ประวัติศาสตร์ [ประหฺวัดติสาด, ประหฺวัดสาด] น. วิชาว่าด้วยเหตุการณ์ที่เป็นมา หรือเรื่องราวของประเทศชาติ เป็นต้น ตามที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

มีคนบอกว่า ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพื่อให้เราจดจำและเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต คำพูดเหล่านี้โผล่เข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง เมื่อฉันได้มายืนอยู่หน้า Prisoner of War Camp ที่เกาะคอเจ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

อนุสาวรีย์บริเวณทางเข้าของแหล่งเรียนรู้ค่ายกักกันนักโทษสงครามคอเจ

เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตบางเรื่องคิดแล้วก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ หนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ตัวเราอ่านแล้วรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ คือ สงครามเกาหลี ผลผลิตหนึ่งจากช่วงสงครามเย็น สงครามที่คนร่วมชาติหันมาจับอาวุธรบราฆ่ากันเองด้วยเหตุผลเรื่องความแตกต่างทางอุดมการณ์ ผสมกับการแทรกแซงจากต่างชาติ ผลลัพธ์ในการต่อสู้คราวนั้น นำมาสู่การแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ และจนทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของชาวโสมแดงและโสมขาวยังเป็นความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่มีความชัดเจนแน่นอนอะไรให้เราเห็น

พูดถึงเกาหลีเหนือเกาหลีใต้กับใคร บรรดาเพื่อนนักเดินทางของเราก็ต้องเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันถึงเขตปลอดทหาร (DMZ) และปันมุนจอม คงเพราะบริเวณเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นขีดแบ่งชายแดนชัดเจน ทำให้คนที่อยากมีโอกาสแอบส่องชาวโสมแดงเลือกไปเยือนชายแดนฝั่งเหนือกันเป็นส่วนใหญ่ 

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนวันหนึ่งบังเอิญไปได้ยินจากเพื่อนต่างชาติที่ลงคอร์สเรียนภาษาเกาหลีด้วยกันว่า มีค่ายเชลยศึกช่วงสงครามเกาหลีแห่งหนึ่งตั้งอยู่ฝั่งทะเลใต้ของประเทศ พอมีโอกาสได้มาเยือนเมืองคอเจ เราเลยถือโอกาสมาดูเรื่องราวอีกส่วนเสี้ยวหนึ่งจากหน้าประวัติศาสตร์สงครามครั้งนี้กันสักหน่อย

ค่ายนี้ท่านได้แต่ใดมา

ค่ายกักกันเชลยศึกสงคราม หรือ Geoje POW Camp ตั้งอยู่ที่เมืองคอเจ เมืองท่าสำคัญในภูมิภาคคยองนัม-โด ซึ่งอยู่ทางใต้ของสาธารณรัฐเกาหลี โดยนั่งรถบัสจากเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศอย่างปูซานเพียง 30 นาที

เมื่อกองทัพฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้เจรจาสงบศึกกันใน ค.ศ. 1953 ค่ายแห่งนี้ก็หมดหน้าที่ลงและถูกปิดไปในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังหลงลืมเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับค่ายแห่งนี้จึงสร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของค่ายและเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ค.ศ. 1997

นอกจากเรื่องราวการสู้รบในช่วงสงครามเกาหลี แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ยังเล่าให้เราฟังถึงที่มาของการตั้งค่ายกักกันเชลยบนเกาะคอเจอีกด้วย ในช่วงที่กองทัพจีนเข้าร่วมกับกองทัพฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้เองก็ได้รับความช่วยเหลือจากโลกเสรีเช่นกัน หลังกองทัพจากสหประชาชาติ (United Nations) ยกทัพขึ้นบกที่อินชอน กองทัพฝั่งใต้จึงเริ่มรุกกลับไป และนี่เองที่ทำให้เชลยศึกเพิ่มจำนวนขึ้น จนต้องมองหาสถานที่พำนักใหม่สำหรับเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือและชาวจีนที่จับมา เนื่องจากพื้นที่ทางเหนือคับแคบและควบคุมได้ยาก

