ตามปกติ ช่วงเวลานี้ของปี คือเวลาเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่เด็กๆ ทั่วประเทศจะได้กลับเข้าโรงเรียน หลังปิดเทอมภาคฤดูร้อนกันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ปีนี้วันเปิดเทอมเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม เท่ากับเด็กๆ ต้องอยู่บ้านนานขึ้นอีกนับเดือน แม้จะมีการเรียนออนไลน์เข้ามาทดแทน แต่แน่นอนว่าสมาธิและการจดจ่อของเด็กๆ ย่อมไม่เท่าการเรียนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน 

“ยิ่งเด็กห่างหายไปจากการเรียนนานเท่าไหร่ อัตราการเรียนรู้ของเขาจะช้าลงโดยธรรมชาติ” 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

ครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกต้นแบบแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ จึงก่อตั้ง ‘โครงการของขวัญจากนิทานของโลก’ ขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงความใคร่รู้และสร้างทักษะในการทำความเข้าใจตัวเองและโลกรอบตัวของเด็กๆ ระหว่างปิดเทอมอันยาวนาน ผ่านหนังสือนิทานและวรรณกรรม

โดยทีมคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะส่งพัสดุของขวัญ ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือนิทานและคู่มือการทำกิจกรรมที่ทั้งครอบครัวทำร่วมกันได้ไปให้เด็กๆ ถึงบ้าน จนถึงตอนนี้ พัสดุของขวัญหลายหมื่นกล่องส่งออกไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ห่างไกลที่สุด พัสดุของขวัญก็ส่งไปถึง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามในใจว่า ในยุคดิจิทัลที่เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ก่อนจับดินสอ การมอบหนังสือเป็นของขวัญ จะยังน่าเชื้อชวนพอสำหรับเด็กๆ อยู่หรือ

“หนังสือคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด สำหรับสร้างทักษะที่สำคัญที่สุดในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้ สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็ให้ไม่ได้” 

เราจะไปคุยกับครูวิเชียรถึงทิศทางการศึกษาไทยหลัง COVID-19 และโครงการของขวัญจากนิทานของโลก เมื่อการอ่านนิทานและวรรณกรรมเปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กได้อย่างสิ้นเชิง

01

ปิดเทอมที่ยาวนานเป็นพิเศษ

“จากการศึกษาเรื่องนี้มานานพอสมควร เราพบว่าเด็กที่ครอบครัวยังส่งเสริมการเรียนรู้ให้ในช่วงปิดเทอม เมื่อเปิดเทอม เขาจะยังมีสมรรถนะที่ดีในการเรียนรู้อยู่ ต่างจากครอบครัวที่ไม่ได้ส่งเสริม อาจด้วยข้อจำกัดของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวในชนบทที่พ่อแม่ไม่ได้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกมากนัก เมื่อเปิดเทอมกลับมาก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง” ครูวิเชียรเริ่มอธิบาย

ดังนั้น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงมีโปรแกรมกิจกรรมช่วงปิดเทอมให้เด็กๆ และผู้ปกครองที่บ้านได้ทำร่วมกันเสมอ เพื่อจุดมุ่งหมาย 2 อย่าง คือหนึ่ง เพื่อรักษาทักษะที่จำเป็นบางอย่างของเด็กเอาไว้ และสอง เพื่อหาทางจุดประกายบางเรื่องให้เด็กๆ 

เพราะโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาสอนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning (PBL) ซึ่งจะกำหนดประเด็นเอาไว้แล้วว่าหัวข้อในแต่ละสัปดาห์ เดือน และภาคการศึกษา คืออะไร ดังนั้น ระหว่างปิดเทอมครูจะพยายามจุดประกายให้เด็กๆ ไปดูสิ่งนั้นหรือทำสิ่งนี้มา เมื่อเปิดเทอมก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็เรียนเรื่องนั้นต่อได้เลย

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เรียกว่า Inspired ให้เด็กๆ เกิดประกายกระตือรือร้นเอาไว้ก่อน เมื่อถึงวันเปิดเทอม เราก็เรียนกันได้เลย ไม่ต้องอารัมภบทอะไรทั้งสิ้น” 

 เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ เด็กๆ ต้องเลื่อนการเปิดเทอมไปอีกนับเดือน ทางโรงเรียนจึงต้องเตรียมการทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้เด็กต้องอยู่บ้านโดยไม่ได้เรียนรู้อะไร 

“อีกอย่างที่เราตระหนักคือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน กลับมาอยู่บ้าน รายได้ที่หาเลี้ยงครอบครัวก็พลอยหายไป ไหนจะปู่ย่าตายายอีก สภาพการ แรงกดดันของผู้ปกครองจากปัจจัยภายนอก ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในบ้านได้

“การที่คนหลายคนต้องมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่มีกิจกรรมอะไร โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะทำให้การอยู่ด้วยกันยิ่งลำบาก ทางโรงเรียนจึงคิดโครงการที่จะหากิจกรรมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว เพื่อให้เด็กได้อยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ กลายเป็นโครงการของขวัญจากนิทานของโลก ที่จะส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กเล็ก และส่งหนังสือวรรณกรรมไปให้เด็กโตเป็นของขวัญถึงบ้าน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

02

ของขวัญชิ้นพิเศษจากที่แสนไกล

ครูวิเชียรอธิบายว่า “สำหรับเด็กเล็ก การอ่านออกเสียงให้ฟัง เด็กๆ จะได้ฟังอย่างมีความสุข ช่วยเร่งให้เขาอยากอ่านเอง ส่งเสริมให้มีพัฒนาการการฟังจับใจความ การมีสมาธิจดจ่อ การเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ ที่สำคัญช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้อ่านและผู้ฟัง สายสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กๆ ไปตลอดชีวิต”

เมื่อเปิดพัสดุของขวัญ นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังมีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ระบุว่าผู้ปกครองจะชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมอะไรได้บ้างเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะสมอง Executive Function (EF) เช่น การตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่านแล้วชวนสนทนา การเล่นบทบาทสมมติตามเรื่องที่อ่าน การเล่นสี ปั้นดิน ประดิษฐ์ พับตามเรื่องที่อ่าน หรือแม้กระทั่งเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านมาสู่งานบ้าน งานสวน งานครัว เป็นวิธีแยบคายที่เด็กได้เรียนรู้ ไม่น่าเบื่อ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กเล็กๆ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการอยู่กับหน้าจอหรือการเรียนผ่านออนไลน์ แต่ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอมานาน ช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ถ้าเขาได้รับหนังสือนิทาน มีพัสดุของขวัญไปถึงเขา เป็นครั้งแรกของเด็กหลายคนที่ได้รับของทางไปรษณีย์ เปิดมาเป็นนิทานที่น่าสนใจ มันตราตรึงและจะช่วยดึงเขากลับมาอยู่กับหนังสือแทนที่จะอยู่หน้าจอเพียงอย่างเดียว”

และทางโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็ไม่ลืมที่จะแนบแบบตรวจสอบคร่าวๆ ไปด้วย เพื่อผู้ปกครองจะได้ตรวจเช็กว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นยังอยู่ในเส้นทางการพัฒนาผู้เรียนหรือไม่ ทำกิจกรรมครบหรือเปล่า ถ้าทำครบถ้วน เด็กๆ จะได้ทักษะสมองอะไรจากกิจกรรมนั้นๆ บ้าง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“การทำกระบวนการแบบนี้ ผู้ปกครองจะได้มีส่วนร่วมและรับรู้ว่า ครูกำลังพาเด็กให้บรรลุสมรรถนะอะไรบ้าง กิจกรรมที่ทำพัฒนาทักษะสมองของเด็กอย่างไร พูดง่ายๆ คือมีแผนการสอนที่ผู้ปกครองกลายเป็นส่วนหนึ่งและรู้ปลายทางด้วย แม้จะเป็นการปิดเทอมที่ยาวนานกว่าปกติ แต่เด็กๆ ก็ยังสนใจการเรียนรู้ และมีการคงอยู่ของสมรรถนะต่างๆ”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

