30 พฤศจิกายน 2562
15 K

วันนี้เมื่อ 153 ปีที่แล้ว เด็กชายชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ (George McFarland) ได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ในวันนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าทารกน้อยคนนี้จะสร้างประโยชน์มากมายไว้บนแผ่นดินสยามอันเป็นสถานที่เกิดและตายของเขา

ย้อนกลับไปก่อนหน้าทารกน้อยคนนี้จะเกิดราวๆ 6 ปี คู่รักแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ คุณพ่อและคุณแม่ของยอร์ช เดินทางมาถึงประเทศสยามใน พ.ศ. 2403 ซึ่งตรงกับช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้นบนยอดเขาที่เพชรบุรี

โดย เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นพระสหายใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังทรงเป็นพระภิกษุ และได้ร่วมเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารี ท่านประสงค์ให้ลูกชายได้รับโอกาสนี้บ้าง จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรี 

 เมื่อแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ เดินทางข้ามโลกจากสหรัฐอเมริกามาถึงบางกอก ก็เหมือนจะยังไกลไม่พอสำหรับพวกเขา ทันทีที่ได้ทราบถึงโอกาสนี้ แซมมูเอลและเจนก็ตอบตกลงที่จะเดินทางไกลขึ้นอีกหน่อยจากความตั้งใจแรก เพื่อสร้างหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรีด้วยความยินดีในทันที

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
คุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

เมื่อผ่านไป 6 ปี แซมมูเอลและเจนก็ได้มีลูกชายน้อยๆ 2 คน คนโตชื่อวิลลี่อายุ 4 ขวบ ส่วนคนเล็กชื่อว่าเอ็ดวิน อายุ 2 ขวบ และมีสมาชิกใหม่ที่ยังอยู่ในท้องของเจน ซึ่งจะถือกำเนิดในอีกไม่นาน เนื่องจากในขณะนั้นจังหวัดเพชรบุรีไม่มีแพทย์แผนตะวันตก มีแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อถึงใกล้กำหนดคลอด ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์จึงต้องนั่งเรือจากเพชรบุรีเพื่อมาทำคลอดที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาถึง 3 วัน 2 คืน ในการเดินทาง 

ในที่สุดทารกน้อยสมาชิกคนที่ 5 ของครอบครัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2409 โดยมี นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามคุณหมอบรัดเลย์ เป็นผู้ทำคลอดให้ ทารกน้อยมีชื่อเต็มว่า ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ โดยชื่อกลางมาจากชื่อของคุณหมอบรัดเลย์ นายแพทย์มิชชันนารีผู้ทำคลอดและเป็นเจ้าของบ้านหลังจากที่คุณหมอยอร์ชถือกำเนิด เขาก็เป็นผู้ที่ผูกพันกับสยามตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พี่น้องแมคฟาร์แลนด์ทั้งสี่คน คุณหมอยอร์ชคือเด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

นับจากวินาทีนั้นมาเป็นเวลา 75 ปี ที่คุณหมอได้สร้างประโยชน์มากมายให้กับคนไทย แม้คุณหมอจะจากโลกนี้ไปถึง 77 ปีแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยของสิ่งที่คุณหมอสร้างไว้ให้เราได้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน และคนไทยทุกคนต่างเคยได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณหมอยอร์ชและครอบครัวแมคฟาร์แลนด์มอบไว้ให้คนไทย 

หลังจากก่อตั้งหน่วยมิชชันนารีและใช้ชีวิตในการประกาศศาสนาด้วยความตั้งใจ ควบคู่ไปกับการเปิดโรงเรียนให้ความรู้และช่วยรักษาชาวบ้านในเบื้องต้นอยู่หลายปี ทั้งคู่ก็ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยกันในพระนาม King Chulalongkorn ให้มาจัดตั้งโรงเรียนนำร่องสำหรับก่อร่างสร้างระบบการศึกษาในประเทศไทย เพื่อให้ชาวสยามหันมานิยมชมชอบการศึกษาอย่างแท้จริง 

หากจะเล่าย้อนให้เห็นภาพ ในขณะนั้นสยามประเทศมีแต่โรงเรียนที่เปิดทำการโดยมิชชันนารี คือโรงเรียนสำเหร่บอยส์สกูลและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง หรือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากเข้าถึงเฉพาะประชาชนคนทั่วไป โรงเรียนนำร่องนี้จึงเป็นความตั้งใจที่จะเปิดขึ้นสำหรับพระราชโอรสของเหล่าราชวงศ์และบุตรชายของขุนนางในชื่อ ‘โรงเรียนนันทอุทยาน’ หรือที่เรียกทั่วไปว่าโรงเรียนสวนอนันต์ เพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนาและวางรากฐานอย่างเป็นระบบ

ส่วนคุณแม่เจนผู้ใจดีของลูกๆ ทั้งสี่ก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกการฝีมือสำหรับสตรีและเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศสยามเมื่อครั้งที่อยู่เพชรบุรี และยังเป็นผู้นำจักรเย็บผ้าไปใช้ในจังหวัดเพชรบุรีเป็นคนแรก

มรดกอีกอย่างจากครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ที่น่าจะกว้างขวางที่สุด คือแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2435 โดยผู้พัฒนาคือเอ็ดวิน พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช ที่พัฒนาแป้นพิมพ์ภาษาไทยนี้ร่วมกับ Smith Premier โรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดของอเมริกาในระหว่างที่ลาพักงานกลับไปที่อเมริกา และได้นำเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากนั้นเครื่องพิมพ์ดีดนี้ถูกสั่งมาใช้ในพระราชสำนักและงานราชการจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
เครื่องพิมพ์ดีดไทยของสมิทพรีเมียร์ที่พัฒนาโดยเอ็ดวิน แมคฟาร์แลนด์ พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม 

ส่วนวิลลี่ พี่ชายคนโต ได้รับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ 7 ปี นอกจากได้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้นแล้ว อีกหนึ่งผลงานสำคัญของวิลลี่คือเป็นผู้คิดค้นคำภาษาไทยทางทหารขึ้น และยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน เช่น คำว่า กลับหลังหัน และวันทยาวุธ

