30 พฤศจิกายน 2562
16K

วันนี้เมื่อ 153 ปีที่แล้ว เด็กชายชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ (George McFarland) ได้ถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ในวันนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าทารกน้อยคนนี้จะสร้างประโยชน์มากมายไว้บนแผ่นดินสยามอันเป็นสถานที่เกิดและตายของเขา

ย้อนกลับไปก่อนหน้าทารกน้อยคนนี้จะเกิดราวๆ 6 ปี คู่รักแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ คุณพ่อและคุณแม่ของยอร์ช เดินทางมาถึงประเทศสยามใน พ.ศ. 2403 ซึ่งตรงกับช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้นบนยอดเขาที่เพชรบุรี

โดย เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นพระสหายใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังทรงเป็นพระภิกษุ และได้ร่วมเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชันนารี ท่านประสงค์ให้ลูกชายได้รับโอกาสนี้บ้าง จึงทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรี 

 เมื่อแซมมูเอลและเจน แมคฟาร์แลนด์ เดินทางข้ามโลกจากสหรัฐอเมริกามาถึงบางกอก ก็เหมือนจะยังไกลไม่พอสำหรับพวกเขา ทันทีที่ได้ทราบถึงโอกาสนี้ แซมมูเอลและเจนก็ตอบตกลงที่จะเดินทางไกลขึ้นอีกหน่อยจากความตั้งใจแรก เพื่อสร้างหน่วยมิชชันนารีที่เพชรบุรีด้วยความยินดีในทันที

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
คุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

เมื่อผ่านไป 6 ปี แซมมูเอลและเจนก็ได้มีลูกชายน้อยๆ 2 คน คนโตชื่อวิลลี่อายุ 4 ขวบ ส่วนคนเล็กชื่อว่าเอ็ดวิน อายุ 2 ขวบ และมีสมาชิกใหม่ที่ยังอยู่ในท้องของเจน ซึ่งจะถือกำเนิดในอีกไม่นาน เนื่องจากในขณะนั้นจังหวัดเพชรบุรีไม่มีแพทย์แผนตะวันตก มีแต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อถึงใกล้กำหนดคลอด ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์จึงต้องนั่งเรือจากเพชรบุรีเพื่อมาทำคลอดที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาถึง 3 วัน 2 คืน ในการเดินทาง 

ในที่สุดทารกน้อยสมาชิกคนที่ 5 ของครอบครัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2409 โดยมี นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามคุณหมอบรัดเลย์ เป็นผู้ทำคลอดให้ ทารกน้อยมีชื่อเต็มว่า ยอร์ช บรัดเลย์ แมคฟาร์แลนด์ โดยชื่อกลางมาจากชื่อของคุณหมอบรัดเลย์ นายแพทย์มิชชันนารีผู้ทำคลอดและเป็นเจ้าของบ้านหลังจากที่คุณหมอยอร์ชถือกำเนิด เขาก็เป็นผู้ที่ผูกพันกับสยามตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พี่น้องแมคฟาร์แลนด์ทั้งสี่คน คุณหมอยอร์ชคือเด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม

นับจากวินาทีนั้นมาเป็นเวลา 75 ปี ที่คุณหมอได้สร้างประโยชน์มากมายให้กับคนไทย แม้คุณหมอจะจากโลกนี้ไปถึง 77 ปีแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยของสิ่งที่คุณหมอสร้างไว้ให้เราได้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน และคนไทยทุกคนต่างเคยได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คุณหมอยอร์ชและครอบครัวแมคฟาร์แลนด์มอบไว้ให้คนไทย 

หลังจากก่อตั้งหน่วยมิชชันนารีและใช้ชีวิตในการประกาศศาสนาด้วยความตั้งใจ ควบคู่ไปกับการเปิดโรงเรียนให้ความรู้และช่วยรักษาชาวบ้านในเบื้องต้นอยู่หลายปี ทั้งคู่ก็ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยกันในพระนาม King Chulalongkorn ให้มาจัดตั้งโรงเรียนนำร่องสำหรับก่อร่างสร้างระบบการศึกษาในประเทศไทย เพื่อให้ชาวสยามหันมานิยมชมชอบการศึกษาอย่างแท้จริง 

หากจะเล่าย้อนให้เห็นภาพ ในขณะนั้นสยามประเทศมีแต่โรงเรียนที่เปิดทำการโดยมิชชันนารี คือโรงเรียนสำเหร่บอยส์สกูลและโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง หรือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากเข้าถึงเฉพาะประชาชนคนทั่วไป โรงเรียนนำร่องนี้จึงเป็นความตั้งใจที่จะเปิดขึ้นสำหรับพระราชโอรสของเหล่าราชวงศ์และบุตรชายของขุนนางในชื่อ ‘โรงเรียนนันทอุทยาน’ หรือที่เรียกทั่วไปว่าโรงเรียนสวนอนันต์ เพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนาและวางรากฐานอย่างเป็นระบบ

ส่วนคุณแม่เจนผู้ใจดีของลูกๆ ทั้งสี่ก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกการฝีมือสำหรับสตรีและเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศสยามเมื่อครั้งที่อยู่เพชรบุรี และยังเป็นผู้นำจักรเย็บผ้าไปใช้ในจังหวัดเพชรบุรีเป็นคนแรก

