ประวัติศาสตร์ [ประหฺวัดติสาด, ประหฺวัดสาด] น. วิชาว่าด้วยเหตุการณ์ที่เป็นมา หรือเรื่องราวของประเทศชาติ เป็นต้น ตามที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

มีคนบอกว่า ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพื่อให้เราจดจำและเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คำพูดเหล่านี้โผล่เข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง เมื่อฉันได้มายืนอยู่หน้า Prisoner of War Camp ที่เกาะคอเจ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

อนุสาวรีย์บริเวณทางเข้าของแหล่งเรียนรู้ค่ายกักกันนักโทษสงครามคอเจ

เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตบางเรื่องคิดแล้วก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ หนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ตัวเราอ่านแล้วรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ คือ สงครามเกาหลี ผลผลิตหนึ่งจากช่วงสงครามเย็น สงครามที่คนร่วมชาติหันมาจับอาวุธรบราฆ่ากันเองด้วยเหตุผลเรื่องความแตกต่างทางอุดมการณ์ ผสมกับการแทรกแซงจากต่างชาติ ผลลัพธ์ในการต่อสู้คราวนั้น นำมาสู่การแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ และจนทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของชาวโสมแดงและโสมขาวยังเป็นความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่มีความชัดเจนแน่นอนอะไรให้เราเห็น

พูดถึงเกาหลีเหนือเกาหลีใต้กับใคร บรรดาเพื่อนนักเดินทางของเราก็ต้องเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันถึงเขตปลอดทหาร (DMZ) และปันมุนจอม คงเพราะบริเวณเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นขีดแบ่งชายแดนชัดเจน ทำให้คนที่อยากมีโอกาสแอบส่องชาวโสมแดงเลือกไปเยือนชายแดนฝั่งเหนือกันเป็นส่วนใหญ่ 

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนวันหนึ่งบังเอิญไปได้ยินจากเพื่อนต่างชาติที่ลงคอร์สเรียนภาษาเกาหลีด้วยกันว่า มีค่ายเชลยศึกช่วงสงครามเกาหลีแห่งหนึ่งตั้งอยู่ฝั่งทะเลใต้ของประเทศ พอมีโอกาสได้มาเยือนเมืองคอเจ เราเลยถือโอกาสมาดูเรื่องราวอีกส่วนเสี้ยวหนึ่งจากหน้าประวัติศาสตร์สงครามครั้งนี้กันสักหน่อย

ค่ายนี้ท่านได้แต่ใดมา

ค่ายกักกันเชลยศึกสงคราม หรือ Geoje POW Camp ตั้งอยู่ที่เมืองคอเจ เมืองท่าสำคัญในภูมิภาคคยองนัม-โด ซึ่งอยู่ทางใต้ของสาธารณรัฐเกาหลี โดยนั่งรถบัสจากเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอย่างปูซานเพียง 30 นาที

เมื่อกองทัพฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้เจรจาสงบศึกกันใน ค.ศ. 1953 ค่ายแห่งนี้ก็หมดหน้าที่ลงและถูกปิดไปในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังหลงลืมเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับค่ายแห่งนี้จึงสร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของค่ายและเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ค.ศ. 1997

นอกจากเรื่องราวการสู้รบในช่วงสงครามเกาหลี แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ยังเล่าให้เราฟังถึงที่มาของการตั้งค่ายกักกันเชลยบนเกาะคอเจอีกด้วย ในช่วงที่กองทัพจีนเข้าร่วมกับกองทัพฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้เองก็ได้รับความช่วยเหลือจากโลกเสรีเช่นกัน หลังกองทัพจากสหประชาชาติ (United Nations) ยกทัพขึ้นบกที่อินชอน กองทัพฝั่งใต้จึงเริ่มรุกกลับไป และนี่เองที่ทำให้เชลยศึกเพิ่มจำนวนขึ้น จนต้องมองหาสถานที่พำนักใหม่สำหรับเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือและชาวจีนที่จับมา เนื่องจากพื้นที่ทางเหนือคับแคบและควบคุมได้ยาก

