28 สิงหาคม 2564
1 K

ที่อวีดาฮ์ (Ouidah) เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ของประเทศเบนิน (Republic of Benin) อดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ปรากฏสิ่งก่อสร้างทรงเหลี่ยมที่เรียกขานกันว่า ‘ประตูไม่หวนกลับ’ (La Porte de Non Retour) ตั้งตระหง่านอยู่บนชายหาดริมมหาสมุทรแอตแลนติก ในอดีตประตูไม่หวนกลับเป็นเพียงแค่ช่องไม้กำกับให้ชายหญิงแอฟริกันเดินเรียงแถวไปลงเรือเล็ก ก่อนไปขึ้นเรือใหญ่กลางทะเลลึก เพื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนไปตลอดกาล

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ประตูไม่หวนกลับ (La Porte de Non Retour)

สันนิษฐานกันว่ามีชายหญิงแอฟริกันจำนวนตั้งแต่ 12 – 25 ล้านชีวิตที่โดนบีบบังคับให้เดินทางออกจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก เพื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง ‘โลกใหม่’ บนแผ่นดินทวีปอเมริกาในฐานะสินค้าที่เรียกว่า ทาส ภายใต้กระบวนการค้าที่เรียกว่า Transatlantic Slave Trade อันกินเวลากว่า 300 ปีระหว่างศตวรรษที่ 16 – 19

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

ชายหญิงแอฟริกันหลายล้านชีวิตในวันนั้น ครึ่งหนึ่งคือประชากรชาวบราซิลและประเทศแถบอเมริกาใต้ในปัจจุบัน อีกเกือบ 1 ใน 3 กลายเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน รวมทั้งประชากรในหมู่เกาะแคริบเบียนทั้งหมด และมีอีกมากมายที่อาศัยอยู่ทั่วภาคพื้นยุโรปและกลุ่มประเทศอาหรับ จากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสะเทือนใจคราวนั้น ยังมีชนเผ่าอยู่ชนเผ่าหนึ่งที่หลบหนีการค้าทาสได้สำเร็จ และยืนหยัดเป็นเสรีชนด้วยความภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ 

พวกเขาไม่ได้อาศัยบนผืนแผ่นดิน แต่ใช้ทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นที่หลีก เร้น และหลบ จนสำเร็จ แม้ว่าการค้าทาสจะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่พวกเขายังคงยืนหยัดอยู่บนพื้นที่เดิม และดินแดนนี้ได้รับขนานนามว่า ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’

ผมขอพาทุกท่านไปยังเมืองก็องวิเย่ (Ganvié) เมืองแห่งเสรีชนบนผืนน้ำ

นักบวชวูดูผู้มากับเหยี่ยวและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
Hugo Van Tilborg
ภาพ : www.flickr.com

รถตู้คันมอมวิ่งฝ่าอากาศร้อนไปตามท้องถนนจากเมืองโกโตนู (Cotonou) สู่ก็องวิเย่โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เลยทำให้เรามีเวลาสนทนาจ๊ะจ๋ากันบนรถ 

“ชนเผ่าโตฟินูว่ายน้ำเป็นก่อนจะเดินได้อีกนะ” เสียงลุงโคฟี่ ไกด์อารมณ์ดีของเราดังขึ้นบนรถ

“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับลุง เพราะเกิดและโตอยู่บนน้ำเลย แล้วทำไมพวกเขาถึงมาลงหลักปักฐานสร้างเมืองกันกลางทะเลสาบแบบนี้ล่ะครับ” ผมตั้งคำถามซึ่งพาให้ลุงโคฟี่ต้องหันหน้ามาเล่าตำนานอันเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองนี้

“เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีชาวแอฟริกันร่วมอยู่ในกระบวนการค้าทาสด้วย คนยุโรปและอเมริกันไม่ใช่ผู้กวาดต้อนชนพื้นเมืองมาเป็นทาสนะครับ หลายคนเข้าใจผิด คนขาวคือผู้ขายและผู้ซื้อเท่านั้น แต่หัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์ของราชอาณาจักรเล็กๆ ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกต่างหากที่เป็นผู้กวาดต้อนเชลยสงคราม หรือประชากรจากเผ่าที่อ่อนแอกว่า แม้กระทั่งจับราษฎรของตนมาขายเป็นทาส โดยมีผลประโยชน์มากมายที่ได้รับแลกเปลี่ยนเป็นของกำนัล” ลุงโคฟี่อธิบาย

