The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

“ออร์แกนิกจะไม่ใช่เทรนด์ที่ฉาบฉวยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวิถีการกินอย่างยั่งยืน” 

นั่นคือสิ่งที่สุภาพสตรีเบื้องหน้าในชุดพื้นเมืองและคู่ชีวิตของเธอในชุดม่อฮ่อมพยายามสื่อสารกับฉัน

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ ‘Ginger Farm Chiangmai’ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ทั้งปลูกพืชผลทางการเกษตรและทำโรงเลี้ยงสัตว์เพื่อนำผลผลิตจากการดูแลตามธรรมชาติ ไม่เจือปนสารอันตรายใดๆ มาแปรรูปเป็นอาหารพื้นเมืองแบบท้องถิ่นล้านนาหอมๆ อุ่นๆ และได้คุณค่าจากวัตถุดิบปลอดสารเคมี 

ธง-ธงชัย ปริเตนัง และ ปุ้ย-ศิริลักษณ์ ปริเตนัง สามีภรรยาเจ้าของ 'Ginger Farm Chiangmai'

เพราะวัตถุดิบในจานอาหารของ Ginger Farm Kitchen ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครมาจากทั้ง Ginger Farm และรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ลูกค้าทั้งหลายติดอกติดใจคุณประโยชน์ในจานอาหารที่ทำให้คิดถึงบ้านผ่านเมนูแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ Ginger Farm Chiangmai ยังเปิดพื้นที่ทางการเกษตรกว่า 20 ไร่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีทั้งในด้านเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของไทย เพราะมีกิจกรรมที่แฝงองค์ความรู้การทำเกษตรกรรมแบบชาวเหนือดั้งเดิมแต๊ๆ และการดำรงชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติอย่างครบถ้วน รวมถึงบรรยากาศดีๆ ที่นักเรียนในชุดม่อฮ่อมได้รับจากพลังงานจากธรรมชาติบนพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

Ginger Farm Chiangmai

ตลอดบทสนทนา แววตาของธงและปุ้ยซึ่งเล่าเรื่อง Ginger Farm Chiangmai ให้ฉันฟังเต็มไปด้วยความสุขและอิ่มใจ ที่สองนักธุรกิจได้ลงมือทำบางสิ่งคืนให้โลก ให้สังคม และให้ผู้คน ทั้งการช่วยเหลือทางอาชีพและตระหนักถึงความสำคัญของโลกใบนี้

01

แรงบันดาลใจจากการทำนา

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2540 ธงและปุ้ยทำธุรกิจผลิตสินค้าแบบ OEM และส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ทั้งของตกแต่งบ้าน ของใช้ในครัวเรือน ของใช้สำหรับเด็ก ให้แบรนด์ดังระดับโลกทั้ง ZARA, Habitat และอีกหลายแบรนด์ จนเริ่มสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองในชื่อ Ginger ในปี 2546

ความสำเร็จของธุรกิจนี้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ปุ้ยบอกฉันว่า ธุรกิจส่งออกของเธอไปไกลทุกประเทศ ในระดับงานแฟร์ งานเอ็กซ์โปไหน ที่ว่าใหญ่ Ginger ก็ไปมาหมดแล้ว

ในพื้นที่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้ง Ginger Farm Kitchen ปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ธงซึ่งดูแลระบบโลจิสติกส์หลังบ้านของ Ginger มักหลบมาทำกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งหลังเสร็จสิ้นภาระงาน นั่นคือ

การทำนา

Ginger Farm Chiangmai

เพราะธงเป็น 1 ในพี่น้อง 5 คนที่พ่อเป็นชาวนา ชีวิตส่วนหนึ่งในวัยเด็กของธงอาจไม่ต่างอะไรกับลูกชาวนาทั่วไป ที่นอกจากต้องไปเรียนหนังสือในเวลาทำการ เมื่อกลับบ้านหรือมีเวลาว่างธงเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงของพ่อที่จะช่วยทำนาในแทบทุกกรรมวิธี ดังนั้น ธงจึงมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการปลูกข้าว รวมทั้งรับรู้ปัญหาที่ชาวนาประสบพบเจอมาตลอดหลายสิบปี