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ทางเข้าส่วนนิทรรศการที่จัดแสดงในแหล่งเรียนรู้

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

รูปจำลองการต่อสู้ที่สะพานแม่น้ำนักดงช่วงสงครามเกาหลีเหนือ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

จำลองบรรยากาศในค่ายกักกันนักโทษสงครามเกาหลีเหนือ

เกาะคอเจถูกเลือกเป็นทำเลใหม่สำหรับตั้งค่ายกักกันเชลยจากฝั่งเหนือ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากเมืองปูซาน เมืองที่ตั้งฐานทัพกองหนุนของ UN จึงช่วยลดปัญหาเรื่องความมั่นคงที่เกิดจากการก่อความวุ่นวายและการต่อต้านของนักโทษที่รวมตัวกันในค่ายได้ ค่ายกักกันเชลยสงครามคอเจสร้างเสร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. 1951 มีการแบ่งเขตแดนออกเป็น 8 เขต แต่ละเขตกั้นด้วยรั้วลวดหนามและสายไฟฟ้า มียามจากกองทัพฝั่งใต้และกองทัพ UN คอยตรวจตราและเฝ้าประจำบริเวณทางเข้า-ออกมีเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บน้ำฝนเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นของตัวเอง และช่วงปลายเดือนมกราคมในปีเดียวกัน ค่ายแห่งนี้ก็กลายเป็นที่พำนักของเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือและชาวจีนกว่า 170,000 ชีวิต

ความเป็นอยู่ในค่าย

จุดมุ่งหมายของกองทัพฝั่งใต้และสหประชาชาติในการตั้งค่ายกักกันเชลยสงครามคอเจไม่ใช่เพียงเพื่อคุมขังนักโทษสงคราม แต่เพื่อเผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เสรีนิยม รวมไปถึงความรู้ทางสายอาชีพอื่นๆ เพื่อเชลยจะได้นำเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์หลังสงครามจบลง โดยกำหนดข้อตกลงกันไว้ด้วยว่า หลังสงครามสิ้นสุด นักโทษแต่ละคนมีสิทธิตัดสินใจได้ตามความสมัครใจว่า จะกลับไปอยู่ฝั่งเหนือหรือจะพำนักอยู่ที่ฝั่งใต้ต่อไป

จุดมุ่งหมายด้านบน ร่วมกับอนุสัญญาเจนีวาใน ค.ศ. 1949 ที่ให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของนักโทษสงครามทำให้นักโทษในค่ายคอเจได้มีส่วนในการปกครองตนเอง แม้จะมีข้อจำกัดว่าทำได้เฉพาะในเขตแดนที่สังกัดอยู่

แหล่งเรียนรู้แห่งนี้บอกเล่ากิจวัตรประจำวันของเชลยในค่ายให้เราเห็นผ่านหุ่นจำลองหลากหลายรูปแบบ หลายจุดหลายมุมมีภาพให้เราเห็นชัดเจน ภาพของนักโทษที่ทำงานแบกหามในค่าย การหุงหาอาหาร การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย รวมไปถึงกิจกรรมจำเป็นอื่นๆ เช่น การตัดผม ส่วนของนิทรรศการที่เราสนใจเป็นพิเศษ คือส่วนที่บอกเล่าชีวิตประจำวันของเหล่าเชลยศึกผู้หญิง ทำให้เราได้รู้ว่าภาพสงคราม (ที่ส่วนใหญ่มักอ้างอิงมาจากภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเกาหลีฝั่งเหนือ-ใต้) ฉายภาพแต่ทหารราบเพศชายในสนามรบนั้น อาจจะไม่ได้แสดงให้เราเห็นภาพความจริงทั้งหมด มองไปแล้ว สุดท้ายสงครามต้องส่งผลต่อทุกคนในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเสมอ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้
Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ตัวอย่างกิจวัตรประจำวันของนักโทษในค่ายกักกัน

