ผู้เขียนกำลังปั่นต้นฉบับอยู่ในโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านเยาวราช โรงแรมแห่งนี้ดีไซน์สวยงาม โมเดิร์น สะอาดสะอ้าน แต่มีแขกในโรงแรมมาพักเพียงแค่ 6 ห้อง จาก 200 ห้อง

เมื่อเดินไปซื้อกาแฟที่ร้านดังตรงหัวมุมตึก “ลูกค้าเยอะมั้ยครับ” ผมเอ่ยถามน้องพนักงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“อย่าเรียกว่าเยอะเลยค่ะ เรียกว่าไม่มีเลยดีกว่า” น้องพนักงานตอบ พร้อมกับยกเก้าอี้มาคว่ำ ตั้งขวางไว้ เพื่อไม่ให้ลูกค้านั่งในร้าน ตามกฎที่รัฐบาลเราได้ขอร้องไว้

ถนนเส้นเยาวราชที่ผู้หลงรักย่านนี้อย่างผม มองว่าเปรียบเสมือน Times Square ที่ไม่น่ามีวันหลับใหล แต่วันนี้ มันถูกวางยาสลบเรียบร้อย ด้วยผลกระทบจาก COVID-19 จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่า อนาคตของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม บาร์ หรือธุรกิจที่พัก ซึ่งเคยมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลักจะกลับมาฟื้นตัววันไหน

ผู้เขียนแบกเหล้า จิน ขวดเล็กๆ จากบ้านติดมาด้วย พร้อมกับโทนิก เพื่อดื่มขณะปั่นต้นฉบับที่ท่านกำลังอ่านอยู่

ใช่ครับ ผมดื่มสุราบ้างเป็นครั้งคราว และในอดีต ผมก็เคยผ่านช่วง Black Out หรือ Auto Pilot กลับบ้านบ้าง หลายครั้งหลายครา และผมเองก็เคยถูกผู้ใหญ่หลายท่านตราหน้าว่าเป็น ‘คนบาป’ เพราะดื่มสุรา แต่วันคอทองแดงของผม เป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันผมดื่มอย่างมีสติ และชื่นชมศาสตร์ของค็อกเทลในฐานะงานสร้างสรรค์ศาสตร์หนึ่ง มากกว่าจะดื่มให้เมา ดื่มให้ลืม หรือดื่มหนีปัญหาใดๆ

‘จน เครียด กินเหล้า’ หรือ ‘ให้เหล้า เท่ากับ แช่ง’ – ถึงแม้ผมจะ ‘เข้าใจ’ ที่มาของวาทกรรมนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเห็นด้วยเสียทั้งหมด

วันนี้คอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ จึงขอหยิบยกเอาประวัติศาสตร์ของ ‘เหล้าจิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เช่นเดียวกับที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ เหล้าที่ครั้งหนึ่งถือเป็นยารักษาโรค เหล้าที่วันนี้เป็นหนึ่งในค็อกเทลยอดนิยมที่สุดในโลก และที่สำคัญ บทความนี้จะปล่อยให้ท่านผู้อ่านตัดสิน ทั้งตัวผม ตัวบทความ และตัวเหล้ากันเอง ว่าในสเปกตรัมความขาว เทา ดำ นั้น มันตกอยู่ที่สเกลไหน

น้ำปลุกใจชายชาติทหาร

ย้อนไปในอดีต เหล้าจินถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงศตวรรษที่ 13 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สมัยนั้น รสชาติเหล้าจินห่างไกลจากที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้มากมาย

จิน หรือ Genever ในภาษาดัตช์เกิดจากการกลั่นมอลต์ไวน์ให้งวดลง แน่นอนว่ามันขมและดื่มยาก ชาวดัตช์จึงเติมสมุนไพรต่างๆ เข้าไปในกระบวนการด้วย หนึ่งในสมุนไพรหลักที่ทำให้จินเป็นจินก็คือจูนิเปอร์ ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว

สมัยนั้นเหล้าจินขายในร้านขายยาเท่านั้น เพราะมันถือว่าเป็นยาจริงๆ มีสรรพคุณของการรักษาโรค เช่น โรคเกาต์และโรคไตต่างๆ (ที่เป็นความเชื่อของคนในสมัยนั้น)

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
เครื่องกลั่นของชาวดัตช์ ในสมัยโบราณ

จิน ถูกค้นพบในเวทีโลกช่วงสงครามโดยทหารอังกฤษ เมื่อมีชาวดัตช์เป็นพันธมิตรระหว่างการต่อสู้กับชาวสเปน

