ตามปกติ ช่วงเวลานี้ของปี คือเวลาเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่เด็กๆ ทั่วประเทศจะได้กลับเข้าโรงเรียน หลังปิดเทอมภาคฤดูร้อนกันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ปีนี้วันเปิดเทอมเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม เท่ากับเด็กๆ ต้องอยู่บ้านนานขึ้นอีกนับเดือน แม้จะมีการเรียนออนไลน์เข้ามาทดแทน แต่แน่นอนว่าสมาธิและการจดจ่อของเด็กๆ ย่อมไม่เท่าการเรียนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน 

“ยิ่งเด็กห่างหายไปจากการเรียนนานเท่าไหร่ อัตราการเรียนรู้ของเขาจะช้าลงโดยธรรมชาติ” 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

ครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกต้นแบบแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ จึงก่อตั้ง ‘โครงการของขวัญจากนิทานของโลก’ ขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงความใคร่รู้และสร้างทักษะในการทำความเข้าใจตัวเองและโลกรอบตัวของเด็กๆ ระหว่างปิดเทอมอันยาวนาน ผ่านหนังสือนิทานและวรรณกรรม

โดยทีมคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะส่งพัสดุของขวัญ ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือนิทานและคู่มือการทำกิจกรรมที่ทั้งครอบครัวทำร่วมกันได้ไปให้เด็กๆ ถึงบ้าน จนถึงตอนนี้ พัสดุของขวัญหลายหมื่นกล่องส่งออกไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ห่างไกลที่สุด พัสดุของขวัญก็ส่งไปถึง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามในใจว่า ในยุคดิจิทัลที่เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ก่อนจับดินสอ การมอบหนังสือเป็นของขวัญ จะยังน่าเชื้อชวนพอสำหรับเด็กๆ อยู่หรือ

“หนังสือคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด สำหรับสร้างทักษะที่สำคัญที่สุดในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้ สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็ให้ไม่ได้” 

เราจะไปคุยกับครูวิเชียรถึงทิศทางการศึกษาไทยหลัง COVID-19 และโครงการของขวัญจากนิทานของโลก เมื่อการอ่านนิทานและวรรณกรรมเปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กได้อย่างสิ้นเชิง

01

ปิดเทอมที่ยาวนานเป็นพิเศษ

“จากการศึกษาเรื่องนี้มานานพอสมควร เราพบว่าเด็กที่ครอบครัวยังส่งเสริมการเรียนรู้ให้ในช่วงปิดเทอม เมื่อเปิดเทอม เขาจะยังมีสมรรถนะที่ดีในการเรียนรู้อยู่ ต่างจากครอบครัวที่ไม่ได้ส่งเสริม อาจด้วยข้อจำกัดของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวในชนบทที่พ่อแม่ไม่ได้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกมากนัก เมื่อเปิดเทอมกลับมาก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง” ครูวิเชียรเริ่มอธิบาย

ดังนั้น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงมีโปรแกรมกิจกรรมช่วงปิดเทอมให้เด็กๆ และผู้ปกครองที่บ้านได้ทำร่วมกันเสมอ เพื่อจุดมุ่งหมาย 2 อย่าง คือหนึ่ง เพื่อรักษาทักษะที่จำเป็นบางอย่างของเด็กเอาไว้ และสอง เพื่อหาทางจุดประกายบางเรื่องให้เด็กๆ 

เพราะโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาสอนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning (PBL) ซึ่งจะกำหนดประเด็นเอาไว้แล้วว่าหัวข้อในแต่ละสัปดาห์ เดือน และภาคการศึกษา คืออะไร ดังนั้น ระหว่างปิดเทอมครูจะพยายามจุดประกายให้เด็กๆ ไปดูสิ่งนั้นหรือทำสิ่งนี้มา เมื่อเปิดเทอมก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็เรียนเรื่องนั้นต่อได้เลย

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เรียกว่า Inspired ให้เด็กๆ เกิดประกายกระตือรือร้นเอาไว้ก่อน เมื่อถึงวันเปิดเทอม เราก็เรียนกันได้เลย ไม่ต้องอารัมภบทอะไรทั้งสิ้น” 

 เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ เด็กๆ ต้องเลื่อนการเปิดเทอมไปอีกนับเดือน ทางโรงเรียนจึงต้องเตรียมการทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้เด็กต้องอยู่บ้านโดยไม่ได้เรียนรู้อะไร 

