30 พฤศจิกายน 2562
15 K

วันนี้เมื่อ 153 ปีที่แล้ว เด็กชายชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ (George McFarland) ได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ในวันนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าทารกน้อยคนนี้จะสร้างประโยชน์มากมายไว้บนแผ่นดินสยามอันเป็นสถานที่เกิดและตายของเขา

ย้อนกลับไปก่อนหน้าทารกน้อยคนนี้จะเกิดราวๆ 6 ปี คู่รักแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ คุณพ่อและคุณแม่ของยอร์ช เดินทางมาถึงประเทศสยามใน พ.ศ. 2403 ซึ่งตรงกับช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้นบนยอดเขาที่เพชรบุรี

โดย เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นพระสหายใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังทรงเป็นพระภิกษุ และได้ร่วมเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารี ท่านประสงค์ให้ลูกชายได้รับโอกาสนี้บ้าง จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรี 

 เมื่อแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ เดินทางข้ามโลกจากสหรัฐอเมริกามาถึงบางกอก ก็เหมือนจะยังไกลไม่พอสำหรับพวกเขา ทันทีที่ได้ทราบถึงโอกาสนี้ แซมมูเอลและเจนก็ตอบตกลงที่จะเดินทางไกลขึ้นอีกหน่อยจากความตั้งใจแรก เพื่อสร้างหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรีด้วยความยินดีในทันที

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
คุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

เมื่อผ่านไป 6 ปี แซมมูเอลและเจนก็ได้มีลูกชายน้อยๆ 2 คน คนโตชื่อวิลลี่อายุ 4 ขวบ ส่วนคนเล็กชื่อว่าเอ็ดวิน อายุ 2 ขวบ และมีสมาชิกใหม่ที่ยังอยู่ในท้องของเจน ซึ่งจะถือกำเนิดในอีกไม่นาน เนื่องจากในขณะนั้นจังหวัดเพชรบุรีไม่มีแพทย์แผนตะวันตก มีแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อถึงใกล้กำหนดคลอด ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์จึงต้องนั่งเรือจากเพชรบุรีเพื่อมาทำคลอดที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาถึง 3 วัน 2 คืน ในการเดินทาง 

ในที่สุดทารกน้อยสมาชิกคนที่ 5 ของครอบครัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2409 โดยมี นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามคุณหมอบรัดเลย์ เป็นผู้ทำคลอดให้ ทารกน้อยมีชื่อเต็มว่า ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ โดยชื่อกลางมาจากชื่อของคุณหมอบรัดเลย์ นายแพทย์มิชชันนารีผู้ทำคลอดและเป็นเจ้าของบ้านหลังจากที่คุณหมอยอร์ชถือกำเนิด เขาก็เป็นผู้ที่ผูกพันกับสยามตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พี่น้องแมคฟาร์แลนด์ทั้งสี่คน คุณหมอยอร์ชคือเด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

นับจากวินาทีนั้นมาเป็นเวลา 75 ปี ที่คุณหมอได้สร้างประโยชน์มากมายให้กับคนไทย แม้คุณหมอจะจากโลกนี้ไปถึง 77 ปีแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยของสิ่งที่คุณหมอสร้างไว้ให้เราได้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน และคนไทยทุกคนต่างเคยได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณหมอยอร์ชและครอบครัวแมคฟาร์แลนด์มอบไว้ให้คนไทย 

หลังจากก่อตั้งหน่วยมิชชันนารีและใช้ชีวิตในการประกาศศาสนาด้วยความตั้งใจ ควบคู่ไปกับการเปิดโรงเรียนให้ความรู้และช่วยรักษาชาวบ้านในเบื้องต้นอยู่หลายปี ทั้งคู่ก็ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยกันในพระนาม King Chulalongkorn ให้มาจัดตั้งโรงเรียนนำร่องสำหรับก่อร่างสร้างระบบการศึกษาในประเทศไทย เพื่อให้ชาวสยามหันมานิยมชมชอบการศึกษาอย่างแท้จริง 

หากจะเล่าย้อนให้เห็นภาพ ในขณะนั้นสยามประเทศมีแต่โรงเรียนที่เปิดทำการโดยมิชชันนารี คือโรงเรียนสำเหร่บอยส์สกูลและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง หรือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากเข้าถึงเฉพาะประชาชนคนทั่วไป โรงเรียนนำร่องนี้จึงเป็นความตั้งใจที่จะเปิดขึ้นสำหรับพระราชโอรสของเหล่าราชวงศ์และบุตรชายของขุนนางในชื่อ ‘โรงเรียนนันทอุทยาน’ หรือที่เรียกทั่วไปว่าโรงเรียนสวนอนันต์ เพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนาและวางรากฐานอย่างเป็นระบบ

ส่วนคุณแม่เจนผู้ใจดีของลูกๆ ทั้งสี่ก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกการฝีมือสำหรับสตรีและเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศสยามเมื่อครั้งที่อยู่เพชรบุรี และยังเป็นผู้นำจักรเย็บผ้าไปใช้ในจังหวัดเพชรบุรีเป็นคนแรก

มรดกอีกอย่างจากครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ที่น่าจะกว้างขวางที่สุด คือแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2435 โดยผู้พัฒนาคือเอ็ดวิน พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช ที่พัฒนาแป้นพิมพ์ภาษาไทยนี้ร่วมกับ Smith Premier โรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดของอเมริกาในระหว่างที่ลาพักงานกลับไปที่อเมริกา และได้นำเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากนั้นเครื่องพิมพ์ดีดนี้ถูกสั่งมาใช้ในพระราชสำนักและงานราชการจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
เครื่องพิมพ์ดีดไทยของสมิทพรีเมียร์ที่พัฒนาโดยเอ็ดวิน แมคฟาร์แลนด์ พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม 

ส่วนวิลลี่ พี่ชายคนโต ได้รับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ 7 ปี นอกจากได้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้นแล้ว อีกหนึ่งผลงานสำคัญของวิลลี่คือเป็นผู้คิดค้นคำภาษาไทยทางทหารขึ้น และยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน เช่น คำว่า กลับหลังหัน และวันทยาวุธ

และสำหรับคุณหมอยอร์ชเองก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะการวางรากฐานโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย คือโรงเรียนแพทย์ศิริราช ดังที่ ศ. นพ.อวย เกตุสิงห์ สรรเสริญท่านว่าเป็น ‘อิฐก้อนแรกของศิริราช’ วันนี้จึงขอเล่าเรื่องชีวิตของคุณหมอยอร์ชผ่านอนุสาวรีย์ที่ยังมีชีวิตด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคุณหมอทั้งหมด 7 สถานที่