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ทางเข้าส่วนนิทรรศการที่จัดแสดงในแหล่งเรียนรู้

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

รูปจำลองการต่อสู้ที่สะพานแม่น้ำนักดงช่วงสงครามเกาหลีเหนือ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

จำลองบรรยากาศในค่ายกักกันนักโทษสงครามเกาหลีเหนือ

เกาะคอเจถูกเลือกเป็นทำเลใหม่สำหรับตั้งค่ายกักกันเชลยจากฝั่งเหนือ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากเมืองปูซาน เมืองที่ตั้งฐานทัพกองหนุนของ UN จึงช่วยลดปัญหาเรื่องความมั่นคงที่เกิดจากการก่อความวุ่นวายและการต่อต้านของนักโทษที่รวมตัวกันในค่ายได้ ค่ายกักกันเชลยสงครามคอเจสร้างเสร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. 1951 มีการแบ่งเขตแดนออกเป็น 8 เขต แต่ละเขตกั้นด้วยรั้วลวดหนามและสายไฟฟ้า มียามจากกองทัพฝั่งใต้และกองทัพ UN คอยตรวจตราและเฝ้าประจำบริเวณทางเข้า-ออกมีเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บน้ำฝนเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นของตัวเอง และช่วงปลายเดือนมกราคมในปีเดียวกัน ค่ายแห่งนี้ก็กลายเป็นที่พำนักของเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือและชาวจีนกว่า 170,000 ชีวิต

ความเป็นอยู่ในค่าย

จุดมุ่งหมายของกองทัพฝั่งใต้และสหประชาชาติในการตั้งค่ายกักกันเชลยสงครามคอเจไม่ใช่เพียงเพื่อคุมขังนักโทษสงคราม แต่เพื่อเผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เสรีนิยม รวมไปถึงความรู้ทางสายอาชีพอื่นๆ เพื่อเชลยจะได้นำเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์หลังสงครามจบลง โดยกำหนดข้อตกลงกันไว้ด้วยว่า หลังสงครามสิ้นสุด นักโทษแต่ละคนมีสิทธิตัดสินใจได้ตามความสมัครใจว่า จะกลับไปอยู่ฝั่งเหนือหรือจะพำนักอยู่ที่ฝั่งใต้ต่อไป

จุดมุ่งหมายด้านบน ร่วมกับอนุสัญญาเจนีวาใน ค.ศ. 1949 ที่ให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของนักโทษสงครามทำให้นักโทษในค่ายคอเจได้มีส่วนในการปกครองตนเอง แม้จะมีข้อจำกัดว่าทำได้เฉพาะในเขตแดนที่สังกัดอยู่

แหล่งเรียนรู้แห่งนี้บอกเล่ากิจวัตรประจำวันของเชลยในค่ายให้เราเห็นผ่านหุ่นจำลองหลากหลายรูปแบบ หลายจุดหลายมุมมีภาพให้เราเห็นชัดเจน ภาพของนักโทษที่ทำงานแบกหามในค่าย การหุงหาอาหาร การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย รวมไปถึงกิจกรรมจำเป็นอื่นๆ เช่น การตัดผม ส่วนของนิทรรศการที่เราสนใจเป็นพิเศษ คือส่วนที่บอกเล่าชีวิตประจำวันของเหล่าเชลยศึกผู้หญิง ทำให้เราได้รู้ว่าภาพสงคราม (ที่ส่วนใหญ่มักอ้างอิงมาจากภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเกาหลีฝั่งเหนือ-ใต้) ฉายภาพแต่ทหารราบเพศชายในสนามรบนั้น อาจจะไม่ได้แสดงให้เราเห็นภาพความจริงทั้งหมด มองไปแล้ว สุดท้ายสงครามต้องส่งผลต่อทุกคนในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเสมอ

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้
Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ตัวอย่างกิจวัตรประจำวันของนักโทษในค่ายกักกัน