และสำหรับคุณหมอยอร์ชเองก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะการวางรากฐานโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย คือโรงเรียนแพทย์ศิริราช ดังที่ ศ. นพ.อวย เกตุสิงห์ สรรเสริญท่านว่าเป็น ‘อิฐก้อนแรกของศิริราช’ วันนี้จึงขอเล่าเรื่องชีวิตของคุณหมอยอร์ชผ่านอนุสาวรีย์ที่ยังมีชีวิตด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคุณหมอทั้งหมด 7 สถานที่

 01

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี

ในวัยเด็กของคุณหมอยอร์ชเติบโตและผูกพันกับเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่คุณหมอยอร์ชใช้เวลา 12 ปีแรกของชีวิต และเนื่องจากมีคุณพ่อเป็นมิชชันนารี จึงใช้เวลาส่วนมากในการเผยแผ่ศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งยังสร้างโบสถ์และรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ บ้านแมคฟาร์แลนด์จะเป็นเด็ก Bilingual หรือเด็กสองภาษาอย่างเต็มตัว ไม่เพียงพูดภาษาไทยได้คล่อง แต่พูดไทยสำเนียงเมืองเพชรเลยทีเดียว 

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ก็รับรู้ถึงความไม่กลมกลืนของพวกเขาอยู่บ้าง เนื่องจากเด็กชาวสยามจะมีชีวิตที่สบายๆ และมีอิสระมากกว่าพวกเขาซึ่งเป็นครอบครัวชาวอเมริกัน

ด้วยความที่เป็นครอบครัวมิชชันนารี โบสถ์สำหรับเผยแผ่และสอนศาสนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แซมมูเอลได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งและลงมือสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นจากอิฐที่ทำเองกับมือ โดยไปเรียนกระบวนการทำอิฐจากกรุงเทพฯ แล้วกลับมาสร้างเตาเผาอิฐเองโดยมีชาวสยามเป็นลูกมือ ใช้เวลากว่า 4 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2415 นับเป็นโบสถ์คริสเตียนหลังที่ 3 แห่งสยามประเทศ

เมื่อวันเวลาผ่านไป 64 ปี ใน พ.ศ. 2479 โบสถ์หลังนี้ทรุดโทรมตามกาลเวลา คุณหมอยอร์ชซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 70 ปี จึงได้จัดการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นทดแทน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็สร้างจนเสร็จเรียบร้อย โดยมีแผ่นป้ายจารึกติดไว้ว่า “ที่ระลึกถึง แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์” ผู้ก่อสร้างโบสถ์หลังแรก ผู้ที่ชาวเพชรบุรีเรียกท่านว่า คุณหมอฟ้าลั่น

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
โบสถ์ศรีพิมลธรรมในปัจจุบัน

และหากใครได้มีโอกาสแวะไปโบสถ์ศรีพิมลธรรม บริเวณไม่ไกลจากนั้นจะพบบ้านไม้อายุเกินร้อยปี ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 ซึ่งในอดีตเป็นเหมือนศูนย์กลางการทำงานของเหล่ามิชชันนารีในเมืองเพชรบุรี

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
สำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 

02

โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราช)

หลังจากเรียนจบด้านการแพทย์กลับมาจากอเมริกาใน พ.ศ. 2434 คุณหมอหนุ่มวัย 26 ปีในขณะนั้นก็พร้อมที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสานต่อการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์สำหรับคนไทยซึ่งได้รับปากกับ คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) เอาไว้  

เนื่องจากคุณหมอเฮส์เคยพยายามจัดตั้งโรงเรียนแพทย์มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2433 แต่เพราะเขาเพิ่งมาอยู่สยามได้เพียง 2 ปีและยังมีอุปสรรคด้านภาษา จึงทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างยากลำบาก จนนักเรียนทยอยลาออกกันไป 

คุณหมอเฮส์ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง แต่ยังไม่หมดหวังกับการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยาม จึงตัดสินใจตั้งหลักใหม่โดยหานายแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อก่อร่างสร้างระบบการศึกษาแพทย์ในไทย ท่านเล็งเห็นว่าคุณหมอยอร์ชที่กำลังจะสำเร็จการศึกษานั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และคุณหมอยอร์ชก็ไม่ทำให้คุณหมอเฮส์ผิดหวัง เขาตอบรับตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนแพทย์ โดยโรงเรียนแพทย์ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนราชแพทยาลัย’ ส่วนคุณหมอเฮส์ก็ได้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ และทุ่มเทให้กับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างเต็มที่

คุณหมอยอร์ชสอนนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นเวลากว่า 35 ปีจนเกษียณอายุราชการ โรงเรียนราชแพทยาลัยได้ขยายเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับจนกลายเป็น ‘คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล’ ในปัจจุบัน

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล

หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนราชแพทยาลัย เที่ยวชมเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 17.00 น. เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าชมฟรี นักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปีเสียค่าเข้าชม 25 บาท ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม 80 บาท

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อครั้งวิทยาการการผ่าตัดยังไม่แพร่หลาย วิธีที่จะให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนผ่าตัดก็ต้องเรียนตอนที่อาจารย์ผ่าตัดจริง โดยนักเรียนต้องมาล้อมกันดูเป็นจำนวนมาก เพราะการผ่าตัดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จึงจำลองห้องเรียนผ่าตัดที่คุณหมอยอร์ชใช้สอนนักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นจริงๆ ให้ชม

และเนื่องจากภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนวิชาแพทย์ คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งคุ้นเคยกับภาษาไทย เห็นว่าการที่มีศัพท์แพทย์เป็นภาษาไทยจะช่วยลดอุปสรรคตรงนี้ได้ จึงบัญญัติศัพท์ทางการแพทย์ต่างๆ เป็นภาษาไทยขึ้นมา รวมทั้งเขียนตำราแพทย์เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนชาวไทยเข้าใจเนื้อหาและบทเรียนได้ถูกต้องมากที่สุด