ทหารชาวอังกฤษแอบสังเกตว่า ทำไมทหารดัตช์ มันดูกล้าๆ ดูไม่กลัว ดูชิลล์ๆ ยังไงพิกล สุดท้ายก็ค้นพบว่า ทหารดัตช์แอบจิบจินก่อนเข้าสนามรบ เนื่องจากสรรพคุณที่นอกจากเป็นยาแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายลง และนี่เป็นที่มาของวลี Dutch Courage หรือ ความกล้าอย่างชาวดัทช์ เลยทีเดียว

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
ทหารดัตช์ไม่กลัวเหล้าจ้า

หลังจากนั้นชาวอังกฤษก็เริ่มผลิตและคิดค้น Genever ของตัวเอง ซึ่งก็กลายมาเป็นคำว่า Gin หรือ เหล้าจิน ในที่สุด

สุราสูตรพระ

หากย้อนไทม์แมชชีนไปนานกว่านั้น เราสืบย้อนสูตรของการผลิตเหล้าจินไปได้ไกลถึง ค.ศ. 1055 เลยทีเดียว

ครั้งหนึ่งจินเคยถูกเข้าใจว่ามีสรรพคุณเหมือนยา

มีหลักฐานว่า พระในอิตาลีช่วงยุคกลางนำผลจูนิเปอร์มาหมักไว้เพื่อรักษาอาการเจ็บในหน้าอก แน่นอนว่าสูตรนี้ถือเป็นรากของการหมักเหล้าจินของชาวดัตช์ในที่สุด และเหล้าชนิดนี้ก็ได้รับสมญานามในสมัยนั้นว่าเป็น Water of Life หรือ น้ำแห่งชีวิต ด้วยเช่นกัน

ก่อนมีฟ้าทะลายโจร

ในช่วงการระบาดของกาฬโรค ค.ศ. 1349 ซึ่งถือเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เปรียบกับทุกวันนี้ จินหรือเหล้าจากจูนิเปอร์นั้นทำหน้าที่เยียวยา (ใจ) เพื่อนมนุษย์ ไม่ต่างอะไรกับฟ้าทะลายโจร ที่เรากินเข้าไปวันละ 2 ครั้ง โดยเชื่อว่าจะช่วยป้องกัน Epidemic หรือการระบาดของเชื้อได้

ในช่วงเวลานั้น คุณหมอต้องใส่หน้ากาก แต่หน้ากากป้องกันกาฬโรคของคุณหมอหรือ Plague Doctor ในสมัยนั้นออกแบบได้ร้ายกาจมาก เพราะส่วนมากเป็นรูปนกกามีจะงอยปากยาว และในหน้ากากนั้นก็มีผลจูนิเปอร์และสมุนไพรอื่นๆ ที่ขยำอัดไว้ในส่วนจงอยปาก เพื่อป้องกันโรค ไม่ต่างอะไรกับการที่เราใส่หน้ากาก N95 ทุกวันนี้

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
Plague Doctor กับชุดและหน้ากากสุดเท่

แน่นอนว่าในภายหลัง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราค้นพบว่ามันเป็นเพียงแค่ความเชื่อ และไม่ได้ช่วยป้องกันกาฬโรคแต่อย่างใด

แต่ยังไม่ทันที่วิทยาศาสตร์จะช่วยมอบข้อมูลที่ถูกต้องให้กับมนุษย์ในยุคนั้น เหล้าจินหรือเหล้าจูนิเปอร์ก็ได้แพร่ขยายความนิยมและความเชื่อไปทั่วยุโรป เช่นเดียวกันกับการที่กาฬโรคได้คร่าชีวิตชาวยุโรปไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

เรียกว่าจิน ถือเป็นเครื่องดื่มที่ครั้งหนึ่งเคยถูกคิดว่าเป็นยา และถูกขับเคลื่อนความนิยมด้วยการตลาดแห่งความกลัวล้วนๆ

(ขาประจำ)

ตัดภาพมาที่ผม ผู้ซึ่งกำลังปั่นต้นฉบับมาได้ครึ่งทาง และกำลังเติมเหล้าออนซ์ที่ 2 พร้อมกับน้ำแข็งที่รีบวิ่งไปซื้อก่อนร้านสะดวกซื้อจะปิด

เมื่อกลับมาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของเหล้าตัวนี้อีกครั้ง หลังจากที่เลิกดื่มอย่างไม่ลืมหูลืมตามานานหลายปี ก็อดนึกถึงพี่ๆ น้องๆ ในอุตสาหกรรม Food and Beverage ไม่ได้

