The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

“ออร์แกนิกจะไม่ใช่เทรนด์ที่ฉาบฉวยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวิถีการกินอย่างยั่งยืน” 

นั่นคือสิ่งที่สุภาพสตรีเบื้องหน้าในชุดพื้นเมืองและคู่ชีวิตของเธอในชุดม่อฮ่อมพยายามสื่อสารกับฉัน

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ ‘Ginger Farm Chiangmai’ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ทั้งปลูกพืชผลทางการเกษตรและทำโรงเลี้ยงสัตว์เพื่อนำผลผลิตจากการดูแลตามธรรมชาติ ไม่เจือปนสารอันตรายใดๆ มาแปรรูปเป็นอาหารพื้นเมืองแบบท้องถิ่นล้านนาหอมๆ อุ่นๆ และได้คุณค่าจากวัตถุดิบปลอดสารเคมี 

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ 'Ginger Farm Chiangmai'

เพราะวัตถุดิบในจานอาหารของ Ginger Farm Kitchen ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครมาจากทั้ง Ginger Farm และรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ลูกค้าทั้งหลายติดอกติดใจคุณประโยชน์ในจานอาหารที่ทำให้คิดถึงบ้านผ่านเมนูแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ Ginger Farm Chiangmai ยังเปิดพื้นที่ทางการเกษตรกว่า 20 ไร่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีทั้งในด้านเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของไทย เพราะมีกิจกรรมที่แฝงองค์ความรู้การทำเกษตรกรรมแบบชาวเหนือดั้งเดิมแต๊ๆ และการดำรงชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติอย่างครบถ้วน รวมถึงบรรยากาศดีๆ ที่นักเรียนในชุดม่อฮ่อมได้รับจากพลังงานจากธรรมชาติบนพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

Ginger Farm Chiangmai

ตลอดบทสนทนา แววตาของธงและปุ้ยซึ่งเล่าเรื่อง Ginger Farm Chiangmai ให้ฉันฟังเต็มไปด้วยความสุขและอิ่มใจ ที่สองนักธุรกิจได้ลงมือทำบางสิ่งคืนให้โลก ให้สังคม และให้ผู้คน ทั้งการช่วยเหลือทางอาชีพและตระหนักถึงความสำคัญของโลกใบนี้

01

แรงบันดาลใจจากการทำนา

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2540 ธงและปุ้ยทำธุรกิจผลิตสินค้าแบบ OEM และส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ทั้งของตกแต่งบ้าน ของใช้ในครัวเรือน ของใช้สำหรับเด็ก ให้แบรนด์ดังระดับโลกทั้ง ZARA, Habitat และอีกหลายแบรนด์ จนเริ่มสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองในชื่อ Ginger ในปี 2546

ความสำเร็จของธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ปุ้ยบอกฉันว่า ธุรกิจส่งออกของเธอไปไกลทุกประเทศ ในระดับงานแฟร์ งานเอ็กซ์โปไหน ที่ว่าใหญ่ Ginger ก็ไปมาหมดแล้ว

ในพื้นที่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้ง Ginger Farm Kitchen ปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ธงซึ่งดูแลระบบโลจิสติกส์หลังบ้านของ Ginger มักหลบมาทำกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งหลังเสร็จสิ้นภาระงาน นั่นคือ

การทำนา

Ginger Farm Chiangmai

เพราะธงเป็น 1 ในพี่น้อง 5 คนที่พ่อเป็นชาวนา ชีวิตส่วนหนึ่งในวัยเด็กของธงอาจไม่ต่างอะไรกับลูกชาวนาทั่วไป ที่นอกจากต้องไปเรียนหนังสือในเวลาทำการ เมื่อกลับบ้านหรือมีเวลาว่างธงเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงของพ่อที่จะช่วยทำนาในแทบทุกกรรมวิธี ดังนั้น ธงจึงมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการปลูกข้าว รวมทั้งรับรู้ปัญหาที่ชาวนาประสบพบเจอมาตลอดหลายสิบปี

