19 พฤศจิกายน 2562
18 K

ถ้าจะมีเคล็ดลับอะไรสักอย่างของนักกีฬาระดับโลกที่ช่วยให้คว้าชัยชนะมาได้ หนึ่งในตัวช่วยพิเศษคงหนีไม่พ้นชื่อเครื่องดื่ม Sports Drink คุ้นหูอย่างเกเตอเรด

World’s No.1 Sports Drink ที่มีนักกีฬาระดับโลกอย่าง Michael Jordan, Lionel Messi, Serena Williams, Usain Bolt, Patrick Kane และ, J.J. Watt เป็นพรีเซนเตอร์

อีกทั้งยังเป็น Official Sports Drink ของการแข่งกีฬาระดับโลกอย่าง Super Bowl, UEFA, NBA, PGA และเมเจอร์ลีกของกีฬาหลายประเภท

ทำไมนักกีฬาชื่อดังถึงต้องดื่มเกเตอเรดในการแข่งขันนัดสำคัญ?

ความลับของเครื่องดื่มเกลือแร่ในวงการกีฬาคืออะไร?

เบื้องหลังเรื่องราวของแชมเปี้ยนยังมี Drink of Champions ที่มีตำนานยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

The Cloud ขออาสาพา ‘เกเตอเรดทัวร์’ คุยกับ Brand Manager ของเกเตอเรดประเทศไทย เพื่อทำความรู้จักฮีโร่เบื้องหลังชัยชนะของนักกีฬากัน

Ready?…Go!

10 เหตุผลที่ทำให้ Gatorade เกเตอเรด กลายเป็น Drink of Champions แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ในใจนักกีฬาทั่วโลก

1. ตำนานของทีม Gators ที่ทำให้เกิดการคิดค้น Gatorade  

ย้อนกลับไปในปี 1965 โค้ชทีมฟุตบอล Gators ของ University of Florida พบว่านักฟุตบอลเกิดความรู้สึกอ่อนล้าจากการสูญเสียเหงื่อและพลังงานระหว่างเล่นกีฬา แม้การดื่มน้ำเปล่าดับกระหายก็ยังไม่ช่วยฟื้นพลังได้เต็มที่

โค้ชจึงปรึกษาทีมนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพื่อหาวิธีทำให้นักกีฬาเหนื่อยน้อยลงแม้เสียเหงื่อมาก จึงเกิดการคิดค้นออกมาเป็น ‘ตัวช่วยพิเศษ’

เมื่อนักฟุตบอลทีม Gators ได้ดื่มแล้ว ก็พบว่าผลการเล่นดีขึ้นและเกิดความล้าน้อยลงอย่างน่าอัศจรรย์

ความพิเศษของสูตรเครื่องดื่มลับนี้ถูกเก็บงำไว้จนได้รับการพิสูจน์สรรพคุณอย่างเป็นทางการในปี 1967

ทีม Gators ที่เคยมีผลการเล่นไม่ดี พลิกโผชนะการแข่งขัน Orange Bowl เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โค้ชทีมให้ความเห็นว่า หากไม่มีเกเตอเรด ผลการเล่นอาจพลิกออกมาเป็นอีกแบบเลยก็ได้

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของชื่อแบรนด์ Gatorade ซึ่งมาจากชื่อทีมฟุตบอล Gators และเป็นเหตุผลว่าทำไมนักกีฬามืออาชีพถึงไม่ได้ดื่มแค่น้ำเปล่าธรรมดา แต่ต้องเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่นั่นเอง

2. มีธรรมเนียม Gatorade Shower เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ

เพราะมีส่วนช่วยให้นักกีฬาหลายคนคว้าชัยชนะมาแล้ว ภาพลักษณ์ของเกเตอเรดจึงมีความเป็นมืออาชีพ นักกีฬาที่ชนะในการแข่งขันระดับโลกนัดสำคัญอย่าง Super Bowl มักจะเล่น Gatorade Shower คือนำถังใบใหญ่ใส่เครื่องดื่มเกลือแร่ไปราดใส่โค้ชที่ดูแลทีมหลังจบเกม  

3. แบรนด์ที่สร้างความน่าเชื่อถือจากงานวิจัยด้าน Sports Nutrition

เกเตอเรดมีศูนย์วิจัยชื่อ Gatorade Sports Science Institute (GSSI) ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญแค่นวัตกรรมการคิดค้นเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังศึกษาลึกลงไปถึงโภชนาการและข้อมูลด้านวิทยาศาตร์การกีฬา ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น ‘The Sports Fuel Company’ แบรนด์ที่ส่งเสริมประสิทธิภาพการออกกำลัง จนได้รับความไว้วางใจจากนักกีฬาทั่วโลก 

10 เหตุผลที่ทำให้ Gatorade เกเตอเรด กลายเป็น Drink of Champions แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ในใจนักกีฬาทั่วโลก

4. เก็บข้อมูลการออกกำลังกายของนักกีฬาที่เป็นพรีเซนเตอร์ 

เหล่าพรีเซนเตอร์ของเกเตอเรดไม่ได้อยู่บนขวดของแบรนด์แค่ในนามเท่านั้น ทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลระหว่างการซ้อมจริงของนักกีฬาเหล่านี้เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสูญเสียเกลือแร่ไปในปริมาณเท่าไหร่ และจะทำยังไงถึงจะให้เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังได้ดีที่สุด ทั้งเก็บเหงื่อ เก็บข้อมูล Hydration, Metabolism, Endurance, Weight Management และอีกมากมาย