เรื่องราวหลังรั้วลวดหนาม

แม้ค่ายคอเจจะพยายามทำงานบนพื้นฐานที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของนักโทษให้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ในค่ายค่อนข้างห่างไกลจากภาพที่วางไว้พอสมควร การให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและเสรีนิยมสร้างความขุ่นเคืองในหมู่นักโทษ ความขัดแย้งทางความคิดก่อให้เกิดความระหองระแหงระหว่างผู้คุมจากฝั่งใต้และนักโทษจากฝั่งเหนือ ความรุนแรงหลายรูปแบบตั้งแต่ทะเลาะ ข่มขู่ทางวาจา ไปจนกระทั่งการต่อต้าน การลักพาตัวผู้นำฝ่ายตรงข้ามและการก่อจราจล ทำให้เกิดความเสียหายทั้งสองฝั่ง ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ความขัดแย้งขยายตัวเป็นการใช้กำลัง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถึงขั้นเสียชีวิต

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักโทษฝั่งเหนือก่อการจลาจลได้ง่ายขึ้น เกิดจากกองกำลังฝ่ายเหนือส่งสายลับข้ามมาแนวหน้าและยอมให้ตัวเองถูกจับ เพื่อจะได้เข้ามาในค่ายคอเจอย่างสะดวก จากนั้นจึงมาจัดการวางแผนสร้างความวุ่นวายในค่ายร่วมกับผู้อพยพที่มาอยู่ก่อน การให้ความรู้ด้านอาชีวศึกษาที่มุ่งสร้างอาชีพให้นักโทษอย่างการตีเหล็ก กลับเป็นตัวเสริมให้การก่อจราจลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะนักโทษใช้อาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากห้องเรียนในการต่อสู้

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ภาพวาดนักโทษในค่ายกักกันนักโทษสงคราม

ซ้ำร้าย ผู้คุมค่ายฝั่งใต้เองก็ตอบกลับความไม่สงบเหล่านี้ด้วยความรุนแรงไม่ต่างกัน นอกเหนือไปจากการออกคำสั่งใช้งานนักโทษอย่างหนัก รวมไปถึงการข่มขู่ด้วยอาวุธ ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับนักโทษจากฝั่งเหนือ คือวิธีการที่ทหารฝั่งใต้ใช้คัดแยกนักโทษที่ต้องการพำนักอยู่ในเกาหลีใต้และนักโทษที่ต้องการเดินทางกลับไปอยู่เกาหลีเหนือ กองทัพฝ่ายใต้และกองทัพสหประชาชาติรับหน้าที่ในการคัดแยกนักโทษ โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนักโทษแต่ละคน แต่กลับมีข้อร้องเรียนจากนักโทษฝ่ายเหนือเรื่องวิธีการคัดแยกที่ใช้การข่มขู่และความรุนแรง

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ภาพจำลองกองทัพฝ่ายใต้ในค่ายกักกันนักโทษ

เมื่อทั้งสองฝ่ายยังคงโหมไฟแห่งความรุนแรงใส่กันอย่างต่อเนื่อง ข้อขัดแย้ง การปะทะ และความสูญเสียจึงเกิดขึ้นในค่ายกักกันแห่งนี้ การคัดแยกนักโทษเป็นไปด้วยความยากลำบากและเกิดข้อกังขาในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติต่อนักโทษสงครามของกองทัพสหประชาชาติจวบจนปัจจุบัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

สุดท้ายแล้ว เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้

ตัวฉันเองก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนให้กับตัวเองไม่ได้ รู้แต่เพียงว่ารัฐบาลเกาหลีใต้เลือกสร้างแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ ไม่ให้คนเกาหลีหลงลืมอดีตที่เคยผ่านมา ย้ำเตือนไม่ให้พวกเขาลืมว่าอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียไป และอะไรบ้างที่ได้กลับคืนมาจากสงครามในคราวนั้น

และหากเป็นไปได้ การย้ำเตือนถึงเรื่องราวในอดีตก็อาจช่วยสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ไม่ซ้ำรอยเดิมที่เคยเป็น…

Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้
Geoje POW Camp เรื่องเล่าจากค่ายกักกันเชลยสงครามที่เกาะคอเจ เกาหลีใต้