“สมัยเด็กๆ ตอนผมทำนามีความลำบาก 2 เรื่อง ก็คือเรื่องน้ำ ถ้าไม่มีน้ำมันก็ปลูกก็ทำนาไม่ได้ ถ้าน้ำเยอะไปก็ไม่ได้ น้ำน้อยก็ไม่ได้ แล้วก็มีเรื่องวัชพืชที่มากัดต้นข้าว ทั้งปูนา ทั้งหอยเชอรี่ ที่มากัดต้นข้าว สมมติว่าเราดำนาวันนี้ ถ้าเราไม่กำจัดหอย พรุ่งนี้เช้าจะไม่เหลือข้าวสักต้นเลย เพราะว่าหอยกินหมด เพราะฉะนั้น ชาวนาก็จะใช้สารเคมีในการฆ่าหอย พอดำนาเสร็จก็ฉีดยา ไม่ใช่หอยตายอย่างเดียว ปู ปลาไหล ในนาก็ตายหมดเลย” ธงเล่าถึงความลำบากในการทำนา

ยิ่งเมื่อต้องนำผลผลิตที่ตรากตรำลำบากทั้งปลูก เกี่ยวไปขายโรงสี ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะหลายครั้งผลผลิตถูกกดราคารับซื้อในราคาที่ต่ำมากจากราคาที่เคยประกันหรือตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ธงที่ยังทำนาเป็นงานอดิเรกก็ยังได้รับผลกระทบนี้

งานอดิเรกที่ควรจะต้องสนุกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างรอบคอบ ปุ้ยที่เห็นธงเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงใช้แว่นตาของการเป็นนักธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหา จึงเริ่มนำผลผลิตขายในชื่อแบรนด์ Ginger ของตัวเอง ซึ่งข้าวกล้องออร์แกนิกล็อตแรกขายหมดภายใน 2 อาทิตย์

Ginger Farm Chiangmai

“เราประกาศในโซเชียลของ Ginger ว่าเรามีข้าวกล้องมาขาย เราซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กกับเครื่องซีลพลาสติกมาทำกันเอง ตอนนั้นเราขายที่กิโลละ 40 – 50 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับตอนเราเอาไปขายหน้าโรงสีจะได้แค่กิโลกรัมละสิบกว่าบาท”

เมื่อข้าวที่เป็นผลผลิตแรกเริ่มทำกำไร ประกอบกับกิจการอีกหนึ่งอย่างของทั้งสองคือร้าน The House ร้านอาหารสไตล์เอเชียนทวิสต์บนถนนศรีภูมิ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ต้องการวัตถุดิบหมุนเวียนในร้านอาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ธงและปุ้ยตัดสินใจใช้พื้นที่หลังบ้านปลูกผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ

แต่เพราะประสบการณ์ทางด้านเกษตรกรรมยังน้อยนิด การทดลองปลูกพืชต่างๆ จึงเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งการควบคุมปริมาณน้ำ ปุ๋ย หรือดินเพาะปลูก ที่ไม่สมดุล ทำให้ผลผลิตช่วงแรกเสียหาย ธงและปุ้ยจึงต้องทำการบ้าน ทั้งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและแลกเปลี่ยนความรู้กับเกษตรกรตัวจริงที่พบในงานเสวนาต่างๆ

“ช่วงแรกเราปลูกผักอะไรก็ตามที่เราชอบหรือกินในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นแตงกวา มะละกอ แครอท ผักกาด มะเขือยาว พืชผักสวนครัวหรือสมุนไพร เช่น ผักชี ตะไคร้ หรือพืชที่เด็ดกินได้สดๆ จากต้น ส่วนปัญหาที่มี เพราะพี่ธงยังไม่มีองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จริงๆ ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพอากาศหรือศัตรูพืช และแมลงต่างๆ ผักบางชนิดก็ปลูกไม่ขึ้น จึงเป็นการแก้ปัญหาที่อาจเสียเวลาปลูกใหม่หลายๆ ครั้ง แต่เราก็ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” ปุ้ยกล่าว