เรื่องราวหลังรั้วลวดหนาม

แม้ค่ายคอเจจะพยายามทำงานบนพื้นฐานที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของนักโทษให้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ในค่ายค่อนข้างห่างไกลจากภาพที่วางไว้พอสมควร การให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและเสรีนิยมสร้างความขุ่นเคืองในหมู่นักโทษ ความขัดแย้งทางความคิดก่อให้เกิดความระหองระแหงระหว่างผู้คุมจากฝั่งใต้และนักโทษจากฝั่งเหนือ ความรุนแรงหลายรูปแบบตั้งแต่ทะเลาะ ข่มขู่ทางวาจา ไปจนกระทั่งการต่อต้าน การลักพาตัวผู้นำฝ่ายตรงข้ามและการก่อจราจล ทำให้เกิดความเสียหายทั้งสองฝั่ง ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ความขัดแย้งขยายตัวเป็นการใช้กำลัง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงขั้นเสียชีวิต

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักโทษฝั่งเหนือก่อการจลาจลได้ง่ายขึ้น เกิดจากกองกำลังฝ่ายเหนือส่งสายลับข้ามมาแนวหน้าและยอมให้ตัวเองถูกจับ เพื่อจะได้เข้ามาในค่ายคอเจอย่างสะดวก จากนั้นจึงมาจัดการวางแผนสร้างความวุ่นวายในค่ายร่วมกับผู้อพยพที่มาอยู่ก่อน การให้ความรู้ด้านอาชีวศึกษาที่มุ่งสร้างอาชีพให้นักโทษอย่างการตีเหล็ก กลับเป็นตัวเสริมให้การก่อจราจลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะนักโทษใช้อาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากห้องเรียนในการต่อสู้

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ภาพวาดนักโทษในค่ายกักกันนักโทษสงคราม

ซ้ำร้าย ผู้คุมค่ายฝั่งใต้เองก็ตอบกลับความไม่สงบเหล่านี้ด้วยความรุนแรงไม่ต่างกัน นอกเหนือไปจากการออกคำสั่งใช้งานนักโทษอย่างหนัก รวมไปถึงการข่มขู่ด้วยอาวุธ ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับนักโทษจากฝั่งเหนือ คือวิธีการที่ทหารฝั่งใต้ใช้คัดแยกนักโทษที่ต้องการพำนักอยู่ในเกาหลีใต้และนักโทษที่ต้องการเดินทางกลับไปอยู่เกาหลีเหนือ กองทัพฝ่ายใต้และกองทัพสหประชาชาติรับหน้าที่ในการคัดแยกนักโทษ โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนักโทษแต่ละคน แต่กลับมีข้อร้องเรียนจากนักโทษฝ่ายเหนือเรื่องวิธีการคัดแยกที่ใช้การข่มขู่และความรุนแรง

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ภาพจำลองกองทัพฝ่ายใต้ในค่ายกักกันนักโทษ

เมื่อทั้งสองฝ่ายยังคงโหมไฟแห่งความรุนแรงใส่กันอย่างต่อเนื่อง ข้อขัดแย้ง การปะทะ และความสูญเสียจึงเกิดขึ้นในค่ายกักกันแห่งนี้ การคัดแยกนักโทษเป็นไปด้วยความยากลำบากและเกิดข้อกังขาในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติต่อนักโทษสงครามของกองทัพสหประชาชาติจวบจนปัจจุบัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

สุดท้ายแล้ว เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้

ตัวฉันเองก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนให้กับตัวเองไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ารัฐบาลเกาหลีใต้เลือกสร้างแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ ไม่ให้คนเกาหลีหลงลืมอดีตที่เคยผ่านมา ย้ำเตือนไม่ให้พวกเขาลืมว่าอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียไป และอะไรบ้างที่ได้กลับคืนมาจากสงครามในคราวนั้น

และหากเป็นไปได้ การย้ำเตือนถึงเรื่องราวในอดีตก็อาจช่วยสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ไม่ซ้ำรอยเดิมที่เคยเป็น…

