30 พฤศจิกายน 2562
15 K

วันนี้เมื่อ 153 ปีที่แล้ว เด็กชายชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ (George McFarland) ได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ในวันนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าทารกน้อยคนนี้จะสร้างประโยชน์มากมายไว้บนแผ่นดินสยามอันเป็นสถานที่เกิดและตายของเขา

ย้อนกลับไปก่อนหน้าทารกน้อยคนนี้จะเกิดราวๆ 6 ปี คู่รักแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ คุณพ่อและคุณแม่ของยอร์ช เดินทางมาถึงประเทศสยามใน พ.ศ. 2403 ซึ่งตรงกับช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้นบนยอดเขาที่เพชรบุรี

โดย เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นพระสหายใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังทรงเป็นพระภิกษุ และได้ร่วมเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารี ท่านประสงค์ให้ลูกชายได้รับโอกาสนี้บ้าง จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรี 

 เมื่อแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ เดินทางข้ามโลกจากสหรัฐอเมริกามาถึงบางกอก ก็เหมือนจะยังไกลไม่พอสำหรับพวกเขา ทันทีที่ได้ทราบถึงโอกาสนี้ แซมมูเอลและเจนก็ตอบตกลงที่จะเดินทางไกลขึ้นอีกหน่อยจากความตั้งใจแรก เพื่อสร้างหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรีด้วยความยินดีในทันที

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
คุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

เมื่อผ่านไป 6 ปี แซมมูเอลและเจนก็ได้มีลูกชายน้อยๆ 2 คน คนโตชื่อวิลลี่อายุ 4 ขวบ ส่วนคนเล็กชื่อว่าเอ็ดวิน อายุ 2 ขวบ และมีสมาชิกใหม่ที่ยังอยู่ในท้องของเจน ซึ่งจะถือกำเนิดในอีกไม่นาน เนื่องจากในขณะนั้นจังหวัดเพชรบุรีไม่มีแพทย์แผนตะวันตก มีแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อถึงใกล้กำหนดคลอด ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์จึงต้องนั่งเรือจากเพชรบุรีเพื่อมาทำคลอดที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาถึง 3 วัน 2 คืน ในการเดินทาง 

ในที่สุดทารกน้อยสมาชิกคนที่ 5 ของครอบครัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2409 โดยมี นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามคุณหมอบรัดเลย์ เป็นผู้ทำคลอดให้ ทารกน้อยมีชื่อเต็มว่า ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ โดยชื่อกลางมาจากชื่อของคุณหมอบรัดเลย์ นายแพทย์มิชชันนารีผู้ทำคลอดและเป็นเจ้าของบ้านหลังจากที่คุณหมอยอร์ชถือกำเนิด เขาก็เป็นผู้ที่ผูกพันกับสยามตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พี่น้องแมคฟาร์แลนด์ทั้งสี่คน คุณหมอยอร์ชคือเด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

นับจากวินาทีนั้นมาเป็นเวลา 75 ปี ที่คุณหมอได้สร้างประโยชน์มากมายให้กับคนไทย แม้คุณหมอจะจากโลกนี้ไปถึง 77 ปีแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยของสิ่งที่คุณหมอสร้างไว้ให้เราได้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน และคนไทยทุกคนต่างเคยได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณหมอยอร์ชและครอบครัวแมคฟาร์แลนด์มอบไว้ให้คนไทย 

หลังจากก่อตั้งหน่วยมิชชันนารีและใช้ชีวิตในการประกาศศาสนาด้วยความตั้งใจ ควบคู่ไปกับการเปิดโรงเรียนให้ความรู้และช่วยรักษาชาวบ้านในเบื้องต้นอยู่หลายปี ทั้งคู่ก็ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยกันในพระนาม King Chulalongkorn ให้มาจัดตั้งโรงเรียนนำร่องสำหรับก่อร่างสร้างระบบการศึกษาในประเทศไทย เพื่อให้ชาวสยามหันมานิยมชมชอบการศึกษาอย่างแท้จริง 

หากจะเล่าย้อนให้เห็นภาพ ในขณะนั้นสยามประเทศมีแต่โรงเรียนที่เปิดทำการโดยมิชชันนารี คือโรงเรียนสำเหร่บอยส์สกูลและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง หรือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากเข้าถึงเฉพาะประชาชนคนทั่วไป โรงเรียนนำร่องนี้จึงเป็นความตั้งใจที่จะเปิดขึ้นสำหรับพระราชโอรสของเหล่าราชวงศ์และบุตรชายของขุนนางในชื่อ ‘โรงเรียนนันทอุทยาน’ หรือที่เรียกทั่วไปว่าโรงเรียนสวนอนันต์ เพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนาและวางรากฐานอย่างเป็นระบบ

ส่วนคุณแม่เจนผู้ใจดีของลูกๆ ทั้งสี่ก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกการฝีมือสำหรับสตรีและเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศสยามเมื่อครั้งที่อยู่เพชรบุรี และยังเป็นผู้นำจักรเย็บผ้าไปใช้ในจังหวัดเพชรบุรีเป็นคนแรก

มรดกอีกอย่างจากครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ที่น่าจะกว้างขวางที่สุด คือแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2435 โดยผู้พัฒนาคือเอ็ดวิน พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช ที่พัฒนาแป้นพิมพ์ภาษาไทยนี้ร่วมกับ Smith Premier โรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดของอเมริกาในระหว่างที่ลาพักงานกลับไปที่อเมริกา และได้นำเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากนั้นเครื่องพิมพ์ดีดนี้ถูกสั่งมาใช้ในพระราชสำนักและงานราชการจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
เครื่องพิมพ์ดีดไทยของสมิทพรีเมียร์ที่พัฒนาโดยเอ็ดวิน แมคฟาร์แลนด์ พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม 

ส่วนวิลลี่ พี่ชายคนโต ได้รับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ 7 ปี นอกจากได้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้นแล้ว อีกหนึ่งผลงานสำคัญของวิลลี่คือเป็นผู้คิดค้นคำภาษาไทยทางทหารขึ้น และยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน เช่น คำว่า กลับหลังหัน และวันทยาวุธ

และสำหรับคุณหมอยอร์ชเองก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะการวางรากฐานโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย คือโรงเรียนแพทย์ศิริราช ดังที่ ศ. นพ.อวย เกตุสิงห์ สรรเสริญท่านว่าเป็น ‘อิฐก้อนแรกของศิริราช’ วันนี้จึงขอเล่าเรื่องชีวิตของคุณหมอยอร์ชผ่านอนุสาวรีย์ที่ยังมีชีวิตด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคุณหมอทั้งหมด 7 สถานที่