“อีกอย่างที่เราตระหนักคือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน กลับมาอยู่บ้าน รายได้ที่หาเลี้ยงครอบครัวก็พลอยหายไป ไหนจะปู่ย่าตายายอีก สภาพการ แรงกดดันของผู้ปกครองจากปัจจัยภายนอก ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในบ้านได้

“การที่คนหลายคนต้องมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่มีกิจกรรมอะไร โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะทำให้การอยู่ด้วยกันยิ่งลำบาก ทางโรงเรียนจึงคิดโครงการที่จะหากิจกรรมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว เพื่อให้เด็กได้อยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ กลายเป็นโครงการของขวัญจากนิทานของโลก ที่จะส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กเล็ก และส่งหนังสือวรรณกรรมไปให้เด็กโตเป็นของขวัญถึงบ้าน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

02

ของขวัญชิ้นพิเศษจากที่แสนไกล

ครูวิเชียรอธิบายว่า “สำหรับเด็กเล็ก การอ่านออกเสียงให้ฟัง เด็กๆ จะได้ฟังอย่างมีความสุข ช่วยเร่งให้เขาอยากอ่านเอง ส่งเสริมให้มีพัฒนาการการฟังจับใจความ การมีสมาธิจดจ่อ การเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ ที่สำคัญช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้อ่านและผู้ฟัง สายสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กๆ ไปตลอดชีวิต”

เมื่อเปิดพัสดุของขวัญ นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังมีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ระบุว่าผู้ปกครองจะชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมอะไรได้บ้างเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะสมอง Executive Function (EF) เช่น การตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่านแล้วชวนสนทนา การเล่นบทบาทสมมติตามเรื่องที่อ่าน การเล่นสี ปั้นดิน ประดิษฐ์ พับตามเรื่องที่อ่าน หรือแม้กระทั่งเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านมาสู่งานบ้าน งานสวน งานครัว เป็นวิธีแยบคายที่เด็กได้เรียนรู้ ไม่น่าเบื่อ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กเล็กๆ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการอยู่กับหน้าจอหรือการเรียนผ่านออนไลน์ แต่ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอมานาน ช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ถ้าเขาได้รับหนังสือนิทาน มีพัสดุของขวัญไปถึงเขา เป็นครั้งแรกของเด็กหลายคนที่ได้รับของทางไปรษณีย์ เปิดมาเป็นนิทานที่น่าสนใจ มันตราตรึงและจะช่วยดึงเขากลับมาอยู่กับหนังสือแทนที่จะอยู่หน้าจอเพียงอย่างเดียว”

และทางโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็ไม่ลืมที่จะแนบแบบตรวจสอบคร่าวๆ ไปด้วย เพื่อผู้ปกครองจะได้ตรวจเช็กว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นยังอยู่ในเส้นทางการพัฒนาผู้เรียนหรือไม่ ทำกิจกรรมครบหรือเปล่า ถ้าทำครบถ้วน เด็กๆ จะได้ทักษะสมองอะไรจากกิจกรรมนั้นๆ บ้าง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“การทำกระบวนการแบบนี้ ผู้ปกครองจะได้มีส่วนร่วมและรับรู้ว่า ครูกำลังพาเด็กให้บรรลุสมรรถนะอะไรบ้าง กิจกรรมที่ทำพัฒนาทักษะสมองของเด็กอย่างไร พูดง่ายๆ คือมีแผนการสอนที่ผู้ปกครองกลายเป็นส่วนหนึ่งและรู้ปลายทางด้วย แม้จะเป็นการปิดเทอมที่ยาวนานกว่าปกติ แต่เด็กๆ ก็ยังสนใจการเรียนรู้ และมีการคงอยู่ของสมรรถนะต่างๆ”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

แรกเริ่มโครงการของขวัญจากนิทานของโลกทำอยู่ในโรงเรียนเครือข่ายลำปลายมาศพัฒนา 240 โรงเรียนเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมคุณครูเห็นพ้องกันว่าในช่วงเวลาแบบนี้ เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จึงเปิดโครงการเป็นสาธารณะ ให้ครูหรือผู้ปกครองจากทั่วประเทศที่สนใจส่งชื่อและที่อยู่ของเด็กๆ มาให้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาส่งพัสดุของขวัญไปให้ได้