 01

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี

ในวัยเด็กของคุณหมอยอร์ชเติบโตและผูกพันกับเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่คุณหมอยอร์ชใช้เวลา 12 ปีแรกของชีวิต และเนื่องจากมีคุณพ่อเป็นมิชชันนารี จึงใช้เวลาส่วนมากในการเผยแผ่ศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งยังสร้างโบสถ์และรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ บ้านแมคฟาร์แลนด์จะเป็นเด็ก Bilingual หรือเด็กสองภาษาอย่างเต็มตัว ไม่เพียงพูดภาษาไทยได้คล่อง แต่พูดไทยสำเนียงเมืองเพชรเลยทีเดียว 

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ก็รับรู้ถึงความไม่กลมกลืนของพวกเขาอยู่บ้าง เนื่องจากเด็กชาวสยามจะมีชีวิตที่สบายๆ และมีอิสระมากกว่าพวกเขาซึ่งเป็นครอบครัวชาวอเมริกัน

ด้วยความที่เป็นครอบครัวมิชชันนารี โบสถ์สำหรับเผยแผ่และสอนศาสนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แซมมูเอลได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งและลงมือสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นจากอิฐที่ทำเองกับมือ โดยไปเรียนกระบวนการทำอิฐจากกรุงเทพฯ แล้วกลับมาสร้างเตาเผาอิฐเองโดยมีชาวสยามเป็นลูกมือ ใช้เวลากว่า 4 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2415 นับเป็นโบสถ์คริสเตียนหลังที่ 3 แห่งสยามประเทศ

เมื่อวันเวลาผ่านไป 64 ปี ใน พ.ศ. 2479 โบสถ์หลังนี้ทรุดโทรมตามกาลเวลา คุณหมอยอร์ชซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 70 ปี จึงได้จัดการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นทดแทน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็สร้างจนเสร็จเรียบร้อย โดยมีแผ่นป้ายจารึกติดไว้ว่า “ที่ระลึกถึง แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์” ผู้ก่อสร้างโบสถ์หลังแรก ผู้ที่ชาวเพชรบุรีเรียกท่านว่า คุณหมอฟ้าลั่น

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
โบสถ์ศรีพิมลธรรมในปัจจุบัน

และหากใครได้มีโอกาสแวะไปโบสถ์ศรีพิมลธรรม บริเวณไม่ไกลจากนั้นจะพบบ้านไม้อายุเกินร้อยปี ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 ซึ่งในอดีตเป็นเหมือนศูนย์กลางการทำงานของเหล่ามิชชันนารีในเมืองเพชรบุรี

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
สำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 

02

โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราช)

หลังจากเรียนจบด้านการแพทย์กลับมาจากอเมริกาใน พ.ศ. 2434 คุณหมอหนุ่มวัย 26 ปีในขณะนั้นก็พร้อมที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสานต่อการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์สำหรับคนไทยซึ่งได้รับปากกับ คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) เอาไว้  

เนื่องจากคุณหมอเฮส์เคยพยายามจัดตั้งโรงเรียนแพทย์มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2433 แต่เพราะเขาเพิ่งมาอยู่สยามได้เพียง 2 ปีและยังมีอุปสรรคด้านภาษา จึงทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างยากลำบาก จนนักเรียนทยอยลาออกกันไป 

คุณหมอเฮส์ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง แต่ยังไม่หมดหวังกับการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยาม จึงตัดสินใจตั้งหลักใหม่โดยหานายแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อก่อร่างสร้างระบบการศึกษาแพทย์ในไทย ท่านเล็งเห็นว่าคุณหมอยอร์ชที่กำลังจะสำเร็จการศึกษานั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และคุณหมอยอร์ชก็ไม่ทำให้คุณหมอเฮส์ผิดหวัง เขาตอบรับตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนแพทย์ โดยโรงเรียนแพทย์ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนราชแพทยาลัย’ ส่วนคุณหมอเฮส์ก็ได้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ และทุ่มเทให้กับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างเต็มที่

คุณหมอยอร์ชสอนนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นเวลากว่า 35 ปีจนเกษียณอายุราชการ โรงเรียนราชแพทยาลัยได้ขยายเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับจนกลายเป็น ‘คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล’ ในปัจจุบัน

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล

หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนราชแพทยาลัย เที่ยวชมเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 17.00 น. เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าชมฟรี นักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปีเสียค่าเข้าชม 25 บาท ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม 80 บาท

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อครั้งวิทยาการการผ่าตัดยังไม่แพร่หลาย วิธีที่จะให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนผ่าตัดก็ต้องเรียนตอนที่อาจารย์ผ่าตัดจริง โดยนักเรียนต้องมาล้อมกันดูเป็นจำนวนมาก เพราะการผ่าตัดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จึงจำลองห้องเรียนผ่าตัดที่คุณหมอยอร์ชใช้สอนนักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นจริงๆ ให้ชม

และเนื่องจากภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนวิชาแพทย์ คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งคุ้นเคยกับภาษาไทย เห็นว่าการที่มีศัพท์แพทย์เป็นภาษาไทยจะช่วยลดอุปสรรคตรงนี้ได้ จึงบัญญัติศัพท์ทางการแพทย์ต่างๆ เป็นภาษาไทยขึ้นมา รวมทั้งเขียนตำราแพทย์เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนชาวไทยเข้าใจเนื้อหาและบทเรียนได้ถูกต้องมากที่สุด

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ตำราแพทย์ กายวิภาควิทยา แอนนาโดเม เล่มที่ 1 โดยคุณหมอยอร์ช
ภาพ : พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

หลังคุณหมอยอร์ชเกษียณอายุราชการได้ 10 ปี เหล่าลูกศิษย์หารือกันว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีให้คุณครู และเนื่องจากคุณหมอยอร์ชเป็นผู้ที่ปฏิเสธเครื่องดื่มมึนเมามาโดยตลอด จึงจัดเป็นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย หนึ่งในของที่ระลึกที่ลูกศิษย์จัดทำให้คือประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ช โดยภาพปูนปั้นนี้ถูกนำไปประดับที่ฝาผนังตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ก่อนถูกย้ายมาที่หอสมุดศิริราช และได้มาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในปัจจุบัน

ซึ่งในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่จะถึงนี้ จะครบรอบ 128 ปีของการทำงานวันแรกของคุณหมอยอร์ชที่ศิริราชในฐานะครูใหญ่โรงเรียนแพทย์

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ชที่ลูกศิษย์จัดทำขึ้นเป็นของที่ระลึกในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปี

03

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจะไม่ใช่ผลงานของคุณหมอยอร์ชโดยตรง แต่ก็นับว่าคุณหมอยอร์ชมีส่วนสำคัญมากต่อสถานที่ตั้งปัจจุบันของโรงเรียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยซึ่งในขณะนั้นคือ ‘โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง’ เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณพระราชวังหลัง (บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน) ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบันคือสุขุมวิท 19 เมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีคุณหมอยอร์ชเป็นผู้มีส่วนสำคัญ เพราะเดิมเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็คือคุณหมอยอร์ชนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่ศูนย์กลางเมืองยังอยู่แถวพระบรมหาราชวังและถนนเจริญกรุง คุณหมอยอร์ชก็เล็งเห็นว่าในอนาคต กรุงเทพฯ จะต้องขยายตัวมาทางย่านสุขุมวิท จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้เก็บไว้ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งในตอนแรก แหม่มโคล (มิสเอ็ดน่า เซระห์ โคล) ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้สนใจที่ดินตรงนี้มากนักเนื่องจากยังไม่มีถนนตัดผ่าน 

แต่ภายหลังทางการได้ขยายเมืองมาทางนี้ตามที่คุณหมอยอร์ชคาดไว้ และจะมีการตัดถนนผ่านไปทางปากน้ำ แหม่มโคลจึงเห็นด้วยกับคุณหมอยอร์ชในการย้ายโรงเรียนมาที่นี่ ครั้งแรกแหม่มโคลซื้อที่ดิน 25 ไร่ต่อจากคุณหมอยอร์ชด้วยราคาเท่าทุนและขยับขยายเพิ่มเติม รวมถึงได้รับบริจาคจากคุณหมอยอร์ชและมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ จนมีที่ดินมีขนาด 51 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา

หากใครเคยไปโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ถัดเข้าไปบริเวณทางเข้าประตูด้านฝั่งขวามือจะพบสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะร่มรื่นแล้ว ยังเป็นเสมือนปอดน้อยๆ ให้ผู้คนแถวนั้น ที่ดินบริเวณนี้เองที่คุณหมอยอร์ชบริจาคให้ทางโรงเรียนเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ภรรยาคนแรกของคุณหมอ 

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเสมือนเตรียมไว้ให้ พอภรรยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าก็ยกที่ดินทางตะวันออกของโรงเรียนเดี๋ยวนี้ให้แก่องค์กรศาสนาเพรสไบทีเรียนอเมริกันเป็นจำนวน 16 ไร่ ให้เป็นอนุสรณ์ของภรรยาผู้มีความสนใจอย่างลึกซึ้งในกิจการของกุลสตรีวังหลัง”

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
โรงเรียนวัฒนาวิทยาในปัจจุบัน โดยอาคารเรียนหลักบริเวณหน้าโรงเรียนเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปี ค.ศ. 1919 – 2019 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

04

YWCA กรุงเทพฯ

คุณหมอยอร์ชและมารีพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชมากว่า 20 ปี แต่ขณะนั้นโรงเรียนราชแพทยาลัยกำลังขยับขยายและต้องการห้องเรียนเพิ่มขึ้น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือขอคืนบ้านพักของคุณหมอยอร์ชเพื่อใช้เป็นห้องเรียน

หลังจากใช้เวลาหาที่พักใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก็พบบ้านโฮลี่รู้ด (Holyrood) ซึ่งเจ้าของเดิมคือนายแพทย์ชาวอังกฤษที่เกษียณอายุและกำลังจะกลับประเทศ โดยชื่อโฮลี่รู้ดนั้นได้มาจากชื่อพระราชวัง The Palace of Holyrood House ในเอดินบะระ สกอตแลนด์ คุณหมอยอร์ชและมารีจึงได้บ้านโฮลี่รู้ดเป็นที่พักใหม่ บนพื้นที่ 5 ไร่ 92 ตารางวา ซึ่งกลายเป็นบ้านที่คุณหมอพักอาศัยอยู่จนสิ้นชีวิต 

ภายหลังจากคุณหมอเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ถูกขายให้กับสมาคม YWCA ประเทศไทยในราคา 3,000 เหรียญฯ เพื่อใช้ดำเนินกิจการของสมาคม รวมทั้งจัดสร้างอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสมาคม YWCA นานาชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยคิดในราคาถูกและเน้นความปลอดภัย

ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ YWCA กรุงเทพฯ ยังคงตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านโฮลี่รู้ดเดิมภายใต้ชื่อใหม่ว่า แมคฟาร์แลนด์ เม็มโมเรียล (McFarland Memorial) และดำเนินกิจกรรมตามจุดประสงค์ของสมาคม มีสถานศึกษาปฐมวัยที่เน้นสอนตามแนวทางมอนเตสซอรี่ รวมทั้งมีบริการห้องประชุมและที่พักที่สะอาด เดินทางสะดวก ในราคาเป็นมิตร 

YWCA กรุงเทพฯ
บ้านโฮลี่รู้ดในอดีต
YWCA กรุงเทพฯ
YWCA กรุงเทพฯ ในอดีต

05

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

เปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดเพชรบุรี สถานที่ที่คุณหมอยอร์ชเติบโตและใช้ชีวิต 12 ปีแรกกันบ้าง 

หลังจากที่คุณหมอยอร์ชได้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยามสำเร็จ ส่งผลให้การแพทย์แผนตะวันตกในประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตคุณหมอชาวไทยเก่งๆ จำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหมอยอร์ชเป็น ‘พระอาจวิทยาคม’ รวมทั้งพระราชทานที่ดินจำนวน 4.5 เอเคอร์ (ราวๆ 11 ไร่กว่า) ที่หัวหินให้อีกด้วย

คุณหมอยอร์ชสร้างบ้านพักตากอากาศขึ้นบนที่ดินนี้ ซึ่งปัจจุบันเราไปเที่ยวชมได้ที่ McFarland House ตั้งอยู่ในโครงการ THE BARAI บริเวณเดียวกับ Hyatt Regency Hua Hin โดยเปิดเป็นร้านอาหารและมีบริการ Afternoon Tea 