“สมัยเด็กๆ ตอนผมทำนามีความลำบาก 2 เรื่อง ก็คือเรื่องน้ำ ถ้าไม่มีน้ำมันก็ปลูกก็ทำนาไม่ได้ ถ้าน้ำเยอะไปก็ไม่ได้ น้ำน้อยก็ไม่ได้ แล้วก็มีเรื่องวัชพืชที่มากัดต้นข้าว ทั้งปูนา ทั้งหอยเชอรี่ ที่มากัดต้นข้าว สมมติว่าเราดำนาวันนี้ ถ้าเราไม่กำจัดหอย พรุ่งนี้เช้าจะไม่เหลือข้าวสักต้นเลย เพราะว่าหอยกินหมด เพราะฉะนั้น ชาวนาก็จะใช้สารเคมีในการฆ่าหอย พอดำนาเสร็จก็ฉีดยา ไม่ใช่หอยตายอย่างเดียว ปู ปลาไหล ในนาก็ตายหมดเลย” ธงเล่าถึงความลำบากในการทำนา

ยิ่งเมื่อต้องนำผลผลิตที่ตรากตรำลำบากทั้งปลูก เกี่ยวไปขายโรงสี ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะหลายครั้งผลผลิตถูกกดราคารับซื้อในราคาที่ต่ำมากจากราคาที่เคยประกันหรือตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ธงที่ยังทำนาเป็นงานอดิเรกก็ยังได้รับผลกระทบนี้

งานอดิเรกที่ควรจะต้องสนุกกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหน้าคิดหลังอย่างรอบคอบ ปุ้ยที่เห็นธงเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงใช้แว่นตาของการเป็นนักธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหา จึงเริ่มนำผลผลิตขายในชื่อแบรนด์ Ginger ของตัวเอง ซึ่งข้าวกล้องออร์แกนิกล็อตแรกขายหมดภายใน 2 อาทิตย์

Ginger Farm Chiangmai

“เราประกาศในโซเชียลของ Ginger ว่าเรามีข้าวกล้องมาขาย เราซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กกับเครื่องซีลพลาสติกมาทำกันเอง ตอนนั้นเราขายที่กิโลละ 40 – 50 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับตอนเราเอาไปขายหน้าโรงสีจะได้แค่กิโลกรัมละสิบกว่าบาท”

เมื่อข้าวที่เป็นผลผลิตแรกเริ่มทำกำไร ประกอบกับกิจการอีกหนึ่งอย่างของทั้งสองคือร้าน The House ร้านอาหารสไตล์เอเชียนทวิสต์บนถนนศรีภูมิ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ต้องการวัตถุดิบหมุนเวียนในร้านอาหาร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ธงและปุ้ยตัดสินใจใช้พื้นที่หลังบ้านปลูกผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ

แต่เพราะประสบการณ์ทางด้านเกษตรกรรมยังน้อยนิด การทดลองปลูกพืชต่างๆ จึงเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งการควบคุมปริมาณน้ำ ปุ๋ย หรือดินเพาะปลูก ที่ไม่สมดุล ทำให้ผลผลิตช่วงแรกเสียหาย ธงและปุ้ยจึงต้องทำการบ้าน ทั้งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและแลกเปลี่ยนความรู้กับเกษตรกรตัวจริงที่พบในงานเสวนาต่างๆ

“ช่วงแรกเราปลูกผักอะไรก็ตามที่เราชอบหรือกินในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นแตงกวา มะละกอ แครอท ผักกาด มะเขือยาว พืชผักสวนครัวหรือสมุนไพร เช่น ผักชี ตะไคร้ หรือพืชที่เด็ดกินได้สดๆ จากต้น ส่วนปัญหาที่มี เพราะพี่ธงยังไม่มีองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จริงๆ ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพอากาศหรือศัตรูพืช และแมลงต่างๆ ผักบางชนิดก็ปลูกไม่ขึ้น จึงเป็นการแก้ปัญหาที่อาจเสียเวลาปลูกใหม่หลายๆ ครั้ง แต่เราก็ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” ปุ้ยกล่าว