ข้อมูลอ้างอิง

www.pow.or.kr/_main/main.html

https://web.archive.org/web/20110722140828/

http://www.geojeimc.or.kr/_sub03/sub03_e01.html

www.sweetsharing.com/historical-park-geoje-pow-camp/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐมน เกตุแก้ว

ตอนนี้เรียนปริญญาโทสาขาสังคมวิทยาอยู่ในมหาวิทยาลัยบนเขาที่เกาหลี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็คุ้นหูคุ้นตากันดีในสื่อสากล แต่ถ้าว่ากันเรื่องธรรมชาติวิทยา ก็ออกจะชวนตื่นเต้นตาโตอยู่ไม่น้อย ด้วยความเป็นทวีปโดดเดี่ยวเหงา ๆ ในซีกโลกใต้ที่แผ่นดินเคลื่อนตัวแยกห่างไกลมานานหลายล้านปี ทำให้สิงสาราสัตว์ พืชพรรณบนทวีปมีวิวัฒนาการเป็นของตัวเอง

แถมมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์จนต้องคว้ากล้องออกมาถ่ายกันแทบไม่ทัน

Bennetts wallaby  : Triabunna, Tasmania 
Bennetts wallaby (Notamacropus rufogriseus)
พบเจอกันโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่งที่ Triabunna, Tasmania 

น่าตื่นเต้นทบทวีเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมเยือนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่แม้แต่คนออสเตรเลียยังบอกว่าช่างห่างไกลเหลือเกิน โดยเกาะดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐ (State) ภายใต้เครือรัฐออสเตรเลีย เมืองหลวงคือ โฮบาร์ต (Hobart) เป็นเกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นทริปทำงาน เส้นทางที่เจ้าบ้านผู้จัดงานพาไปชมจึงเป็นอุทยานแห่งชาติ เดินง่าย จบในวันเดียว (เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานเหนื่อยจนสลบเหมือดไปก่อนงานจะเริ่ม) เส้นทางที่ผู้เขียนไปเยือน คือ Maria Island (ออกเสียงว่า มา-ราย ตามคนท้องถิ่น) ที่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากโฮบาร์ตไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางก็ง่ายดาย มีเรือข้ามฟากให้บริการหลายรอบต่อวัน โดยขึ้นเรือจากท่าเรือเมือง Triabunna ห่างไปเพียง 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาทีโดยประมาณ

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
แผนที่แสดงตำแหน่งของ Tasmania และ Maria Island
ภาพ : http://exploringtheearth.com/2014/11/30/mariaisland 

การตั้งชุมชนบนเกาะมีมานานกว่า 35,000 ปี ชาวอะบอริจินในเกาะนี้มีชื่อว่า Puthikwilayti และ เกาะนี้มีชื่อภาษาพื้นเมืองว่า wukaluwikiwayna ส่วนชาวยุโรปเป็นผู้มาทีหลัง โดยใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษในปี 1825 (เทียบได้กับเกาะตะรุเตาหรือเกาะเต่าในสมัยก่อน)

Maria Island อยู่ห่างจากเกาะแทสเมเนียไม่มาก จึงมีนักโทษว่ายน้ำหนีไปขึ้นฝั่งบนเกาะแทสเมเนียสำเร็จอยู่เป็นประจำ ปลายยุค 1800 จึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำเกษตรและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาสินค้าที่ผลิตบนเกาะแทสเมเนียไม่ได้ (เพราะต้องบวกค่าขนส่งขึ้นฝั่งเข้าไปอีก) กิจกรรมต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกราในทศวรรษ 1960 เกาะแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1971 ทำให้เกาะมารายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา

กิจกรรมศึกษาธรรมชาติบนเกาะมีมากมาย ทั้งปีนเขา แคมป์ปิ้ง พายคายัค ดำน้ำดูปะการัง เดินชมธรรมชาติแบบสั้น ๆ ในกรณีที่มีเวลาเพียงวันเดียว แถมเป็นฤดูหนาว จึงเหลือเพียงการเดินเส้นทางระยะสั้นเท่านั้นที่ทำได้ ผู้เขียนพร้อมเพื่อนร่วมทางตกลงกันว่าจะเดินเท่าที่ไหว ไม่ฝืนสังขาร และแวะเพียงไม่กี่จุด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสนุกสนานและมีความทรงจำดี ๆ กับเกาะมารายได้แบบไม่รู้ลืม

ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ
ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ

เริ่มกันที่ Darlington จุดนี้เป็นท่าเรือหลักของเกาะ กลุ่มอาคารทั้งเก่าและใหม่ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่ มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ บ้านพัก รวมถึงซากอาคารเก่ายุคร้อยกว่าปีก่อน คณะทัวร์เฉพาะกิจของเราเดินเลี้ยวไปทางขวา จากท่าเรือ Darlington เลาะเลียบชายฝั่ง ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่นที่ไม่กลัวผู้มาเยือนเลยแม้แต่นิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง พอเราขึ้นจากเรือปุ๊บ ก็พบนก Australian pied cormorant (Phalacrocorax varius) นกชายฝั่งท้องถิ่นแถบออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองไกล ๆ ตกใจนึกว่าเพนกวิน จนกระทั่งฝูงสยายปีกจึงแก้ไขความเข้าใจผิดไปได้

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินออกจากท่าเรือ Darlington ได้ไม่นานก็เจอกับ Tasmanian Pademelon (Thylogale billardierii) สัตว์ตระกูลเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบี (Wallaby) พบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น เป็นสัตว์ขี้อาย ชอบหลบหลืบตามสุมทุมพุ่นไม้ และกระโดดหนีอย่างไวเมื่อพอเจอคณะของพวกเรา

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินไปอีกเล็กน้อยก็จ๊ะเอ๋กับ Common Wombat (Vombastus ursinus) สัตว์ท้องถิ่นขวัญใจชาวออสซี ด้วยรูปลักษณ์ต้วมเตี้ยมตะมุตะมิ ไม่วิ่งหนีคน วอมแบตเป็นสัตว์มีถุงหน้าท้อง (Marsupial) นับเป็นญาติใกล้ชิดกับโคอาลา และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีพฤติกรรมการขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัย

แม้เจ้าวอมแบตจะดูเฉื่อยชิลล์ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีภัย มันก็วิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเรื่องที่น่าสนใจ คืออุจจาระของวอมแบตมีรูปทรงลูกบาศก์ แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมวอมแบตผลิตอุจจาระออกมาเป็นรูปทรงนั้น แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่ามันมีประโยชน์แง่ใช้สอย เนื่องจากวอมแบตใช้อุจจาระในการบอกอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม รูปทรงดังกล่าวทำให้อุจจาระไม่กลิ้งหายหรืออยู่ผิดที่ผิดทางจากที่ควรจะเป็น ด้วยความสำคัญเช่นนั้น ทำให้วอมแบตผลิตอุจจาระออกมาจำนวนมากจนกองเกลื่อนไปทั่วทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เหยียบโดนแน่นอน โชคดีที่อาหารหลักของพวกมันคือหญ้า ทำให้อุจจาระเกาะเป็นก้อน ไม่เหลวหรือเหนียวจนติดรองเท้ากลับมาด้วย

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

  เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของ Maria Island สัญจรได้ทั้งคนเดินและจักรยาน โดยจักรยานนำมาเองจากบ้านหรือเช่าจากท่าเรือ แล้วนำลงเรือเฟอร์รี่มาเองจากฝั่งแทสเมเนียก็ได้ การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องแข่งกับเวลาและมีความแข็งแรงมากพอ เพราะภูมิประเทศบนเกาะมารายเต็มไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างท้าทาย คณะของผู้เขียนจึงเลือกเดินไปเท่าที่ทำได้ดีกว่า