มรดกอีกอย่างจากครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ที่น่าจะกว้างขวางที่สุด คือแป้นพิมพ์ภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2435 โดยผู้พัฒนาคือเอ็ดวิน พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช ที่พัฒนาแป้นพิมพ์ภาษาไทยนี้ร่วมกับ Smith Premier โรงงานผลิตเครื่องพิมพ์ดีดของอเมริกาในระหว่างที่ลาพักงานกลับไปที่อเมริกา และได้นำเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากนั้นเครื่องพิมพ์ดีดนี้ถูกสั่งมาใช้ในพระราชสำนักและงานราชการจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
เครื่องพิมพ์ดีดไทยของสมิทพรีเมียร์ที่พัฒนาโดยเอ็ดวิน แมคฟาร์แลนด์ พี่ชายคนรองของคุณหมอยอร์ช
ภาพ : หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม 

ส่วนวิลลี่ พี่ชายคนโต ได้รับราชการในกระทรวงกลาโหมอยู่ 7 ปี นอกจากได้เขียนคู่มือสำหรับเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยขึ้นแล้ว อีกหนึ่งผลงานสำคัญของวิลลี่คือเป็นผู้คิดค้นคำภาษาไทยทางทหารขึ้น และยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน เช่น คำว่า กลับหลังหัน และวันทยาวุธ

และสำหรับคุณหมอยอร์ชเองก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะการวางรากฐานโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย คือโรงเรียนแพทย์ศิริราช ดังที่ ศ. นพ.อวย เกตุสิงห์ สรรเสริญท่านว่าเป็น ‘อิฐก้อนแรกของศิริราช’ วันนี้จึงขอเล่าเรื่องชีวิตของคุณหมอยอร์ชผ่านอนุสาวรีย์ที่ยังมีชีวิตด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคุณหมอทั้งหมด 7 สถานที่

 01

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี

ในวัยเด็กของคุณหมอยอร์ชเติบโตและผูกพันกับเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่คุณหมอยอร์ชใช้เวลา 12 ปีแรกของชีวิต และเนื่องจากมีคุณพ่อเป็นมิชชันนารี จึงใช้เวลาส่วนมากในการเผยแผ่ศาสนาตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งยังสร้างโบสถ์และรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กๆ บ้านแมคฟาร์แลนด์จะเป็นเด็ก Bilingual หรือเด็กสองภาษาอย่างเต็มตัว ไม่เพียงพูดภาษาไทยได้คล่อง แต่พูดไทยสำเนียงเมืองเพชรเลยทีเดียว 

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กๆ ครอบครัวแมคฟาร์แลนด์ก็รับรู้ถึงความไม่กลมกลืนของพวกเขาอยู่บ้าง เนื่องจากเด็กชาวสยามจะมีชีวิตที่สบายๆ และมีอิสระมากกว่าพวกเขาซึ่งเป็นครอบครัวชาวอเมริกัน

ด้วยความที่เป็นครอบครัวมิชชันนารี โบสถ์สำหรับเผยแผ่และสอนศาสนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แซมมูเอลได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งและลงมือสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นจากอิฐที่ทำเองกับมือ โดยไปเรียนกระบวนการทำอิฐจากกรุงเทพฯ แล้วกลับมาสร้างเตาเผาอิฐเองโดยมีชาวสยามเป็นลูกมือ ใช้เวลากว่า 4 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2415 นับเป็นโบสถ์คริสเตียนหลังที่ 3 แห่งสยามประเทศ

เมื่อวันเวลาผ่านไป 64 ปี ใน พ.ศ. 2479 โบสถ์หลังนี้ทรุดโทรมตามกาลเวลา คุณหมอยอร์ชซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 70 ปี จึงได้จัดการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นทดแทน แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็สร้างจนเสร็จเรียบร้อย โดยมีแผ่นป้ายจารึกติดไว้ว่า “ที่ระลึกถึง แซมมูเอล แกมเบิล แมคฟาร์แลนด์” ผู้ก่อสร้างโบสถ์หลังแรก ผู้ที่ชาวเพชรบุรีเรียกท่านว่า คุณหมอฟ้าลั่น

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
โบสถ์ศรีพิมลธรรมในปัจจุบัน

และหากใครได้มีโอกาสแวะไปโบสถ์ศรีพิมลธรรม บริเวณไม่ไกลจากนั้นจะพบบ้านไม้อายุเกินร้อยปี ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 ซึ่งในอดีตเป็นเหมือนศูนย์กลางการทำงานของเหล่ามิชชันนารีในเมืองเพชรบุรี

โบสถ์ศรีพิมลธรรม จังหวัดเพชรบุรี
George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
สำนักงานคริสตจักรภาคที่ 8 

02

โรงเรียนราชแพทยาลัย (ศิริราช)

หลังจากเรียนจบด้านการแพทย์กลับมาจากอเมริกาใน พ.ศ. 2434 คุณหมอหนุ่มวัย 26 ปีในขณะนั้นก็พร้อมที่จะรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสานต่อการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์สำหรับคนไทยซึ่งได้รับปากกับ คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) เอาไว้  

เนื่องจากคุณหมอเฮส์เคยพยายามจัดตั้งโรงเรียนแพทย์มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2433 แต่เพราะเขาเพิ่งมาอยู่สยามได้เพียง 2 ปีและยังมีอุปสรรคด้านภาษา จึงทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างยากลำบาก จนนักเรียนทยอยลาออกกันไป 

คุณหมอเฮส์ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง แต่ยังไม่หมดหวังกับการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยาม จึงตัดสินใจตั้งหลักใหม่โดยหานายแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อก่อร่างสร้างระบบการศึกษาแพทย์ในไทย ท่านเล็งเห็นว่าคุณหมอยอร์ชที่กำลังจะสำเร็จการศึกษานั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และคุณหมอยอร์ชก็ไม่ทำให้คุณหมอเฮส์ผิดหวัง เขาตอบรับตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนแพทย์ โดยโรงเรียนแพทย์ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนราชแพทยาลัย’ ส่วนคุณหมอเฮส์ก็ได้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ และทุ่มเทให้กับการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างเต็มที่

