ตามปกติ ช่วงเวลานี้ของปี คือเวลาเปิดภาคการศึกษาใหม่ที่เด็กๆ ทั่วประเทศจะได้กลับเข้าโรงเรียน หลังปิดเทอมภาคฤดูร้อนกันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ปีนี้วันเปิดเทอมเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม เท่ากับเด็กๆ ต้องอยู่บ้านนานขึ้นอีกนับเดือน แม้จะมีการเรียนออนไลน์เข้ามาทดแทน แต่แน่นอนว่าสมาธิและการจดจ่อของเด็กๆ ย่อมไม่เท่าการเรียนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน 

“ยิ่งเด็กห่างหายไปจากการเรียนนานเท่าไหร่ อัตราการเรียนรู้ของเขาจะช้าลงโดยธรรมชาติ” 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

ครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่และผู้ก่อตั้งลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนทางเลือกต้นแบบแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ จึงก่อตั้ง ‘โครงการของขวัญจากนิทานของโลก’ ขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงความใคร่รู้และสร้างทักษะในการทำความเข้าใจตัวเองและโลกรอบตัวของเด็กๆ ระหว่างปิดเทอมอันยาวนาน ผ่านหนังสือนิทานและวรรณกรรม

โดยทีมคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะส่งพัสดุของขวัญ ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือนิทานและคู่มือการทำกิจกรรมที่ทั้งครอบครัวทำร่วมกันได้ไปให้เด็กๆ ถึงบ้าน จนถึงตอนนี้ พัสดุของขวัญหลายหมื่นกล่องส่งออกไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ห่างไกลที่สุด พัสดุของขวัญก็ส่งไปถึง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามในใจว่า ในยุคดิจิทัลที่เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ก่อนจับดินสอ การมอบหนังสือเป็นของขวัญ จะยังน่าเชื้อชวนพอสำหรับเด็กๆ อยู่หรือ

“หนังสือคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด สำหรับสร้างทักษะที่สำคัญที่สุดในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้ สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็ให้ไม่ได้” 

เราจะไปคุยกับครูวิเชียรถึงทิศทางการศึกษาไทยหลัง COVID-19 และโครงการของขวัญจากนิทานของโลก เมื่อการอ่านนิทานและวรรณกรรมเปลี่ยนโลกทั้งใบของเด็กได้อย่างสิ้นเชิง

01

ปิดเทอมที่ยาวนานเป็นพิเศษ

“จากการศึกษาเรื่องนี้มานานพอสมควร เราพบว่าเด็กที่ครอบครัวยังส่งเสริมการเรียนรู้ให้ในช่วงปิดเทอม เมื่อเปิดเทอม เขาจะยังมีสมรรถนะที่ดีในการเรียนรู้อยู่ ต่างจากครอบครัวที่ไม่ได้ส่งเสริม อาจด้วยข้อจำกัดของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวในชนบทที่พ่อแม่ไม่ได้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ลูกมากนัก เมื่อเปิดเทอมกลับมาก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง” ครูวิเชียรเริ่มอธิบาย

ดังนั้น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจึงมีโปรแกรมกิจกรรมช่วงปิดเทอมให้เด็กๆ และผู้ปกครองที่บ้านได้ทำร่วมกันเสมอ เพื่อจุดมุ่งหมาย 2 อย่าง คือหนึ่ง เพื่อรักษาทักษะที่จำเป็นบางอย่างของเด็กเอาไว้ และสอง เพื่อหาทางจุดประกายบางเรื่องให้เด็กๆ 

เพราะโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาสอนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning (PBL) ซึ่งจะกำหนดประเด็นเอาไว้แล้วว่าหัวข้อในแต่ละสัปดาห์ เดือน และภาคการศึกษา คืออะไร ดังนั้น ระหว่างปิดเทอมครูจะพยายามจุดประกายให้เด็กๆ ไปดูสิ่งนั้นหรือทำสิ่งนี้มา เมื่อเปิดเทอมก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็เรียนเรื่องนั้นต่อได้เลย

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เรียกว่า Inspired ให้เด็กๆ เกิดประกายกระตือรือร้นเอาไว้ก่อน เมื่อถึงวันเปิดเทอม เราก็เรียนกันได้เลย ไม่ต้องอารัมภบทอะไรทั้งสิ้น” 

 เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ เด็กๆ ต้องเลื่อนการเปิดเทอมไปอีกนับเดือน ทางโรงเรียนจึงต้องเตรียมการทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้เด็กต้องอยู่บ้านโดยไม่ได้เรียนรู้อะไร 

“อีกอย่างที่เราตระหนักคือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน กลับมาอยู่บ้าน รายได้ที่หาเลี้ยงครอบครัวก็พลอยหายไป ไหนจะปู่ย่าตายายอีก สภาพการ แรงกดดันของผู้ปกครองจากปัจจัยภายนอก ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในบ้านได้

“การที่คนหลายคนต้องมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่มีกิจกรรมอะไร โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะทำให้การอยู่ด้วยกันยิ่งลำบาก ทางโรงเรียนจึงคิดโครงการที่จะหากิจกรรมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว เพื่อให้เด็กได้อยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ กลายเป็นโครงการของขวัญจากนิทานของโลก ที่จะส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กเล็ก และส่งหนังสือวรรณกรรมไปให้เด็กโตเป็นของขวัญถึงบ้าน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

02

ของขวัญชิ้นพิเศษจากที่แสนไกล

ครูวิเชียรอธิบายว่า “สำหรับเด็กเล็ก การอ่านออกเสียงให้ฟัง เด็กๆ จะได้ฟังอย่างมีความสุข ช่วยเร่งให้เขาอยากอ่านเอง ส่งเสริมให้มีพัฒนาการการฟังจับใจความ การมีสมาธิจดจ่อ การเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ ที่สำคัญช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้อ่านและผู้ฟัง สายสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กๆ ไปตลอดชีวิต”

เมื่อเปิดพัสดุของขวัญ นอกจากหนังสือนิทานแล้ว ยังมีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ระบุว่าผู้ปกครองจะชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมอะไรได้บ้างเป็นรายสัปดาห์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะสมอง Executive Function (EF) เช่น การตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่านแล้วชวนสนทนา การเล่นบทบาทสมมติตามเรื่องที่อ่าน การเล่นสี ปั้นดิน ประดิษฐ์ พับตามเรื่องที่อ่าน หรือแม้กระทั่งเชื่อมโยงเรื่องที่อ่านมาสู่งานบ้าน งานสวน งานครัว เป็นวิธีแยบคายที่เด็กได้เรียนรู้ ไม่น่าเบื่อ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กเล็กๆ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการอยู่กับหน้าจอหรือการเรียนผ่านออนไลน์ แต่ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอมานาน ช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ถ้าเขาได้รับหนังสือนิทาน มีพัสดุของขวัญไปถึงเขา เป็นครั้งแรกของเด็กหลายคนที่ได้รับของทางไปรษณีย์ เปิดมาเป็นนิทานที่น่าสนใจ มันตราตรึงและจะช่วยดึงเขากลับมาอยู่กับหนังสือแทนที่จะอยู่หน้าจอเพียงอย่างเดียว”

และทางโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาก็ไม่ลืมที่จะแนบแบบตรวจสอบคร่าวๆ ไปด้วย เพื่อผู้ปกครองจะได้ตรวจเช็กว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นยังอยู่ในเส้นทางการพัฒนาผู้เรียนหรือไม่ ทำกิจกรรมครบหรือเปล่า ถ้าทำครบถ้วน เด็กๆ จะได้ทักษะสมองอะไรจากกิจกรรมนั้นๆ บ้าง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“การทำกระบวนการแบบนี้ ผู้ปกครองจะได้มีส่วนร่วมและรับรู้ว่า ครูกำลังพาเด็กให้บรรลุสมรรถนะอะไรบ้าง กิจกรรมที่ทำพัฒนาทักษะสมองของเด็กอย่างไร พูดง่ายๆ คือมีแผนการสอนที่ผู้ปกครองกลายเป็นส่วนหนึ่งและรู้ปลายทางด้วย แม้จะเป็นการปิดเทอมที่ยาวนานกว่าปกติ แต่เด็กๆ ก็ยังสนใจการเรียนรู้ และมีการคงอยู่ของสมรรถนะต่างๆ”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

แรกเริ่มโครงการของขวัญจากนิทานของโลกทำอยู่ในโรงเรียนเครือข่ายลำปลายมาศพัฒนา 240 โรงเรียนเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมคุณครูเห็นพ้องกันว่าในช่วงเวลาแบบนี้ เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จึงเปิดโครงการเป็นสาธารณะ ให้ครูหรือผู้ปกครองจากทั่วประเทศที่สนใจส่งชื่อและที่อยู่ของเด็กๆ มาให้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาส่งพัสดุของขวัญไปให้ได้