02

พันธมิตรร่วมอุดมการณ์

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานสองนาน ปี 2558 ธงและปุ้ยจึงตัดสินใจทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จนกระทั่งต่อยอดเป็นร้าน Ginger Farm Kitchen ที่โครงการ One Nimman ในปี 2559

ถึงแม้ว่าหลังบ้านของ Ginger Farm Kitchen จะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ผลิตได้เอง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะยังขาดวัตถุดิบอีกจำนวนมากเพื่อรังสรรค์เมนูที่หลากหลาย ธงและปุ้ยจึงเริ่มเปิดรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เลือกจากเกษตรกรรายย่อยที่เพาะปลูกพืชผักพื้นบ้านที่ร้านอาหารต้องใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งผักกูด ผักปั๋ง ผักเชียงดา ทั้งในพื้นที่อำเภอพร้าว อำเภอเชียงดาว อำเภอสารภี และกลุ่มชาวเขาเผ่าปกาเกอะเญอบนดอยอินทนนท์ โดยมีเงื่อนไขในการรับซื้อผลผลิตคือ ผลผลิตทั้งหมดต้องไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกอย่างเด็ดขาด

แต่วัตถุดิบบางอย่างก็ไม่มีในพื้นที่รับซื้อ โชคดีที่ธงได้รับเชิญจากกลุ่มสามพรานโมเดลเพื่อเข้าร่วมสัมมนาเกษตรอินทรีย์ หรือการนัดพบของกลุ่ม Organic Tourism จึงได้พบเกษตรกรรายย่อยหลายๆ กลุ่มที่มีความแตกต่างในการเพาะปลูก ทั้งแง่องค์ความรู้และความหลากหลายของวัตถุดิบ

Ginger Farm Chiangmai

“ช่วงแรกเราเจอสมาชิกเครือข่ายไม่กี่ราย หลังจากนั้นเป็นการบอกต่อว่าคนนี้รู้จักคนนี้ นอกจากตัวเขาปลูกเอง ก็มีเพื่อนบ้าน มีฟาร์มที่ทำ แล้วพอรู้ว่าเอามาขายให้เรา เขาได้เงิน เขาก็จะเริ่มตามๆ กันมา เหมือนเรามีเครือข่ายย่อมๆ อยู่ตลอด มีการซื้อขายผลผลิตทั้งปี ไม่ใช่เป็นฤดูกาล ทำให้กลุ่มขยายเยอะขึ้นๆ ก็เริ่มจัดให้มันมีการบริหารจัดการไม่ให้เหมือนกัน เพื่อจะได้ซื้อของทุกๆ คนทั้งปี

“เราเข้าไปคุยกับเกษตรกรเลย ไม่ผ่านคนกลาง เราเปิดแผนเลยว่าเราใช้ของอะไร เดือนละเท่าไหร่บ้าง ก็ให้เขาปลูกไปตามสิ่งที่เราใช้ ฉะนั้น มันก็เจอกันพอดีเลย ความต้องการก็จะพอดี ก็จะไม่มีเหตุการณ์ผลผลิตล้นตลาดแล้วขายไม่ได้อีก เช่นเราแจ้งว่าเราใช้ข้าวโพดหวานวันละ 30 กิโลกรัม เกษตรกรก็จะเปลี่ยนวิถีใหม่ ใช้การบริหารจัดการใหม่ให้มีของสดสำหรับวันต่อวัน เพราะข้าวโพดหวานถ้าทิ้งไว้เกิน 1 วัน ความหวานก็จะหายไป” ปุ้ยกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตใหม่

03

From Farm to City

คอนเซปต์หลักของ Ginger Farm คือ From Farm to City

เป็นแนวคิดเรียบง่ายที่อยากนำเสนอความสมบูรณ์จากฟาร์มผ่านอาหารในจานที่ทุกคนในเมืองทานได้ อีกทั้ง Ginger Farm เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นล้านนา จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่นำเสนอวัฒนธรรมภาคเหนือผ่านจานอาหารให้ใครหลายๆ คนได้คิดถึงบ้านเกิดของตน