 01

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี

ในวัยเด็กของคุณหมอยอร์ชเติบโตและผูกพันกับเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่คุณหมอยอร์ชใช้เวลา 12 ปีแรกของชีวิต และเนื่องจากมีคุณพ่อเป็นมิชชันนารี จึงใช้เวลาส่วนมากในการเผยแผ่ศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งยังสร้างโบสถ์และรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ บ้านแมคฟาร์แลนด์จะเป็นเด็ก Bilingual หรือเด็กสองภาษาอย่างเต็มตัว ไม่เพียงพูดภาษาไทยได้คล่อง แต่พูดไทยสำเนียงเมืองเพชรเลยทีเดียว 

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ก็รับรู้ถึงความไม่กลมกลืนของพวกเขาอยู่บ้าง เนื่องจากเด็กชาวสยามจะมีชีวิตที่สบายๆ และมีอิสระมากกว่าพวกเขาซึ่งเป็นครอบครัวชาวอเมริกัน

ด้วยความที่เป็นครอบครัวมิชชันนารี โบสถ์สำหรับเผยแผ่และสอนศาสนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แซมมูเอลได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งและลงมือสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นจากอิฐที่ทำเองกับมือ โดยไปเรียนกระบวนการทำอิฐจากกรุงเทพฯ แล้วกลับมาสร้างเตาเผาอิฐเองโดยมีชาวสยามเป็นลูกมือ ใช้เวลากว่า 4 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2415 นับเป็นโบสถ์คริสเตียนหลังที่ 3 แห่งสยามประเทศ

เมื่อวันเวลาผ่านไป 64 ปี ใน พ.ศ. 2479 โบสถ์หลังนี้ทรุดโทรมตามกาลเวลา คุณหมอยอร์ชซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 70 ปี จึงได้จัดการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นทดแทน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็สร้างจนเสร็จเรียบร้อย โดยมีแผ่นป้ายจารึกติดไว้ว่า “ที่ระลึกถึง แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์” ผู้ก่อสร้างโบสถ์หลังแรก ผู้ที่ชาวเพชรบุรีเรียกท่านว่า คุณหมอฟ้าลั่น

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
โบสถ์ศรีพิมลธรรมในปัจจุบัน

และหากใครได้มีโอกาสแวะไปโบสถ์ศรีพิมลธรรม บริเวณไม่ไกลจากนั้นจะพบบ้านไม้อายุเกินร้อยปี ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 ซึ่งในอดีตเป็นเหมือนศูนย์กลางการทำงานของเหล่ามิชชันนารีในเมืองเพชรบุรี

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
สำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 

02

โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราช)

หลังจากเรียนจบด้านการแพทย์กลับมาจากอเมริกาใน พ.ศ. 2434 คุณหมอหนุ่มวัย 26 ปีในขณะนั้นก็พร้อมที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสานต่อการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์สำหรับคนไทยซึ่งได้รับปากกับ คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) เอาไว้  

เนื่องจากคุณหมอเฮส์เคยพยายามจัดตั้งโรงเรียนแพทย์มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2433 แต่เพราะเขาเพิ่งมาอยู่สยามได้เพียง 2 ปีและยังมีอุปสรรคด้านภาษา จึงทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างยากลำบาก จนนักเรียนทยอยลาออกกันไป 

คุณหมอเฮส์ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง แต่ยังไม่หมดหวังกับการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยาม จึงตัดสินใจตั้งหลักใหม่โดยหานายแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อก่อร่างสร้างระบบการศึกษาแพทย์ในไทย ท่านเล็งเห็นว่าคุณหมอยอร์ชที่กำลังจะสำเร็จการศึกษานั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และคุณหมอยอร์ชก็ไม่ทำให้คุณหมอเฮส์ผิดหวัง เขาตอบรับตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนแพทย์ โดยโรงเรียนแพทย์ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนราชแพทยาลัย’ ส่วนคุณหมอเฮส์ก็ได้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ และทุ่มเทให้กับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างเต็มที่

คุณหมอยอร์ชสอนนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นเวลากว่า 35 ปีจนเกษียณอายุราชการ โรงเรียนราชแพทยาลัยได้ขยายเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับจนกลายเป็น ‘คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล’ ในปัจจุบัน

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล

หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนราชแพทยาลัย เที่ยวชมเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 17.00 น. เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าชมฟรี นักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปีเสียค่าเข้าชม 25 บาท ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม 80 บาท

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อครั้งวิทยาการการผ่าตัดยังไม่แพร่หลาย วิธีที่จะให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนผ่าตัดก็ต้องเรียนตอนที่อาจารย์ผ่าตัดจริง โดยนักเรียนต้องมาล้อมกันดูเป็นจำนวนมาก เพราะการผ่าตัดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จึงจำลองห้องเรียนผ่าตัดที่คุณหมอยอร์ชใช้สอนนักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นจริงๆ ให้ชม

และเนื่องจากภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนวิชาแพทย์ คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งคุ้นเคยกับภาษาไทย เห็นว่าการที่มีศัพท์แพทย์เป็นภาษาไทยจะช่วยลดอุปสรรคตรงนี้ได้ จึงบัญญัติศัพท์ทางการแพทย์ต่างๆ เป็นภาษาไทยขึ้นมา รวมทั้งเขียนตำราแพทย์เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนชาวไทยเข้าใจเนื้อหาและบทเรียนได้ถูกต้องมากที่สุด

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ตำราแพทย์ กายวิภาควิทยา แอนนาโดเม เล่มที่ 1 โดยคุณหมอยอร์ช
ภาพ : พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

หลังคุณหมอยอร์ชเกษียณอายุราชการได้ 10 ปี เหล่าลูกศิษย์หารือกันว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีให้คุณครู และเนื่องจากคุณหมอยอร์ชเป็นผู้ที่ปฏิเสธเครื่องดื่มมึนเมามาโดยตลอด จึงจัดเป็นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย หนึ่งในของที่ระลึกที่ลูกศิษย์จัดทำให้คือประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ช โดยภาพปูนปั้นนี้ถูกนำไปประดับที่ฝาผนังตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ก่อนถูกย้ายมาที่หอสมุดศิริราช และได้มาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในปัจจุบัน

ซึ่งในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่จะถึงนี้ จะครบรอบ 128 ปีของการทำงานวันแรกของคุณหมอยอร์ชที่ศิริราชในฐานะครูใหญ่โรงเรียนแพทย์

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ชที่ลูกศิษย์จัดทำขึ้นเป็นของที่ระลึกในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปี

03

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจะไม่ใช่ผลงานของคุณหมอยอร์ชโดยตรง แต่ก็นับว่าคุณหมอยอร์ชมีส่วนสำคัญมากต่อสถานที่ตั้งปัจจุบันของโรงเรียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยซึ่งในขณะนั้นคือ ‘โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง’ เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณพระราชวังหลัง (บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน) ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบันคือสุขุมวิท 19 เมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีคุณหมอยอร์ชเป็นผู้มีส่วนสำคัญ เพราะเดิมเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็คือคุณหมอยอร์ชนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่ศูนย์กลางเมืองยังอยู่แถวพระบรมหาราชวังและถนนเจริญกรุง คุณหมอยอร์ชก็เล็งเห็นว่าในอนาคต กรุงเทพฯ จะต้องขยายตัวมาทางย่านสุขุมวิท จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้เก็บไว้ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งในตอนแรก แหม่มโคล (มิสเอ็ดน่า เซระห์ โคล) ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้สนใจที่ดินตรงนี้มากนักเนื่องจากยังไม่มีถนนตัดผ่าน 

แต่ภายหลังทางการได้ขยายเมืองมาทางนี้ตามที่คุณหมอยอร์ชคาดไว้ และจะมีการตัดถนนผ่านไปทางปากน้ำ แหม่มโคลจึงเห็นด้วยกับคุณหมอยอร์ชในการย้ายโรงเรียนมาที่นี่ ครั้งแรกแหม่มโคลซื้อที่ดิน 25 ไร่ต่อจากคุณหมอยอร์ชด้วยราคาเท่าทุนและขยับขยายเพิ่มเติม รวมถึงได้รับบริจาคจากคุณหมอยอร์ชและมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ จนมีที่ดินมีขนาด 51 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา

หากใครเคยไปโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ถัดเข้าไปบริเวณทางเข้าประตูด้านฝั่งขวามือจะพบสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะร่มรื่นแล้ว ยังเป็นเสมือนปอดน้อยๆ ให้ผู้คนแถวนั้น ที่ดินบริเวณนี้เองที่คุณหมอยอร์ชบริจาคให้ทางโรงเรียนเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ภรรยาคนแรกของคุณหมอ 

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเสมือนเตรียมไว้ให้ พอภรรยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าก็ยกที่ดินทางตะวันออกของโรงเรียนเดี๋ยวนี้ให้แก่องค์กรศาสนาเพรสไบทีเรียนอเมริกันเป็นจำนวน 16 ไร่ ให้เป็นอนุสรณ์ของภรรยาผู้มีความสนใจอย่างลึกซึ้งในกิจการของกุลสตรีวังหลัง”

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
โรงเรียนวัฒนาวิทยาในปัจจุบัน โดยอาคารเรียนหลักบริเวณหน้าโรงเรียนเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปี ค.ศ. 1919 – 2019 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

04

YWCA กรุงเทพฯ

คุณหมอยอร์ชและมารีพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชมากว่า 20 ปี แต่ขณะนั้นโรงเรียนราชแพทยาลัยกำลังขยับขยายและต้องการห้องเรียนเพิ่มขึ้น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือขอคืนบ้านพักของคุณหมอยอร์ชเพื่อใช้เป็นห้องเรียน

หลังจากใช้เวลาหาที่พักใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก็พบบ้านโฮลี่รู้ด (Holyrood) ซึ่งเจ้าของเดิมคือนายแพทย์ชาวอังกฤษที่เกษียณอายุและกำลังจะกลับประเทศ โดยชื่อโฮลี่รู้ดนั้นได้มาจากชื่อพระราชวัง The Palace of Holyrood House ในเอดินบะระ สกอตแลนด์ คุณหมอยอร์ชและมารีจึงได้บ้านโฮลี่รู้ดเป็นที่พักใหม่ บนพื้นที่ 5 ไร่ 92 ตารางวา ซึ่งกลายเป็นบ้านที่คุณหมอพักอาศัยอยู่จนสิ้นชีวิต 

ภายหลังจากคุณหมอเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ถูกขายให้กับสมาคม YWCA ประเทศไทยในราคา 3,000 เหรียญฯ เพื่อใช้ดำเนินกิจการของสมาคม รวมทั้งจัดสร้างอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสมาคม YWCA นานาชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยคิดในราคาถูกและเน้นความปลอดภัย

ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ YWCA กรุงเทพฯ ยังคงตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านโฮลี่รู้ดเดิมภายใต้ชื่อใหม่ว่า แมคฟาร์แลนด์ เม็มโมเรียล (McFarland Memorial) และดำเนินกิจกรรมตามจุดประสงค์ของสมาคม มีสถานศึกษาปฐมวัยที่เน้นสอนตามแนวทางมอนเตสซอรี่ รวมทั้งมีบริการห้องประชุมและที่พักที่สะอาด เดินทางสะดวก ในราคาเป็นมิตร 

YWCA กรุงเทพฯ
บ้านโฮลี่รู้ดในอดีต
YWCA กรุงเทพฯ
YWCA กรุงเทพฯ ในอดีต

05

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

เปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดเพชรบุรี สถานที่ที่คุณหมอยอร์ชเติบโตและใช้ชีวิต 12 ปีแรกกันบ้าง 

หลังจากที่คุณหมอยอร์ชได้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยามสำเร็จ ส่งผลให้การแพทย์แผนตะวันตกในประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตคุณหมอชาวไทยเก่งๆ จำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหมอยอร์ชเป็น ‘พระอาจวิทยาคม’ รวมทั้งพระราชทานที่ดินจำนวน 4.5 เอเคอร์ (ราวๆ 11 ไร่กว่า) ที่หัวหินให้อีกด้วย

คุณหมอยอร์ชสร้างบ้านพักตากอากาศขึ้นบนที่ดินนี้ ซึ่งปัจจุบันเราไปเที่ยวชมได้ที่ McFarland House ตั้งอยู่ในโครงการ THE BARAI บริเวณเดียวกับ Hyatt Regency Hua Hin โดยเปิดเป็นร้านอาหารและมีบริการ Afternoon Tea 

บ้านหลังที่ตั้งอยู่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมและโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่หลังเดิมที่คุณหมอยอร์ชเคยสร้างไว้ แต่ใช้ไม้เดิมของบ้านมาสร้างใหม่เป็นหลังปัจจุบัน

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี
McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