02

พันธมิตรร่วมอุดมการณ์

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานสองนาน ปี 2558 ธงและปุ้ยจึงตัดสินใจทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จนกระทั่งต่อยอดเป็นร้าน Ginger Farm Kitchen ที่โครงการ One Nimman ในปี 2559

ถึงแม้ว่าหลังบ้านของ Ginger Farm Kitchen จะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ผลิตได้เอง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะยังขาดวัตถุดิบอีกจำนวนมากเพื่อรังสรรค์เมนูที่หลากหลาย ธงและปุ้ยจึงเริ่มเปิดรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เลือกจากเกษตรกรรายย่อยที่เพาะปลูกพืชผักพื้นบ้านที่ร้านอาหารต้องใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งผักกูด ผักปั๋ง ผักเชียงดา ทั้งในพื้นที่อำเภอพร้าว อำเภอเชียงดาว อำเภอสารภี และกลุ่มชาวเขาเผ่าปกาเกอะเญอบนดอยอินทนนท์ โดยมีเงื่อนไขในการรับซื้อผลผลิตคือ ผลผลิตทั้งหมดต้องไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกอย่างเด็ดขาด

แต่วัตถุดิบบางอย่างก็ไม่มีในพื้นที่รับซื้อ โชคดีที่ธงได้รับเชิญจากกลุ่มสามพรานโมเดลเพื่อเข้าร่วมสัมมนาเกษตรอินทรีย์ หรือการนัดพบของกลุ่ม Organic Tourism จึงได้พบเกษตรกรรายย่อยหลายๆ กลุ่มที่มีความแตกต่างในการเพาะปลูก ทั้งแง่องค์ความรู้และความหลากหลายของวัตถุดิบ

Ginger Farm Chiangmai

“ช่วงแรกเราเจอสมาชิกเครือข่ายไม่กี่ราย หลังจากนั้นเป็นการบอกต่อว่าคนนี้รู้จักคนนี้ นอกจากตัวเขาปลูกเอง ก็มีเพื่อนบ้าน มีฟาร์มที่ทำ แล้วพอรู้ว่าเอามาขายให้เรา เขาได้เงิน เขาก็จะเริ่มตามๆ กันมา เหมือนเรามีเครือข่ายย่อมๆ อยู่ตลอด มีการซื้อขายผลผลิตทั้งปี ไม่ใช่เป็นฤดูกาล ทำให้กลุ่มขยายเยอะขึ้นๆ ก็เริ่มจัดให้มันมีการบริหารจัดการไม่ให้เหมือนกัน เพื่อจะได้ซื้อของทุกๆ คนทั้งปี

“เราเข้าไปคุยกับเกษตรกรเลย ไม่ผ่านคนกลาง เราเปิดแผนเลยว่าเราใช้ของอะไร เดือนละเท่าไหร่บ้าง ก็ให้เขาปลูกไปตามสิ่งที่เราใช้ ฉะนั้น มันก็เจอกันพอดีเลย ความต้องการก็จะพอดี ก็จะไม่มีเหตุการณ์ผลผลิตล้นตลาดแล้วขายไม่ได้อีก เช่นเราแจ้งว่าเราใช้ข้าวโพดหวานวันละ 30 กิโลกรัม เกษตรกรก็จะเปลี่ยนวิถีใหม่ ใช้การบริหารจัดการใหม่ให้มีของสดสำหรับวันต่อวัน เพราะข้าวโพดหวานถ้าทิ้งไว้เกิน 1 วัน ความหวานก็จะหายไป” ปุ้ยกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตใหม่

03

From Farm to City

คอนเซปต์หลักของ Ginger Farm คือ From Farm to City

เป็นแนวคิดเรียบง่ายที่อยากนำเสนอความสมบูรณ์จากฟาร์มผ่านอาหารในจานที่ทุกคนในเมืองทานได้ อีกทั้ง Ginger Farm เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นล้านนา จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นำเสนอวัฒนธรรมภาคเหนือผ่านจานอาหารให้ใครหลายๆ คนได้คิดถึงบ้านเกิดของตน