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ตำราแพทย์ กายวิภาควิทยา แอนนาโดเม เล่มที่ 1 โดยคุณหมอยอร์ช
ภาพ : พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

หลังคุณหมอยอร์ชเกษียณอายุราชการได้ 10 ปี เหล่าลูกศิษย์หารือกันว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีให้คุณครู และเนื่องจากคุณหมอยอร์ชเป็นผู้ที่ปฏิเสธเครื่องดื่มมึนเมามาโดยตลอด จึงจัดเป็นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย หนึ่งในของที่ระลึกที่ลูกศิษย์จัดทำให้คือประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ช โดยภาพปูนปั้นนี้ถูกนำไปประดับที่ฝาผนังตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ก่อนถูกย้ายมาที่หอสมุดศิริราช และได้มาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในปัจจุบัน

ซึ่งในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่จะถึงนี้ จะครบรอบ 128 ปีของการทำงานวันแรกของคุณหมอยอร์ชที่ศิริราชในฐานะครูใหญ่โรงเรียนแพทย์

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ชที่ลูกศิษย์จัดทำขึ้นเป็นของที่ระลึกในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปี

03

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจะไม่ใช่ผลงานของคุณหมอยอร์ชโดยตรง แต่ก็นับว่าคุณหมอยอร์ชมีส่วนสำคัญมากต่อสถานที่ตั้งปัจจุบันของโรงเรียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยซึ่งในขณะนั้นคือ ‘โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง’ เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณพระราชวังหลัง (บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน) ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบันคือสุขุมวิท 19 เมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีคุณหมอยอร์ชเป็นผู้มีส่วนสำคัญ เพราะเดิมเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็คือคุณหมอยอร์ชนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่ศูนย์กลางเมืองยังอยู่แถวพระบรมหาราชวังและถนนเจริญกรุง คุณหมอยอร์ชก็เล็งเห็นว่าในอนาคต กรุงเทพฯ จะต้องขยายตัวมาทางย่านสุขุมวิท จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้เก็บไว้ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งในตอนแรก แหม่มโคล (มิสเอ็ดน่า เซระห์ โคล) ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้สนใจที่ดินตรงนี้มากนักเนื่องจากยังไม่มีถนนตัดผ่าน 

แต่ภายหลังทางการได้ขยายเมืองมาทางนี้ตามที่คุณหมอยอร์ชคาดไว้ และจะมีการตัดถนนผ่านไปทางปากน้ำ แหม่มโคลจึงเห็นด้วยกับคุณหมอยอร์ชในการย้ายโรงเรียนมาที่นี่ ครั้งแรกแหม่มโคลซื้อที่ดิน 25 ไร่ต่อจากคุณหมอยอร์ชด้วยราคาเท่าทุนและขยับขยายเพิ่มเติม รวมถึงได้รับบริจาคจากคุณหมอยอร์ชและมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ จนมีที่ดินมีขนาด 51 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา

หากใครเคยไปโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ถัดเข้าไปบริเวณทางเข้าประตูด้านฝั่งขวามือจะพบสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะร่มรื่นแล้ว ยังเป็นเสมือนปอดน้อยๆ ให้ผู้คนแถวนั้น ที่ดินบริเวณนี้เองที่คุณหมอยอร์ชบริจาคให้ทางโรงเรียนเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ภรรยาคนแรกของคุณหมอ 

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเสมือนเตรียมไว้ให้ พอภรรยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าก็ยกที่ดินทางตะวันออกของโรงเรียนเดี๋ยวนี้ให้แก่องค์กรศาสนาเพรสไบทีเรียนอเมริกันเป็นจำนวน 16 ไร่ ให้เป็นอนุสรณ์ของภรรยาผู้มีความสนใจอย่างลึกซึ้งในกิจการของกุลสตรีวังหลัง”

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
โรงเรียนวัฒนาวิทยาในปัจจุบัน โดยอาคารเรียนหลักบริเวณหน้าโรงเรียนเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปี ค.ศ. 1919 – 2019 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

04

YWCA กรุงเทพฯ

คุณหมอยอร์ชและมารีพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชมากว่า 20 ปี แต่ขณะนั้นโรงเรียนราชแพทยาลัยกำลังขยับขยายและต้องการห้องเรียนเพิ่มขึ้น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือขอคืนบ้านพักของคุณหมอยอร์ชเพื่อใช้เป็นห้องเรียน

หลังจากใช้เวลาหาที่พักใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก็พบบ้านโฮลี่รู้ด (Holyrood) ซึ่งเจ้าของเดิมคือนายแพทย์ชาวอังกฤษที่เกษียณอายุและกำลังจะกลับประเทศ โดยชื่อโฮลี่รู้ดนั้นได้มาจากชื่อพระราชวัง The Palace of Holyrood House ในเอดินบะระ สกอตแลนด์ คุณหมอยอร์ชและมารีจึงได้บ้านโฮลี่รู้ดเป็นที่พักใหม่ บนพื้นที่ 5 ไร่ 92 ตารางวา ซึ่งกลายเป็นบ้านที่คุณหมอพักอาศัยอยู่จนสิ้นชีวิต 

ภายหลังจากคุณหมอเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ถูกขายให้กับสมาคม YWCA ประเทศไทยในราคา 3,000 เหรียญฯ เพื่อใช้ดำเนินกิจการของสมาคม รวมทั้งจัดสร้างอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสมาคม YWCA นานาชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยคิดในราคาถูกและเน้นความปลอดภัย

ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ YWCA กรุงเทพฯ ยังคงตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านโฮลี่รู้ดเดิมภายใต้ชื่อใหม่ว่า แมคฟาร์แลนด์ เม็มโมเรียล (McFarland Memorial) และดำเนินกิจกรรมตามจุดประสงค์ของสมาคม มีสถานศึกษาปฐมวัยที่เน้นสอนตามแนวทางมอนเตสซอรี่ รวมทั้งมีบริการห้องประชุมและที่พักที่สะอาด เดินทางสะดวก ในราคาเป็นมิตร 