“ตอนนี้เราส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กแล้วหลายหมื่นคน และยังมีคิวรออยู่หลายพันคน เมื่อสัปดาห์ก่อนเราเพิ่งส่งหนังสือไปให้เด็กๆ ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ครูลำปลายมาศพัฒนายังไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว (ยิ้ม) เราทำงานที่มีคุณค่า ให้เด็กๆ พัฒนาเติบโตและช่วยบรรเทาความเครียดจากสถานการณ์ในครอบครัว”

ครูวิเชียรบอกว่า หน้าที่ของครูไม่ได้จบแค่ในชั้นเรียน ครูคือผู้ใกล้ชิดเด็กและครอบครัวที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงเวลาแบบนี้ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนายังทำ ‘โครงการครอบครัวเปราะบาง’ จากการสำรวจพบว่ามีพ่อแม่หลายคนขาดรายได้ ไม่มีอาหารให้ลูกๆ กิน ทางโรงเรียนจึงจัดหาถุงยังชีพและระดมเงินสนับสนุน เพื่อเป็นค่าครองชีพให้ครอบครัวและเด็กๆ ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

03

นิทานและวรรณกรรมคือสิ่งพิเศษ

หนังสือนิทานและวรรณกรรมที่ส่งไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศนี้ เป็นหนังสือที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทดลองใช้ในการเรียนมาแล้วหลายปี โดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ครูวิเชียรเขียนขึ้นสำหรับกระบวนการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมโดยเฉพาะ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เราไม่เคยใช้แบบเรียนภาษาไทยเลย เราใช้นิทานและวรรณกรรมตลอด เพื่อให้เด็กรักการอ่าน ได้ฝึกฝนการตีความ และดึงเด็กให้ตราตรึงอยู่กับการอ่านได้ดีกว่า และที่สำคัญ มันปลูกฝังคุณลักษณะอะไรบางอย่างให้เด็กๆ ไว้อย่างแนบเนียน 

“ผมมองว่ามนุษย์เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ด้วยกระบวนการสองรูปแบบ หนึ่ง คือกระบวนการทางการศึกษาที่คนอื่นจัดให้ กับสอง คือกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเรียนรู้ผ่านหนังสือคือการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง เพราะหนังสือที่ดี สะท้อนถึงสิ่งแท้จริงที่มนุษย์มี

“นิทานคือสิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับเด็กเล็ก มนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยจินตนาการและการสร้างเรื่องเล่า เพราะมนุษย์เล่าเรื่องราวได้ เราจึงแตกต่างจากสัตว์อื่นและรวมกลุ่มเป็นอารยธรรมได้ เรื่องราวจากนิทานดีๆ จะสะท้อนอยู่ในตัวเด็กนานมาก และปลูกฝังเป็นแนวคิดในจิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังเรื่องความรักต่อธรรมชาติ ความเอื้ออารี การเผชิญกับความโดดเดี่ยว และการเยียวยาตัวเอง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“ในขณะเดียวกัน วรรณกรรมสำหรับเด็กโต คือเรื่องราวที่สะท้อนความจริงของมนุษย์ทุกแง่มุม เราไม่สามารถใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ เพราะเวลาของเรามีน้อยและมีข้อจำกัดต่างๆ แต่เราเรียนรู้ที่จะจำลองชีวิตผ่านตัวละครในเรื่องได้หลายรูปแบบ เราเป็นอะไรก็ได้ โจร โสเภณี พระราชา เศรษฐี ยาจก ตัวละครในวรรณกรรมสะท้อนหมด และเราก็เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องเหล่านั้น”

ครูวิเชียรยกตัวอย่างหนังสือนิทานเรื่อง เต่าภูมิใจ ที่เล่าเรื่องเต่าน้อยผู้ต้องแข่งขันกับสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายค้นพบว่าความภาคภูมิใจที่แท้จริงคือการไม่ต้องชนะใคร เรื่องนี้ตั้งใจพูดเรื่อง Self Esteem หรือความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันคือคุณค่าที่เกิดขึ้นและไหลเวียนอยู่ในจิตของเด็ก ต้องสร้างตอนที่ยังเล็ก