 “ทาสแข็งแรงล่ำสันสักหนึ่งคน อาจหมายถึงสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลายจากยุโรป ไม่ว่าเหล้า ไวน์ ยาสูบ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์หลากชนิด เช่น ปืนสั้น ปืนยาว ปืนใหญ่ หรือกระสุน ที่หัวหน้าเผ่าและกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ต้องการเพื่อใช้ทำสงครามระหว่างเผ่า และของกำนัลเหล่านั้นก็มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคนผู้นั้นให้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ของตนได้” 

และหนึ่งในเผ่าที่สมรู้ร่วมคิดกับชาวยุโรปและอเมริกันในครั้งนั้นก็คือเผ่าฟอน (Fon) กล่าวกันว่าเป็นเผ่าที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดเผ่าหนึ่งในขณะนั้น รวมทั้งมีความดุร้ายและมีกองกำลังที่เกรียงไกรมากกว่าเผ่าอื่นๆ 

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า พวกเผ่าฟอนได้ไล่ล่าบรรพบุรุษของเผ่าไอโซ (Aïzo) จากป่ามาจนถึงชายน้ำริมทะเลสาบโนกูเอ (Nokoué) นักบวชวูดูซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่หลบหนีมาพร้อมกันได้เริ่มท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น อีกไม่นานเหยี่ยวตัวใหญ่ปรากฏร่างขึ้น นำนักบวชวูดูผู้นั้นขึ้นขี่หลัง และพาบินลัดฟ้าไปจนถึงเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางทะเลสาบโนกูเอ 

ขณะนั้นพวกฟอนกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงโห่ร้องดังขึ้นอื้ออึงเมื่อเห็นชนเผ่าไอโซยืนรวมกลุ่มอย่างหวาดหวั่นอยู่ริมน้ำ ไม่นานเหยี่ยวตัวเดิมก็พานักบวชวูดูผู้นั้นกลับมายังชายฝั่ง ท่านรีบท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกบทหนึ่ง คราวนี้มีจระเข้ตัวใหญ่ปรากฏกายขึ้น นักบวชวูดูรีบต้อนชาวเผ่าไอโซขึ้นขี่หลังจระเข้ตัวนั้น แล้วจระเข้ก็ว่ายน้ำพาพวกเขาไปยังเกาะเล็กๆ ที่เหยี่ยวนำนักบวชวูดูมาก่อนหน้านี้ เมื่อพวกเขาลงจากหลังจระเข้ ก็สังเกตได้ว่าไม่มีพวกฟอนไล่ตามพวกเขามาอีก เสียงโห่ร้องอื้ออึงเมื่อสักครู่กลับเงียบสงบลงทันที บรรพบุรุษของเผ่าไอโซจึงตัดสินใจอาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบแห่งนั้น โดยไม่คิดจะกลับขึ้นไปเหยียบพื้นดินอีกเลย 

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ภาพ : www.commons.wikimedia.org

ดินแดนเหนือทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นดินแดนแห่งความสงบที่พวกเขาขนานนามว่า ก็องวีเย่ (Ganvié) ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้จะมีแต่ความปลอดภัย พ้นจากความเป็นทาส และเป็นเสรีชนไปตลอดกาล 

ต่อมาชนเผ่าไอโซจึงได้รับการขนานนามว่าโตฟินู (Tofinu) คำว่าโตฟิน (Tofin) แปลว่าคน ส่วนคำว่าฟินู (Finu) หมายถึงน้ำ สองคำนี้จึงหมายถึงคนที่อาศัยอยู่บนผืนน้ำ โตฟินูจึงเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่หนีรอดจากการค้าทาสได้สำเร็จ

“หากไปถึงก็องวิเย่แล้วจะเห็นรูปปั้นเหยี่ยวกับจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ เกาะที่บรรพบุรุษโตฟินูหนีพวกฟอนมาลงหลักปักฐานเป็นครั้งแรก” ลุงโคฟี่กล่าวสรุปพอดีกันกับที่เรามาถึงก็องวิเย่เป็นที่เรียบร้อย

เวนิสแห่งแอฟริกา

เวนิสแห่งแอฟริกาไม่มีเรือกอนโดลา ไม่มีคนแจวเรือที่คอยขับกล่อมด้วยเพลงนาโปลิตานหวานซึ้ง ที่นี่มีแต่เรือยนต์สีสด ลำใหญ่ นั่งสบาย ที่กำลังพาผมกับลุงโคฟี่ออกจากฝั่ง ลัดเลาะไปตามท้องน้ำของทะเลสาบโนกูเอ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