YWCA กรุงเทพฯ
บ้านโฮลี่รู้ดในอดีต
YWCA กรุงเทพฯ
YWCA กรุงเทพฯ ในอดีต

05

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

เปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดเพชรบุรี สถานที่ที่คุณหมอยอร์ชเติบโตและใช้ชีวิต 12 ปีแรกกันบ้าง 

หลังจากที่คุณหมอยอร์ชได้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยามสำเร็จ ส่งผลให้การแพทย์แผนตะวันตกในประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตคุณหมอชาวไทยเก่งๆ จำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหมอยอร์ชเป็น ‘พระอาจวิทยาคม’ รวมทั้งพระราชทานที่ดินจำนวน 4.5 เอเคอร์ (ราวๆ 11 ไร่กว่า) ที่หัวหินให้อีกด้วย

คุณหมอยอร์ชสร้างบ้านพักตากอากาศขึ้นบนที่ดินนี้ ซึ่งปัจจุบันเราไปเที่ยวชมได้ที่ McFarland House ตั้งอยู่ในโครงการ THE BARAI บริเวณเดียวกับ Hyatt Regency Hua Hin โดยเปิดเป็นร้านอาหารและมีบริการ Afternoon Tea 

บ้านหลังที่ตั้งอยู่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมและโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่หลังเดิมที่คุณหมอยอร์ชเคยสร้างไว้ แต่ใช้ไม้เดิมของบ้านมาสร้างใหม่เป็นหลังปัจจุบัน

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี
McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

06

โบสถ์วัฒนา

หากคุณเป็นคริสเตียนก็อาจจะรู้จักโบสถ์ขนาดกำลังดีแห่งนี้ แต่ถ้าหากคุณเป็นชาวพุทธที่ติดตามข่าวบันเทิงอยู่บ้างก็อาจจะคุ้นเคยโบสถ์หลังนี้ผ่านข่าวงานแต่งงานของดาราหลายๆ คู่ โดยโบสถ์เรียบง่ายหลังงามนี้คือคริสตจักรวัฒนา ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สุดซอยสุขุมวิท 19

โบสถ์หลังนี้แต่เดิมมีชื่อว่า McFarland Memorial Chapel ซึ่งศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน เพื่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณหมอยอร์ช ผู้มีบทบาทสำคัญในการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนมายังสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งยังได้เงินบริจาคจาก คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ รวมกับเงินส่วนที่เหลือจากการปลูกสร้างอาคารโรงเรียน สมทบกับเงินถวายสุทธิทานและอื่นๆ  โบสถ์หลังนี้จึงสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 

ภาพ : โบสถ์วัฒนา

บนที่ดินผืนเดียวกันถัดจากโบสถ์วัฒนาไปเพียงเล็กน้อย จะพบอาคารพระอาจวิทยาคมที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2556 เพื่อใช้ทำกิจกรรมของโบสถ์และเปิดเป็นที่พัก

07

สุสานฝรั่ง เจริญกรุง

ตลอดชีวิตของคุณหมอผู้ซึ่งต้องเผชิญความรู้สึกไม่เข้าพวกอยู่เสมอ ทั้งในช่วงวัยเด็กที่เป็นเด็กต่างชาติท่ามกลางเด็กๆ ท้องถิ่นชาวเพชรบุรี หรือเมื่อครั้งที่ย้ายจากเพชรบุรีตามพ่อแม่มาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อรับภารกิจเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสวนอนันต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในพระบรมมหาราชวัง 

จากเด็กที่เติบโตมากับเด็กชาวบ้านเพชรบุรี ต้องมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนที่เป็นบุตรหลานในแวดวงราชสำนักและได้รับการอมรมกิริยามารยาทมาอย่างดี การเล่นแบบเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งยอร์ชยังพ่วงความเป็นลูกผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่รวมสำเนียงภาษาไทยเมืองเพชรซึ่งยอร์ชใช้มาตั้งแต่เกิด ทำให้มีเส้นบางๆ กั้นระหว่างยอร์ชกับเด็กๆ คนอื่น

เมื่อครั้งเติบโตไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะกลมกลืนกับคนอื่นๆ แต่วิถีชีวิตและสังคมที่หล่อหลอมยอร์ชนั้นต่างจากเพื่อนๆ รวมทั้งเสื้อผ้าใหม่สำหรับใช้ที่อเมริกาก็ซื้อระหว่างแวะพักที่ลอนดอน จากการที่ได้รู้จักคนอังกฤษในสยามและเชื่อว่าลอนดอนคือดินแดนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพล โดยไม่รู้เลยว่าสไตล์ของอังกฤษนั้นต่างจากอเมริกันโดยสิ้นเชิง ก็ทำให้ยอร์ชต่างจากเพื่อนๆ คนอื่นอยู่ดี

เมื่อได้กลับมายังกรุงเทพฯ คุณหมอเฮส์ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนในทุกๆ เรื่องย้ำเสมอว่า อนาคตของเขาจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าแน่นอนหากเข้าสังคมกับชาวตะวันตกในสยามไม่ได้ ซึ่งยอร์ชก็เคารพในความคิดเห็นของคุณหมอเฮส์เสมอ คุณหมอยอร์ชจึงตั้งใจเต็มที่ที่จะเข้าสังคมกับชาวตะวันตก เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ตัวเองอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่ลึกๆ แล้วคุณหมอยอร์ชรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจกับการใช้ชีวิตสำเริงสำราญในสโมสรแห่งนี้

จนคืนหนึ่งหลังจากดื่มกับเพื่อนๆ จนเมา คุณหมออยู่ในสภาพที่ไม่อาจบังคับรถม้าได้ดีนัก โชคดีที่เวลานั้นรถม้ายังไม่เยอะเท่าไหร่ ถนนโล่งและม้าพาคุณหมอไปยังท่าพระจันทร์เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากกลับไปยังศิริราชได้อย่างปลอดภัย