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้
Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ข้อมูลอ้างอิง

www.pow.or.kr/_main/main.html

https://web.archive.org/web/20110722140828/

http://www.geojeimc.or.kr/_sub03/sub03_e01.html

www.sweetsharing.com/historical-park-geoje-pow-camp/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐมน เกตุแก้ว

ตอนนี้เรียนปริญญาโทสาขาสังคมวิทยาอยู่ในมหาวิทยาลัยบนเขาที่เกาหลี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2560
1 K

Croatia เป็นประเทศขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศแถบ Eastern Europe ที่สวยที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบ Adriatic Sea ภูมิประเทศและภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวเมืองและธรรมชาติ

เหตุเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมลงแข่งงานวิ่ง 100 Miles of Istria ระยะ 42 กิโลเมตรของ Ultra-Trail World Tour การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะมาประเทศแถบนี้ อยากมาชิมบรรยากาศของทะเลเอเดรียติกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

Adriatic Sea Croatia

เมืองที่มีงาน 100 Miles of Istria นี้ไม่ได้เป็นเมืองหลวง เลยทำให้การวางแผนในการเดินทางนี้ค่อนข้างจะยากลำบาก เพราะต้องต่อบินหลายต่อจาก Bangkok-London-Venice แล้วยังต้องนั่งรถจากเวนิซข้ามมา Slovenia (สโลวีเนีย) แล้วจึงถึงจุดหมายปลายทางที่อิสเตรีย ประเทศโครเอเชีย รวมแล้วทั้งหมดใช้เวลาการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อิสเตรียเป็นแคว้นเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ อย่าง Umag, Rovinj, Motovun, Lovran ซึ่งแต่ละเมืองมีประชากรอยู่เพียงหมื่นกว่าคน และแน่นอน ชาวเอเชียเป็นความแปลกตาสำหรับคนพื้นเมือง เราพักอยู่ที่เมืองอูมัก ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันครั้งนี้ อูมักเป็นเมืองที่ติดทะเล ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแบบโฮมเมด มีทั้งพาสต้า สเต๊ก และอาหารทะเล อาหารที่นี่รสชาติต่างจากอาหารอิตาเลียน โดยจะปรุงอาหารแบบธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบดี และอาหารรสไม่จัด นอกจากอูมักแล้ว เราขับรถไปเที่ยวเมืองโรวินจ์ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีท่าเรือตกปลาของโครเอเชีย สถาปัตยกรรมแบบ Venetian และย่านเมืองเก่าใจกลางเมือง นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ และถูกจัดให้เป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเอเดรียติกอีกด้วย

Croatia Croatia Croatia

ชื่องาน 100 Miles 0f Istria จริงๆ แล้วมาจากระยะ 100 ไมล์ซึ่งเป็นระยะสูงสุด และเป็นเส้นทางวิ่งรอบแคว้นอิสเตรียเลย อีเวนต์นี้เป็นงานวิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้น การจัดการแข่งขันต้องบริหารจัดการหลายส่วน ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมืออาชีพ ทุกคำถามมีคำตอบ มีข้อมูลให้อ่านครบถ้วน ทั้งการอธิบายเส้นทางวิ่ง คำแนะนำในการเดินทาง หรือการจองที่พัก แบบนี้สิที่เขาเรียกว่าระดับโลก

มาถึงเราบ้าง การเตรียมตัวก่อนวิ่งของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะระยะของเราไม่เยอะมาก แต่ก็แอบหวั่นใจว่าจะจบหรือไม่ เพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและภูมิอากาศ ระยะของเราคือ 42 km ปล่อยตัวที่เมืองโมโตวุน ซึ่งต้องนั่งรถออกไปจากอูมักอีก 45 นาที และต้องวิ่งจากจุดปล่อยตัว ผ่านอีก 3 เมือง 3 เขา และกลับมาจบที่อูมัก หลายคนอาจจะคิดว่าวิ่งต่างประเทศอากาศจะต้องเย็นสบาย แต่เรื่องจริงนั้นตรงกันข้าม ถึงอากาศจะเย็น แต่แดดแผดเผาไม่แพ้ประเทศไทยเลย