ครั้งหนึ่ง ผมค้นพบว่า ผม Bar Hopping ในหนึ่งคืนไป 3 – 4 บาร์ และทุกที่บาร์เทนเดอร์ทราบว่าผมจะสั่งอะไรในฐานะ ‘ขาประจำของร้าน’ จนแอบเป็นห่วงตัวเองไม่ได้ว่า คนเราจะเป็นขาประจำอะไรได้ทุกร้าน โดยไม่ห่วงตับไตไส้พุง และสุขภาพของตัวเองบ้างเลย

วันนี้แรงสั่นสะเทือนจากการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ผู้คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และถึงแม้เราทุกคนจะทราบดีว่า การ Social Distancing อาจเป็นมาตรการหนึ่งในการช่วยบรรเทาการระบาด แต่นั่นหมายถึงเศรษฐกิจที่ต้องสะดุด และอีกหลายปากท้องของทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน

อะไรคือเส้นบางๆ ของการรักษาสมดุลระหว่างการแพร่ระบาดของโรค และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้หมุนต่อไปข้างหน้าได้ คำถามนี้ผมยอมรับว่าอดีตคนเคยติดเหล้าอย่างผม ไม่เฉลียวฉลาดพอให้คำตอบได้

รู้แต่ว่าวันนี้ห้องพักในโรงแรมที่มีพนักงานมากกว่าแขกนั้น จะได้เงินผมไปอย่างน้อยสองสามคืน

นายส้ม VS คุณลำไย

ย้อนกลับมาที่เรื่องของเหล้าจิน

ในช่วง ค.ศ. 1600 ความนิยมของเหล้าจินพุ่งสูงลิบ ด้วยการเชียร์เหล้าของวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ ผู้มีสมญานามว่า William of Orange หรือ นายส้ม (คล้ายๆ คุณลำไยบ้านเรา) ซึ่งสุดท้ายนายส้มก็ได้ปกครองอังกฤษ ไอร์แลนด์ และสกอตแลนด์ ในที่สุด

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
William of Orange หรือ นายส้ม

นายส้มมีนโยบายการสร้างชาติที่แยบยลมาก เพราะเขาเริ่มสงครามการค้า ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าจากต่างประเทศ และขึ้นภาษีนำเข้าของสุราต่างประเทศอย่างคอนยัคและไวน์จากฝรั่งเศสแบบแพงลิบ ซึ่งเป็นแผนของนายส้มที่จะทำให้เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอ่อนแอลง

ขณะเดียวกัน นายส้มก็ยกเว้นภาษีการกลั่นสุราในประเทศ จนแทบจะเรียกว่ากลั่นเหล้าฟรีสำหรับทุกคน ทำให้ยุคหนึ่งในอังกฤษ เหล้าจินถูกกว่าเบียร์ เรียกยุคนี้ว่า Gin Craze หรือยุคคลั่งจินเลย

แต่ Spice Girls เองยังเคยร้องเพลงไว้ว่า “Too much of Something is Bad enough.” การคลั่งอะไรมากๆ ย่อมนำมาซึ่งผลเสียในที่สุดด้วยเช่นกัน

เกินทน

ลองนึกภาพถนนหนทางที่เต็มไปด้วยคนเมา นอนอีเหละเขละขละอยู่ตามตรอกซอกซอย นั่นแหละคือ 5 ปีให้หลัง ซึ่งเป็นผลของ Gin Craze ในประเทศอังกฤษ ที่ประชาชนตบะแตก ออกมาดื่มเหล้ากับขนมปังจินเจอร์เบรดแต่หัววัน หรือมีศัพท์เรียกว่ายุค Gin and Gingerbread

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
เมื่อทั้งประเทศกลายเป็นคอทองแดง

หลังจากนั้นรัฐบาลอังกฤษจึงรู้ว่าประเทศดำเนินต่อไปไม่ได้ด้วยคอทองแดง จึงเริ่มนำกฎหมายการกลั่นสุราและการเก็บภาษีนำมาใช้กับโรงกลั่น เพื่อควบคุมปริมาณสินค้าในตลาด ราคา และยัยคุณลำไย คุณจูนิเปอร์ ทั้งหลายบนถนน ให้กลับมามีสติและสตางค์กันอีกครั้ง