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณหมอยอร์ชกลับมาคิดทบทวนอย่างหนักว่าต้องการอะไรในชีวิต และจากวันนั้นเอง คุณหมอยอร์ชก็ตัดสินใจเลิกดื่มอย่างเด็ดขาดและถอยห่างจากการไปสโมสร ซึ่งนั่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนอันแสนแพง คือการต้องกลายเป็นคนขาดสังคมและเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในหลายๆ ครั้ง

จวบจนในช่วงบั้นปลายของชีวิต คุณหมอยอร์ชสุขภาพทรุดโทรมและล้มป่วยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้จะทำงานอุทิศให้ประเทศมาทั้งชีวิต แต่ด้วยเชื้อชาติอเมริกันที่ติดตัวม ทำให้ทั้งคุณหมอยอร์ชและเบอร์ธ่า ภรรยาคนที่ 2 ของคุณหมอ ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านโฮลี่รู้ดในฐานะเชลยศึกสงครามหลังจากกองกำลังญี่ปุ่นบุกไทยได้ไม่กี่วัน

หลายเดือนผ่านไปกับชีวิตที่ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในบ้าน​ วันหนึ่งอาการไส้เลื่อนของคุณหมอยอร์ชเกิดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างด่วนที่สุด แม้จะได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากเพื่อนๆ และข้าราชการสยามหลายคน แต่ในฐานะคนของชาติเชลยศึก กว่าคุณหมอยอร์ชจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากบ้านไปยังเตียงผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งห่างจากบ้านโฮลี่รู้ดไม่ไกล ก็กินเวลาถึง 12 ชั่วโมง 

แม้จะต้องรอคอยด้วยอาการเจ็บปวดแสนสาหัส คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งผ่านความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และความยากลำบาก ในชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน กลับรอคอยด้วยความสงบ และในอีก 5 วันถัดมา วาระสุดท้ายของคุณหมอยอร์ชก็มาถึง 

คุณหมอยอร์ชจากไปอย่างสงบในวัย 75 ปีในประเทศสยาม ตามความปรารถนาของคุณหมอที่จะได้ตายในประเทศสยามที่คุณหมอถือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ที่ที่ซึ่งคุณหมอผู้เผชิญกับความรู้สึกแตกต่างและไม่เข้าพวกมาในทุกช่วงของชีวิตได้ทุ่มเททำงานหนักและทำกิจอันเป็นประโยชน์ไว้มากมายไว้จนช่วงสุดท้ายของชีวิต สมดังชื่อหนังสือชีวประวัติของคุณหมอว่า ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม

ปัจจุบันร่างของคุณหมอได้ถูกบรรจุร่วมกับร่างของมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ ที่สุสานโปรเตสแตนท์ กรุงเทพฯ ณ ถนนเจริญกรุง ซอย 72/5 ถนนซึ่งครั้งหนึ่งคุณหมอได้ขี่รถม้าไปกลับทุกเช้าค่ำไปทำงานที่ศิริราชเพื่อสร้างแพทย์จำนวนมากมายให้แก่ประเทศไทย

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
หลุมฝังศพคุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ คู่กับมารี แมคฟาร์แลนด์ ภรรยาคนแรกของคุณหมอ

“คนเราจะรู้คุณค่าของการงานใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อตนเองได้หยิบจับงานนั้นตลอดไป ได้เจอกับอุปสรรคความผิดหวัง ความไม่แยแสนำพาของใครๆ อื่น ตลอดจนกระทั่งความเหนื่อยยากแทบสายตัวขาด ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา 35 ปี ลิ้มแล้วลิ้มเล่าไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง…สิ่งตอบแทนที่ข้าพเจ้าได้รับก็คือ ได้เป็นผู้เริ่มงานให้คนอื่นเขาต่อ ข้าพเจ้าพอใจแล้ว”

ยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์

อ้างอิง

หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม นพ.จอร์จ บี. แม็คฟาร์แลนด์

หนังสือ ประวัติของสกุลแมคฟาร์แลนด์ในสยาม

www.wattana.ac.th/history/Type.htm

www.wattanachurch.org/index.php/about-us/church-history

www.ywcabangkok.com/th/site/history.php?m=about

www.facebook.com/wattanabuild/photos/a.239801029384184/239801032717517/?type=3&theater

www.thebarai.com/mcfarland-house-must-visit-hua-hin/

Writer & Photographer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2564
466

6 ตุลาคม พ.ศ.​ 2519 วันวิปโยคของประวัติศาสตร์ไทย

ผู้มีอำนาจเข้าล้อมปราบขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ภายหลังจากเหตุการณ์ ทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวภายในเมืองต้องเงียบเชียบ สื่อถูกปิดปาก บทเพลงที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นต้นทางของบทเพลงเพื่อชีวิตต่างก็หยุดบรรเลงไปพร้อมกับผู้ขับร้องที่หนีเข้าป่า ไม่ต่างกับเพื่อนปัญญาชนคนอื่นๆ

ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีบทเพลงขับขานเรื่องราวของสามัญชนและสังคมดังขึ้นมาจากทิวดอยแดนเหนือ อุ๊ยคำ เพลงที่บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้ง ณ ขณะนั้น บทเพลงแห่งสามัญชนถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง และทำให้หลายคนรู้จักศิลปินหนุ่มจากเชียงใหม่ นาม จรัล มโนเพ็ชร

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

กระทั่งนักศึกษาและปัญญาชนออกจากป่ากลับสู่เมือง ศิลปินคนนี้ก็ยังแต่งเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นกำลังใจให้พวกเขา หากเพลง คิดถึงบ้าน หลายคนรู้จักในชื่อ เดือนเพ็ญ ที่แต่งขึ้นเป็นบทกวีโดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ก่อนจะถูกนำมาแปลงเป็นเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ปัญญาชนในป่าใช้ขับร้องเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง ยามออกจากป่ามา รางวัลแด่คนช่างฝัน ของจรัล ก็คือบทเพลงที่ช่วยมอบขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทองให้กับพวกเขาสู้สู่วันใหม่ข้างหน้า และเป็นบทเพลงที่นำมาใช้ขับร้องสร้างกำลังใจให้ผู้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