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินจาก Darlington อย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ราว ๆ 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาพักเที่ยงกันที่ The Painted Cliffs ประติมากรรมธรรมชาติจากหินทรายและออกไซด์ธาตุเหล็ก ผลงานสร้างสรรคจ์ากการกัดเซาะโดยน้ำทะเล น้ำฝน คลื่นลม และกาลเวลา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะและเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ระยะทางเดินราว 2 กิโลเมตรเศษจาก Darlington

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
มุมมองจากบนหน้าผา เห็นเกาะแทสเมเนียอยู่ไม่ไกล พร้อมทะเลใสสีครามเข้มเห็นไปถึงโขดหินด้านล่าง
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
Maria Island ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณดึกดําบรรพ์จําพวกเฟิร์นที่เติบโตอัดแน่นกินบริเวณเป็นทุ่งกว้าง
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสําคัญในด้านการอนุรักษพันธุ์สัตว์ และไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

จาก Darlington ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแบบเดินเร็ว ๆ ผู้เขียนพบกับ The Fossil Cliffs หน้าผาหินปูนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นบริเวณที่มีการพบซากฟอสซิลดึกดําบรรพ์อายุประมาณ 100 ล้านปีของสัตว์ทะเลจําพวกหอย เพรียง และปะการัง ในอดีตหินปูนในบริเวณนี้เคยถูกสกัดและลำเลียงไปผลิตเป็นปูนซีเมนต์ในช่วงปี 1920 จึงมีร่องรอยรางของรถรางขนส่งในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทุ่งหญ้ากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าจิงโจ้ Forester Kangaroo (Macropus giganteus) ดูโดดเด่นกว่าผู้อาศัยสายพันธุ์อื่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นเวลาอาหารพอดี เราโชคดีได้เฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นจิงโจ้ฝูงใหญ่นอนเอกเขนกสลับกับเล็มหญ้าบนพื้น แม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รู้กันโดยทั่วว่า อันที่จริงแล้วจิงโจ้เป็นสัตว์ค่อนข้างอันตราย หากอยู่ใกล้ ๆ เกิดโชคร้ายโดนจิงโจ้หมายหัว คุณอาจโดนฟาดแข้ง ฟาดหางใส่ก็เป็นได้ การชมจากระยะไกลจึงปลอดยภัยกว่าสำหรับคนและจิงโจ้

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ในบริเวณทุ่งหญ้าเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนพบบ้านของวอมแบตเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัยไว้ใต้พุ่มไม้ และพรางตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ โพรงแรกเห็นเจ้าบ้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าราวกับกำลังระวังภัย ส่วนโพรงที่สอง เจ้าบ้านดูวุ่นวายอยู่กับภารกิจในโพรงที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทริปนี้จบลงในช่วงเวลาโพล้เพล้ ผู้เขียนเดินทางกลับฝั่งแทสเมเนียพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนตื่นเต้น สนุกสนานกับประสบการณ์ที่พบเจอ หวังว่าทริปถัดไปในออสเตรเลียจะมีเรื่องสนุกอีกมากรอเราอยู่

ข้อควรรู้ 

  • การเดินทางจาก Hobart มายัง Triabunna เพื่อลงเรือเฟอร์รี่มา Maria Island มีเพียงวิธีเดียว คือ ขับรถส่วนตัว โดยมากนักท่องเที่ยวมักเช่ารถขับมาจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนั่งเรือเฟอร์รี่แล้ว วิธีเดินทางที่ทำได้ คือเครื่องบินเล็กส่วนบุคคล โดยต้องทำเรื่องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • Maria Island เป็นเขตอนุรักษ์ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และถังขยะ ควรพกเสบียง น้ำจืด และอุปกรณ์กันหนาว/ฝน/แดด ไปพร้อมกัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง และ เก็บขยะทุกชิ้นด้วยตนเองเมื่อออกจากเกาะ

ข้อมูลอ้างอิง : parks.tas.gov.au/explore-our-parks/maria-island-national-park

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุจีภรณ์ ตันติพงษ์

นักศึกษาไทยใน Sydney, Australia นักเดินทางมือสมัครเล่น ในมือถือกล้องกลางวันมองพื้น กลางคืนมองดาว มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นแพสชันหลักของชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load