คุณหมอยอร์ชสอนนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นเวลากว่า 35 ปีจนเกษียณอายุราชการ โรงเรียนราชแพทยาลัยได้ขยายเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับจนกลายเป็น ‘คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล’ ในปัจจุบัน

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล

หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนราชแพทยาลัย เที่ยวชมเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 17.00 น. เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าชมฟรี นักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปีเสียค่าเข้าชม 25 บาท ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม 80 บาท

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อครั้งวิทยาการการผ่าตัดยังไม่แพร่หลาย วิธีที่จะให้นักเรียนแพทย์ได้เรียนผ่าตัดก็ต้องเรียนตอนที่อาจารย์ผ่าตัดจริง โดยนักเรียนต้องมาล้อมกันดูเป็นจำนวนมาก เพราะการผ่าตัดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จึงจำลองห้องเรียนผ่าตัดที่คุณหมอยอร์ชใช้สอนนักศึกษาแพทย์ในยุคนั้นจริงๆ ให้ชม

และเนื่องจากภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนวิชาแพทย์ คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งคุ้นเคยกับภาษาไทย เห็นว่าการที่มีศัพท์แพทย์เป็นภาษาไทยจะช่วยลดอุปสรรคตรงนี้ได้ จึงบัญญัติศัพท์ทางการแพทย์ต่างๆ เป็นภาษาไทยขึ้นมา รวมทั้งเขียนตำราแพทย์เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนชาวไทยเข้าใจเนื้อหาและบทเรียนได้ถูกต้องมากที่สุด

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ตำราแพทย์ กายวิภาควิทยา แอนนาโดเม เล่มที่ 1 โดยคุณหมอยอร์ช
ภาพ : พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน

หลังคุณหมอยอร์ชเกษียณอายุราชการได้ 10 ปี เหล่าลูกศิษย์หารือกันว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปีให้คุณครู และเนื่องจากคุณหมอยอร์ชเป็นผู้ที่ปฏิเสธเครื่องดื่มมึนเมามาโดยตลอด จึงจัดเป็นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย หนึ่งในของที่ระลึกที่ลูกศิษย์จัดทำให้คือประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ช โดยภาพปูนปั้นนี้ถูกนำไปประดับที่ฝาผนังตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ก่อนถูกย้ายมาที่หอสมุดศิริราช และได้มาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในปัจจุบัน

ซึ่งในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่จะถึงนี้ จะครบรอบ 128 ปีของการทำงานวันแรกของคุณหมอยอร์ชที่ศิริราชในฐานะครูใหญ่โรงเรียนแพทย์

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
ประติมากรรมปูนปั้นภาพเหมือนของคุณหมอยอร์ชที่ลูกศิษย์จัดทำขึ้นเป็นของที่ระลึกในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 70 ปี

03

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจะไม่ใช่ผลงานของคุณหมอยอร์ชโดยตรง แต่ก็นับว่าคุณหมอยอร์ชมีส่วนสำคัญมากต่อสถานที่ตั้งปัจจุบันของโรงเรียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยซึ่งในขณะนั้นคือ ‘โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง’ เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณพระราชวังหลัง (บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน) ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบันคือสุขุมวิท 19 เมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีคุณหมอยอร์ชเป็นผู้มีส่วนสำคัญ เพราะเดิมเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็คือคุณหมอยอร์ชนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่ศูนย์กลางเมืองยังอยู่แถวพระบรมหาราชวังและถนนเจริญกรุง คุณหมอยอร์ชก็เล็งเห็นว่าในอนาคต กรุงเทพฯ จะต้องขยายตัวมาทางย่านสุขุมวิท จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้เก็บไว้ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งในตอนแรก แหม่มโคล (มิสเอ็ดน่า เซระห์ โคล) ครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้สนใจที่ดินตรงนี้มากนักเนื่องจากยังไม่มีถนนตัดผ่าน 

แต่ภายหลังทางการได้ขยายเมืองมาทางนี้ตามที่คุณหมอยอร์ชคาดไว้ และจะมีการตัดถนนผ่านไปทางปากน้ำ แหม่มโคลจึงเห็นด้วยกับคุณหมอยอร์ชในการย้ายโรงเรียนมาที่นี่ ครั้งแรกแหม่มโคลซื้อที่ดิน 25 ไร่ต่อจากคุณหมอยอร์ชด้วยราคาเท่าทุนและขยับขยายเพิ่มเติม รวมถึงได้รับบริจาคจากคุณหมอยอร์ชและมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ จนมีที่ดินมีขนาด 51 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา

หากใครเคยไปโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ถัดเข้าไปบริเวณทางเข้าประตูด้านฝั่งขวามือจะพบสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะร่มรื่นแล้ว ยังเป็นเสมือนปอดน้อยๆ ให้ผู้คนแถวนั้น ที่ดินบริเวณนี้เองที่คุณหมอยอร์ชบริจาคให้ทางโรงเรียนเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ภรรยาคนแรกของคุณหมอ 

“ข้าพเจ้าได้ซื้อที่ดินเสมือนเตรียมไว้ให้ พอภรรยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าก็ยกที่ดินทางตะวันออกของโรงเรียนเดี๋ยวนี้ให้แก่องค์กรศาสนาเพรสไบทีเรียนอเมริกันเป็นจำนวน 16 ไร่ ให้เป็นอนุสรณ์ของภรรยาผู้มีความสนใจอย่างลึกซึ้งในกิจการของกุลสตรีวังหลัง”