แรกเริ่มโครงการของขวัญจากนิทานของโลกทำอยู่ในโรงเรียนเครือข่ายลำปลายมาศพัฒนา 240 โรงเรียนเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมคุณครูเห็นพ้องกันว่าในช่วงเวลาแบบนี้ เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จึงเปิดโครงการเป็นสาธารณะ ให้ครูหรือผู้ปกครองจากทั่วประเทศที่สนใจส่งชื่อและที่อยู่ของเด็กๆ มาให้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาส่งพัสดุของขวัญไปให้ได้

“ตอนนี้เราส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กแล้วหลายหมื่นคน และยังมีคิวรออยู่หลายพันคน เมื่อสัปดาห์ก่อนเราเพิ่งส่งหนังสือไปให้เด็กๆ ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ครูลำปลายมาศพัฒนายังไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว (ยิ้ม) เราทำงานที่มีคุณค่า ให้เด็กๆ พัฒนาเติบโตและช่วยบรรเทาความเครียดจากสถานการณ์ในครอบครัว”

ครูวิเชียรบอกว่า หน้าที่ของครูไม่ได้จบแค่ในชั้นเรียน ครูคือผู้ใกล้ชิดเด็กและครอบครัวที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงเวลาแบบนี้ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนายังทำ ‘โครงการครอบครัวเปราะบาง’ จากการสำรวจพบว่ามีพ่อแม่หลายคนขาดรายได้ ไม่มีอาหารให้ลูกๆ กิน ทางโรงเรียนจึงจัดหาถุงยังชีพและระดมเงินสนับสนุน เพื่อเป็นค่าครองชีพให้ครอบครัวและเด็กๆ ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

03

นิทานและวรรณกรรมคือสิ่งพิเศษ

หนังสือนิทานและวรรณกรรมที่ส่งไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศนี้ เป็นหนังสือที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทดลองใช้ในการเรียนมาแล้วหลายปี โดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ครูวิเชียรเขียนขึ้นสำหรับกระบวนการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมโดยเฉพาะ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เราไม่เคยใช้แบบเรียนภาษาไทยเลย เราใช้นิทานและวรรณกรรมตลอด เพื่อให้เด็กรักการอ่าน ได้ฝึกฝนการตีความ และดึงเด็กให้ตราตรึงอยู่กับการอ่านได้ดีกว่า และที่สำคัญ มันปลูกฝังคุณลักษณะอะไรบางอย่างให้เด็กๆ ไว้อย่างแนบเนียน 

“ผมมองว่ามนุษย์เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ด้วยกระบวนการสองรูปแบบ หนึ่ง คือกระบวนการทางการศึกษาที่คนอื่นจัดให้ กับสอง คือกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเรียนรู้ผ่านหนังสือคือการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง เพราะหนังสือที่ดี สะท้อนถึงสิ่งแท้จริงที่มนุษย์มี

“นิทานคือสิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับเด็กเล็ก มนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยจินตนาการและการสร้างเรื่องเล่า เพราะมนุษย์เล่าเรื่องราวได้ เราจึงแตกต่างจากสัตว์อื่นและรวมกลุ่มเป็นอารยธรรมได้ เรื่องราวจากนิทานดีๆ จะสะท้อนอยู่ในตัวเด็กนานมาก และปลูกฝังเป็นแนวคิดในจิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังเรื่องความรักต่อธรรมชาติ ความเอื้ออารี การเผชิญกับความโดดเดี่ยว และการเยียวยาตัวเอง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“ในขณะเดียวกัน วรรณกรรมสำหรับเด็กโต คือเรื่องราวที่สะท้อนความจริงของมนุษย์ทุกแง่มุม เราไม่สามารถใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ เพราะเวลาของเรามีน้อยและมีข้อจำกัดต่างๆ แต่เราเรียนรู้ที่จะจำลองชีวิตผ่านตัวละครในเรื่องได้หลายรูปแบบ เราเป็นอะไรก็ได้ โจร โสเภณี พระราชา เศรษฐี ยาจก ตัวละครในวรรณกรรมสะท้อนหมด และเราก็เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องเหล่านั้น”