บ้านหลังที่ตั้งอยู่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมและโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่หลังเดิมที่คุณหมอยอร์ชเคยสร้างไว้ แต่ใช้ไม้เดิมของบ้านมาสร้างใหม่เป็นหลังปัจจุบัน

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี
McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

06

โบสถ์วัฒนา

หากคุณเป็นคริสเตียนก็อาจจะรู้จักโบสถ์ขนาดกำลังดีแห่งนี้ แต่ถ้าหากคุณเป็นชาวพุทธที่ติดตามข่าวบันเทิงอยู่บ้างก็อาจจะคุ้นเคยโบสถ์หลังนี้ผ่านข่าวงานแต่งงานของดาราหลายๆ คู่ โดยโบสถ์เรียบง่ายหลังงามนี้คือคริสตจักรวัฒนา ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สุดซอยสุขุมวิท 19

โบสถ์หลังนี้แต่เดิมมีชื่อว่า McFarland Memorial Chapel ซึ่งศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน เพื่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณหมอยอร์ช ผู้มีบทบาทสำคัญในการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนมายังสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งยังได้เงินบริจาคจาก คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ รวมกับเงินส่วนที่เหลือจากการปลูกสร้างอาคารโรงเรียน สมทบกับเงินถวายสุทธิทานและอื่นๆ  โบสถ์หลังนี้จึงสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 

ภาพ : โบสถ์วัฒนา

บนที่ดินผืนเดียวกันถัดจากโบสถ์วัฒนาไปเพียงเล็กน้อย จะพบอาคารพระอาจวิทยาคมที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2556 เพื่อใช้ทำกิจกรรมของโบสถ์และเปิดเป็นที่พัก

07

สุสานฝรั่ง เจริญกรุง

ตลอดชีวิตของคุณหมอผู้ซึ่งต้องเผชิญความรู้สึกไม่เข้าพวกอยู่เสมอ ทั้งในช่วงวัยเด็กที่เป็นเด็กต่างชาติท่ามกลางเด็กๆ ท้องถิ่นชาวเพชรบุรี หรือเมื่อครั้งที่ย้ายจากเพชรบุรีตามพ่อแม่มาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อรับภารกิจเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสวนอนันต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในพระบรมมหาราชวัง 

จากเด็กที่เติบโตมากับเด็กชาวบ้านเพชรบุรี ต้องมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนที่เป็นบุตรหลานในแวดวงราชสำนักและได้รับการอมรมกิริยามารยาทมาอย่างดี การเล่นแบบเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งยอร์ชยังพ่วงความเป็นลูกผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่รวมสำเนียงภาษาไทยเมืองเพชรซึ่งยอร์ชใช้มาตั้งแต่เกิด ทำให้มีเส้นบางๆ กั้นระหว่างยอร์ชกับเด็กๆ คนอื่น

เมื่อครั้งเติบโตไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะกลมกลืนกับคนอื่นๆ แต่วิถีชีวิตและสังคมที่หล่อหลอมยอร์ชนั้นต่างจากเพื่อนๆ รวมทั้งเสื้อผ้าใหม่สำหรับใช้ที่อเมริกาก็ซื้อระหว่างแวะพักที่ลอนดอน จากการที่ได้รู้จักคนอังกฤษในสยามและเชื่อว่าลอนดอนคือดินแดนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพล โดยไม่รู้เลยว่าสไตล์ของอังกฤษนั้นต่างจากอเมริกันโดยสิ้นเชิง ก็ทำให้ยอร์ชต่างจากเพื่อนๆ คนอื่นอยู่ดี

เมื่อได้กลับมายังกรุงเทพฯ คุณหมอเฮส์ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนในทุกๆ เรื่องย้ำเสมอว่า อนาคตของเขาจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าแน่นอนหากเข้าสังคมกับชาวตะวันตกในสยามไม่ได้ ซึ่งยอร์ชก็เคารพในความคิดเห็นของคุณหมอเฮส์เสมอ คุณหมอยอร์ชจึงตั้งใจเต็มที่ที่จะเข้าสังคมกับชาวตะวันตก เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ตัวเองอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่ลึกๆ แล้วคุณหมอยอร์ชรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจกับการใช้ชีวิตสำเริงสำราญในสโมสรแห่งนี้

จนคืนหนึ่งหลังจากดื่มกับเพื่อนๆ จนเมา คุณหมออยู่ในสภาพที่ไม่อาจบังคับรถม้าได้ดีนัก โชคดีที่เวลานั้นรถม้ายังไม่เยอะเท่าไหร่ ถนนโล่งและม้าพาคุณหมอไปยังท่าพระจันทร์เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากกลับไปยังศิริราชได้อย่างปลอดภัย

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณหมอยอร์ชกลับมาคิดทบทวนอย่างหนักว่าต้องการอะไรในชีวิต และจากวันนั้นเอง คุณหมอยอร์ชก็ตัดสินใจเลิกดื่มอย่างเด็ดขาดและถอยห่างจากการไปสโมสร ซึ่งนั่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนอันแสนแพง คือการต้องกลายเป็นคนขาดสังคมและเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในหลายๆ ครั้ง

จวบจนในช่วงบั้นปลายของชีวิต คุณหมอยอร์ชสุขภาพทรุดโทรมและล้มป่วยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้จะทำงานอุทิศให้ประเทศมาทั้งชีวิต แต่ด้วยเชื้อชาติอเมริกันที่ติดตัวม ทำให้ทั้งคุณหมอยอร์ชและเบอร์ธ่า ภรรยาคนที่ 2 ของคุณหมอ ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านโฮลี่รู้ดในฐานะเชลยศึกสงครามหลังจากกองกำลังญี่ปุ่นบุกไทยได้ไม่กี่วัน

หลายเดือนผ่านไปกับชีวิตที่ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในบ้าน​ วันหนึ่งอาการไส้เลื่อนของคุณหมอยอร์ชเกิดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างด่วนที่สุด แม้จะได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากเพื่อนๆ และข้าราชการสยามหลายคน แต่ในฐานะคนของชาติเชลยศึก กว่าคุณหมอยอร์ชจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากบ้านไปยังเตียงผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งห่างจากบ้านโฮลี่รู้ดไม่ไกล ก็กินเวลาถึง 12 ชั่วโมง 