“ตอนนี้เราส่งหนังสือนิทานไปให้เด็กแล้วหลายหมื่นคน และยังมีคิวรออยู่หลายพันคน เมื่อสัปดาห์ก่อนเราเพิ่งส่งหนังสือไปให้เด็กๆ ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ครูลำปลายมาศพัฒนายังไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว (ยิ้ม) เราทำงานที่มีคุณค่า ให้เด็กๆ พัฒนาเติบโตและช่วยบรรเทาความเครียดจากสถานการณ์ในครอบครัว”

ครูวิเชียรบอกว่า หน้าที่ของครูไม่ได้จบแค่ในชั้นเรียน ครูคือผู้ใกล้ชิดเด็กและครอบครัวที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงเวลาแบบนี้ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกัน โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนายังทำ ‘โครงการครอบครัวเปราะบาง’ จากการสำรวจพบว่ามีพ่อแม่หลายคนขาดรายได้ ไม่มีอาหารให้ลูกๆ กิน ทางโรงเรียนจึงจัดหาถุงยังชีพและระดมเงินสนับสนุน เพื่อเป็นค่าครองชีพให้ครอบครัวและเด็กๆ ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

03

นิทานและวรรณกรรมคือสิ่งพิเศษ

หนังสือนิทานและวรรณกรรมที่ส่งไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศนี้ เป็นหนังสือที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทดลองใช้ในการเรียนมาแล้วหลายปี โดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ครูวิเชียรเขียนขึ้นสำหรับกระบวนการสอนภาษาไทยผ่านวรรณกรรมโดยเฉพาะ 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เราไม่เคยใช้แบบเรียนภาษาไทยเลย เราใช้นิทานและวรรณกรรมตลอด เพื่อให้เด็กรักการอ่าน ได้ฝึกฝนการตีความ และดึงเด็กให้ตราตรึงอยู่กับการอ่านได้ดีกว่า และที่สำคัญ มันปลูกฝังคุณลักษณะอะไรบางอย่างให้เด็กๆ ไว้อย่างแนบเนียน 

“ผมมองว่ามนุษย์เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ด้วยกระบวนการสองรูปแบบ หนึ่ง คือกระบวนการทางการศึกษาที่คนอื่นจัดให้ กับสอง คือกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเรียนรู้ผ่านหนังสือคือการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง เพราะหนังสือที่ดี สะท้อนถึงสิ่งแท้จริงที่มนุษย์มี

“นิทานคือสิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับเด็กเล็ก มนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยจินตนาการและการสร้างเรื่องเล่า เพราะมนุษย์เล่าเรื่องราวได้ เราจึงแตกต่างจากสัตว์อื่นและรวมกลุ่มเป็นอารยธรรมได้ เรื่องราวจากนิทานดีๆ จะสะท้อนอยู่ในตัวเด็กนานมาก และปลูกฝังเป็นแนวคิดในจิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังเรื่องความรักต่อธรรมชาติ ความเอื้ออารี การเผชิญกับความโดดเดี่ยว และการเยียวยาตัวเอง 

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“ในขณะเดียวกัน วรรณกรรมสำหรับเด็กโต คือเรื่องราวที่สะท้อนความจริงของมนุษย์ทุกแง่มุม เราไม่สามารถใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ เพราะเวลาของเรามีน้อยและมีข้อจำกัดต่างๆ แต่เราเรียนรู้ที่จะจำลองชีวิตผ่านตัวละครในเรื่องได้หลายรูปแบบ เราเป็นอะไรก็ได้ โจร โสเภณี พระราชา เศรษฐี ยาจก ตัวละครในวรรณกรรมสะท้อนหมด และเราก็เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ผ่านเรื่องเหล่านั้น”

ครูวิเชียรยกตัวอย่างหนังสือนิทานเรื่อง เต่าภูมิใจ ที่เล่าเรื่องเต่าน้อยผู้ต้องแข่งขันกับสิ่งต่างๆ มากมาย สุดท้ายค้นพบว่าความภาคภูมิใจที่แท้จริงคือการไม่ต้องชนะใคร เรื่องนี้ตั้งใจพูดเรื่อง Self Esteem หรือความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันคือคุณค่าที่เกิดขึ้นและไหลเวียนอยู่ในจิตของเด็ก ต้องสร้างตอนที่ยังเล็ก