จรัล มโนเพ็ชร ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินนักร้องเป็นอย่างมาก ได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโฟล์กซองคำเมืองของประเทศไทย ด้วยบทเพลงจำนวนมากที่ถูกขับร้องด้วยคำเมืองหรือภาษาเหนือ ทั้งบอกเล่าสภาพสังคม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมของภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งเนื้อหากินใจและพูดแทนใจสามัญชน 

บ้างก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขันชวนสนุก ทำให้หลายคนรู้จักกับภาษาเหนือ และบทเพลงของจรัลยังคงถูกขับร้องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง สาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย, สาวเชียงใหม่, ลูกข้าวนึ่ง, หมะเมี๊ยะ, มิดะ, ล่องแม่ปิง, ของกิ๋นคนเมือง, คนสึ่งตึง ที่หลายคงคุ้นหูและรู้จักกันดี รวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง
จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

นอกจากบทบาทการเป็นนักร้อง จรัลยังเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปินล้านนาให้คนทั่วไปรู้จักเป็นวงกว้าง และยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางการแสดงในภาพยนตร์กับละครจำนวนมาก รวมถึงหนึ่งในละครเวทียิ่งใหญ่เรื่องเยี่ยมที่เคยเกิดขึ้นในไทย อย่าง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ หรือ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจรัลได้รับบท ดอนกิโฆเต้ ตัวเอกของเรื่อง มี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเดียวกันในอีกรอบการแสดง

จากผลงานจำนวนมากมายที่กล่าวมา ทำให้ศิลปินชาวเหนือคนนี้มีภาระจากหน้าที่การงานจำนวนมาก และที่เขาต้องทำงานมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเงินทองสำหรับตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการจะรวบรวมเงินทุนเพื่อจัดตั้งให้เกิด ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา’ รวมถึงช่วยเหลือความเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมล้านนาอีกจำนวนมาก 

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

แต่แล้วในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.​ 2544 แผ่นดินล้านนาก็ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก 

จรัล มโนเพ็ชร จากไปไม่มีวันหวนคืน เหลือไว้แต่คุณูปการจำนวนมากที่เคยทำไว้กับเมืองเหนือที่เขารักยิ่ง

“วันนี้ผมกำลังจะทำงานที่ค่อนข้างหนักอีกแล้ว ผมก็หวังใจว่าท่านผู้ชม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านจะสนับสนุนให้กลุ่มที่ทำงานชมรมส่งเสริมศิลปินล้านนาได้มีโอกาสได้ดูแลให้เป็นมูลนิธิ เพื่อว่าการทำงานจะได้สืบสานมั่นคงต่อไปในภายหน้า เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมก็ต้องจากไป ผมต้องไปอยู่แล้ว ไปวันไหนไม่รู้ และยังมีกิเลสตัณหาอยู่ในกมลสันดานเล็กน้อย คือ ยังห่วงงานตัวเองอยู่ ถ้ามีองค์กรที่มั่นคงดูแลไว้แล้ว ก็น่าจะดี…” 

จรัล มโนเพ็ชร กล่าวก่อนเข้าเพลง อุ๊ยคำ ในคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541

ในวาระครบรอบ 20 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รักศิลปินคนนี้จึงคิดจะทำอะไรบางอย่างขึ้นเพื่อเชิดชูและสานต่อความฝันของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของล้านนาในนาม ‘จรัลรำลึก’ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ความฝันของอ้ายจรัลมีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่างแรก อ้ายจรัลเป็นคนที่อยากทำหอศิลป์สล่าเลาเลือง ซึ่งแปลว่าศิลปินที่งดงามอลังการ เพื่อบันทึกการทำงานทั้งหมดของศิลปินภาคเหนือไว้ ปัจจุบันความฝันนี้ของอ้ายสำเร็จแล้วเมื่อต้นปี และตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน อีกความฝันของอ้ายจรัลก็คือ การฟื้นผืนแผ่นดินนี้ให้งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในอดีต ซึ่งเราต้องการสานฝันอันนี้ของอ้าย” อาจารย์ธเนศวร์ เริ่มเล่าที่มาของโครงการจรัลรำลึกที่เขาจัดทำขึ้นกับเพื่อนฝูง

“เนื่องจากใกล้จะครบวาระยี่สิบปีที่อ้ายจรัลจากไป ลูกสาวบอกกับผมว่า ถ้ารุ่นพ่อไม่ทำอะไร จะไม่มีใครทำอีกแล้วนะ ปัจจุบันลูกสาวของผมอายุสามสิบสอง เขาได้ยินผมพูดเรื่องอ้ายจรัลมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่โตมากับเขาไม่มีใครพูดถึงเลย ลูกสาวผมกลายเป็นคนอธิบายเรื่องของอ้ายจรัลให้คนในรุ่นของเขาฟัง เขาเลยรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว คนรุ่นผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ให้กับศิลปินที่สร้างความดีไว้กับเมืองเหนือจำนวนมากในวาระนี้

“ตอน พ.ศ. 2520 ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังประชุมกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่บ้านของผมในนิวยอร์ก มีแต่คนหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน แล้วก็มีคนหนึ่งหยิบเทปของอ้ายจรัลมาเปิด ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะเป็นเพลงที่ร้องด้วยภาษาคำเมือง ผมเองก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบแต่งเพลง ผมเคยมีความคิดที่อยากจะลองแต่งเพลงภาษาคำเมืองขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที พอได้ยินบทเพลงของอ้ายจรัลในวันนั้น จึงทำให้ผมทึ่งและชื่นชมในศิลปินคนนี้ โดยติดตามผลงานเขาตลอด กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ทีนี้การมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ทำให้ผมได้เห็นไอเดียดีๆ อะไรเท่ๆ จากที่นู่นเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีรูปปั้นของนักเขียนนวนิยายชื่อดังของโลกอยู่ นั่นก็คือ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า (Miguel de Cervantes Saavedra) ผู้ประพันธ์เรื่อง ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ซึ่งผมทราบมาว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงชื่นชมนักเขียนคนนี้อย่างมาก เมื่อไหร่ที่พระองค์ท่านมีโอกาสไปประเทศจีน ก็จะต้องหาโอกาสไปวางดอกไม้หน้ารูปปั้นนี้ให้ได้ เรื่องราวนี้ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก และวันนี้ นี่คือเรื่องราวของศิลปินที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นคนแรกของเชียงใหม่ แม้ว่าตัวของอ้ายจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเขียนถึงอยู่ ผมอาจจะเขียนถึงเยอะกว่าคนอื่นหน่อย” 