แม้จะต้องรอคอยด้วยอาการเจ็บปวดแสนสาหัส คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งผ่านความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และความยากลำบาก ในชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน กลับรอคอยด้วยความสงบ และในอีก 5 วันถัดมา วาระสุดท้ายของคุณหมอยอร์ชก็มาถึง 

คุณหมอยอร์ชจากไปอย่างสงบในวัย 75 ปีในประเทศสยาม ตามความปรารถนาของคุณหมอที่จะได้ตายในประเทศสยามที่คุณหมอถือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ที่ที่ซึ่งคุณหมอผู้เผชิญกับความรู้สึกแตกต่างและไม่เข้าพวกมาในทุกช่วงของชีวิตได้ทุ่มเททำงานหนักและทำกิจอันเป็นประโยชน์ไว้มากมายไว้จนช่วงสุดท้ายของชีวิต สมดังชื่อหนังสือชีวประวัติของคุณหมอว่า ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม

ปัจจุบันร่างของคุณหมอได้ถูกบรรจุร่วมกับร่างของมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ ที่สุสานโปรเตสแตนท์ กรุงเทพฯ ณ ถนนเจริญกรุง ซอย 72/5 ถนนซึ่งครั้งหนึ่งคุณหมอได้ขี่รถม้าไปกลับทุกเช้าค่ำไปทำงานที่ศิริราชเพื่อสร้างแพทย์จำนวนมากมายให้แก่ประเทศไทย

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
หลุมฝังศพคุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ คู่กับมารี แมคฟาร์แลนด์ ภรรยาคนแรกของคุณหมอ

“คนเราจะรู้คุณค่าของการงานใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อตนเองได้หยิบจับงานนั้นตลอดไป ได้เจอกับอุปสรรคความผิดหวัง ความไม่แยแสนำพาของใครๆ อื่น ตลอดจนกระทั่งความเหนื่อยยากแทบสายตัวขาด ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา 35 ปี ลิ้มแล้วลิ้มเล่าไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง…สิ่งตอบแทนที่ข้าพเจ้าได้รับก็คือ ได้เป็นผู้เริ่มงานให้คนอื่นเขาต่อ ข้าพเจ้าพอใจแล้ว”

ยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์

อ้างอิง

หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม นพ.จอร์จ บี. แม็คฟาร์แลนด์

หนังสือ ประวัติของสกุลแมคฟาร์แลนด์ในสยาม

www.wattana.ac.th/history/Type.htm

www.wattanachurch.org/index.php/about-us/church-history

www.ywcabangkok.com/th/site/history.php?m=about

www.facebook.com/wattanabuild/photos/a.239801029384184/239801032717517/?type=3&theater

www.thebarai.com/mcfarland-house-must-visit-hua-hin/

Writer & Photographer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคโควิด-19 ที่การค้นหาตัวเองยากพอๆ กับการหางาน เชื่อว่าเด็กจบใหม่หลายคนอาจกำลังสับสนกับหนทางชีวิต

ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับงานแบบไหน ต้องเตรียมตัวสมัครงานอย่างไร แล้วอะไรคือสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหากันแน่ 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา The Cloud และ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงร่วมกันจัด ‘Life Lecture : Lost & Found คลาสแนะแนวออนไลน์ที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด’ ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 3 เพื่อแนะแนวทางให้เด็กจบใหม่ที่กำลังสับสนได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิธีเตรียมความพร้อมในการก้าวเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน

สำหรับใครที่พลาดชมคลาสสดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออยากเก็บตกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต เราสรุปบทเรียนและข้อคิดดีๆ จาก 7 คลาสแนะแนวชีวิตวัยทำงานมาให้แล้ว 

ใครที่คิดว่าตัวเองยัง Lost อยู่ มาหาวิธี Found ไปด้วยกันที่นี่ 

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
คลาสที่ 1

ตามหา ‘ตัวเอง’ เวอร์ชันผู้ใหญ่

หัวข้อ : How to be a ‘Student of the World’ คน Gen ใหม่ต้องไม่หยุดเรียนรู้

วิทยากร : ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของสถาบัน ANGKRIZ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ในยุคที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ขอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘Student of the World’ หรือนักเรียนของโลกใบนี้ เพราะครูลูกกอล์ฟเชื่อว่าการเป็นนักเรียน คือโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เหมือนน้ำที่ไม่มีวันเต็มแก้ว

ในคลาสนี้ ครูลูกกอล์ฟชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครูลูกกอล์ฟเป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมากับความผิดหวัง แต่เขาไม่เคยยอมแพ้และใช้มันเป็นพลังพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ครูลูกกอล์ฟเล่าว่าในโลกนี้ยังมีอะไรรอเราอยู่อีกมากมาย ถ้าตรงนี้ยังไม่ใช่ที่ของเรา ก็แค่พาตัวเองไปสถานที่ใหม่ จากเด็กหาดใหญ่ที่เคยร้องไห้ในวันนั้น กลายเป็นครูลูกกอล์ฟที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ อีกมากมายในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจ (RQ-Resilience Quotient) แม้ว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ เขาก็สามารถจัดการความรู้สึกและสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้เสมอ

“มันอาจจะเป็นเช้าที่แย่ แต่มันจะไม่ใช่วันที่แย่ของเรา” ครูลูกกอล์ฟกล่าว

ครูลูกกอล์ฟทิ้งท้ายว่า ใครที่อยากเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่เรียนไปไม่นานแล้วรู้สึกหมดพลัง ให้ลองหาแรงจูงใจในการเรียนสิ่งนั้นให้เจอ ถามตัวเองว่าสิ่งที่อยากเรียนรู้มีความจำเป็นหรือความสนใจของเราอยู่ในนั้นไหม ถ้าเราหาแรงจูงใจพบ แน่นอนว่าการเรียนรู้จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

คลาสที่ 2

ตามหา ‘งานที่ใช่’ ในโลกยุคใหม่

หัวข้อ : Get ready for next era job market เตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดงานในอนาคต

วิทยากร : ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ General Manager จาก True Digital Park

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดแรงงานและตัวเลขเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสมัครงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คลาสนี้ ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ มาพูดคุยกับเราถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวก่อนสมัครงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด

 สำหรับใครที่กำลังจะสัมภาษณ์งานแล้วมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก คุณสมบัติที่องค์กรมองหาในตัวผู้สมัครงานที่ ดร.ธาริต นำมาฝากมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน 