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

พอเด็กโตขึ้น การปลูกฝังความเข้าใจโลกก็ต้องลึกซึ้งขึ้น อย่างหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กมัธยมเล่มหนึ่ง ของครูวิเชียรเรื่อง รักในเอเดน เป็นเรื่องราวความรักที่มีอยู่ 35 รูปแบบ ที่ครูวิเชียรตั้งใจปลูกฝังเรื่องนี้ เพราะสำหรับเด็กมัธยมต้น สิ่งที่หลั่งออกมาคือฮอร์โมน ซึ่งขับเคลื่อนอารมณ์ความรักอย่างรุนแรง ในอุดมคติของเด็กวัยรุ่น ความรักของเขาจบด้วยแฮปปี้เอนดิ้งเสมอ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

“ความรักทั้งสามสิบห้ารูปแบบที่บอกเล่าอยู่ในวรรณกรรมเรื่องนั้นมันสะท้อนว่า ความรักมันไม่ใช่ความหวานแหววอย่างเดียว แต่ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบที่ไม่ได้จบงดงามเสมอไป เด็กๆ จะได้ตีความและครุ่นคำนึงจากเรื่องที่เขาอ่าน และพลอยเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว รักเป็นแบบนี้เอง

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

“เด็กที่โตขึ้นไปอีก อาจจะเป็นเรื่องที่รุนแรงหน่อย เช่น ผมรวบรวมบทความที่เขียนลงหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ และนิตยสาร แพรว สมัยก่อนเป็นเล่ม บทความเหล่านั้นสะท้อนความจริงของชีวิต เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นความจริงที่ไม่ได้สุขหรือทุกข์ เขาจะได้เรียนรู้และเข้าใจปรัชญาแห่งชีวิตเหล่านั้นลึกขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่เพิ่มขึ้น

“การอ่านสำคัญมากที่จะทำให้มนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือเด็กๆ จดจ่ออยู่กับสิ่งนี้ได้นาน ความสามารถในการจดจ่อจะสร้างความครุ่นคำนึงในจิต ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนที่มีสิ่งดึงดูดใจเยอะมาก เด็กสมัยนี้จึงติดนิสัยดูหรือพินิจอะไรแค่แวบเดียว เพราะเขาสูญเสียการจดจ่อ สูญเสียการครุ่นคำนึง ซึ่งเป็นทักษะที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต”

04

สิ่งพิเศษในตัวทุกคน

เมื่อถอยออกมามองระบบการศึกษาในภาพกว้าง ครูวิเชียรอธิบายว่า เด็กรุ่นใหม่มีวิถีการเรียนรู้แบบใหม่จากหลากหลายช่องทาง แต่โครงสร้างการเรียนการสอนของโรงเรียนส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่ที่เดิม นั่นคือพยายามอัดเนื้อหามากมาย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า ทักษะหลายๆ อย่างที่สมควรถูกดึงมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในยามคับขัน ไม่ได้ถูกสอนในโรงเรียน

ครูวิเชียรอธิบายทิ้งท้ายว่า “ปกติโรงเรียนของเราเรียนด้วยกระบวนการ Problem Based Learning อยู่แล้ว เด็กถูกฝึกฝนให้เผชิญหน้าและแก้ปัญหา เพราะเรากำลังปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 แต่อย่างไรก็ตามในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า วันเปิดภาคเรียน เราจะเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมดเช่นกัน

“โดยหลักสูตรใหม่จะเน้นที่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน หน่วยการเรียนและแผนการสอนทุกอย่าง จะนำไปสู่การสร้าง Outcome ที่ไม่ใช่แค่ทักษะหรือความรู้ แต่เป็นสมรรถนะ โดยผู้จัดกระบวนการสอนจะหาสถานการณ์หรือปัญหามาล่อหลอกให้เด็กได้ดึงสมรรถนะในการเอาชนะสิ่งนั้น ไม่ใช่แค่สร้างความรู้ให้เท่านั้นจึงจะยั่งยืน”

ครูบุรีรัมย์กับโปรเจกต์ส่งนิทานให้เด็กทั่วไทยที่เชื่อว่าหัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การอ่าน, ครูวิเชียร ไชยบัง, โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load