06

โบสถ์วัฒนา

หากคุณเป็นคริสเตียนก็อาจจะรู้จักโบสถ์ขนาดกำลังดีแห่งนี้ แต่ถ้าหากคุณเป็นชาวพุทธที่ติดตามข่าวบันเทิงอยู่บ้างก็อาจจะคุ้นเคยโบสถ์หลังนี้ผ่านข่าวงานแต่งงานของดาราหลายๆ คู่ โดยโบสถ์เรียบง่ายหลังงามนี้คือคริสตจักรวัฒนา ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สุดซอยสุขุมวิท 19

โบสถ์หลังนี้แต่เดิมมีชื่อว่า McFarland Memorial Chapel ซึ่งศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน เพื่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณหมอยอร์ช ผู้มีบทบาทสำคัญในการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนมายังสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งยังได้เงินบริจาคจาก คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ รวมกับเงินส่วนที่เหลือจากการปลูกสร้างอาคารโรงเรียน สมทบกับเงินถวายสุทธิทานและอื่นๆ  โบสถ์หลังนี้จึงสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 

ภาพ : โบสถ์วัฒนา

บนที่ดินผืนเดียวกันถัดจากโบสถ์วัฒนาไปเพียงเล็กน้อย จะพบอาคารพระอาจวิทยาคมที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2556 เพื่อใช้ทำกิจกรรมของโบสถ์และเปิดเป็นที่พัก

07

สุสานฝรั่ง เจริญกรุง

ตลอดชีวิตของคุณหมอผู้ซึ่งต้องเผชิญความรู้สึกไม่เข้าพวกอยู่เสมอ ทั้งในช่วงวัยเด็กที่เป็นเด็กต่างชาติท่ามกลางเด็กๆ ท้องถิ่นชาวเพชรบุรี หรือเมื่อครั้งที่ย้ายจากเพชรบุรีตามพ่อแม่มาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อรับภารกิจเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสวนอนันต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในพระบรมมหาราชวัง 

จากเด็กที่เติบโตมากับเด็กชาวบ้านเพชรบุรี ต้องมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนที่เป็นบุตรหลานในแวดวงราชสำนักและได้รับการอมรมกิริยามารยาทมาอย่างดี การเล่นแบบเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งยอร์ชยังพ่วงความเป็นลูกผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่รวมสำเนียงภาษาไทยเมืองเพชรซึ่งยอร์ชใช้มาตั้งแต่เกิด ทำให้มีเส้นบางๆ กั้นระหว่างยอร์ชกับเด็กๆ คนอื่น

เมื่อครั้งเติบโตไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะกลมกลืนกับคนอื่นๆ แต่วิถีชีวิตและสังคมที่หล่อหลอมยอร์ชนั้นต่างจากเพื่อนๆ รวมทั้งเสื้อผ้าใหม่สำหรับใช้ที่อเมริกาก็ซื้อระหว่างแวะพักที่ลอนดอน จากการที่ได้รู้จักคนอังกฤษในสยามและเชื่อว่าลอนดอนคือดินแดนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพล โดยไม่รู้เลยว่าสไตล์ของอังกฤษนั้นต่างจากอเมริกันโดยสิ้นเชิง ก็ทำให้ยอร์ชต่างจากเพื่อนๆ คนอื่นอยู่ดี

เมื่อได้กลับมายังกรุงเทพฯ คุณหมอเฮส์ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนในทุกๆ เรื่องย้ำเสมอว่า อนาคตของเขาจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าแน่นอนหากเข้าสังคมกับชาวตะวันตกในสยามไม่ได้ ซึ่งยอร์ชก็เคารพในความคิดเห็นของคุณหมอเฮส์เสมอ คุณหมอยอร์ชจึงตั้งใจเต็มที่ที่จะเข้าสังคมกับชาวตะวันตก เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ตัวเองอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่ลึกๆ แล้วคุณหมอยอร์ชรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจกับการใช้ชีวิตสำเริงสำราญในสโมสรแห่งนี้

จนคืนหนึ่งหลังจากดื่มกับเพื่อนๆ จนเมา คุณหมออยู่ในสภาพที่ไม่อาจบังคับรถม้าได้ดีนัก โชคดีที่เวลานั้นรถม้ายังไม่เยอะเท่าไหร่ ถนนโล่งและม้าพาคุณหมอไปยังท่าพระจันทร์เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากกลับไปยังศิริราชได้อย่างปลอดภัย

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณหมอยอร์ชกลับมาคิดทบทวนอย่างหนักว่าต้องการอะไรในชีวิต และจากวันนั้นเอง คุณหมอยอร์ชก็ตัดสินใจเลิกดื่มอย่างเด็ดขาดและถอยห่างจากการไปสโมสร ซึ่งนั่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนอันแสนแพง คือการต้องกลายเป็นคนขาดสังคมและเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในหลายๆ ครั้ง

จวบจนในช่วงบั้นปลายของชีวิต คุณหมอยอร์ชสุขภาพทรุดโทรมและล้มป่วยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้จะทำงานอุทิศให้ประเทศมาทั้งชีวิต แต่ด้วยเชื้อชาติอเมริกันที่ติดตัวม ทำให้ทั้งคุณหมอยอร์ชและเบอร์ธ่า ภรรยาคนที่ 2 ของคุณหมอ ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านโฮลี่รู้ดในฐานะเชลยศึกสงครามหลังจากกองกำลังญี่ปุ่นบุกไทยได้ไม่กี่วัน

หลายเดือนผ่านไปกับชีวิตที่ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในบ้าน​ วันหนึ่งอาการไส้เลื่อนของคุณหมอยอร์ชเกิดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างด่วนที่สุด แม้จะได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากเพื่อนๆ และข้าราชการสยามหลายคน แต่ในฐานะคนของชาติเชลยศึก กว่าคุณหมอยอร์ชจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากบ้านไปยังเตียงผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งห่างจากบ้านโฮลี่รู้ดไม่ไกล ก็กินเวลาถึง 12 ชั่วโมง 

แม้จะต้องรอคอยด้วยอาการเจ็บปวดแสนสาหัส คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งผ่านความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และความยากลำบาก ในชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน กลับรอคอยด้วยความสงบ และในอีก 5 วันถัดมา วาระสุดท้ายของคุณหมอยอร์ชก็มาถึง 

คุณหมอยอร์ชจากไปอย่างสงบในวัย 75 ปีในประเทศสยาม ตามความปรารถนาของคุณหมอที่จะได้ตายในประเทศสยามที่คุณหมอถือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ที่ที่ซึ่งคุณหมอผู้เผชิญกับความรู้สึกแตกต่างและไม่เข้าพวกมาในทุกช่วงของชีวิตได้ทุ่มเททำงานหนักและทำกิจอันเป็นประโยชน์ไว้มากมายไว้จนช่วงสุดท้ายของชีวิต สมดังชื่อหนังสือชีวประวัติของคุณหมอว่า ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม

ปัจจุบันร่างของคุณหมอได้ถูกบรรจุร่วมกับร่างของมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ ที่สุสานโปรเตสแตนท์ กรุงเทพฯ ณ ถนนเจริญกรุง ซอย 72/5 ถนนซึ่งครั้งหนึ่งคุณหมอได้ขี่รถม้าไปกลับทุกเช้าค่ำไปทำงานที่ศิริราชเพื่อสร้างแพทย์จำนวนมากมายให้แก่ประเทศไทย

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
หลุมฝังศพคุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ คู่กับมารี แมคฟาร์แลนด์ ภรรยาคนแรกของคุณหมอ

“คนเราจะรู้คุณค่าของการงานใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อตนเองได้หยิบจับงานนั้นตลอดไป ได้เจอกับอุปสรรคความผิดหวัง ความไม่แยแสนำพาของใครๆ อื่น ตลอดจนกระทั่งความเหนื่อยยากแทบสายตัวขาด ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา 35 ปี ลิ้มแล้วลิ้มเล่าไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง…สิ่งตอบแทนที่ข้าพเจ้าได้รับก็คือ ได้เป็นผู้เริ่มงานให้คนอื่นเขาต่อ ข้าพเจ้าพอใจแล้ว”

ยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์

อ้างอิง

หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม นพ.จอร์จ บี. แม็คฟาร์แลนด์

หนังสือ ประวัติของสกุลแมคฟาร์แลนด์ในสยาม

www.wattana.ac.th/history/Type.htm

www.wattanachurch.org/index.php/about-us/church-history

www.ywcabangkok.com/th/site/history.php?m=about

www.facebook.com/wattanabuild/photos/a.239801029384184/239801032717517/?type=3&theater

www.thebarai.com/mcfarland-house-must-visit-hua-hin/

Writer & Photographer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

22 กรกฎาคม 2564
11 K

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนรายการแนวร้องเพลงหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่าคุณเคยเห็นรายการโทรทัศน์หน้าตาประหลาดที่เปิดโอกาสให้คนสองคนร้องเพลงคู่กัน โดยมีกำแพงอันยักษ์กั้นอยู่ตรงกลาง แน่นอน เรากำลังพูดถึง ร้องข้ามกำแพง เรียลลิตี้เกมโชว์ที่มาแรงที่สุดช่วงปีที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง หรือ The Wall Song เป็นรายการจากเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.05 น. โดยมี กันต์ กันตถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ 

แต่ละสัปดาห์ นักร้อง นักแสดง รวมถึงเซเลบจากวงการต่างๆ 3 คน จะได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องหลังกำแพงทีละคน โดยไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองร้องเพลงอยู่ด้วยคือใคร

หลังเพลงจบคือช่วงเวลาแห่งการโกหก หลอกล่อ และเล่นมุกสารพัด ศิลปินหน้ากำแพงต้องพยายามทายชื่อนักร้องหลังกำแพงให้ถูก โดยมีศิลปินรับเชิญคนอื่นช่วยใบ้

นี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของเวิร์คพอยท์ถัดจาก The Mask Singer

ยอดผู้ชมทางยูทูบของ ร้องข้ามกำแพง สูงกว่าล้านวิวแทบทุกตอน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

การร้องคู่ของ ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน ในเพลง Like I’m Gonna Lose You มียอดผู้ฟังรวมกว่า 10 ล้านครั้ง

ภาพการเซอร์ไพร์สคุณแม่ นิโคล เทริโอ ของ น้องทิกเกอร์-อชิระ ปานพุ่ม กลายเป็นกระแสในทวิตเตอร์แบบชั่วข้ามคืน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็น มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ ร้องเพลงคู่กับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

และใครจะเชื่อว่ารายการสัญชาติไทยจะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปยัง 8 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยมีรายการร้องเพลงมาแล้วมากมาย การให้ศิลปินสองคนมาจับคู่ร้องเพลงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอะไร ร้องข้ามกำแพง จึงมาแรงและโด่งดังได้ไกลขนาดนี้

The Cloud ขอพาทุกคนสำรวจวิธีคิดหลังกำแพงที่ ดาว-ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จะเล่าให้เราฟัง

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
00

เจ้าแห่งรายการวาไรตี้

อิฐแห่งความสำเร็จก้อนแรกของ ร้องข้ามกำแพง ไม่ได้ตั้งบนพื้นดิน แต่อยู่บนรากฐานมั่นคงของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งผลิตรายการน้อยใหญ่สู่สายตาชาวไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 31 ปี ชื่อต่อไปนี้คือหลักฐานการันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะเจ้าแห่งรายการโทรทัศน์ 

ชิงร้อยชิงล้าน, ระเบิดเถิดเทิง, แฟนพันธุ์แท้, เกมทศกัณฐ์, ชิงช้าสวรรค์, คุณพระช่วย, I Can See Your Voice Thailand และ The Mask Singer

ในวันที่โทรทัศน์เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ความบันเทิง เวิร์คพอยท์ก็ปล่อยรายการคุณภาพสู่ช่องหลักทั้ง 3 5 7 9 จนบริษัทเป็นที่รู้จักของคนไทยในวงกว้าง

ต่อมาเมื่อทีวีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เวิร์คพอยท์ก็ประกาศยกระดับองค์กร เปิดช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 

ถึงยุคปัจจุบันที่คนไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เวิร์คพอยท์ยังพกกลเม็ด ครองฐานคนดูเดิม และเพิ่มฐานคนดูใหม่จนมียอด Subscribers ทาง YouTube ถึง 34 ล้าน ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

นี่คือการวางอิฐก้อนใหม่บนยอดเขาแห่งความสำเร็จที่องค์กรสั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ เฟ้นหาวัตถุดิบแปลกตา ปรุงด้วยรูปแบบรายการเข้าถึงทุกวัยอย่างที่เวิร์คพอยท์ถนัด ก่อนงัดน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทีมงานคิดแล้วคิดอีกเพื่อชูรสชาติ

01

คนไทยอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าเอาดาราสองคนมาร้องเพลงโดยมีกำแพงกั้น แล้วให้ทายว่าคนที่ร้องอยู่อีกฝั่งเป็นใคร ตอนหนึ่งสักสามคู่ น่าจะสนุกดีนะ”

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร โยนไอเดียตั้งต้นของ ร้องข้ามกำแพง ให้ดาราราย เป็นไอเดียสุดท้าทายที่ทีมงานทุกคนอยากพัฒนาต่อ