“การพัฒนาเมนูอาหารมีตัวตั้งหลักๆ คือวัตถุดิบ ก่อนที่เราจะเน้นวัตถุดิบตามฤดูกาลและความเป็นพื้นบ้าน ต้องทำยังไงก็ได้ให้ผักเชียงดาหรือผักปั๋งที่เรายี้กัน มันขึ้นไปบนโต๊ะอาหารแล้วกลายเป็นเมนูที่น่ากิน หรือเมนูพื้นบ้านอย่างแกงขนุนที่ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะแล้วทำให้คนรุ่นใหม่หรือคนในเมืองได้สัมผัสอาหารแบบนี้ เหมือนพวกเราทุกคนที่อยู่ที่บ้าน ได้กินวัตถุดิบคุณภาพดีๆ จึงเป็นคอนเซปต์ From Farm to City”

Ginger Farm Chiangmai

ความออร์แกนิกเต็มร้อยอาจเป็นจุดขายที่ดีในแง่การตลาด แต่ในทางปฏิบัติ ธงและปุ้ยต้องปรับความเข้าใจกับลูกค้าในบางครั้ง เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่ปราศจากสารเคมีหรือการตัดแต่งทางพันธุกรรมใดๆ อาจไม่สวยงามตามภาพประกอบในเมนูอาหาร

นั่นคือความพยายามสื่อสารผ่านอาหารทุกจานว่า เมนูที่มีคุณประโยชน์ อาจอยู่ในวัตถุดิบที่ไม่สมบูรณ์

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

“เราอยากสร้างความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งผลผลิตที่ออกมาให้เรากินหรือนำไปประกอบอาหารมันไม่สวยงามอย่างที่คาดหวังไว้ เราต้องไปปรับความเข้าใจกับเชฟ เพราะเชฟจะมีมาตรฐานวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร อย่างเช่นมะเขือที่เราปลูกเองจะมีลักษณะที่ไม่ปกติตามที่เชฟต้องการ หรือเราต้องบอกลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติของพืชบางชนิด ที่ไม่สามารถออกผลให้เขากินได้ เพราะเราปลูกพืชตามฤดูกาล หรือหน้าตาอาจไม่สวยงาม แต่นั่นหมายความว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคเมื่อเขาได้รับประทานเข้าไป” 

หน้าร้าน Ginger Farm ทั้งสองสาขาในจังหวัดเชียงใหม่มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดทั้งปี ซึ่งประชากรกรุงเทพมหานครที่แวะเวียนมายังนครพิงค์เชียงใหม่ต่างติดใจรสชาติอาหารพื้นเมืองจากวัตถุดิบสดๆ จนเรียกร้องให้ Ginger Farm เข้าสู่เมืองหลวงสักที หลังจากตัดสินใจอยู่นาน ธงและปุ้ยจึงเปิดหน้าร้านสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่ 101 The Third Place at True Digital Park เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai
Ginger Farm Chiangmai

ทั้งสองคงคอนเซปต์ From Farm To City ไว้เหนียวแน่นด้วยการใช้วัตถุดิบจากแหล่งเดิม แต่ปัญหาที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงมากเพราะต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ทั้งสองจึงหาแหล่งวัตถุดิบทั้งในกรุงเทพฯ ไข่และหมูออร์แกนิกจากจังหวัดนครปฐม ฟาร์มผักจากจังหวัดสระบุรี เป็นต้น

ถึงแม้ Ginger Farm จะเข้าสู่มหานคร แต่พันธกิจที่อยากส่งเสริมตลาดสินค้าออร์แกนิกให้เติบโตเป็นเรื่องสำคัญของทั้งสอง Ginger Farm’s Market จึงเกิดขึ้น โดยเป็นตลาดให้เกษตรกรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้มีพื้นที่การขายสินค้า และมี Ginger Farm เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเกษตรกร ซึ่งงานทดลองจัดครั้งแรกที่ 101 The Third Place at True Digital Park ช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