“จากตำนานที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ หากวิเคราะห์จากบริบทอื่นๆ ก็จะพบว่าชาวเผ่าโตฟินูเป็นชาวประมง และอาศัยอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบโนกูเอมาก่อน ในขณะที่เผ่าฟอนอาศัยอยู่ในป่าลึก ชำนาญเฉพาะพื้นดิน เมื่อเผ่าโตฟินูถูกคุกคามและรุกรานหนักเข้า จึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาอาศัยในน้ำแทนเสียเลย วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะชาวเผ่าฟอนไม่มีทักษะการเอาตัวรอดในน้ำได้ดีเท่าเผ่าโตฟินู จึงไม่กล้าตามลงไป พวกเขาจึงอยู่รอดปลอดภัยจนหมดยุคการค้าทาส 

“ตั้งแต่นั้นมาชาวโตฟินูก็ไม่เคยกลับขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินอีกเลย”

บ่ายวันนั้นเรือแล่นฉิวฝ่าลมพัดแรง อากาศไม่ร้อนแม้แดดจะจ้าพอสมควร ชาวบ้านพายเรือไม้ที่ขุดจากท่อนซุงสวนกันไปมาดูคึกคัก เรือบางลำเป็นเรือไม้ลำใหญ่ กางใบเรือที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างถุงปุ๋ยหรือเศษผ้าที่นำมาปะชุนต่อๆ กัน เครื่องแต่งกายของหญิงชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นชุดหรือผ้าโพกผม ล้วนทำจากผ้าพื้นเมืองแอฟริกันสีสันสดใส ช่วยแต่งแต้มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาและน่าบันทึกภาพมากๆ แต่เมื่อผมยกกล้องขึ้นครั้งใด นายแบบ/นางแบบของผมจะหันหน้าหนีทันที ไม่ก็เอามือหรือตะกร้าบังใบหน้า และมีอีกหลายคนที่ยกมือห้ามพร้อมส่งสายตาปรามอย่างโกรธๆ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

เวลาเดินทางในประเทศทางแถบแอฟริกา ผมมักจะได้รับคำเตือนเรื่องการถ่ายภาพอยู่เสมอ ไม่ว่าภาพบุคคลหรือภาพสถานที่ และผมก็พยายามไม่ทำให้ใครต้องอารมณ์เสีย หากผมจะถ่ายรูปใคร ก็จะขออนุญาตทุกครั้ง ถ้าได้รับการปฏิเสธ ผมก็จะกล่าวขอโทษและจากไปด้วยความเข้าใจ ตามข้อมูลที่ผมได้รับทราบมานั้นระบุว่า สาเหตุที่คนแอฟริกันไม่ถูกกับกล้อง เพราะบางประเทศเคยตกอยู่ในภาวะสงครามมานานจนไม่ไว้ใจกัน บางดินแดนมีความเชื่อเรื่องขวัญที่อาจจะออกจากร่างเมื่อโดนถ่ายภาพ แต่ส่วนใหญ่คิดว่านักท่องเที่ยวชอบนำภาพของพวกเขาไปขายหาผลประโยชน์ หรือไม่ก็นำไปเผยแพร่ในทางเสียหาย เช่น ทำให้คนเข้าใจผิดว่าแอฟริกาเป็นดินแดนยากจนข้นแค้น เป็นการสร้างภาพจำในเชิงลบให้พวกเขา

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

แต่สำหรับวันนี้ การจะขออนุญาตชาวบ้านที่กำลังพายเรืออยู่นั้น คงเป็นไปแทบไม่ได้ จะให้ผมล่องเรือเข้าไปข้างๆ แล้วเอ่ยปากขออนุญาตถ่ายภาพก็ดูจะลำบากทั้งเขาและเรา ดังนั้น หลังจากที่ผมลองยกกล้องเพื่อเตรียมบันทึกภาพไปสักระยะ จนเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาไม่ชอบอย่างจริงจัง ผมจึงตัดสินใจบันทึกภาพแต่เฉพาะจากด้านหลังเท่านั้น และงดการบันทึกภาพใบหน้าโดยเด็ดขาด ดังนั้น บันทึกนี้จึงมีภาพด้านหลังของชาวเผ่าโตฟีนูเป็นหลักนะครับ