อาจารย์ธเนศวร์หัวเราะสนุกหลังแซวตนเอง ก่อนเล่าต่อด้วยความเพลิดเพลิน “ยังคงมีคนฟังเพลงของอ้าย ชื่นชมผลงานของอ้ายอยู่ และปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครแทนอ้ายได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อระลึกถึงและชื่นชมผลงานของแก ส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป ผมจึงมีความคิดว่า นี่คือเวลาเหมาะสมแล้วที่เราจะมีรูปปั้นของ จรัล มโนเพ็ชร ตั้งในที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาชื่นชมและเรียนรู้แรงบันดาลใจจากอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

โครงการจรัลรำลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 และประกาศให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดการสร้างรูปปั้น จรัล มโนเพ็ชร บนเพจเฟซบุ๊กชื่อเดียวกับโครงการ เพื่อขอระดมทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างอนุสาวรีย์

“อ้ายจรัลเป็นศิลปินที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชนผ่านบทเพลงจำนวนมาก เพราะอ้ายมีใจให้กับมวลชนผู้ยากไร้ มีใจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่ากี่เพลงต่อกี่เพลงที่ออกมาก็ล้วนเป็นอย่างนี้ตลอด เราเลยตั้งใจกันว่าจะให้การสร้างอนุสาวรีย์ของอ้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมใจของสามัญชนที่รักอ้ายจรัล ซึ่งเราต้องใช้เงินในการทำให้สำเร็จทั้งสิ้นประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ทางโครงการจรัลรำลึกของเราตัดสินใจจะตั้งเป้ายอดระดมทุนไว้ที่ห้าแสนบาท 

“นอกจากค่าทำรูปปั้น เราตั้งใจช่วยสานฝันที่อ้ายอยากช่วยเหลือและส่งเสริมศิลปินล้านนา โดยเงินที่เหลือจากการทำรูปปั้น เราตั้งใจแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่ง สำหรับจัดทำเป็นรางวัลจรัล มโนเพ็ชร มอบให้กับศิลปินที่โดดเด่นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทุกๆ ปี สอง เราจะทำกองทุนจรัล มโนเพ็ชร เพื่อมอบทุนให้แก่เด็กที่สนใจด้านศิลปะวัฒนธรรม แต่มีฐานะยากจน ให้มีโอกาสเล่าเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ เราตั้งกฎไว้ว่าจะรายงานยอดระดมทุนทุกสัปดาห์บนเพจ จะไม่มีการถอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่านี่เป็นเงินที่พี่น้องบริจาคมาเพื่อทำรูปปั้นอ้ายจรัลเท่านั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ภารกิจการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น

ในแต่ละสัปดาห์หลังจากประกาศการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ ทางทีมจรัลรำลึกจะมีการจัดงานเสวนาไลฟ์ผ่านทางเพจจรัลรำลึก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง อันยา โพธิวัฒน์ ภรรยาของจรัล มาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับจรัล จำนวนทั้งหมด 18 หัวข้อเสวนา อาทิ มรดกของจรัล มโนเพ็ชร ต่อล้านนาและสังคมไทย ผู้คนหลากหลายในเพลงจรัล ลมหายใจเชียงใหม่กับเพลงอ้ายจรัล เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจก็กลับไปตามชมได้ที่เพจจรัลรำลึก หรืออ่านจากหนังสือ กึ๊ดเติงหาอ้ายจรัล ซึ่งรายได้จากการซื้อหนังสือจะถูกนำไปสมทบทุนของโครงการ 

นอกจากงานเสวนายังมีการจัดคอนเสิร์ตจรัลรำลึก ณ เชียงดาว โดยมีศิลปินถิ่นเหนือมาร่วมกันทำการแสดงเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เพื่อนำเงินจากตั๋วคอนเสิร์ตมาสนับสนุนโครงการ ซึ่งจัดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการจรัลรำลึกก็ระดมทุนจนครบตามที่ต้องการได้ในเดือนมกราคมปีนี้ จากการช่วยเหลือของผู้คนที่รักจรัล หลังจากนั้นทางทีมก็เริ่มต้นงานปั้นทันที โดยได้ อาจารย์ภูธิป บุญตันบุตร ศิลปินปั้นมือดีชาวเชียงใหม่รับหน้าที่เป็นประติมากร โดยรูปปั้นจรัล มโนเพ็ชร ที่ทางทีมจรัลรำลึกตั้งใจสร้างขึ้นมานั้น มีขนาดเท่าตัวจริง เป็นศิลปินสามัญชน ไม่สูงใหญ่ ไม่ชูกีตาร์หรือซึงให้ดูอลังการ ไม่อวดตัว ไม่มีแท่นยกสูงจากพื้น หากแต่เรียบง่ายในลักษณะนั่งเล่นกีตาร์บนม้านั่งที่วางกับพื้น เป็นสามัญชนติดดิน ดั่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเหนือผู้นี้เป็น