Ginger Farm Chiangmai

Ginger Farm’s Market ได้รับการตอบรับที่ดีมากทั้งการซื้อขายของผู้ประกอบการ และโอกาสที่จะเปิดพื้นที่เพื่อต่อยอดธุรกิจของตน อีกทั้งลูกค้าที่ได้สินค้าสดส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาที่สมเหตุสมผล

ปุ้ยบอกฉันว่า Ginger Farm’s Market กำลังจะเกิดขึ้นในซีซั่นต่อไปเร็วๆ นี้

04

ห้องเรียนธรรมชาติ

นอกจากร้านอาหารแล้ว Ginger Farm Chiangmai มีพื้นที่สำหรับเรียนรู้กิจกรรมให้ทดลองทำมากมาย ซึ่งดูๆ แล้วอาจแปลกสำหรับความเป็นร้านอาหารไปสักนิด แต่จุดเริ่มต้นมาจากธงที่อยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายผ่านการดำนา

“ตอนแรกมันก็เกิดจากที่เราจะทำบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักตากอากาศ แต่มันก็ยังไม่เสร็จดี เราก็ชวนเพื่อนๆ แม่ๆ ที่มีลูกในวัยเดียวกันมาดำนา แล้วเราก็สั่งปิ่นโตมากิน เล็กๆ ง่ายๆ ทีนี้พอแม่ๆ อัพโหลดรูปลงโซเชียล 1 อาทิตย์ต่อมามีคนมาถามพี่ว่า มาดำนาเสียเงินกี่บาท พี่ก็ตกใจ แต่ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะต่อยอดยังไง” พี่ปุ้ยเล่าถึงความบังเอิญที่เรียบง่ายนั้น

Organic Tourism

อีกหนึ่งเหตุการณ์สู่การจุดประกายคือ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงได้มาทานอาหารที่ร้าน แล้วถามว่า “ต้นมะละกอคือต้นไหน” “ต้นลำไยเป็นยังไง” คำถามเหล่านี้ทำให้ทั้งสองเห็นว่าผู้คนไม่มีแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายแล้วเป็นแนวคิดของร่วมกันที่อยากเก็บพื้นที่สีเขียวนี้ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติหรือเดินชมความเขียวขจีของทุ่งนาโดยไม่เก็บค่าเข้าชมใดๆ 

“ตั้งแต่วันแรกที่เปิดฟาร์ม สิ่งแรกที่ต้องการสื่อให้เห็นคือวิถีชีวิตของเกษตรกรในภาคเหนือนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ชุดแต่งกายที่เป็นชุดม่อฮ่อม รวมถึงอุปกรณ์และกรรมวิธีการเกษตรกรรมที่คนรุ่นเก่าทำจริงๆ จึงแสดงออกตั้งแต่กิจกรรมดำนา ปักต้นกล้า ไถนาโดยใช้ควาย อาบน้ำควาย เพราะเรานำเสนอคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนนี้ให้ผู้ที่มาเยี่ยมได้สัมผัสภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีเรื่องราวหรือเหตุและผลของมัน” พี่ปุ้ยกล่าวถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเปิดฟาร์มหลังบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรกรรม

Organic Tourism
Organic Tourism

การเรียนรู้วัฒนธรรมหรือขั้นตอนเกษตรกรรมคือกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกิจกรรมหนึ่ง โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ นักเรียนตัวเล็ก ที่สนุกกับการเป็นชาวนารุ่นจิ๋วด้วยการเดินย่ำดินโคลน เรียนรู้ระบบนิเวศทางธรรมชาติย่อมๆ ผ่านเจ้าปูนาที่เดินขาเกในโคลน หรือปลาไหลที่แหวกว่ายจนไล่จับกันแทบไม่ทัน แต่กิจกรรมที่เจ้าตัวน้อยส่วนมากชอบที่สุดคือ การเล่นสไลด์โคลนที่ไม่ว่าหนูๆ คนไหนก็ต้องขอเล่นอีกรอบ จนน้องๆ บางคนร้องไห้งอแงไม่อยากกลับบ้าน