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

พอเด็กโตขึ้น การปลูกฝังความเข้าใจโลกก็ต้องลึกซึ้งขึ้น อย่างหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กมัธยมเล่มหนึ่ง ของครูวิเชียรเรื่อง รักในเอเดน เป็นเรื่องราวความรักที่มีอยู่ 35 รูปแบบ ที่ครูวิเชียรตั้งใจปลูกฝังเรื่องนี้ เพราะสำหรับเด็กมัธยมต้น สิ่งที่หลั่งออกมาคือฮอร์โมน ซึ่งขับเคลื่อนอารมณ์ความรักอย่างรุนแรง ในอุดมคติของเด็กวัยรุ่น ความรักของเขาจบด้วยแฮปปี้เอนดิ้งเสมอ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

“ความรักทั้งสามสิบห้ารูปแบบที่บอกเล่าอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนั้นมันสะท้อนว่า ความรักมันไม่ใช่ความหวานแหววอย่างเดียว แต่ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบที่ไม่ได้จบงดงามเสมอไป เด็กๆ จะได้ตีความและครุ่นคำนึงจากเรื่องที่เขาอ่าน และพลอยเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว รักเป็นแบบนี้เอง

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กที่โตขึ้นไปอีก อาจจะเป็นเรื่องที่รุนแรงหน่อย เช่น ผมรวบรวมบทความที่เขียนลงหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และนิตยสาร แพรว สมัยก่อนเป็นเล่ม บทความเหล่านั้นสะท้อนความจริงของชีวิต เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นความจริงที่ไม่ได้สุขหรือทุกข์ เขาจะได้เรียนรู้และเข้าใจปรัชญาแห่งชีวิตเหล่านั้นลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น

“การอ่านสำคัญมากที่จะทำให้มนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือเด็กๆ จดจ่ออยู่กับสิ่งนี้ได้นาน ความสามารถในการจดจ่อจะสร้างความครุ่นคำนึงในจิต ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนที่มีสิ่งดึงดูดใจเยอะมาก เด็กสมัยนี้จึงติดนิสัยดูหรือพินิจอะไรแค่แวบเดียว เพราะเขาสูญเสียการจดจ่อ สูญเสียการครุ่นคำนึง ซึ่งเป็นทักษะที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต”

04

สิ่งพิเศษในตัวทุกคน

เมื่อถอยออกมามองระบบการศึกษาในภาพกว้าง ครูวิเชียรอธิบายว่า เด็กรุ่นใหม่มีวิถีการเรียนรู้แบบใหม่จากหลากหลายช่องทาง แต่โครงสร้างการเรียนการสอนของโรงเรียนส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่ที่เดิม นั่นคือพยายามอัดเนื้อหามากมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า ทักษะหลายๆ อย่างที่สมควรถูกดึงมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในยามคับขัน ไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียน

ครูวิเชียรอธิบายทิ้งท้ายว่า “ปกติโรงเรียนของเราเรียนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning อยู่แล้ว เด็กถูกฝึกฝนให้เผชิญหน้าและแก้ปัญหา เพราะเรากำลังปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 แต่อย่างไรก็ตามในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า วันเปิดภาคเรียน เราจะเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมดเช่นกัน

“โดยหลักสูตรใหม่จะเน้นที่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน หน่วยการเรียนและแผนการสอนทุกอย่าง จะนำไปสู่การสร้าง Outcome ที่ไม่ใช่แค่ทักษะหรือความรู้ แต่เป็นสมรรถนะ โดยผู้จัดกระบวนการสอนจะหาสถานการณ์หรือปัญหามาล่อหลอกให้เด็กได้ดึงสมรรถนะในการเอาชนะสิ่งนั้น ไม่ใช่แค่สร้างความรู้ให้เท่านั้นจึงจะยั่งยืน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดทางธุรกิจให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำฟรี ไม่กล้าตั้งราคาเลย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง ราคาจะเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่า ความน่าเชื่อ และคุณภาพของบริการที่เราตั้งใจมอบให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ด้วย เป็นเหตุให้เราตั้งราคาขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมาจ่ายเงินนั่งเรียนอีก เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ช่วงเริ่มต้นนี้ รายได้ของ Hearing Heart เกิดจากค่าสมัครเรียนคอร์ส โดยอาจมีการเก็บอัตราที่หลากหลายในอนาคต เมื่อมีการสเกลบริการและกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง หรือเจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น HR องค์กรที่ต้องการเทรนนิ่ง แต่ในเบื้องต้น หลังจากทดลองกับลูกค้าจริงแล้ว วินพบว่าคนยินดียอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบริการนี้

รวมถึงมีนักลงทุนที่เห็นศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุนใน Hearing Heart

“ที่ผ่านมา ธุรกิจมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load