“การพัฒนาเมนูอาหารมีตัวตั้งหลักๆ คือวัตถุดิบ ก่อนที่เราจะเน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและความเป็นพื้นบ้าน ต้องทำยังไงก็ได้ให้ผักเชียงดาหรือผักปั๋งที่เรายี้กัน มันขึ้นไปบนโต๊ะอาหารแล้วกลายเป็นเมนูที่น่ากิน หรือเมนูพื้นบ้านอย่างแกงขนุนที่ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะแล้วทำให้คนรุ่นใหม่หรือคนในเมืองได้สัมผัสอาหารแบบนี้ เหมือนพวกเราทุกคนที่อยู่ที่บ้าน ได้กินวัตถุดิบคุณภาพดีๆ จึงเป็นคอนเซปต์ From Farm to City”

Ginger Farm Chiangmai

ความออร์แกนิกเต็มร้อยอาจเป็นจุดขายที่ดีในแง่การตลาด แต่ในทางปฏิบัติ ธงและปุ้ยต้องปรับความเข้าใจกับลูกค้าในบางครั้ง เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่ปราศจากสารเคมีหรือการตัดแต่งทางพันธุกรรมใดๆ อาจไม่สวยงามตามภาพประกอบในเมนูอาหาร

นั่นคือความพยายามสื่อสารผ่านอาหารทุกจานว่า เมนูที่มีคุณประโยชน์ อาจอยู่ในวัตถุดิบที่ไม่สมบูรณ์

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

“เราอยากสร้างความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งผลผลิตที่ออกมาให้เรากินหรือนำไปประกอบอาหารมันไม่สวยงามอย่างที่คาดหวังไว้ เราต้องไปปรับความเข้าใจกับเชฟ เพราะเชฟจะมีมาตรฐานวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร อย่างเช่นมะเขือที่เราปลูกเองจะมีลักษณะที่ไม่ปกติตามที่เชฟต้องการ หรือเราต้องบอกลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติของพืชบางชนิด ที่ไม่สามารถออกผลให้เขากินได้ เพราะเราปลูกพืชตามฤดูกาล หรือหน้าตาอาจไม่สวยงาม แต่นั่นหมายความว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคเมื่อเขาได้รับประทานเข้าไป” 

หน้าร้าน Ginger Farm ทั้งสองสาขาในจังหวัดเชียงใหม่มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดทั้งปี ซึ่งประชากรกรุงเทพมหานครที่แวะเวียนมายังนครพิงค์เชียงใหม่ต่างติดใจรสชาติอาหารพื้นเมืองจากวัตถุดิบสดๆ จนเรียกร้องให้ Ginger Farm เข้าสู่เมืองหลวงสักที หลังจากตัดสินใจอยู่นาน ธงและปุ้ยจึงเปิดหน้าร้านสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่ 101 The Third Place at True Digital Park เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

ทั้งสองคงคอนเซปต์ From Farm To City ไว้เหนียวแน่นด้วยการใช้วัตถุดิบจากแหล่งเดิม แต่ปัญหาที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงมากเพราะต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ทั้งสองจึงหาแหล่งวัตถุดิบทั้งในกรุงเทพฯ ไข่และหมูออร์แกนิกจากจังหวัดนครปฐม ฟาร์มผักจากจังหวัดสระบุรี เป็นต้น

ถึงแม้ Ginger Farm จะเข้าสู่มหานคร แต่พันธกิจที่อยากส่งเสริมตลาดสินค้าออร์แกนิกให้เติบโตเป็นเรื่องสำคัญของทั้งสอง Ginger Farm’s Market จึงเกิดขึ้น โดยเป็นตลาดให้เกษตรกรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้มีพื้นที่การขายสินค้า และมี Ginger Farm เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเกษตรกร ซึ่งงานทดลองจัดครั้งแรกที่ 101 The Third Place at True Digital Park ช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai

Ginger Farm’s Market ได้รับการตอบรับที่ดีมากทั้งการซื้อขายของผู้ประกอบการ และโอกาสที่จะเปิดพื้นที่เพื่อต่อยอดธุรกิจของตน อีกทั้งลูกค้าที่ได้สินค้าสดส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาที่สมเหตุสมผล