เรือพาเราลัดเลาะร่องน้ำไปตามแนวใบปาล์มแห้งๆ สีน้ำตาลที่เรียงตัวคดเคี้ยวไปมาเสมือนแนวเขื่อนที่ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ลุงโคฟี่อธิบายว่า นี่คือการสร้างโครงข่ายดักปลาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มีชาวบ้านมาตกเบ็ดทอดแหทอดอวนกันอยู่บริเวณนั้นมากมาย อาจกล่าวได้ว่าชาวก็องวิเย่มีอาชีพอันเกี่ยวเนื่องกับการประมงในอัตราร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และตลาดรองรับสินค้าของพวกเขา ก็คือเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเบนินอย่างโกโตนู

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือพาเราชมทิวทัศน์ที่สวยงามไปเรื่อยๆ จากเขตประมงชายฝั่งก็เริ่มออกสู่พื้นทะเลสาบโนกูเอที่กว้างใหญ่ อยู่ดีๆ เราก็เห็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมากลางทะเลสาบ หมู่บ้านนี้แน่นขนัดไปด้วยเรือนไม้หลายร้อยหลังที่ปลูกอยู่บนเสาสูง แผ่อาณาบริเวณกว้างไกล จากการสำรวจพบว่ามีประชากรกว่า 30,000 คน ที่อาศัยอยู่บนเมืองน้ำแห่งนี้ 

เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน เราพบว่ามีคลองสายหลักที่เป็นเหมือนถนนใหญ่ และมีคลองย่อยที่เป็นดั่งซอยเล็กซอยน้อยที่พาลัดเลาะไปยังบ้านที่อยู่ลึกๆ เข้าไป ยิ่งเข้าเขตหมู่บ้านก็ยิ่งพบชาวบ้านที่ยังคงสัญจรไปมาด้วยเรือพายมากขึ้น ผมรีบเก็บกล้องลงเป้ แล้วส่งยิ้มหวานพร้อมโบกมือแสดงความเป็นมิตร คราวนี้ผมเริ่มได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาบ้างแล้ว และมันดีกว่าสายตาโกรธเกรี้ยว หรือการหันหน้าหนีที่ได้เผชิญมาเมื่อสักครู่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือนไม้หลายหลังทำหน้าที่เป็นโบสถ์ เป็นมัสยิด เป็นโรงเรียน เป็นร้านอาหาร เป็นร้านชำ และมีแม้กระทั่งบาร์และดิสโก้เทค ส่วนมากทาสีสันฉูดฉาดดึงดูดสายตา ร้านที่ผมชอบมากคือร้านเสริมสวยที่สาวๆ ช่างแต่งผมแต่งหน้าอยู่ในเครื่องแบบสีชมพูหวาน พวกเธอกำลังช่วยกันดูแลลูกค้าคนสำคัญที่มีเพียงหนึ่งเดียวในขณะนั้น ทั้งเลือกวิกและจัดแต่งทรงผม เสียงหัวเราะสดใสของพวกเธอลอยแว่วมาตามลม

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เราแวะขึ้นไปเดินเล่นที่ร้าน Chez M à Ganvié หนึ่งในร้านขายของที่ระลึกที่มีเพียงไม่กี่ร้านเพื่อเลือกหาสินค้าหัตถกรรมพื้นถิ่นหรือผ้าพิมพ์ลายสวยติดไม้ติดมือกลับไป และลองทานน้ำมะม่วงเรียกความสดชื่นยามบ่าย เราเดินลัดเลาะบนสะพานไม้ที่ทอดตัวผ่านบ้านหลายสิบหลังรวมทั้งผ่านโรงเรียน ผ่านร้านชำ ให้ได้สำรวจความเป็นอยู่พอหอมปากหอมคอ 

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส
ภาพ : www.thewandertheory.com

ก่อนจบการล่องเรือ เราวนไปยังตลาดสดของเมือง ที่นั่นมีเรือหลายลำจอดขายสินค้ามากมาย ไม่ว่าผักผลไม้สด ข้าวสาร อาหารแห้ง แป้ง ข้าวโพด หัวเผือก หัวมัน ตลอดจนเนื้อสัตว์ รวมทั้งแชมพู สบู่ วิกผม ยาทาเล็บ หลอดไฟ ฯลฯ ตามที่พบได้ในตลาดทั่วไป แต่ความเก๋ของที่นี่คือ ทุกอย่างอยู่บนเรือลำนู้นลำนี้เต็มบริเวณ โดยขาช้อปก็พายเรือออกมาซื้อของโดยแวะไปตามเรือลำต่างๆ ผมอยากจะถ่ายภาพมากๆ เลยนะครับ แต่ผมก็ตัดใจว่าผมไม่อยากสร้างความโกรธให้กับใคร และผมก็เลือกใช้สายตาบันทึกภาพไว้แทน