1. การเตรียมตัว (Preparation) เราต้องรู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ให้ดีก่อน ต้องรู้ว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร และรู้ว่าตำแหน่งที่สมัครไปมีความหมายอย่างไรต่อองค์กร 

2. แพสชัน (Passion) เราต้องแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง หรือง่ายๆ ให้สังเกตตัวเองว่าตาเราเป็นประกายไหมเวลาสัมภาษณ์งาน 

3. ความกระตือรือร้น (Willingness to Learn) เราต้องแสดงออกถึงความอยากเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา 

4. ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Independence, Resourcefulness) เราต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอให้ใครสอน และรู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้จากแหล่งไหน 

5. คาแรกเตอร์ที่เหมาะกับองค์กร เราต้องรู้จักองค์กรให้ดีก่อน ถึงจะเข้าใจคาแรกเตอร์ของคนในองค์กรได้ เมื่อรู้แล้วก็อย่าลืมถามตัวเองว่า แล้วเราเป็นแบบเขาได้ไหม

ส่วนใครที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว หรือกำลังจะจบมหาวิทยาลัยในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า 5 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม มีดังนี้

อย่างแรกคือ Hard Skills แม้ว่าวันนี้เราจะได้ยินคนพูดถึงความสำคัญของ Soft Skills กันหนาหู แต่ ดร.ธาริต เชื่อว่า Hard Skills ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น เพราะปริญญาที่เราจบมาหมายถึงการเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา 4 – 6 ปี เป็น Hard Skills ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี 

อย่างที่ 2 คือ Soft Skills อาจเรียกได้ว่าเป็นทักษะที่ติดตัวมาส่วนหนึ่งและเราพัฒนาได้ส่วนหนึ่ง เช่น ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกยากกว่า Hard Skills อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องฝึกฝนกันเอง Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skills ใครที่มีทั้งสองอย่าง ดร.ธาริต บอกเลยว่าเป็น 1 – 2 Punch ที่ดีที่สุด 

อย่างที่ 3 คือประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เราต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง สร้างความแตกต่างอะไรให้สังคม สร้างคุณค่าอะไรให้บริษัทที่ไปฝึกงาน หรือได้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรื่องราวของเราโดดเด่นไม่เหมือนใครและน่าสนใจขึ้นทันที 

อย่างที่ 4 คือคอนเนกชัน (Connection) ในปัจจุบัน หลายองค์กรใช้วิธีรับพนักงานจากระบบ Referral Program หรือระบบที่ให้คนในบริษัทแนะนำผู้สมัคร คอนเนกชันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรสร้างไว้ตั้งแต่ตอนเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี และยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงาน 

และอย่างสุดท้ายคือ การสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เรามีวิธีไหนในการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวเองต่อสังคม ในยุคนี้หลายคนอาจทำช่องยูทูบหรือเขียนบทความลงอินเทอร์เน็ต ใครมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ดร.ธาริต มั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งไพ่ตายที่สร้างความต่างให้กับเราได้

คลาสที่ 3

ตามหา ‘อนาคต’ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

หัวข้อ : Future Visualize ออกแบบชีวิตด้วย Visual Thinking

วิทยากร : ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Acting HR Director หน่วยงาน People Growth & Organization Development, Human Resources จาก True Corporation Public Company Limited

ในคลาสที่ 3 นี้ ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร พาเราไปรู้จัก Visual Thinking หรือการคิดแบบเป็นภาพและนำภาพมาใช้ในการสื่อสาร ณัฐวุฒิสาธิตการใช้ผ่านตัวอย่างในหัวข้อการก้าวข้าม Comfort Zone และวาดรูปพร้อมอธิบายความแตกต่างของแต่ละโซน

สาระสำคัญจากการทำ Visual Thinking ในหัวข้อนี้ที่เราอยากฝากเด็กจบใหม่ไว้ มีอย่างนี้ Comfort Zone คือพื้นที่สบายแต่ตายผ่อนส่ง ส่วน Panic Zone คือพื้นที่ตื่นเต้นแต่เติบโต ใครที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาได้ และกล้าออกมาจาก Comfort Zone คือผู้ที่มี Growth Mindset ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองเก่งได้เท่านี้ อยากอยู่กับที่มากกว่า ลักษณะแบบนี้คือผู้ที่มี Fixed Mindset 

แม้การอยู่ใน Comfort Zone อาจทำให้รู้สึกสบายใจ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าการอยู่กับที่หมายถึงการกำลังโดนคนอื่นแซง 

แน่นอนว่าการอธิบายผ่านตัวอักษรแบบนี้คงไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้ดีเท่ากับการเห็นภาพวาดของณัฐวุฒิ Visual Thinking นอกจากจะทำให้เข้าใจและจดจำบทเรียนได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์อีก 6 อย่างด้วยกัน คือ เกิดความชัดเจน เห็นความเชื่อมโยง คิดต่อยอดได้ เข้าถึงความรู้สึก ดึงดูดให้ติดตาม และสร้างแรงบันดาลใจ

 ใครฟังแล้วอยากสัมผัสการคิดแบบ Visual Thinking สามารถเข้าไปชมคลิปวิดีโอและทำกิจกรรมย้อนหลังกับณัฐวุฒิได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ The Cloud 

คลาสที่ 4

ตามหา ‘จุดเด่น’ ของตนบนโลกการทำงาน

หัวข้อ : Top skills after COVID-19 ทำตัวเองให้เป็นคนทำงานที่โลกต้องการ

วิทยากร : อภิชาติ ขันธวิธิ เจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน หรือที่ อภิชาติ ขันธวิธิ นิยามว่าเป็นโลกยุค VUCA ทักษะที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน คือทักษะที่ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

เขาแนะวิธีเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน เริ่มจากคุณสมบัติ 3 เรื่องที่องค์กรใช้พิจารณารับพนักงานใหม่ 

อย่างแรกคือ Mindset หรือทัศนคติในการทำงาน อภิชาติเน้นว่า Growth Mindset เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ยุค VUCA ผู้ที่มี Growth Mindset หรือมีความคิดในการเติบโตแบบไม่หยุดนิ่ง และมีความพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และรับผิดชอบงานที่ท้าทายได้ในอนาคต

อย่างที่ 2 คือ Skillset หรือทักษะในการทำงานแบบเฉพาะทาง ซึ่งอภิชาติได้ยก 5 ทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการในยุค 2021 มาฝากเรา ได้แก่ ทักษะไอทีและการวางโปรแกรม ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสารและการต่อรอง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะการบริหารโครงการ

และอย่างสุดท้ายคือ Toolset หรือความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสมกับที่องค์กรต้องการ อย่างเช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์ โฟโต้ชอป ฯลฯ

เมื่อรู้ว่าองค์กรมองหาอะไรแล้ว สิ่งสำคัญที่อภิชาติฝากไว้อีกเรื่องคือการสร้าง Self-awareness และ Self-motivation

Self-awareness คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อชูสิ่งที่โดดเด่นและพัฒนาส่วนที่บกพร่องของตัวเองได้ 

และ Self-motivation คือการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์

ในโลกที่พัฒนาไปเร็วแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือพัฒนาตัวเองให้ทันโลก เขาทิ้งท้ายเป็นข้อคิดว่า สิ่งที่เราควรทำ ณ วันนี้ คือพยายามเป็นคนเก่งในปัจจุบันและคนเก่งในอนาคต เพราะถ้าเราเก่งแต่ในอดีตเราจะเป็นได้แค่ตำนาน แต่เป็นอนาคตให้องค์กรไม่ได้

คลาสที่ 5

ตามหา ‘ประสบการณ์ผ่านองค์กรในต่างแดน’

หัวข้อ : Working as a ‘Global Citizen’ เปิดโลกการทำงานกับองค์กรต่างชาติ

วิทยากร : แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล บรรณาธิการคอนเทนต์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในองค์กรต่างชาติ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันอยากไปทำงานต่างประเทศ ในคลาสที่ 5 นี้ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล มาพูดคุยกับเราเรื่องประสบการณ์การทำงานกับองค์กรต่างชาติอย่าง Netflix ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งนำเทคนิคดีๆ ในการสมัครงานมาฝากเด็กจบใหม่ กว่าจะถึงวันนี้ แชมป์ผ่านอะไรมาบ้างและเอาตัวรอดจากอุปสรรคมาได้อย่างไร เราสรุปมาให้แล้ว

หลังจากได้รับการติดต่อจาก Headhunter แชมป์ยอมรับว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพัก แม้ว่าการทำงานในต่างแดนจะเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่เขาก็กังวลว่า ที่ผ่านมาเขาทุ่มเททำงานในเมืองไทยจนถึงจุดที่มีต้นทุนทางสังคมแล้ว การไปทำงานในต่างแดนอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ 

“ในวัยสามสิบกว่า เราจะทิ้งทุกอย่างไปเริ่มใหม่ได้จริงหรือ” แชมป์ถามสิ่งนี้กับตัวเอง

หลังจากใช้เวลาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง แชมป์ตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปสิงคโปร์ด้วยความเชื่อที่ว่า โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของคนโดยที่มีสิ่งประจวบเหมาะกันคงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต 

ในช่วง 3 เดือนแรก แชมป์เล่าว่าเป็นช่วงที่ยากมาก เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ผู้คน วัฒนธรรมองค์กร และการใช้ชีวิต หลังจากทำงานไปสักพัก เขาก็ประสบกับ Imposter Syndrome หรือภาวะที่คิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่มี Support System ที่แข็งแรงเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวที่เมืองไทย 

“เราไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยนอกจากตัวเอง” 

สิ่งนี้เลยกลายอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่แชมป์ต้องก้าวผ่านในช่วงแรกของไปทำงานที่ต่างประเทศ

เมื่อถามว่าเขาผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร แชมป์บอกเราว่า ทุกเช้าเขาจะถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงมาอยู่จุดนี้ แล้วมีเหตุผลอะไรมารองรับการที่เขามาอยู่จุดนี้บ้าง 

“ต่อให้เรามองตัวเองว่าไม่มีข้อดี ยังไงมันต้องมีบ้างสิที่ทำให้อย่างน้อยที่นี่เขาเลือกเรา” และเรื่องที่แชมป์ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปล่อยให้ตัวเองมีความสงสัยใคร่รู้เยอะๆ “คุณถามไปเถอะ จะไม่มีใครบอกว่าคุณโง่ เพราะคุณเริ่มใหม่”

นอกจากนี้ แชมป์เล่าว่าวิธีการทำงานขององค์กรต่างชาติต่างจากการทำงานในองค์กรไทยมาก และอาศัยคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกล้าพูดกล้าถาม (Outspoken) การให้บริบท (Lean into Giving Context) การทำงานเพื่อผลลัพธ์ (Work Smart) การสร้างงานที่มีคุณค่า (Create Impact) การมีวุฒิภาวะ (Behave Like an Adult) และการคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)

และในฐานะผู้มีประสบการณ์การอ่านเรซูเม่มามากกว่า 2000 ฉบับ แชมป์มาแชร์ 3 เกณฑ์ที่เขาใช้คัดกรองเรซูเม่ของผู้สมัครงาน อย่างแรกคือ เรื่องการสื่อสาร เพราะขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันคือการการสื่อสารกับคน “เราจะตัดคนที่ไม่เขียนอีเมลแนะนำตัวออกไปก่อนเลย” 

อย่างที่ 2 คือวิธีเล่าเรื่อง แชมป์จะดูว่าผู้สมัครคนนี้มีวิธีเล่าเรื่องตัวเองอย่างไร เขามองตัวเองแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง และอย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ แชมป์บอกว่าสิ่งที่มองหาคือประสบการณ์ที่เรียกว่า Transferable Skillset หรือทักษะที่ถ่ายโอนจากงานเดิมมาสู่งานใหม่ได้นั่นเอง 

คลาสที่ 6

ตามหา ‘แนวคิด’ จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมแพ้

หัวข้อ : Entrepreneur Journey อายุน้อยร้อยบทเรียน

วิทยากร : สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN)

ในคลาสที่ 6 สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN) มาแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การทำงานบนเส้นทางสายธุรกิจของเขา สุรนามเริ่มต้นธุรกิจจากจุดไหน พบเจออุปสรรคอะไร และพาตัวเองมาถึงวันนี้ได้อย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง

สุรนามเริ่มชีวิตนักธุรกิจครั้งแรกตอนเรียนชั้น ป.3 ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ด้วยเหตุผลว่าอยากได้การ์ดที่แถมมาในขนมโดราเอมอนแต่แม่ไม่ให้เงินไปซื้อ เขาเลยรวมเงินกับเพื่อนๆ หลายวันจนได้เป็นเงินก้อน และนำไปซื้อของเหมาที่ตลาดปีนัง 