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อ้ายจรัลเป็นคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่น นี่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวของอ้ายเล่าให้ผมฟัง หลังจากเริ่มต้นปั้นรูปปั้นของอ้าย” อาจารย์ภูทิป เริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานปั้น “ผมเริ่มต้นการปั้นจากแบบสเก็ตช์ของ รศ.ดร.สุกรี เกษรเกศรา ที่เป็นผู้แนะนำผมให้เป็นผู้รับผิดชอบการปั้นรูปปั้นของอ้ายจรัล ซึ่งขั้นตอนการปั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากป้าหมู (อันยา โพธิวัฒน์) ภรรยาของอ้ายจรัล เพื่อให้ปั้นออกมาเหมือนอ้ายที่สุด เดิมผมใช้ภาพต้นแบบจากปกเทปที่อ้ายใส่เสื้อหนาๆ 

“ป้าหมูทักว่า ปกติอ้ายจรัลไม่ใส่ ใส่เพื่อถ่ายปกเท่านั้น ป้าหมูเลยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่อ้ายใช้จริงๆ มาให้ใช้เป็นแบบ มีทั้งรองเท้า นาฬิกา แหวน ที่อ้ายจรัลใส่บ่อยๆ ซึ่งตอนปั้นส่วนนาฬิกา ถ้าปั้นหน้าปัดโล้นๆ จะดูไม่สวย ก็เลยคิดว่าน่าจะใส่อะไรที่บ่งบอกถึงการรำลึกถึงอ้าย ผมเลยใช้วันสุดท้ายที่อ้ายหยุดไว้ตอนจากไปมาใส่ เพื่อให้ยังอยู่ต่อไป”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อีกส่วนที่มีการปรับค่อนข้างละเอียดก็คือรอยยิ้มของอ้าย ซึ่งผมใช้วิธีศึกษาจากรูปภาพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตอนแรกผมปั้นเป็นหน้าที่ยังไม่ยิ้ม ส่งให้ทีมจรัลรำลึกและหลายคนที่ใกล้ชิดกับอ้ายจรัลดู เกือบทุกคนก็เล่าให้ผมฟังว่า ปกติเวลาอ้ายจรัลอยู่กับคนอื่น อ้ายเป็นคนยิ้มง่าย เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นมาก ทุกคนเลยอยากให้รูปปั้นเป็นตอนอ้ายยิ้ม ผมก็เลยไปค้นหาจังหวะที่อ้ายยิ้มจากบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ แต่ก็ยังคงไม่เหมือนตัวตนของอ้าย 

“กระทั่งป้าหมูส่งภาพถ่ายของอ้ายรูปหนึ่งมาให้ เป็นรูปที่อ้ายจรัลยิ้มเล็กน้อย รวมถึงแววตาของอ้ายก็ยิ้มด้วยเช่นกัน โดยผมได้ความช่วยเหลือจาก อาจารย์อ๊อฟ (อัษฎายุธ อยู่เย็น) มาช่วยปั้นส่วนใบหน้าของอ้าย กระทั่งออกมาเหมือนรอยยิ้มของอ้ายจรัล อย่างที่คนใกล้ชิดของอ้ายเคยได้รับขณะที่อ้ายยังมีชีวิตอยู่” นักปั้นเล่ากระบวนการ

เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงรักในตัวตนของศิลปินผู้นี้…

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“สำหรับสถานที่ตั้งของรูปปั้นอ้ายจรัล ที่จังหวัดเชียงใหม่เรามีรูปปั้นที่เป็นอนุสาวรีย์ อย่าง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ผมมองว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของอ้ายจรัล” อาจารย์ธเนศวรพูดเรื่องประเด็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ 

“เราตั้งใจว่าจะวางรูปปั้นของอ้ายไว้ใต้ต้นไม้ นั่งเล่นกีตาร์ขับกล่อมผู้คนใต้ต้นไม้อยู่ในมุมเล็กๆ ไม่มีท่าทีอหังการแต่อย่างใด อาจจะต้องก้มผ่านกิ่งไม้เข้าไปถึงจะมองเห็นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เราอยากให้รูปปั้นของอ้ายตั้งอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีรั้วกั้น อยู่ข้างนอก ผู้คนที่มาโอบกอดอ้ายได้ตลอดเวลา จะร้องเพลงกับอ้ายหรือนั่งกินเบียร์กับอ้ายก็ได้ ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมา จะต้องคอยช่วยดูแลรูปปั้นของอ้ายอย่างแน่นอน นี่ถึงจะเหมาะกับศิลปินสามัญชนติดดิน เราต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสมบัติของประชาชน และให้อ้ายเป็นแรงบันดาลใจกับทุกคน”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ตอนนี้ทีมจรัลรำลึกกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสถานที่ตั้งให้ตรงตามความตั้งใจไว้ให้ได้มากที่สุด

“ผมยืนยันเรื่องความต้องการให้รูปปั้นของอ้ายอยู่ในที่สาธารณะ เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นที่ที่อ้ายใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปได้มากที่สุด ผมต้องการให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของอ้าย บทเพลงของอ้าย รวมถึงให้อ้ายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ผมมองว่าเพลงของอ้ายส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และยังใช้การได้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะปัญหาหลายอย่างที่ถูกพูดในเพลง ก็ยังไม่ถูกแก้ไข 

“อุ๊ยคำ ยังเดี่ยวดายจนถึงทุกวันนี้ สาวโรงบ่ม ก็เปลี่ยนไปจากขี่จักรยานไปโรงบ่มตอนนี้ก็ไปอยู่โรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ปัญหาการจราจรในเพลง ตากับหลาน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สาวมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาแล้วมอเตอร์ไซค์เอารถเก๋งแล้ว มันยังเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เปลี่ยนบริบทไปเรื่อยๆ 

“ที่ต้องพูดให้ไปไกลกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากผลผลิตของสังคมในยุคนั้นๆ ประเด็นที่น่าห่วงใยก็คือ เราอยากเห็นคนอย่างอ้ายจรัล มโนเพ็ชร เกิดมาใหม่ในยุคนี้ และอธิบายสังคม ณ ตอนนี้ ซึ่งคือใครกันล่ะ…”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ภาพ : จรัลรำลึก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากสานความฝันของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมและสภาพสังคม สามารถสนับสนุนผ่านโครงการของจรัลรำลึก ผ่านทาง Facebook : จรัลรำลึก

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load