5.  ดับกระหายและเติมเกลือแร่ด้วยอิเล็กโทรไลต์  

ความลับทางวิทยาศาสตร์ที่เกเตอเรดค้นพบคือ เวลาที่คนเราสูญเสียเหงื่อระหว่างออกกำลังกายนั้น ร่างกายไม่ได้สูญเสียแค่น้ำ แต่ยังสูญเสียอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยรักษาสภาวะสมดุลของเกลือแร่ และมีผลต่อระบบต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ

Sports Drink ที่เกเตอเรดคิดค้นขึ้นจึงเน้นใส่อิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย มีสูตรอัตราส่วนเหมาะสมสำหรับชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไป ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนแรงระหว่างทางและออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

10 เหตุผลที่ทำให้ Gatorade เกเตอเรด กลายเป็น Drink of Champions แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ในใจนักกีฬาทั่วโลก

6. เป็น Sports Drink ไม่ใช่ Energy Drink

ที่บอกว่าเกเตอเรดเป็น Sports Drink นั้น เพราะเป็นเครื่องดื่มที่เน้นให้แร่ธาตุ เพื่อชดเชยเกลือแร่ ซึ่งไม่เหมือนกับ Energy Drink ที่เน้นใส่วิตามินและกินให้อิ่มเพื่อเพิ่มพลังงาน ดื่มเกเตอเรดแล้วจะไม่ได้รู้สึกอิ่ม แต่จะรู้สึกอร่อยและอยู่ท้อง รสชาติไม่เหมือนน้ำหวาน แต่ไม่ขมเหมือนยา ให้คาร์โบไฮเดรตในระดับพอเหมาะที่กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยเพิ่มพลังงานได้ 

7. ไม่ใช่แค่เติมพลังกาย แต่เติมพลังใจแบบ Inside-Out 

“ถ้าร่างกายพร้อม ใจพร้อม ก็ Lift Up เกมได้เยอะ” นี่คือสิ่งที่ทีมเกเตอเรดเชื่อ
การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สามารถดื่มได้ทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังเล่นเกม
เพราะจะช่วยให้ออกกำลังกายได้ประสิทธิภาพดีอย่างต่อเนื่องทั้งพลังกายและพลังใจ

ดื่มก่อนเล่นจะช่วยให้ตื่นตัวและเตรียมพร้อมร่างกายให้มีพลัง

ดื่มระหว่างเล่น เพื่อลดความเหนื่อยล้า ไม่หมดแรงก่อนเกมจบ

ดื่มหลังเล่นจะ ดับกระหายและดับความหิวแบบไม่จุก รวมถึงชดเชยเกลือแร่และพลังงานที่เสียไป

10 เหตุผลที่ทำให้ Gatorade เกเตอเรด กลายเป็น Drink of Champions แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ในใจนักกีฬาทั่วโลก

8. เครื่องดื่มที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เหมาะกับกีฬาหลายประเภท

สินค้าหลักของเกเตอเรดเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ เหมาะสำหรับกีฬาที่เสียเหงื่อ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แต่เมื่อการออกกำลังกายแต่ละแบบทำให้ร่างกายเสียเกลือแร่ในระดับที่ต่างกัน มีระยะเวลาการเล่นและมีช่วงพีค-ดาวน์ต่างกัน เกเตอเรดจึงคิดค้นสินค้าหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การออกกำลังที่แตกต่าง

9. เติมเต็มความฝันของเยาวชนนักฟุตบอลรุ่นเยาว์  

แม้จะมีพรีเซนเตอร์เป็นนักกีฬาระดับโลกแล้ว แต่แบรนด์ก็ไม่ลืมผลักดันนักกีฬาหน้าใหม่ให้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาด้วยเช่นกัน

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา Gatorade 5v5 จัดรายการแข่งฟุตบอลประเภทสนามเล็ก แบบทีมละ 5 คน โดยมีตัวแทนเยาวชนรุ่นเล็กช่วงอายุ 14 – 16 ปี จาก 21 ประเทศ ร่วมลงแข่ง ซึ่งทีมบลูอาร์มี่จากโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้ไปแข่งรอบสุดท้ายที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน จนได้รองแชมป์โลกมาแล้ว

“เด็กวัยนี้อยากเล่นเพื่ออยากเป็นนักกีฬามืออาชีพ ถ้าได้เข้ารอบลึกๆ จะได้ไปดู UEFA แชมเปียนส์ลีก ซึ่งมันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กๆ มาก”

ทีมเกเตอเรดประเทศไทยเล่าเหตุผลที่ตัดสินใจมีส่วนร่วมในการแข่งฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่นี้ เพราะไม่ว่าจะได้เป็นทีมชาติหรือไม่ ประสบการณ์ที่ได้แข่งชิงแชมป์โลกต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญซึ่งไม่สามารถหาได้จากที่ไหนได้ง่ายๆ 

10. เผยแผ่ความรู้ด้านการออกกำลังกายอย่างเปิดกว้างให้นักกีฬาทุกคนเข้าถึงได้

สำหรับผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายที่อยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลัง เกเตอเรดก็เปิดคอร์สและรวบรวมงานวิจัยมาให้ศึกษาได้เองทางเว็บไซต์ GSSI ซึ่งนอกจากจะมีการเผยแผ่งานการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และโภชนาการอาหารแล้ว ยังแนะนำให้คำแนะนำวิธีประเมินสมรรถภาพร่างกาย รวมถึงมีแบบทดสอบคำนวณการสูญเสียพลังงานง่ายๆ ด้วยตนเอง

10 เหตุผลที่ทำให้ Gatorade กลายเป็น Drink of Champions แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ในใจนักกีฬาทั่วโลก

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load