คอนเซปต์ของรายการนี้คือการเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เติมรสด้วยความตลกที่ได้จากความกะล่อนหลอกล่อของศิลปิน ตบท้ายด้วยเพลงเพราะๆ ที่ผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

ดารารายอธิบายว่า ลึกๆ แล้วคนไทยมีความเสแสร้ง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงเก่ง ทุกคนอยากรู้อยากเห็นและพร้อมถูกหลอกในเวลาเดียวกัน ความแพรวพราวในการโกหกของศิลปินจึงเป็นสิ่งที่คนไทยยุคนี้ชื่นชอบ

ผลลัพธ์ของการทายนักร้องหลังกำแพงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะต่อให้ทายผิด คนดูก็สนุกจนจบรายการได้อยู่ดี

02

ประสบการณ์เก่าช่วยยกระดับ

เวิร์คพอยท์เคยทดสอบสมมติฐานที่ว่า คนไทยรักความอยากรู้อยากเห็นจากรายการ The Mask Singer หรือ หน้ากากนักร้อง แต่แทนที่จะให้ผู้ชมต้องอดทนรอเฉลยหลายสัปดาห์ว่านักร้องหลังหน้ากากคือใคร ร้องข้ามกำแพง เลือกจะให้ผู้ชมรู้ความจริงในเวลาที่สั้นกว่านั้น

“ทีมงานตั้งคำถามกันว่าควรให้คนดูได้ร่วมเดาด้วยหรือไม่ ควรเฉลยไปเลยตั้งแต่ต้นหรือเฉลยพร้อมนักร้องหน้ากำแพงดี เราเจอทั้งคนที่บอกว่าอยากเล่นด้วยว่ะพี่ และคนที่บอกว่าเฉลยไปเลยสนุกกว่า สุดท้ายเราจึงลองทำเดโม่ออกมาทดสอบ”

ข้อสรุปที่ทีมงานเห็นตรงกันคือการเฉลยผู้ชมช่วงกลางเพลง คล้ายกับการเฉลยนักร้องเสียงเพี้ยนในรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ ผู้ชมจะมีเวลาครึ่งเพลงในการร่วมทายว่านักร้องหลังกำแพงคือใคร ก่อนจะสวมบท ‘ผู้รู้’ เพื่อสนุกสนานกับการหลอกล่อนักร้องหน้ากำแพงได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลือ

พูดได้มั้ยว่ารายการนี้ได้ไอเดียมาจาก The Mask Singer -เราถามดาราราย

เธอตอบกลับมาว่า “คนดูอาจมองว่าซ้ำ เพราะเป็นรายการว่าด้วยการทายเหมือนกัน ถ้าเขาจะคิด เราคงห้ามไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาจริงๆ พี่กับทีมงานไม่ได้คิดถึง The Mask Singer เลยนะ พยายามหนีด้วยซ้ำ คนเบื่อแล้ว เราไม่อยากเอาของเดิมมาเป็นตัวตั้ง เราแค่มีการแกล้ง การปั่น การหลอกเป็นคอนเทนต์หลักในการสื่อสาร”

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ร้องข้ามกำแพง ยังคงไว้เหมือนรายการก่อนหน้า คือการปล่อยคลิปที่ตัดแยกเฉพาะการร้องเพลง ซึ่งเป็นการตัดต่อใหม่โดยลดทอนเสียงอื่นๆ ในรายการออกทั้งหมด เกิดเป็นคลิปเพลงคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่โดยเฉพาะ

ทีมงานเรียนรู้ว่าคลิปเพลงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนจะเปิดฟังซ้ำๆ และทำให้รายการยังตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมอย่างไม่รู้จบ

“คนไหนที่อินก็ฟังวันละสามรอบ เข้าห้องน้ำก็ฟัง นอนก็ฟัง เครียดก็ฟัง”

03

กดสูตรจับคู่ศิลปิน

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดของรายการ คือ นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพง ดารารายเล่าว่า ศิลปินที่ทีมงานมองหา นอกจากจะร้องเพลงได้แล้ว ต้องนำเสนอเก่งด้วย และหากเล่นมุกหรือหลอกคนได้ก็จะยิ่งดี

ศิลปินไทยที่เข้าข่าย ‘ร้องได้ เล่นดี’ มีมากมาย การที่รายการจะสนุกได้ต้องอาศัยการจับคู่ที่กลมกล่อม

“หลักการคือสองคนต้องไม่เคยร้องเพลงด้วยกัน ไม่งั้นเขาอาจจะจำกันได้ เราเริ่มคิดจากนักร้องหน้ากำแพงก่อน สมมติอยากเห็น แจ๊ส ชวนชื่น ก็ไม่ควรชวนแฟนเขามาอยู่หลังกำแพง เพราะทั้งคู่น่าจะร้องเพลงด้วยกันบ่อย แต่ถ้าชวนมาเป็นนักร้องหน้ากำแพงเหมือนกัน น่าจะแกล้งกันสนุกดี”

อย่างไรก็ตาม ตอนโปรดของแฟนๆ รายการกลับเป็นตอนที่นักร้องหน้าและหลังกำแพงเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งน่าจะเคยร้องเพลงด้วยกันมาก่อน

9 วิธีคิดเบื้องหลังความฮิตของ 'ร้องข้ามกำแพง' ที่แรงข้ามประเทศและขายลิขสิทธิ์ทั่วโลก
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ทีมงานค้นพบในภายหลังว่า แม้นักร้องสองฝั่งกำแพงจะเคยร้องเพลงด้วยกัน แต่การได้คู่ที่สนิทกันมากพอ จะนำไปสู่บทสนทนาลึกซึ้งและการเล่นมุกตลกวงในได้ แต่วิธีการนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงว่าศิลปินหน้ากำแพงจะจับได้ว่าใครคือคนที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง

ดารารายหัวเราะแล้วเล่าว่า รายการต้องกำชับให้นักร้องหลังกำแพงห้ามบอกแฟน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวโดยเด็ดขาด จะใช้วิธีการไหนก็ได้ แต่อีกฝ่ายต้องไม่รู้ 

มีหลายครั้งที่นักร้องหน้ากำแพงจำได้ในทันทีว่านักร้องอีกฝั่งคือใคร วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทีมงาน คือการบิลด์ให้นักร้องหน้ากำแพงแกล้งด่า หรือแซวนักร้องหลังกำแพงในทำนองที่ว่า ‘รู้อะไรก็เผาให้หมด’