ปุ้ยบอกฉันว่า Ginger Farm’s Market กำลังจะเกิดขึ้นในซีซั่นต่อไปเร็วๆ นี้

04

ห้องเรียนธรรมชาติ

นอกจากร้านอาหารแล้ว Ginger Farm Chiangmai มีพื้นที่สำหรับเรียนรู้กิจกรรมให้ทดลองทำมากมาย ซึ่งดูๆ แล้วอาจแปลกสำหรับความเป็นร้านอาหารไปสักนิด แต่จุดเริ่มต้นมาจากธงที่อยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายผ่านการดำนา

“ตอนแรกมันก็เกิดจากที่เราจะทำบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักตากอากาศ แต่มันก็ยังไม่เสร็จดี เราก็ชวนเพื่อนๆ แม่ๆ ที่มีลูกในวัยเดียวกันมาดำนา แล้วเราก็สั่งปิ่นโตมากิน เล็กๆ ง่ายๆ ทีนี้พอแม่ๆ อัพโหลดรูปลงโซเชียล 1 อาทิตย์ต่อมามีคนมาถามพี่ว่า มาดำนาเสียเงินกี่บาท พี่ก็ตกใจ แต่ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะต่อยอดยังไง” พี่ปุ้ยเล่าถึงความบังเอิญที่เรียบง่ายนั้น

Organic Tourism

อีกหนึ่งเหตุการณ์สู่การจุดประกายคือ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงได้มาทานอาหารที่ร้าน แล้วถามว่า “ต้นมะละกอคือต้นไหน” “ต้นลำไยเป็นยังไง” คำถามเหล่านี้ทำให้ทั้งสองเห็นว่าผู้คนไม่มีแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายแล้วเป็นแนวคิดของร่วมกันที่อยากเก็บพื้นที่สีเขียวนี้ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติหรือเดินชมความเขียวขจีของทุ่งนาโดยไม่เก็บค่าเข้าชมใดๆ 

“ตั้งแต่วันแรกที่เปิดฟาร์ม สิ่งแรกที่ต้องการสื่อให้เห็นคือวิถีชีวิตของเกษตรกรในภาคเหนือนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ชุดแต่งกายที่เป็นชุดม่อฮ่อม รวมถึงอุปกรณ์และกรรมวิธีการเกษตรกรรมที่คนรุ่นเก่าทำจริงๆ จึงแสดงออกตั้งแต่กิจกรรมดำนา ปักต้นกล้า ไถนาโดยใช้ควาย อาบน้ำควาย เพราะเรานำเสนอคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนนี้ให้ผู้ที่มาเยี่ยมได้สัมผัสภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีเรื่องราวหรือเหตุและผลของมัน” พี่ปุ้ยกล่าวถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเปิดฟาร์มหลังบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรกรรม

Organic Tourism
Organic Tourism

การเรียนรู้วัฒนธรรมหรือขั้นตอนเกษตรกรรมคือกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกิจกรรมหนึ่ง โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ นักเรียนตัวเล็ก ที่สนุกกับการเป็นชาวนารุ่นจิ๋วด้วยการเดินย่ำดินโคลน เรียนรู้ระบบนิเวศทางธรรมชาติย่อมๆ ผ่านเจ้าปูนาที่เดินขาเกในโคลน หรือปลาไหลที่แหวกว่ายจนไล่จับกันแทบไม่ทัน แต่กิจกรรมที่เจ้าตัวน้อยส่วนมากชอบที่สุดคือ การเล่นสไลด์โคลนที่ไม่ว่าหนูๆ คนไหนก็ต้องขอเล่นอีกรอบ จนน้องๆ บางคนร้องไห้งอแงไม่อยากกลับบ้าน

