเล่าให้เราฟังด้วยแววตาประทับใจ นอกจากงานศิลปะของเธอจะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนคนนั้นได้แล้ว นักเรียนคนนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินอย่างเธอทำงานต่อได้มากมายเช่นกัน

เราถามเธอว่า งานไหนที่เธอรู้สึกภูมิใจ เป็นเกียรติที่ได้ทำที่สุด แต่เธอเลือกไม่ได้ เธอบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอหวังก็คือการที่ผู้คนเห็นงานแล้วเข้าใจสารที่เธออยากส่งต่อ และการได้เข้าถึงคนล้านคนนั้นดีกว่าขายงานได้เงินพันล้านดอลล่าร์ 

“เราอยากให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของงาน แล้วใช้มันสื่อสารในสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด” อแมนด้าบอกว่า หลายคนใช้งานของเธอในขบวนประท้วงด้วย

หากไปดูในเว็บไซต์ของเธอ จะเห็นว่าเธอเรียกตัวเองว่า Activist ด้วย ซึ่งบทบาท Activist ของเธอนั้นก็ไม่ได้แยกจากการเป็นศิลปิน เพราะเธอทำงานศิลปะเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคมโดยแท้

“ทุกคนจะมีเสียงเรียกบางอย่างให้เป็นนักเคลื่อนไหว สำหรับเรา การได้สัมผัสความเกลียดทำให้อยากเราจะยืนข้าง ๆ Asian Americans ทั้งหลาย และทำให้ทุกคนไม่สามารถเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้”

ศิลปะอนุญาตให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่สวยที่สุด อนุญาตให้เราท้าทายโลกในปัญหาที่ยากที่สุดได้ ถ้าไม่มีศิลปะ เราจะหลงทางกันหมด – Artivist กล่าว

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ
‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ครั้งนี้ เราได้มาพูดคุยอแมนด้า เนื่องในโอกาสที่เธอเสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูต ล่าสุดเธอได้เสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูตอเมริกาด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมากจากการที่เราได้ไปคุยผู้หญิงชาวไทยและเยาวชน Non-Binary สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในการพูดคุยกับคนเหล่านี้ คือแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเอง และสร้างความรู้สึก Belong ขึ้นมาได้ เราว่านั่นเป็นเรื่องสวยงามมาก ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ ‘ลุกขึ้นยืน’ แม้แต่ในที่ที่ดูเป็นไปไม่ได้เลย

“We are Tomorrow เป็นการ Manifest สิ่งที่เราหวังเกี่ยวกับผู้หญิงชาวไทยและเหล่าเยาวชน” เธอพูดอย่างแน่วแน่ “ความหวัง ความฝันของเยาวชนสำคัญมากสำหรับสังคม”

คุณคิดยังไงกับเยาวชนไทยทุกวันนี้ – เราถาม ด้วยช่วงปีหลังมานี้เยาวชนไทยลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์

“เยาวชนไทยฉลาดและมีส่วนร่วมดีมาก เราได้แรงบันดาลใจมาจากพวกเขาเยอะเลย คนเรามักเสียความเป็นนักเคลื่อนไหวในตัวเองไปทุกขณะที่อายุมากขึ้น เราก็เลยเชื่อว่าเยาวชนจะเป็นผู้นำสู่การพัฒนา พวกเขาอายุน้อย ไม่กลัว มีแพสชัน สร้างสรรค์ และมีพลัง”

คุยกับ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินเชื้อไทย-อินโด เรื่องการใช้งานศิลปะตามหา Sense of Belonging ให้ผู้อพยพ ผู้หญิง เยาวชน และ LGBTQIA+

“ศิลปะที่เราทำคือการแลกของขวัญ” อแมนด้าพูด “ชุมชนให้เรื่องราวกับเรา แล้วเราก็หวังว่างานศิลปะจะให้อะไรกับเขาเช่นกัน ให้เขาเห็นเรื่องราวของตัวเอง หน้าของตัวเอง ความฝันของตัวเองบนกำแพงในเมือง”

เธอบอกว่าการได้มาเที่ยวเมืองไทยตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เธอได้ซึมซับบรรยากาศ สีสัน แสงไฟ ความรู้สึก สิ่งเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เธอทำงานศิลปะที่ผ่านมามากมายหลายชิ้น การได้กลับมาที่นี่และได้ทำงานศิลปะจึงมีความหมายมาก

“ถ้ามีใครกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราอยากให้ทุกคนรู้ว่าเสียงของทุกคนสำคัญมาก ๆ กับการเปลี่ยนแปลง เราอยากจะผลักดันให้ทุกคนส่งเสียงออกมา”

เรายกมือไหว้กันอีกครั้งที่หน้าภาพ We are Tomorrow เพื่อบอกลา

“สวัสดีค่ะ” อแมนด้าเอ่ยคำเดิม

ภาพ : alonglastname.com, IG : @alonglastname

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load