ครูวิเชียรยกตัวอย่างหนังสือนิทานเรื่อง เต่าภูมิใจ ที่เล่าเรื่องเต่าน้อยผู้ต้องแข่งขันกับสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายค้นพบว่าความภาคภูมิใจที่แท้จริงคือการไม่ต้องชนะใคร เรื่องนี้ตั้งใจพูดเรื่อง Self Esteem หรือความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันคือคุณค่าที่เกิดขึ้นและไหลเวียนอยู่ในจิตของเด็ก ต้องสร้างตอนที่ยังเล็ก

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

พอเด็กโตขึ้น การปลูกฝังความเข้าใจโลกก็ต้องลึกซึ้งขึ้น อย่างหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กมัธยมเล่มหนึ่ง ของครูวิเชียรเรื่อง รักในเอเดน เป็นเรื่องราวความรักที่มีอยู่ 35 รูปแบบ ที่ครูวิเชียรตั้งใจปลูกฝังเรื่องนี้ เพราะสำหรับเด็กมัธยมต้น สิ่งที่หลั่งออกมาคือฮอร์โมน ซึ่งขับเคลื่อนอารมณ์ความรักอย่างรุนแรง ในอุดมคติของเด็กวัยรุ่น ความรักของเขาจบด้วยแฮปปี้เอนดิ้งเสมอ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

“ความรักทั้งสามสิบห้ารูปแบบที่บอกเล่าอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนั้นมันสะท้อนว่า ความรักมันไม่ใช่ความหวานแหววอย่างเดียว แต่ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบที่ไม่ได้จบงดงามเสมอไป เด็กๆ จะได้ตีความและครุ่นคำนึงจากเรื่องที่เขาอ่าน และพลอยเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว รักเป็นแบบนี้เอง

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กที่โตขึ้นไปอีก อาจจะเป็นเรื่องที่รุนแรงหน่อย เช่น ผมรวบรวมบทความที่เขียนลงหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และนิตยสาร แพรว สมัยก่อนเป็นเล่ม บทความเหล่านั้นสะท้อนความจริงของชีวิต เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นความจริงที่ไม่ได้สุขหรือทุกข์ เขาจะได้เรียนรู้และเข้าใจปรัชญาแห่งชีวิตเหล่านั้นลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น

“การอ่านสำคัญมากที่จะทำให้มนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือเด็กๆ จดจ่ออยู่กับสิ่งนี้ได้นาน ความสามารถในการจดจ่อจะสร้างความครุ่นคำนึงในจิต ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนที่มีสิ่งดึงดูดใจเยอะมาก เด็กสมัยนี้จึงติดนิสัยดูหรือพินิจอะไรแค่แวบเดียว เพราะเขาสูญเสียการจดจ่อ สูญเสียการครุ่นคำนึง ซึ่งเป็นทักษะที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต”

04

สิ่งพิเศษในตัวทุกคน

เมื่อถอยออกมามองระบบการศึกษาในภาพกว้าง ครูวิเชียรอธิบายว่า เด็กรุ่นใหม่มีวิถีการเรียนรู้แบบใหม่จากหลากหลายช่องทาง แต่โครงสร้างการเรียนการสอนของโรงเรียนส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่ที่เดิม นั่นคือพยายามอัดเนื้อหามากมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า ทักษะหลายๆ อย่างที่สมควรถูกดึงมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในยามคับขัน ไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียน

ครูวิเชียรอธิบายทิ้งท้ายว่า “ปกติโรงเรียนของเราเรียนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning อยู่แล้ว เด็กถูกฝึกฝนให้เผชิญหน้าและแก้ปัญหา เพราะเรากำลังปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 แต่อย่างไรก็ตามในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า วันเปิดภาคเรียน เราจะเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมดเช่นกัน

“โดยหลักสูตรใหม่จะเน้นที่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน หน่วยการเรียนและแผนการสอนทุกอย่าง จะนำไปสู่การสร้าง Outcome ที่ไม่ใช่แค่ทักษะหรือความรู้ แต่เป็นสมรรถนะ โดยผู้จัดกระบวนการสอนจะหาสถานการณ์หรือปัญหามาล่อหลอกให้เด็กได้ดึงสมรรถนะในการเอาชนะสิ่งนั้น ไม่ใช่แค่สร้างความรู้ให้เท่านั้นจึงจะยั่งยืน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load