เวลาปล่อยตัวเริ่มใกล้เข้ามา ใจก็ตุบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมแข่ง Ultra-Trail World Tour เราตื่นเต้นมากๆ ยืดเส้นรอเวลา พอเสียงแตรดังขึ้นก็ออก start! เพื่อไม่ให้ขายหน้าคนเอเชีย (เราเป็นเอเชียคนเดียวใน race นี้) เลยใส่ไปเต็มที่ พยายามวิ่งให้อยู่ในอันดับกลางๆ (ที่จริงอยากอยู่แนวหน้า แต่ไม่สามารถจริงๆ) ท่องในใจว่า pride of Asia อย่าทำให้ขายหน้าชาวโลก แค่ได้วิ่งแซงฝรั่ง เราก็ดีใจแล้ว

Ultra Trail World Tour

Ultra Trail World Tour Ultra Trail World Tour

ด้วยความที่ต้องขึ้นวิ่งเขา บวกกับใส่ไปเต็มในช่วงแรก ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่กลัวหนาว กลับกลายเป็นว่าต้องถอดแขนยาวออก เก็บผ้า buff แล้วเหลือแต่แขนสั้น ก็ค่อยวิ่งได้สบายขึ้น และไหม้ไปตามระเบียบ เป็นการแข่งขันวิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก ทางสวย ได้ผ่านทั้งเมืองยุโรปเก่าและทางวิ่ง มีชาวบ้านเชียร์ตลอดมุมเมือง และมีบรรยากาศที่เป็นมิตร อาหารที่มีให้นักวิ่งในงานเป็นพาร์มาแฮม ชีส และช็อกโกแลต อุดมสมบูรณ์ไปตลอดระยะทาง

วิ่งไปได้จนเหลือเพียง 10 กิโลเมตรสุดท้าย เวลา 2 ทุ่ม พระอาทิตย์ก็เริ่มตก อากาศพลิกอย่างมหันต์ จากที่ร้อนมากๆ กลายเป็นเย็นจัด เสื้อแขนยาวที่แบกมาตลอดสามสิบกว่าโลเลยได้มาเป็นประโยชน์อีกครั้ง จาก 10 โล เป็น 5 โล จาก 5 โล เป็น 500 เมตร ซึ่งเป็น 500 เมตรที่รู้สึกว่ามันไกลกว่า 42 โลทั้งหมดที่วิ่งมา ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ท้องเริ่มร้อง ขาเริ่มก้าวไม่ออก จะเดินก็ไม่ได้เพราะตะคริวจะกิน และจะยิ่งทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานั้นคือท่อง (อีกแล้ว) ว่า ให้มันจบๆ ไป อย่าหยุด ไปต่อ จนเห็นเส้นชัยแรงก็มาจากไหนไม่รู้ ขาหายล้า วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยแรงพาร์มาแฮมทั้งหมดที่เหลือ จบเสียที 42 โลของเรา น้ำตาแทบไหลตอนที่ได้รับเหรียญ ดีใจ ได้กินข้าวแล้ว 

42 กิโลเมตรนี้เราใช้เวลาไปทั้งหมด 8 ชั่วโมงกว่าๆ ต้องขอบคุณผู้จัดที่ใจดีให้เวลากับนักวิ่งเหลือเฟือ ทำให้วิ่งจบได้อย่างสวยงาม นับว่าเป็นการแข่งวิ่งที่ต้องทุ่มเทเตรียมตัวพอสมควร การเดินทางค่อนข้างยากและใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหาที่ไหนไม่ได้อีก การวิ่งระยะยาวสำหรับเราไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับคนอื่น แต่คือการแข่งกับตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง อย่างที่มีคนเคยเขียนไว้ว่า “The real purpose of running is not to win the race but to test the limit of the human’s heart.”

Ultra Trail World Tour

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ญดา เลิศวิเศษปัญญา

amateur runner และ brand manager แบรนด์เสื้อผ้า activewear

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load