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
โรงเรียนวัฒนาวิทยาในปัจจุบัน โดยอาคารเรียนหลักบริเวณหน้าโรงเรียนเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปี ค.ศ. 1919 – 2019 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

04

YWCA กรุงเทพฯ

คุณหมอยอร์ชและมารีพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชมากว่า 20 ปี แต่ขณะนั้นโรงเรียนราชแพทยาลัยกำลังขยับขยายและต้องการห้องเรียนเพิ่มขึ้น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือขอคืนบ้านพักของคุณหมอยอร์ชเพื่อใช้เป็นห้องเรียน

หลังจากใช้เวลาหาที่พักใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก็พบบ้านโฮลี่รู้ด (Holyrood) ซึ่งเจ้าของเดิมคือนายแพทย์ชาวอังกฤษที่เกษียณอายุและกำลังจะกลับประเทศ โดยชื่อโฮลี่รู้ดนั้นได้มาจากชื่อพระราชวัง The Palace of Holyrood House ในเอดินบะระ สกอตแลนด์ คุณหมอยอร์ชและมารีจึงได้บ้านโฮลี่รู้ดเป็นที่พักใหม่ บนพื้นที่ 5 ไร่ 92 ตารางวา ซึ่งกลายเป็นบ้านที่คุณหมอพักอาศัยอยู่จนสิ้นชีวิต 

ภายหลังจากคุณหมอเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ถูกขายให้กับสมาคม YWCA ประเทศไทยในราคา 3,000 เหรียญฯ เพื่อใช้ดำเนินกิจการของสมาคม รวมทั้งจัดสร้างอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสมาคม YWCA นานาชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยคิดในราคาถูกและเน้นความปลอดภัย

ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ YWCA กรุงเทพฯ ยังคงตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านโฮลี่รู้ดเดิมภายใต้ชื่อใหม่ว่า แมคฟาร์แลนด์ เม็มโมเรียล (McFarland Memorial) และดำเนินกิจกรรมตามจุดประสงค์ของสมาคม มีสถานศึกษาปฐมวัยที่เน้นสอนตามแนวทางมอนเตสซอรี่ รวมทั้งมีบริการห้องประชุมและที่พักที่สะอาด เดินทางสะดวก ในราคาเป็นมิตร 

YWCA กรุงเทพฯ
บ้านโฮลี่รู้ดในอดีต
YWCA กรุงเทพฯ
YWCA กรุงเทพฯ ในอดีต

05

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

เปลี่ยนบรรยากาศจากกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดเพชรบุรี สถานที่ที่คุณหมอยอร์ชเติบโตและใช้ชีวิต 12 ปีแรกกันบ้าง 

หลังจากที่คุณหมอยอร์ชได้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ในสยามสำเร็จ ส่งผลให้การแพทย์แผนตะวันตกในประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตคุณหมอชาวไทยเก่งๆ จำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหมอยอร์ชเป็น ‘พระอาจวิทยาคม’ รวมทั้งพระราชทานที่ดินจำนวน 4.5 เอเคอร์ (ราวๆ 11 ไร่กว่า) ที่หัวหินให้อีกด้วย

คุณหมอยอร์ชสร้างบ้านพักตากอากาศขึ้นบนที่ดินนี้ ซึ่งปัจจุบันเราไปเที่ยวชมได้ที่ McFarland House ตั้งอยู่ในโครงการ THE BARAI บริเวณเดียวกับ Hyatt Regency Hua Hin โดยเปิดเป็นร้านอาหารและมีบริการ Afternoon Tea 

บ้านหลังที่ตั้งอยู่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมและโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่หลังเดิมที่คุณหมอยอร์ชเคยสร้างไว้ แต่ใช้ไม้เดิมของบ้านมาสร้างใหม่เป็นหลังปัจจุบัน

McFarland House จังหวัดเพชรบุรี
McFarland House จังหวัดเพชรบุรี

06

โบสถ์วัฒนา

หากคุณเป็นคริสเตียนก็อาจจะรู้จักโบสถ์ขนาดกำลังดีแห่งนี้ แต่ถ้าหากคุณเป็นชาวพุทธที่ติดตามข่าวบันเทิงอยู่บ้างก็อาจจะคุ้นเคยโบสถ์หลังนี้ผ่านข่าวงานแต่งงานของดาราหลายๆ คู่ โดยโบสถ์เรียบง่ายหลังงามนี้คือคริสตจักรวัฒนา ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สุดซอยสุขุมวิท 19

โบสถ์หลังนี้แต่เดิมมีชื่อว่า McFarland Memorial Chapel ซึ่งศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน เพื่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณหมอยอร์ช ผู้มีบทบาทสำคัญในการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนมายังสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งยังได้เงินบริจาคจาก คุณหมอโธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ รวมกับเงินส่วนที่เหลือจากการปลูกสร้างอาคารโรงเรียน สมทบกับเงินถวายสุทธิทานและอื่นๆ  โบสถ์หลังนี้จึงสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 

ภาพ : โบสถ์วัฒนา

บนที่ดินผืนเดียวกันถัดจากโบสถ์วัฒนาไปเพียงเล็กน้อย จะพบอาคารพระอาจวิทยาคมที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2556 เพื่อใช้ทำกิจกรรมของโบสถ์และเปิดเป็นที่พัก