ยุคของคนบาป คอทองแดง เต็มไปด้วยอาชญากรรม และมีภาพที่ชวนให้อดสู บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะ Gin Lane หรือถนนสายจิน ที่คุณจะเห็นภาพคุณแม่ลูกอ่อนเมาเหล้า ละทิ้งหน้าที่มารดา การลักขโมย การทะเลาะเบาะแว้ง เกิดขึ้นมากมาย

หลังจากนั้น รัฐบาลอังกฤษก็ขึ้นราคาภาษีสุราอีก และรณรงค์ให้หันมาดื่มชา (ที่ถูกกว่าและดีต่อสุขภาพกว่า) จนกลายเป็นวัฒนธรรมและภาพจำของประเทศในที่สุด

เขย่าแต่ไม่คน

ตั้งแต่ ค.ศ. 1830 เป็นต้นมา หลังจากที่ยุคคอทองแดงหมดไปแล้ว เทคโนโลยีการกลั่นค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ และแน่นอน โลกของจินก็เริ่มละเมียดละไมมากขึ้น ทำให้เหล้าที่ได้มีความบริสุทธิ์และสะอาดมากขึ้น

นักท่องเรือชาวอังกฤษที่ได้เริ่มต้นค้าขายทางเรือในสมัยนั้น เริ่มนำเหล้าจินมาผสมกับวัตถุดิบตัวอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปในทวีปที่มีโรคมาลาเรีย จะนำจินมาผสมกับควินิน ซึ่งเป็นสมุนไพรจากต้นซิงโคนา มีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาแอนดีส และแพร่หลายในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย และศรีลังกา มาใช้ป้องกันโรคมาลาเรีย (อีกแล้ว)

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
โทนิกเป็นอีกหนึ่งผลพลอยได้ของการ Colonization ของอังกฤษ

ตัวควินินมีรสชาติขมไม่เอาอ่าว จึงถูกดัดแปลงให้เกิดเป็น Indian Tonic Water มีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีส่วนผสมของควินิน หรือที่เราเรียกว่า โทนิก ในทุกวันนี้

เมื่อเรานำเหล้าจินและโทนิกที่ทั้งสองเคยถูกเข้าใจว่าเป็นยารักษาโรคมาผสมเข้าด้วยกัน เราก็จะได้ค็อกเทลคลาสสิก แบบที่ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็ให้สั่งเมนูนี้ไว้ก่อน โอกาสพลาดมีน้อย เพราะมันเรียบง่ายมากๆ

ที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ จินค่อยเดินทางไปในสายค็อกเทลด้วยตัวของมันเอง ในสูตรกลั่นและหมักที่แตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่า ถ้าใครคุ้นเคยกับหนัง เจมส์ บอนด์ เครื่องดื่มที่สั่งปุ๊บ หล่อปั๊บ อย่าง Vesper นั้น ก็มีเหล้าจินเป็นส่วนผสมหลักเช่นเดียวกัน

‘จิน’ เหล้าที่เกิดในช่วงโรคระบาด เคยถูกดื่มเป็นยา ไม่ต่างจากฟ้าทะลายโจรในยุคนี้
ผัวทิพย์ของผู้เขียน แดเนียล เครก กำลังจิบ Vesper อยู่

แน่นอนว่า ถ้าจะสั่งให้ดูเซ็กซี่ขึ้นอีก ต้องบอกบาร์เทนเดอร์ด้วยว่า “เขย่าแต่ไม่คน” หรือ “Shaken but not Stir” นะจ๊ะ

ขนาด Queen Elizabeth ของอังกฤษยังหันมาขายเหล้า ‘จินเจ้า’ สูตรประจำพระราชวังบัคกิ้งแฮมเลย
ขนาด Queen Elizabeth ของอังกฤษยังหันมาขายเหล้า ‘จินเจ้า’ สูตรประจำพระราชวังบัคกิ้งแฮมเลย

สายศีล

ผมผู้ซึ่งเขียนต้นฉบับมาถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้ว ตัดสินใจโทรลงไปถามพนักงานต้อนรับของโรงแรม ว่าสั่งไวน์ขึ้นมากิน (ฉลองการปิดต้นฉบับทัน) สักขวดได้หรือไม่ – ผมพักคนเดียว ไม่มีเด็กเอน และแน่นอนว่าการดื่มของผมไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครแน่นอน

ที่สำคัญ อย่างน้อยโรงแรมนี้ก็จะมีรายได้จากแขก 1 ใน 6 ห้อง เพิ่มอีกพันสองพันก็ยังดี