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เวลาที่ก็องวิเย่ผ่านไปอย่างเพลิดเพลินตลอดช่วงบ่าย และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะกลับขึ้นฝั่งกันเสียที เรือยนต์หันหัวออกจากตลาด ลัดเลาะคลองเล็กคลองน้อยจนมาออกคลองใหญ่ 

“เมอซิเออร์ เมอซิเออร์… ถ่ายรูปหน่อยสิครับ มีเสียงตะโกนเป็นภาษาฝรั่งเศสดังขึ้น มีคนกำลังชวนให้ถ่ายรูป นี่ผมหูฝาดไปรึเล่าเนี่ย

ผมหันไปหาเด็กชายเจ้าของเสียงที่นั่งแจวเรืออย่างคล่องแคล่ว แล้วก็ยกกล้องขึ้นพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงขออนุญาตอีกครั้ง เจ้าหนูยิ้มรับเขินๆ ตามมาด้วยเสียงลั่นชัตเตอร์ดังแชะ ก่อนที่ผมจะหันภาพถ่ายยื่นให้เขาดู นั่นจึงเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียวที่นายแบบเต็มใจ

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“Merci beaucoup ขอบคุณมากๆ นะ” ผมกล่าวขอบคุณน้องชายใจดี เขายิ้มทะเล้นอีกครั้ง ก่อนที่เรือจะแล่นไปช้าๆ จนพ้นเขตหมู่บ้าน และเร่งความเร็วกลับเข้าสู่ฝั่งพร้อมกับความประทับใจเวนิสแห่งแอฟริกานามว่าก็องวิเย่แห่งนี้

ส่งท้ายที่อวีดาฮ์

หลังจากการเดินทางในก็องวิเย่จบลง ผมมีโอกาสเดินทางต่อไปยังเมืองอวีดาฮ์ ไปยืนอยู่ใต้ประตูที่ไม่หวนกลับ และมองออกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดตัวเวิ้งว้างอยู่เบื้องหน้า เลยไปไกลแสนไกลก็คือทวีปอเมริกา ผมอดคิดถึงชาวแอฟริกันนับล้านชีวิตที่หลบหนีการค้าทาสไม่สำเร็จเหมือนชาวโตฟินูแห่งก็องวิเย่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“เมื่อเดินผ่านประตูไม่หวนกลับเพื่อเตรียมลงเรือ ทาสหลายคนทุ่มตัวลงกินทรายเพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็ยังมีอะไรจากแผ่นดินแม่ติดตัวไปบ้าง บางคนก็ถึงขั้นเสียสติทำร้ายตัวเอง และมีอีกหลายคนที่เลือกปลิดชีวิตด้วยการกระโดดน้ำทะเลพร้อมโซ่ตรวน เพราะไม่อยากจากบ้านเกิดไปยังโลกใหม่” ลุงโคฟี่กล่าว เสียงของลุงค่อยๆ แผ่วลงและขาดหายไปพร้อมกับลำแสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดง ผมยืนนิ่ง มองไปข้างหน้า ลำคอแหบแห้ง รอบตัวมีแต่ความเงียบงัน

ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลงไปแล้ว สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์กันบ้าง และเราพยายามกันแค่ไหนที่จะไม่ทำให้สิ่งเลวร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำ และเราพยายามกันมากพอแล้วหรือยัง

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Avatar

ดวงฤทัย พุ่มชูศรี

ลูกคนกลางที่เกิดวันพฤหัสบดี มีโลกส่วนตัวสูง แต่ชอบตะลุยโลกกว้าง ขีดๆ เขียนๆ บันทึกเอามัน สีน้ำบ้าง ถ่ายรูปด้วยความหลงใหลด้วยฟิล์มบ้าง ดิจิทัลบ้างตามอารมณ์ ติดตามบันทึกการเดินทางประเทศไม่ธรรมดาที่ Facebook และ Instagram)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
369

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load