07

สุสานฝรั่ง เจริญกรุง

ตลอดชีวิตของคุณหมอผู้ซึ่งต้องเผชิญความรู้สึกไม่เข้าพวกอยู่เสมอ ทั้งในช่วงวัยเด็กที่เป็นเด็กต่างชาติท่ามกลางเด็กๆ ท้องถิ่นชาวเพชรบุรี หรือเมื่อครั้งที่ย้ายจากเพชรบุรีตามพ่อแม่มาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อรับภารกิจเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสวนอนันต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในพระบรมมหาราชวัง 

จากเด็กที่เติบโตมากับเด็กชาวบ้านเพชรบุรี ต้องมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนที่เป็นบุตรหลานในแวดวงราชสำนักและได้รับการอมรมกิริยามารยาทมาอย่างดี การเล่นแบบเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม อีกทั้งยอร์ชยังพ่วงความเป็นลูกผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่รวมสำเนียงภาษาไทยเมืองเพชรซึ่งยอร์ชใช้มาตั้งแต่เกิด ทำให้มีเส้นบางๆ กั้นระหว่างยอร์ชกับเด็กๆ คนอื่น

เมื่อครั้งเติบโตไปเรียนต่อที่อเมริกา ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะกลมกลืนกับคนอื่นๆ แต่วิถีชีวิตและสังคมที่หล่อหลอมยอร์ชนั้นต่างจากเพื่อนๆ รวมทั้งเสื้อผ้าใหม่สำหรับใช้ที่อเมริกาก็ซื้อระหว่างแวะพักที่ลอนดอน จากการที่ได้รู้จักคนอังกฤษในสยามและเชื่อว่าลอนดอนคือดินแดนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพล โดยไม่รู้เลยว่าสไตล์ของอังกฤษนั้นต่างจากอเมริกันโดยสิ้นเชิง ก็ทำให้ยอร์ชต่างจากเพื่อนๆ คนอื่นอยู่ดี

เมื่อได้กลับมายังกรุงเทพฯ คุณหมอเฮส์ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนในทุกๆ เรื่องย้ำเสมอว่า อนาคตของเขาจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าแน่นอนหากเข้าสังคมกับชาวตะวันตกในสยามไม่ได้ ซึ่งยอร์ชก็เคารพในความคิดเห็นของคุณหมอเฮส์เสมอ คุณหมอยอร์ชจึงตั้งใจเต็มที่ที่จะเข้าสังคมกับชาวตะวันตก เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ตัวเองอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่ลึกๆ แล้วคุณหมอยอร์ชรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจกับการใช้ชีวิตสำเริงสำราญในสโมสรแห่งนี้

จนคืนหนึ่งหลังจากดื่มกับเพื่อนๆ จนเมา คุณหมออยู่ในสภาพที่ไม่อาจบังคับรถม้าได้ดีนัก โชคดีที่เวลานั้นรถม้ายังไม่เยอะเท่าไหร่ ถนนโล่งและม้าพาคุณหมอไปยังท่าพระจันทร์เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากกลับไปยังศิริราชได้อย่างปลอดภัย

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณหมอยอร์ชกลับมาคิดทบทวนอย่างหนักว่าต้องการอะไรในชีวิต และจากวันนั้นเอง คุณหมอยอร์ชก็ตัดสินใจเลิกดื่มอย่างเด็ดขาดและถอยห่างจากการไปสโมสร ซึ่งนั่นต้องแลกมาด้วยต้นทุนอันแสนแพง คือการต้องกลายเป็นคนขาดสังคมและเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในหลายๆ ครั้ง

จวบจนในช่วงบั้นปลายของชีวิต คุณหมอยอร์ชสุขภาพทรุดโทรมและล้มป่วยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้จะทำงานอุทิศให้ประเทศมาทั้งชีวิต แต่ด้วยเชื้อชาติอเมริกันที่ติดตัวม ทำให้ทั้งคุณหมอยอร์ชและเบอร์ธ่า ภรรยาคนที่ 2 ของคุณหมอ ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านโฮลี่รู้ดในฐานะเชลยศึกสงครามหลังจากกองกำลังญี่ปุ่นบุกไทยได้ไม่กี่วัน

หลายเดือนผ่านไปกับชีวิตที่ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในบ้าน​ วันหนึ่งอาการไส้เลื่อนของคุณหมอยอร์ชเกิดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างด่วนที่สุด แม้จะได้รับความช่วยเหลือเต็มที่จากเพื่อนๆ และข้าราชการสยามหลายคน แต่ในฐานะคนของชาติเชลยศึก กว่าคุณหมอยอร์ชจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากบ้านไปยังเตียงผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งห่างจากบ้านโฮลี่รู้ดไม่ไกล ก็กินเวลาถึง 12 ชั่วโมง 

แม้จะต้องรอคอยด้วยอาการเจ็บปวดแสนสาหัส คุณหมอยอร์ชผู้ซึ่งผ่านความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และความยากลำบาก ในชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน กลับรอคอยด้วยความสงบ และในอีก 5 วันถัดมา วาระสุดท้ายของคุณหมอยอร์ชก็มาถึง 

คุณหมอยอร์ชจากไปอย่างสงบในวัย 75 ปีในประเทศสยาม ตามความปรารถนาของคุณหมอที่จะได้ตายในประเทศสยามที่คุณหมอถือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ที่ที่ซึ่งคุณหมอผู้เผชิญกับความรู้สึกแตกต่างและไม่เข้าพวกมาในทุกช่วงของชีวิตได้ทุ่มเททำงานหนักและทำกิจอันเป็นประโยชน์ไว้มากมายไว้จนช่วงสุดท้ายของชีวิต สมดังชื่อหนังสือชีวประวัติของคุณหมอว่า ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม

ปัจจุบันร่างของคุณหมอได้ถูกบรรจุร่วมกับร่างของมารี ภรรยาคนแรกของคุณหมอ ที่สุสานโปรเตสแตนท์ กรุงเทพฯ ณ ถนนเจริญกรุง ซอย 72/5 ถนนซึ่งครั้งหนึ่งคุณหมอได้ขี่รถม้าไปกลับทุกเช้าค่ำไปทำงานที่ศิริราชเพื่อสร้างแพทย์จำนวนมากมายให้แก่ประเทศไทย

George McFarland ชายผู้เป็นอิฐก้อนแรกของ ศิริราช และทำให้เกิดคณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล
หลุมฝังศพคุณหมอยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ คู่กับมารี แมคฟาร์แลนด์ ภรรยาคนแรกของคุณหมอ

“คนเราจะรู้คุณค่าของการงานใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อตนเองได้หยิบจับงานนั้นตลอดไป ได้เจอกับอุปสรรคความผิดหวัง ความไม่แยแสนำพาของใครๆ อื่น ตลอดจนกระทั่งความเหนื่อยยากแทบสายตัวขาด ข้าพเจ้าได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา 35 ปี ลิ้มแล้วลิ้มเล่าไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง…สิ่งตอบแทนที่ข้าพเจ้าได้รับก็คือ ได้เป็นผู้เริ่มงานให้คนอื่นเขาต่อ ข้าพเจ้าพอใจแล้ว”

ยอร์ช บี. แมคฟาร์แลนด์

อ้างอิง

หนังสือ ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม นพ.จอร์จ บี. แม็คฟาร์แลนด์

หนังสือ ประวัติของสกุลแมคฟาร์แลนด์ในสยาม

www.wattana.ac.th/history/Type.htm

www.wattanachurch.org/index.php/about-us/church-history

www.ywcabangkok.com/th/site/history.php?m=about

www.facebook.com/wattanabuild/photos/a.239801029384184/239801032717517/?type=3&theater

www.thebarai.com/mcfarland-house-must-visit-hua-hin/

Writer & Photographer

สุธาสินา เชาวน์เลิศเสรี

นักกลยุทธ์การตลาดที่มีความสนใจเรื่อง Healthcare ผู้ไม่ถนัดขายของ แต่ถนัดชวนมองว่าสังคมแบบไหนที่เราจะสร้างขึ้นจากสินค้าและบริการของเรา

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

การแข่งขันกีฬาของคนพิการ หรือแม้กระทั่งมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาอย่างพาราลิมปิก ไม่เคยได้รับความนิยมในประเทศไทย นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก และมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งการมาถึงของ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หรือที่น้อง ๆ ในวงการกีฬาคนพิการเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘นาย’ พร้อมด้วยทีมงานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับตั้งภารกิจที่เรียกได้ว่าเรียกร้องต่อตัวนักกีฬา ผู้ชมอย่างเรา ๆ รวมไปถึงคณะผู้บริหารอย่างตัวเขาเองอย่างมาก ด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังและสร้างความคาดหวัง

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“เราจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

น่าสนใจว่าพวกเขาและประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอย่าง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ฝันอะไร และคาดหวังแค่ไหนกับวงการนี้

“การแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ถ้ามองในเรื่องจำนวนเหรียญ เราได้สิบแปดเหรียญ ซึ่งเท่ากับพาราลิมปิกครั้งที่แล้ว ที่ Rio ปี 2016”

เขาเริ่มด้วยสถิติที่ทัพนักกีฬาไทยทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลงานของนักกีฬาเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองจำนวนเหรียญทอง เหรียญเงิน เราลดลงหนึ่งเหรียญ แต่ถ้ามองในอันดับ ผมเห็นว่าเราทำได้ดี ครั้งนี้เราอยู่ที่อันดับยี่สิบห้า ใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา

ถึงแม้จำนวนเหรียญจะลดลง แต่อันดับที่ทำได้ รวมถึงผลงานนักกีฬาโดยรวม แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างชัดเจน เพราะหลายชนิดกีฬามีการปรับเปลี่ยน หลายประเทศพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ใกล้กับหัวแถวได้ แม้จีนจะยังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง แต่เหรียญที่ทำได้ก็ลดลง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งทำให้เหรียญรางวัลกระจายกันมากขึ้น และก็อาจทำให้คณะกรรมการพาราลิมปิกตั้งเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วย

“พูดได้ว่าเรายังคงเป็นที่หนึ่งในอาเซียนและเป็นแถวหน้าของเอเชีย ผมถือว่าเราทำได้ดี” เขากล่าวอย่างมั่นใจ ซึ่งไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มาจากการที่เขามีประสบการณ์การเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ก่อนจะรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2552 ซึ่งผ่านมากว่า 10 ปี จากทีมที่เคยต้องรอนักกีฬาปกติซ้อมเสร็จก่อนถึงจะได้ใช้สนามซ้อม ทีมที่เคยได้เก็บตัวแค่เดือนเดียว เทียบกับนักกีฬาปกติ 6 เดือน คุณจุตินันท์ผลักดันให้ทัพนักกีฬาคนพิการไทยขึ้นมาเป็นแถวหน้าของเอเชียอย่างภาคภูมิ

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“ครั้งแรกที่ได้รู้จักกีฬาคนพิการ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ยังไม่รู้ถึงความเป็นกีฬา พอได้คลุกคลีอยู่สองถึงสามปี ไปดูการซ้อม การเก็บตัว ไปดูการแข่งขัน อยู่ข้างสนาม กินนอนด้วยกัน ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น กว่าที่นักกีฬาพาราลิมปิกจะเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ตรงนี้ ต้องเสียสละอะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง ต้องฝึกฝนตัวเองมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ฝึกด้านร่างกาย แต่ต้องฝึกจิตใจด้วย ไม่ต่างจากนักกีฬาปกติเลย” 