เพราะพวกเขาน่าจะติดอกติดใจการเล่นสนุกในทุ่งนาแห่งนี้

แหล่งเรียนรู้ของ Ginger Farm มีกิจกรรมอีกมากมาย เช่น ปลูกผัก ทำงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำอาหารโดยเก็บวัตถุดิบจากฟาร์มเป็นส่วนประกอบ และเพิ่มเติมอีกมากมายในอนาคต โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 290 บาทเท่านั้น

Ginger Farm Chiangmai

นอกจากนักท่องเที่ยว โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ มักพานักเรียนมาเรียนรู้ธรรมชาติที่ Ginger Farm นอกจากความรู้ที่นักเรียนได้รับ ความสนุกสนานจากธรรมชาติที่แสนเรียบง่าย การปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของ Zero Waste หรือการเห็นคุณค่าของวัตถุดิบอาหารต่างๆ ไม่ให้เหลือทิ้ง ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนตัวน้อยๆ ได้รับผ่านการดำนาหรือวิ่งเล่นในทุ่งนา รวมถึงอาหารเหลือทิ้งจากส่วนร้านอาหาร Ginger Farm ก็มีการจัดการทั้งนำไปเป็นอาหารให้สัตว์ในฟาร์มและหมักทำปุ๋ยชีวภาพปลอดสารเคมีอีกด้วย

05

ความสุขที่แสนเรียบง่าย

จากนักธุรกิจที่เคยมีผลกำไรสูง ปุ้ยบอกฉันว่า เมื่อลงหลักปักฐานทำธุรกิจ Ginger Farm อย่างจริงจัง เธอกลับค้นพบว่าความสุขมันเรียบง่ายกว่าที่คิด เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่เธอทำธุรกิจส่งออกที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนตลอดเวลา

“เชื่อไหมว่าพี่ต้องกินยานอนหลับในวันที่มีส่งออกถี่มากๆ พี่เครียดมากที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ในวันนี้ธรรมชาติช่วยบำบัดและทำให้พี่ก้าวผ่านเรื่องเหล่านั้น วิธีคิดในหลายๆ เรื่องของพี่เปลี่ยนไป เราปรับสมดุลในชีวิตให้เจอจุดของความสุขได้ง่ายขึ้น จนไปการทำธุรกิจที่จะไม่เอาเปรียบใคร มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และจริงใจ กับทุกคน แล้วเงินจะตามมาทีหลังเอง” ปุ้ยกล่าวถึงจุดเปลี่ยนหลังจากเจอสมดุลในชีวิต

ส่วนธงที่ใช้ความพยายามเพื่อสื่อสารแนวความคิดผ่านการทำธุรกิจนี้ ฉันถามเขาว่า ที่เขาอยากสื่อสารให้ทุกคนรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ ความสำคัญ ของเกษตรกรรมแบบออร์แกนิกนั้น เขาทำสำเร็จหรือยัง

ธงตอบว่า ยังไม่สำเร็จ

ฉันสงสัยว่าเพราะอะไร

“ผมมองว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น จากที่ผมทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ชาวบ้านหรือเพื่อนบ้านบางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วยกับเราอยู่ดี เพราะชาวบ้านเห็นว่ามันยากและใช้เวลานาน และการบริหารจัดการต่างๆ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดองค์ความรู้จริง” ธงกล่าว

ก่อนจากกัน ธงและปุ้ยย้ำกับฉันอีกครั้งว่า อาหารออร์แกนิกไม่ใช่กระแสทานอาหารที่ฉาบฉวย เพราะเมื่อมองย้อนไปยังชีวิตประจำวันสมัยอดีต คนไทยยังปลูกพืชผักสวนครัวหรือผักบางชนิดสำหรับรับประทานเอง นั่นถือได้ว่าเป็นออร์แกนิกแล้ว หากแต่ความรวดเร็วของเทคโนโลยีหรือกรรมวิธีการเพาะปลูกอาจทำให้เราเพิกเฉยต่อการลงมือปลูกผักสักชนิด แต่ทั้งสองเชื่อว่า เราจะได้กลับมาทานผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารเคมีในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะเทรนด์สุขภาพเหล่านี้กำลังกลับมาขยายตัวมากขึ้น

ฉันเห็นด้วยทุกประการ

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

20 พฤศจิกายน 2563
13 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load