รีเซ็ปชันโทรไปหาห้องอาหาร หายไปนานเกือบ 10 นาที พร้อมกับโทรกลับมาเสียงอ่อยๆ ว่า

“พี่ขา หนูก็อยากขายให้จริงๆ นะคะ แต่ตอนนี้ทางการมีกฎห้ามขายสุราจริงๆ ค่ะ” น้องพนักงานต้อนรับพูดด้วยความสุภาพ

“ถึงแม้จะดื่มคนเดียวในห้องน่ะหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัยในตรรกะ ไม่ใช่ของน้องรีเซ็ปชัน แต่ใครก็ตามที่ออกกฎนี้

“ฮ่าๆๆ เห็นใจเนอะ เข้าใจครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่มีปัญหา” ผมหัวเราะพร้อมให้กำลังใจน้องรีเซ็ปชัน เพราะตัวผมเองก็ทำร้านอาหารอยู่เช่นกัน ความรู้สึกนี้คุ้นเคยดีมากๆ

“จน เครียด กินเหล้า” ใครก็ตามที่คิดวาทกรรมนี้ขึ้นมา สำหรับผม ไม่ได้มองโลกด้วยเลนส์แห่งความเข้าอกเข้าใจ และตัดสินคนด้วยมุมมองที่แบนราบเกินไป วันนี้ความเครียดแผ่ซ่านไปในทุกหย่อมหญ้า ทุกชนชั้น แต่แน่นอนว่าคนที่โลกโดนเขย่าก่อน คือคนข้างล่างและคนจนเสมอ

ผมเชื่อว่าทุกคนมีวิธีรับมือกับปัญหาต่างกัน ยาก ดี มี จน เครียดหรือไม่เครียด จะกินเหล้าหรือถือศีล คงไม่ใช่หน้าที่อะไรของเราที่จะไปตัดสินชีวิตและการดำเนินชีวิตของพวกเขา ในทางกลับกัน ทุกคนล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเองและสังคมเท่าเทียมกัน

สิ่งที่ไม่เท่ากัน คืออาจไม่ใช่ทุกคนที่สามารถนอนดู Netflix ประชุมผ่าน Zoom สั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform โดยรู้แน่นอนว่ายังมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในบัญชีทุกวัน ทุกเดือนได้

ยาใจคนจน — มันจะเป็นอะไร จะจินหรือเหล้าขาว เซี่ยงชุนหรือคอนยัคชั้นดี ใครมีหน้าที่ตัดสิน

“Too much of something is Bad Enough.” Spice Girls กล่าวไว้ถูกจริงๆ เหล้ามากเกินไปก็ไม่ดี ล็อกดาวน์มากเกินไปก็ไม่ดี ตัดสินคนอื่นมากเกินไปก็ไม่ดี

Spice Girls บอกมานานแล้วว่าให้เดินทางสายกลาง
Spice Girls บอกมานานแล้วว่าให้เดินทางสายกลาง

ถึงแม้ผมจะคิดถึงน้องๆ บาร์เทนเดอร์ น้องๆ ในอุตสาหกรรม Food and Beverage และคนกลางคืน แต่แน่นอน วันนี้เราทำได้แต่อดทนเฝ้าคอยยาที่ไม่ใช่แค่ จูนิเปอร์ ควินิน หรือฟ้าทะลายโจรอย่างเดียว

“Shaken but not Stir” – ประโยคนี้ของเจมส์ บอนด์ น่าจะอธิบายเส้นบางๆ ของโลกวันนี้ได้เป็นอย่างดี หากวันนี้ โลกของคุณเหมือนโดนเขย่า อย่าปล่อยให้ใครมาก่อกวน หรือทำลายความหวัง หรือ Thai Courage ของคุณได้

ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่า วันที่เราออกไปดื่ม (หรือไม่ดื่ม) กับเพื่อนฝูง หรือคนที่เรารักจะมาวันไหน

ผู้เขียนคนบาปคนนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ทั้งที่รักและไม่รักในการดื่ม ให้อดทนรอวันนั้นด้วยกัน และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น เท่าที่กำลังกาย ใจ ทรัพย์ จะอำนวยครับ

ส่วนผมขอเรียกรถไปเอาไวน์ที่ตุนไว้ที่บ้าน มาดื่มที่โรงแรมนี้เงียบๆ คนเดียวก่อนนะครับ

ป.ล. บทความนี้ใช้จินโทนิกไป 2 แก้ว และไวน์แดง 1 ขวด ผมก็เครียดเหมือนกันครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.verdict.co.uk

Vinepair.com

Autographgin.com

www.drinkingcup.net

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load