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่การทำหน้าที่ในการจัดการปัจจัยภายนอก เช่น การจัดหาการแข่งขันให้นักกีฬาหน้าใหม่ได้มีสนามลับฝีมือ หรืออำนวยความสะดวกยิบย่อยเช่น ที่ซ้อม ที่พัก เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา เข้าใจความหวัง ความฝัน ความกลัว อารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนปกติ ที่ไม่เข้าใจความยากลำบากที่คนพิการกำลังเผชิญได้เลย

“ยกตัวอย่างนะ สนามกีฬาของนักกีฬาปกติไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คอยช่วยเหลือคนพิการ เช่น ทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำคนพิการ ผมเลยเข้ามาช่วยเขาทุกเรื่อง ทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ เรื่องหมอ เรื่องกฎหมาย เรื่องทนาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เราดูแลชีวิตกันและกัน เลยมีความผูกพันกัน” เขาย้ำประเด็น “ผมก็เป็นนักกีฬา ผมมีประสบการณ์ทั้งเคยเป็นนักกีฬา เป็นโค้ช เป็นผู้บริการสมาคมกีฬา ผมถึงเข้าไปช่วยเขา ตั้งแต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญเลย ผมเข้าใจเขา จึงต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่า เราพวกเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ต้องช่วย ผมจะช่วยอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะประธานฯ และฐานะคนกีฬาเหมือนกัน”

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

สำหรับเป้าหมายของพาราลิมปิกปารีส ปี 2024 เขาให้ความสำคัญเรื่องการแข่งขันน้อยกว่าการวางแผน ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ทุกความฝันและความคาดหวังเป็นจริงได้

“วันนี้พาราลิมปิกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในโลกมากขึ้น ทำให้มีกีฬาใหม่ ๆ เกิดขึ้น กฎกติกาก็พัฒนาไป นักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ความสำเร็จจะแพร่กระจายสู่ประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้น ซึ่งมันเป็นพัฒนาการของกีฬา การแข่งขันในระดับอาเซียนและเอเชียจะดุเดือดมากขึ้น เพราะทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับกีฬาคนพิการมากขึ้น ทุ่มงบประมาณมากขึ้น การวางแผนการสร้างทีมและการใช้งบประมาณต้องสอดคล้องกัน และใช้ให้ถูกวิธี”

เป้าหมายของแต่ละสมาคมแตกต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ที่ทุกสมาคมมีร่วมกัน คือความเชื่อที่ว่า “เราจะต้องดีขึ้น” ซึ่งคุณจุตินันท์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลอดเวลา ทั้งในแง่การจัดการและการแข่งขัน 

“สำหรับพาราลิมปิกครั้งหน้าที่ฝรั่งเศส ถ้าเราให้ความสำคัญเรื่องเหรียญอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุผลสองประการ คือ รายการการแข่งขันของกีฬาคนพิการจะมีการปรับลด-เพิ่มตลอดเวลา ทำให้โอกาสในการการทำเหรียญเปลี่ยนไปตามรายการ การแข่งขันที่ถูกตัดออก หรือ เพิ่มเข้ามาตลอด อีกประการหนึ่งคือ หลัก ๆ ของการแข่งขันพาราลิมปิก เน้นที่การมีส่วนร่วม ไม่ใช่การสร้างสถิติ ทำให้ทุกการแข่งขันต้องพยายามปรับ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักกีฬามีส่วนร่วมในเกมมากขึ้น”

หลาย ๆ ชนิดกีฬา เริ่มมีนักกีฬาหน้าใหม่ที่เติบโตมาช่วยรุ่นพี่สร้างผลงานแล้ว เช่น ยกน้ำหนัก ว่ายน้ำ และฟันดาบ รวมไปถึงเทเบิลเทนนิสและยิงปืน แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ทัพนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ผมยังเชื่อว่าทีมวีลแชร์เรซซิ่งจะทำผลงานได้ดี พัฒนามาตลอด ตั้งแต่ได้เหรียญทองในปี 2000 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้กว่ายี่สิบเอ็ดปี พวกเขาทำได้ยังไง มีการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเสริมทีมตลอด ตั้งแต่ เรวัตร์ ต๋านะ, ประวัติ วะโฮรัมย์, สายชล คนเจน เรื่อยมาจนถึง พงศกร แปยอ อธิวัฒน์ แพงเหนือ ซึ่ง โค้ชสุพรต เพ็งพุ่ม เป็นคนเก่ง สร้างทีม สร้างความเป็นครอบครัวในทีมให้เกิดขึ้นได้” 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พงศกร แปยอ หรือ ‘เจ้ากร’ เจ้าของ 3 เหรียญทองและสถิติโลกคนล่าสุด คนที่ติดตามการแข่งขัน T53 800 เมตร จะเห็นว่าเจ้ากรปล่อยให้ เบรนท์ ลาคาทอส คู่แข่งชาวแคนาดา เจ้าของสถิติโลก ณ ตอนนั้นแซงไปก่อนในรอบแรก ก็เพราะเขารู้ว่าร่างกายที่ฝึกฝนมาจะทำหน้าที่ของมันโดยไม่ต้องคิดมาก โดยเขาแซงหน้าคว้าเหรียญทองและทำลายสถิติโลกได้ในท้ายที่สุด โดยเจ้ากรเปิดเผยว่า เขาได้ข้อมูลเรื่องสนามแข่งและตารางการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ทำให้ฝึกซ้อมได้อย่างตรงเป้าและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานและแรงสนับสนุนที่คณะกรรมการพาราลิมปิกทำมาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี

สำหรับคุณจุตินันท์ ผลการแข่งขันเป็นน่าภาคภูมิใจ แต่ความสำคัญอยู่ที่การสนับสนุนที่คงเส้นคงวา และเป้าหมายที่มีร่วมกันอย่างชัดเจน 

“สำคัญคือสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสำคัญกับการมีอยู่ของคนพิการ ความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการจะเป็นตัวอย่างทั้งกับคนพิการและคนปกติทั่วไป สำหรับพาราลิมปิกเกมส์ที่ฝรั่งเศส ผมยังเชื่อว่าเราจะยังทำได้ดี อันดับคงอยู่ใกล้เคียงเดิม ไม่น่าจะต่ำกว่าอันดับที่สามสิบ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าจะนับความสำเร็จที่จำนวนเหรียญทอง อาจจะไม่แน่นอน เพราะรายการการแข่งขันจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด รวมทั้งการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ตื่นตัวกับกีฬาคนพิการ”

เรื่องจิตใจที่จะทุ่มเทให้ทีมนักกีฬาคนพิการ และความรักในกีฬาที่ทำให้ดำรงตำแหน่งมายาวนานมากกว่า 10 ปี คงไม่มีใครตั้งคำถาม แต่ในความเป็นจริง ทุกการแข่งขันต้องมีการวัดผลเพื่อรางวัล คุณจุตินันท์ได้วางเป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นหลักชัยให้ทั้งกับตัวเองและทีมนักกีฬาคนพิการไทยทุกคน เพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อเราทำเพื่อส่วนรวมโดยมีการสนับสนุนที่ถูกต้อง เราจะไปได้ไกลกว่าเดิม และอาจจะไกลกว่าที่เคยฝันไว้

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ขั้นต้นคือความสำเร็จด้านผลงาน ตัวนักกีฬาเองต้องการการสนับสนุนหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้พวกเขาสร้างผลงานได้ดีขึ้นเทียบเคียงกับต่างประเทศ ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด และมันเริ่มออกดอกผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันพาราลิมปิก ในปัจจุบันเราทำได้แล้ว เราเป็นที่หนึ่งของอาเซียน เป็นหัวแถวของเอเชีย และมีหลายชนิดกีฬาที่เราเป็นแชมป์โลก เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก มากไปกว่านี้ คือการสานต่อความสำเร็จต่อเนื่องไปยังนักกีฬาคลื่นลูกใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาสานต่อความสำเร็จจากนักกีฬารุ่นพี่ที่ทำไว้ นักกีฬารุ่นพี่ก็นำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดสู่การเป็นโค้ช ดูแลนักกีฬารุ่นต่อไป มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงฝีมือ” 

แผนการขั้นต้นของเขาแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการให้นักกีฬาคนพิการมีเส้นทางไปต่อหลังเลิกเล่น หลายครั้งที่เราพบเห็นตามข่าวว่า นักกีฬาที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไม่ได้รับการเหลียวแล เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก

“ส่วนต่อไปก็คือ ผมสัมผัสนักกีฬามา ผมทราบดีว่าเขาใช้ความพยายามมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนพิการจะประสบความสำเร็จในด้านกีฬา เมื่อพวกเขาทำได้ ย่อมต้องการคนในสังคมร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเขา ความสำเร็จของเขาเป็นมากกว่าความภูมิใจในตัวเอง แต่แสดงออกถึงการยอมรับจากสังคม เป็นที่รู้จัก และเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติ ซึ่งมีความหมายกับพวกเขามาก และความสำเร็จของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนพิการอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนปกติด้วย ให้ลุกขึ้นมาสู้กับการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการจะลุกขึ้นมาเล่นกีฬาก็ตาม” คุณจุตินันท์ไม่ได้มองแค่ในแง่ความสำเร็จด้านอาชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าที่ยืนในสังคมสำหรับคนพิการโดยทั่วไปยังมีอยู่ไม่มากนัก ถึงแม้ผู้พิการทุกคนจะไม่ใช่นักกีฬา แต่เขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานที่พวกเขาทำได้ จะจุดประกายให้เกิดการแรงกระเพื่อมในสังคม

สิ่งสุดท้ายที่เขาฝัน คือความสำเร็จในด้านการดูแลและตอบแทนจากภาครัฐ 

“ผมคิดว่าความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการไม่แตกต่างจากนักกีฬาปกติ และการเดินบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ก็ต้องการการสนับสนุนดูแลจากภาครัฐไม่ด้อยกว่านักกีฬาทั่งไป วันนี้ผมสู้เพื่อนักกีฬาผู้พิการ และได้ทำให้หลายอย่างดีขึ้น เงินอัดฉีดต่อเหรียญรางวัลจากรัฐบาลดีขึ้นกว่าเดิมมาก อยู่ในระดับประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ของนักกีฬาปกติ แต่ผมก็ยังอยากผลักดันให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับนักกีฬาปกติมากกว่านี้ ยิ่งถ้าอยู่ในระดับเดียวกันได้ยิ่งดี เพราะผมรู้ว่าพวกเขาพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ไม่น้อยไปกว่านักกีฬาปกติเลย ต้องใช้ความพยายามมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย” 

เป้าหมายของคุณจุตินันท์ทำไม่ได้ง่าย แต่หากได้มองย้อนจากการลงแรง ความทุ่มเท การทำเพื่อส่วนรวม และผลงานที่ปรากฏตลอดกว่า 10 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนี้ พูดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน สำหรับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยและคนไทยทุกคน

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load