“เราจะได้มู้ดแอนด์โทนแบบเรียลลิตี้ คนดูได้เห็นภาพผัวเมียหรือเพื่อนสนิททะเลาะกันก็สนุกไปอีกแบบ เหมือนครั้งที่คู่แฟนอย่าง เก้า (จิรายุ ละอองมณี) กับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) แซวกัน หรือตอนเอกชัย (เอกชัย ศรีวิชัย) กับ ผัดไท (ดีใจ ดีดีดี) ก็ตลกมาก จับได้มั้ยไม่สำคัญ แต่เขาสนิทกันมากพอที่จะด่ากันทุกเรื่อง เป็นครั้งเดียวในการอัดรายการที่ทำให้ทีมงานหัวเราะจนน้ำตาไหลได้ครบทุกฝ่าย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ความสนุกเหล่านี้เกิดจากการทำการบ้านอย่างละเอียด ดารารายอธิบายว่า เมื่อได้นักร้องหน้ากำแพง ทีมงานต้องหาข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่อยู่รอบตัวคนคนนั้นเพื่อหาคู่ร้องที่เหมาะสม เพื่อนสนิทเขาคือใคร ใครคือคนที่เขานับถือ หรือถ้าหาคนใกล้ชิดมาร้องคู่ไม่ได้ ทีมงานก็จะลงความเห็นว่าการปรากฏตัวของใครที่จะเซอร์ไพรส์คนดูในสัปดาห์นั้นได้ดีที่สุด

“เราคิดจากความสัมพันธ์ในคู่ ดูว่าไปได้ถึงไหน ครอบครัว เพื่อน หัวหน้า เจ้านาย ไปจนถึงบุคคลที่ประเทศชาติจะร้องว้าว ซึ่งเราเคยไปไกลถึงมาดามแป้ง เราเจอว่าเขามีช่วงร้องคาราโอเกะที่บ้าน น่าจะพอร้องเพลงได้ แต่ก็กังวลต่อว่าเขากับโต๋ จะเข้ากันได้รึเปล่า รีเสิร์ชไปเรื่อยๆ ก็เจอข้อมูลว่าตอนเล่นบอล โต๋เคยเจอมาดามแป้ง โอเค งั้นลองดู บังเอิญอีกว่าพี่แป้งชอบรายการนี้เป็นทุนเดิม เขาก็เลยยอมมาร่วมสนุก”

อีกเรื่องที่ทีมงานต้องคำนึงถึง คือคุณภาพของบทเพลง คู่ศิลปินที่เคมีในการหยอกล้อตรงกันอาจช่วยให้รายการสนุก แต่ไม่สามารถขับร้องสิ่งที่คนดูรักได้

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า ภายหลังทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ทีมงานต้องวิเคราะห์เสมอว่าศิลปินประเภทไหนที่จะให้งานฟีเจอริ่งเวอร์ชันใหม่ ตัวอย่างที่ดีคือคู่ของ ตู่ ภพธร กับ น้องแอลลี่ 

สูตรในการสร้างเพลงคุณภาพคือ รายการจะให้นักร้องหน้ากำแพงเลือกเพลงก่อนเสมอ หากเลือกแล้ว นักร้องหลังกำแพงร้องไม่ได้ หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนคน บางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนนักร้องหน้ากำแพงก็มีมาแล้ว

แม้จะยุ่งยากและต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงแทบทุกขั้นตอน แต่กรรมวิธีทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้ได้คู่ศิลปินที่เหมาะสม และถ่ายทอดบทเพลงที่มีคุณภาพได้จริง

‘ไม่เคยร้องด้วยกัน-มีความสัมพันธ์-งานคัฟเวอร์ครั้งใหม่’ คือวิธีคิดที่ส่งให้ ร้องข้ามกำแพง มีทีมศิลปินที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณภาพการร้องคับแก้ว และคุณภาพความสนุกคับจอในทุกสัปดาห์

04

ไม่พลาดทุกรีแอคชัน

เมื่อได้ส่วนผสมหลักครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการปรุงรสให้ถึงเครื่อง เวิร์คพอยท์ค้นพบว่าการหลอกล่อปลุกปั่นของเหล่าศิลปินจะยิ่งทวีความสนุก หากผู้ชมได้เห็นลักษณะท่าทางตอนศิลปินหัวเราะ ตกใจ หรือเคลื่อนไหวแบบที่ไม่เคยเห็นในละครหรือคอนเสิร์ต 

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ดารารายเล่าให้ฟังว่า ไอเดียตั้งต้นเริ่มจากการที่กล้องหลักไม่สามารถหมุนไปรับภาพการหัวเราะ ลุกยืน หรือแอคชันต่างๆ ของศิลปินทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตลกๆ เหล่านั้น

ทีมงานแก้ไขโดยการติดกล้องโกโปรไว้หน้าที่นั่งของศิลปินทุกคน เกิดเป็นจังหวะและมุมภาพใหม่ๆ ที่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นในรายการที่ผ่านมา

ร้องข้ามกำแพง จึงไม่เคยพลาดรีแอคชันของศิลปินอีกเลย

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
05

ตัดต่อเสิร์ฟทุกวัย

“การตัดต่อต้องชมน้องครีเอทีฟ เขาเสพงาน YouTube เยอะจนรู้ว่าจังหวะงานออนไลน์ที่ดีเป็นแบบไหน เขาถามเราตลอดว่าใส่ตรงนี้ได้มั้ย จังหวะโบ๊ะบ๊ะแบบนี้ใช้ได้รึเปล่า จนรายการกลมขึ้นเรื่อยๆ ฉึบฉับมากขึ้น”

ดารารายบรรยายถึงการตัดต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของ ร้องข้ามกำแพง ที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างรายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ทาง YouTube เมื่อรายการต้องเผยแพร่ 2 ช่องทาง การมองหาวิธีนำเสนอที่อยู่กึ่งกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีมงานต้องตัดต่อให้คนในโซเชียลมีเดียดูแล้วสนุก หัวเราะทัน ส่วนผู้สูงอายุและคนที่ดูผ่านโทรทัศน์ก็ต้องเข้าใจได้

“เราทำรายการโดยมีเป้าหมายว่าคนส่วนใหญ่ต้องดูได้ คนส่วนใหญ่ที่ว่าคืออายุสิบห้าจนถึงเจ็ดสิบ เราต้องการจังหวะที่เขาดูแล้วหัวเราะเลย เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่ต้องคิดสามชั้นแล้วมาหัวเราะวันรุ่งขึ้น พอเราใส่จังหวะโบ๊ะบ๊ะเข้าไป ก็ทันใจการหัวเราะมากกว่าเดิม ถามว่าคนที่อายุมากหน่อยยังดูได้มั้ย พูดตรงๆ เรายังต้องศึกษาอีกสักพัก แต่เท่าที่วิเคราะห์คนในวัยสี่สิบหรือห้าสิบ เขายังหัวเราะกับการตัดต่อแบบนี้ได้ ยังสนุก เข้าใจ ไม่ถึงกับปวดหัว”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
06