เพราะพวกเขาน่าจะติดอกติดใจการเล่นสนุกในทุ่งนาแห่งนี้

แหล่งเรียนรู้ของ Ginger Farm มีกิจกรรมอีกมากมาย เช่น ปลูกผัก ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำอาหารโดยเก็บวัตถุดิบจากฟาร์มเป็นส่วนประกอบ และเพิ่มเติมอีกมากมายในอนาคต โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 290 บาทเท่านั้น

Ginger Farm Chiangmai

นอกจากนักท่องเที่ยว โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ มักพานักเรียนมาเรียนรู้ธรรมชาติที่ Ginger Farm นอกจากความรู้ที่นักเรียนได้รับ ความสนุกสนานจากธรรมชาติที่แสนเรียบง่าย การปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของ Zero Waste หรือการเห็นคุณค่าของวัตถุดิบอาหารต่างๆ ไม่ให้เหลือทิ้ง ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนตัวน้อยๆ ได้รับผ่านการดำนาหรือวิ่งเล่นในทุ่งนา รวมถึงอาหารเหลือทิ้งจากส่วนร้านอาหาร Ginger Farm ก็มีการจัดการทั้งนำไปเป็นอาหารให้สัตว์ในฟาร์มและหมักทำปุ๋ยชีวภาพปลอดสารเคมีอีกด้วย

05

ความสุขที่แสนเรียบง่าย

จากนักธุรกิจที่เคยมีผลกำไรสูง ปุ้ยบอกฉันว่า เมื่อลงหลักปักฐานทำธุรกิจ Ginger Farm อย่างจริงจัง เธอกลับค้นพบว่าความสุขมันเรียบง่ายกว่าที่คิด เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่เธอทำธุรกิจส่งออกที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนตลอดเวลา

“เชื่อไหมว่าพี่ต้องกินยานอนหลับในวันที่มีส่งออกถี่มากๆ พี่เครียดมากที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ในวันนี้ธรรมชาติช่วยบำบัดและทำให้พี่ก้าวผ่านเรื่องเหล่านั้น วิธีคิดในหลายๆ เรื่องของพี่เปลี่ยนไป เราปรับสมดุลในชีวิตให้เจอจุดของความสุขได้ง่ายขึ้น จนไปการทำธุรกิจที่จะไม่เอาเปรียบใคร มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และจริงใจ กับทุกคน แล้วเงินจะตามมาทีหลังเอง” ปุ้ยกล่าวถึงจุดเปลี่ยนหลังจากเจอสมดุลในชีวิต

ส่วนธงที่ใช้ความพยายามเพื่อสื่อสารแนวความคิดผ่านการทำธุรกิจนี้ ฉันถามเขาว่า ที่เขาอยากสื่อสารให้ทุกคนรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ ความสำคัญ ของเกษตรกรรมแบบออร์แกนิกนั้น เขาทำสำเร็จหรือยัง

ธงตอบว่า ยังไม่สำเร็จ

ฉันสงสัยว่าเพราะอะไร

“ผมมองว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น จากที่ผมทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ชาวบ้านหรือเพื่อนบ้านบางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วยกับเราอยู่ดี เพราะชาวบ้านเห็นว่ามันยากและใช้เวลานาน และการบริหารจัดการต่างๆ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดองค์ความรู้จริง” ธงกล่าว

ก่อนจากกัน ธงและปุ้ยย้ำกับฉันอีกครั้งว่า อาหารออร์แกนิกไม่ใช่กระแสทานอาหารที่ฉาบฉวย เพราะเมื่อมองย้อนไปยังชีวิตประจำวันสมัยอดีต คนไทยยังปลูกพืชผักสวนครัวหรือผักบางชนิดสำหรับรับประทานเอง นั่นถือได้ว่าเป็นออร์แกนิกแล้ว หากแต่ความรวดเร็วของเทคโนโลยีหรือกรรมวิธีการเพาะปลูกอาจทำให้เราเพิกเฉยต่อการลงมือปลูกผักสักชนิด แต่ทั้งสองเชื่อว่า เราจะได้กลับมาทานผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารเคมีในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะเทรนด์สุขภาพเหล่านี้กำลังกลับมาขยายตัวมากขึ้น

ฉันเห็นด้วยทุกประการ

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load