“จากกล่องละ 5 บาท จะเหลือ 3.50 บาท เราก็เอา 3.50 มาขายเพื่อน 4.50” แต่กำไรที่ได้ทั้งหมดในตอนนั้นสุรนามเล่าว่าก็เอาไปซื้อการ์ดมาเล่นต่ออยู่ดี

หลังเรียนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย สุรนามเริ่มกิจการแรกโดยการทำแบรนด์ธุรกิจขนมไทย จากที่เห็นว่าขนมไทยดีๆ หาทานยาก เขาเลยไปจับมือกับร้านค้าขนมไทยรายย่อยในต่างจังหวัด นำขนมไทยมาทำบรรจุภัณฑ์ใหม่แล้วขายเป็นของฝาก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพ ธุรกิจขนมหวานของสุรนามจึงต้องปิดตัวลง

สุรนามไม่ยอมแพ้ เขาเริ่มธุกิจใหม่เป็นธุรกิจสนามบอล แม้ว่าเขาทำวิจัยมาเป็นอย่างดี หาข้อมูลแล้วว่าที่ผ่านมา 40 ปีไม่เคยมีน้ำท่วม แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุรนามเล่าว่าเปิดสนามบอลไปได้แค่ครึ่งปีก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดกิจการไปในท้ายที่สุด

 ล้มได้ก็ลุกได้ หลังผ่านบทเรียนธุรกิจขนมไทยและสนามบอล สุรนามกลับมาอีกครั้งกับธุรกิจน้ำเต้าหู้ออร์แกนิกโทฟุซัง น้ำเต้าหู้ที่เรารู้จักดีในวันนี้

ในช่วงสุดท้าย เขาแบ่งปัน 5 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งได้แก่ ไอเดีย ทีมงาน แบบจำลองธุรกิจ เงินทุน และจังหวะเวลาการออกสินค้า แม้สุรนามจะเน้นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งใน 5 ปัจจัยข้างต้นคือเรื่องจังหวะเวลา แต่เรื่องที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า คือความพร้อมในการรับโอกาสที่เข้ามาในจังหวะเวลานั้น 

“ถึงจะมีจังหวะเหมาะสมแค่ไหน มีจังหวะทองเท่าไหร่ ถ้าเราไม่พร้อมไปดึงโอกาสนั้น แล้วมาผันให้เป็นธุรกิจ เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

คลาสที่ 7

ตามหา ‘แพสชัน’ ก่อนทำธุรกิจ

หัวข้อ : Start a business by ‘Finding Your Passion’ สำรวจแพสชันก่อนเริ่มทำธุรกิจ 

วิทยากร : เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse

ในคลาสสุดท้ายนี้ เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse พาเราไปตามหาแพสชันในการเริ่มทำธุรกิจ

 วิธีหาแพสชันแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจทำได้อย่างไร ทั้งคู่ขอตอบข้อสงสัยผ่านตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองด้วยเทคนิค 4 ขั้นตอน 

1. การทำความรู้จักตัวเอง : เราต้องตอบให้ได้ว่าตัวตนของเราคือใคร อะไรคือสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังและเติมเต็มเรามากที่สุด 

“ให้เรานึกถึงสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย สิ่งที่ทำแล้วกลับรู้สึกได้พลังกลับมา เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราจะเลือกเส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น”

2. การสำรวจและต่อยอดความสนใจของตัวเอง : เมื่อรู้จักสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ถามตัวเองว่าเราทดสอบความสนใจของตัวเองได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะ และทักษะอะไรบ้างที่ได้กลับมาจากการลงมือทำ 

3. การตรวจสอบแพสชันของตัวเอง : ก่อนจะก้าวไปสู่การทำธุรกิจ ลองเช็กอีกทีว่าแพสชันของเราพัฒนาได้ไหม ให้ถามตัวเองว่าเรารู้จักครบทุกมุมหรือยัง และระหว่างทางที่ทดสอบ เรายังอยากรู้จักสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นไหม และถ้าให้อยู่กับมันนานๆ เราอยู่กับมันได้นานแค่ไหน 

“แพสชันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วแฮปปี้เสมอไป แต่คือสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้นานๆ”

4. การเปลี่ยนแพสชันให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน : เมื่อรู้ชัดแล้วว่าเรารักอะไร ขอให้ถามตัวเองว่าเราใช้สิ่งนี้ไปช่วยแก้ปัญหาอะไร ให้ใครได้บ้าง และสิ่งที่เราทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง 

“ถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือแก้ปัญหาให้กับคนข้างนอกได้ เราจะไม่มีทางเก็บเงินจากเขาได้”

เมื่อเข้าใจ 4 ขั้นตอนในการเปลี่ยนแพสชันเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญที่ทั้งสองอยากฝากถึงน้องๆ คือ ให้เริ่มลงมือทำเลย เพราะ ‘ธุรกิจ’ เริ่มจากการ ‘ลงมือทำ’

ก่อนจะจากกันไป พวกเขาขอแบ่งปันคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กจบใหม่หลายๆ คน

ถ้าไม่มีความสนใจอะไรเลย ทำอย่างไรดี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เรายังไม่เจอความสนใจ หรือยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นเพราะเรายังอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการหาสิ่งที่เราชอบ คือการออกไปลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และไปลองสร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมี 

ทดลองความสนใจแล้วอยู่ไม่ได้นานจะทำอย่างไร

ก็เปลี่ยน เพราะหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องมีหนึ่งอย่างที่สนใจ และสิ่งที่เราสนใจในตอนแรก อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นในตอนหลังก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเรายังรักมันอยู่ไหม ถ้ารักก็ลงมือทำเลย ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน เราต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ๆ ด้วย มันถึงจะไปต่อได้

จบไม่ตรงสายทำอย่างไรดี

ในโลกยุคนี้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เมธวินมองว่าการ Lost และ Found เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต หากเราเรียนจบแล้วพบว่าเส้นทางที่เลือกไม่ใช่เส้นทางที่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนตัวเองไปลองในเส้นทางใหม่ๆ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเจอสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เชื่อว่าเราหาความรู้และฝึกทักษะจากนอกคณะหรือมหาวิทยาลัยได้อยู่ดี ถ้าเราอินกับมันมากพอ ทักษะต่างๆ เหล่านั้นจะพัฒนาตามมาได้แน่นอน

อ่าน ฟัง ชม และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กับห้องสมุดสาธารณะออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย
เข้าใช้บริการฟรี ที่นี่

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load