เพิ่มผู้ช่วย ชูรสชาติ

“บางทีศิลปินที่เราได้คิวมาก็โกหกไม่เก่ง แต่คอนเทนท์เราต้องปั่น ต้องหลอกล่อ เลยต้องหาตัวชงเก่งๆ มาช่วยเสริม”

ดารารายเผยถึงการเพิ่มผู้ช่วยทายเข้าไปในรายการ จากเดิมที่จะมีซูเปอร์สตาร์และนักร้องหลังกำแพงรวม 6 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกครั้งที่ทั้ง 6 คนจะเอาคนดูทางบ้านได้อยู่หมัด การเพิ่มตัวละครลับที่มีทักษะการเล่นมุกตลกโปกฮาเข้าไปเพียงคนเดียว อาจช่วยพลิกตอนธรรมดาๆ ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่ม คุณครูเพ็ญศรี หรือ ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรม เข้าไปในตอนที่ศิลปินรับเชิญไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก นอกจากจะช่วยเรียกเสียงฮาได้แน่ๆ แล้ว บุคลิกของเธอยังช่วยให้นักร้องทั้งหน้าและหลังกำแพงผ่อนคลาย และกล้ายิงมุกใส่กันได้ง่ายขึ้น

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
07

พัฒนาจากฟีดแบ็กคนดู

แม้จะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน แต่ผลตอบรับก็อาจไม่สอดคล้องกับความตั้งใจเสมอไป ครั้งที่บรรยากาศตอนอัดรายการเฮฮา แต่อาจไม่สนุกในสายตาของผู้ชม

ดารารายเล่าว่าทีมงานต้องคอยเช็กฟีดแบ็กเพื่อเรียนรู้ผู้ชมอยู่เสมอ การทำรายการไม่มีสูตรตายตัว ทีมงานทำได้เพียงพยายามให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจศึกษาเสียงตอบรับจากผู้ชมด้วย

“ถ้ารายการถูกพูดถึงในวันถัดไป แปลว่าคนดูต้องสนุกหรือหัวเราะ ล่าสุดเราได้รู้ว่า อ๋อ คนดูชอบที่ เต้ย พงศกร (พงศกร เมตตาริกานนท์) มาร้องเพลงกับ จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เราก็คาดเดาต่อได้ว่า เขาคงสนุกที่ได้เห็นศิลปินที่ชอบ มาร้องเพลงคู่กับคนที่เขาคาดไม่ถึง

“มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สนุกที่สุดสำหรับพี่ดันเป็นตอนที่เรตติ้งน้อยที่สุด แต่เทปนิโคลกลับมีกระแสพูดถึงเยอะมาก เพราะอะไร ทำไมคนดูร้องไห้ไปกับนิโคลและลูก อ๋อ เรื่องราวนี้เข้าถึงความรู้สึกคน คนดูซาบซึ้งกับความเป็นแม่ลูก”

08

ปรุงสนุกโดยไม่มีกำแพงภาษา

ร้องข้ามกำแพง พิสูจน์ให้เห็นว่าความสนุกของรายการนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเข้าถึงได้ คอนเซปต์ทั้งหมดสร้างความบันเทิงได้โดยไม่มีกำแพงภาษา นำมาซึ่งการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมฟอร์แมตโลกเป็นชาติที่ 3 ของเอเชีย ถัดจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ขายฟอร์แมตรายการไปได้ในทวีปยุโรป

ปัจจุบันรายการขายลิขสิทธิ์ไปแล้วมากถึง 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และเวียดนาม 

เมื่อถามว่าทำไมชาวต่างชาติจึงเทใจซื้อลิขสิทธิ์รายการร้องเพลงสัญชาติไทย ดารารายตอบเราด้วยรอยยิ้มว่า

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ร้องข้ามกำแพง เป็นรายการวาไรตี้ตลก ฟีลกู๊ด ดูง่าย กลุ่มเป้าหมายคือครอบครัว ชาวต่างชาติชอบอะไรพวกนี้ แถมองค์ประกอบอย่างเพลงหรือดนตรีก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ บวกกับกลิ่นอายความเป็นเกมทายหน่อยๆ เขายิ่งชอบ”

ดารารายเล่าต่อว่า เวิร์คพอยท์จะพยายามขายลิขสิทธิ์ของ ร้องข้ามกำแพง ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยซื้อลิขสิทธิ์รายการอย่าง The Mask Singer และ I Can See Your Voice จากต่างประเทศ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีหากขายรายการของไทยออกไปได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศเราทำผ้าไทยส่งออก เราอยากทำแบบนั้นกับรายการวาไรตี้ให้ได้ด้วย”

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ
09

ไม่มองเป้าใหญ่ แต่ใส่ใจทุกรายละเอียด

การพารายการไปได้ไกลถึง 8 ประเทศดูเป็นหมุดหมายสำคัญครั้งหนึ่งของเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเราถามดารารายถึงประเด็นดังกล่าว เธอกลับบอกว่าทีมงานไม่เคยวาดฝันความสำเร็จอะไรเลย

“เอาจริงๆ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ ไม่ได้สนว่าปลายทางจะสำเร็จรึเปล่า ทีมงานส่วนใหญ่จะเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับการออกไอเดีย หมกมุ่นกับการหาส่วนผสมที่ลงตัว ถ้าไม่ได้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนจนกว่าจะได้ เราคิดแค่ว่าชิ้นส่วนนี้หัวเราะมั้ย ร้องไห้รึเปล่า แขกรับเชิญที่มาดีที่สุดรึยัง เราคิดแค่นี้

“รายการประสบความสำเร็จเราก็ดีใจ พูดตรงๆ คือภูมิใจ แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้คิดถึงปลายทางว่าต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูรู้สึกตามไปกับเราให้ได้ หัวเราะให้สุด ร้องไห้ก็ได้ ถูกหลอก อยากทาย ตอบผิดไปกับแขกรับเชิญ เราแค่อยากได้อารมณ์พวกนี้จากคนดู”

เป้าหมายของทีมงานไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมทางบ้าน และถึงตรงนี้คงพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาทำได้จริงๆ 

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเปิดช่องเวิร์คพอยท์ 23 ตอน 2 ทุ่มของคืนวันพฤหัสบดีดูสิ

ชวนโปรดิวเซอร์รายการ ‘ร้องข้ามกำแพง’ เล่าวิธีคิดที่พารายการฮิตทุกสัปดาห์ คนดูเกินล้านทุกตอน และขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว 8 ประเทศ

ภาพ : รายการร้องข้ามกำแพง

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load