28 สิงหาคม 2564
1 K

ที่อวีดาฮ์ (Ouidah) เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ของประเทศเบนิน (Republic of Benin) อดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ปรากฏสิ่งก่อสร้างทรงเหลี่ยมที่เรียกขานกันว่า ‘ประตูไม่หวนกลับ’ (La Porte de Non Retour) ตั้งตระหง่านอยู่บนชายหาดริมมหาสมุทรแอตแลนติก ในอดีตประตูไม่หวนกลับเป็นเพียงแค่ช่องไม้กำกับให้ชายหญิงแอฟริกันเดินเรียงแถวไปลงเรือเล็ก ก่อนไปขึ้นเรือใหญ่กลางทะเลลึก เพื่อจากบ้านเกิดเมืองนอนไปตลอดกาล

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ประตูไม่หวนกลับ (La Porte de Non Retour)

สันนิษฐานกันว่ามีชายหญิงแอฟริกันจำนวนตั้งแต่ 12 – 25 ล้านชีวิตที่โดนบีบบังคับให้เดินทางออกจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก เพื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยัง ‘โลกใหม่’ บนแผ่นดินทวีปอเมริกาในฐานะสินค้าที่เรียกว่า ทาส ภายใต้กระบวนการค้าที่เรียกว่า Transatlantic Slave Trade อันกินเวลากว่า 300 ปีระหว่างศตวรรษที่ 16 – 19

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

ชายหญิงแอฟริกันหลายล้านชีวิตในวันนั้น ครึ่งหนึ่งคือประชากรชาวบราซิลและประเทศแถบอเมริกาใต้ในปัจจุบัน อีกเกือบ 1 ใน 3 กลายเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน รวมทั้งประชากรในหมู่เกาะแคริบเบียนทั้งหมด และมีอีกมากมายที่อาศัยอยู่ทั่วภาคพื้นยุโรปและกลุ่มประเทศอาหรับ จากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสะเทือนใจคราวนั้น ยังมีชนเผ่าอยู่ชนเผ่าหนึ่งที่หลบหนีการค้าทาสได้สำเร็จ และยืนหยัดเป็นเสรีชนด้วยความภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ 

พวกเขาไม่ได้อาศัยบนผืนแผ่นดิน แต่ใช้ทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นที่หลีก เร้น และหลบ จนสำเร็จ แม้ว่าการค้าทาสจะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่พวกเขายังคงยืนหยัดอยู่บนพื้นที่เดิม และดินแดนนี้ได้รับขนานนามว่า ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’

ผมขอพาทุกท่านไปยังเมืองก็องวิเย่ (Ganvié) เมืองแห่งเสรีชนบนผืนน้ำ

นักบวชวูดูผู้มากับเหยี่ยวและจระเข้ศักดิ์สิทธิ์

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
Hugo Van Tilborg
ภาพ : www.flickr.com

รถตู้คันมอมวิ่งฝ่าอากาศร้อนไปตามท้องถนนจากเมืองโกโตนู (Cotonou) สู่ก็องวิเย่โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เลยทำให้เรามีเวลาสนทนาจ๊ะจ๋ากันบนรถ 

“ชนเผ่าโตฟินูว่ายน้ำเป็นก่อนจะเดินได้อีกนะ” เสียงลุงโคฟี่ ไกด์อารมณ์ดีของเราดังขึ้นบนรถ

“ก็น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับลุง เพราะเกิดและโตอยู่บนน้ำเลย แล้วทำไมพวกเขาถึงมาลงหลักปักฐานสร้างเมืองกันกลางทะเลสาบแบบนี้ล่ะครับ” ผมตั้งคำถามซึ่งพาให้ลุงโคฟี่ต้องหันหน้ามาเล่าตำนานอันเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองนี้

“เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีชาวแอฟริกันร่วมอยู่ในกระบวนการค้าทาสด้วย คนยุโรปและอเมริกันไม่ใช่ผู้กวาดต้อนชนพื้นเมืองมาเป็นทาสนะครับ หลายคนเข้าใจผิด คนขาวคือผู้ขายและผู้ซื้อเท่านั้น แต่หัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์ของราชอาณาจักรเล็กๆ ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกต่างหากที่เป็นผู้กวาดต้อนเชลยสงคราม หรือประชากรจากเผ่าที่อ่อนแอกว่า แม้กระทั่งจับราษฎรของตนมาขายเป็นทาส โดยมีผลประโยชน์มากมายที่ได้รับแลกเปลี่ยนเป็นของกำนัล” ลุงโคฟี่อธิบาย

 “ทาสแข็งแรงล่ำสันสักหนึ่งคน อาจหมายถึงสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลายจากยุโรป ไม่ว่าเหล้า ไวน์ ยาสูบ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์หลากชนิด เช่น ปืนสั้น ปืนยาว ปืนใหญ่ หรือกระสุน ที่หัวหน้าเผ่าและกษัตริย์ในภูมิภาคนี้ต้องการเพื่อใช้ทำสงครามระหว่างเผ่า และของกำนัลเหล่านั้นก็มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคนผู้นั้นให้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ของตนได้” 

และหนึ่งในเผ่าที่สมรู้ร่วมคิดกับชาวยุโรปและอเมริกันในครั้งนั้นก็คือเผ่าฟอน (Fon) กล่าวกันว่าเป็นเผ่าที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดเผ่าหนึ่งในขณะนั้น รวมทั้งมีความดุร้ายและมีกองกำลังที่เกรียงไกรมากกว่าเผ่าอื่นๆ 

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า พวกเผ่าฟอนได้ไล่ล่าบรรพบุรุษของเผ่าไอโซ (Aïzo) จากป่ามาจนถึงชายน้ำริมทะเลสาบโนกูเอ (Nokoué) นักบวชวูดูซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่หลบหนีมาพร้อมกันได้เริ่มท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น อีกไม่นานเหยี่ยวตัวใหญ่ปรากฏร่างขึ้น นำนักบวชวูดูผู้นั้นขึ้นขี่หลัง และพาบินลัดฟ้าไปจนถึงเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางทะเลสาบโนกูเอ 

ขณะนั้นพวกฟอนกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงโห่ร้องดังขึ้นอื้ออึงเมื่อเห็นชนเผ่าไอโซยืนรวมกลุ่มอย่างหวาดหวั่นอยู่ริมน้ำ ไม่นานเหยี่ยวตัวเดิมก็พานักบวชวูดูผู้นั้นกลับมายังชายฝั่ง ท่านรีบท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกบทหนึ่ง คราวนี้มีจระเข้ตัวใหญ่ปรากฏกายขึ้น นักบวชวูดูรีบต้อนชาวเผ่าไอโซขึ้นขี่หลังจระเข้ตัวนั้น แล้วจระเข้ก็ว่ายน้ำพาพวกเขาไปยังเกาะเล็กๆ ที่เหยี่ยวนำนักบวชวูดูมาก่อนหน้านี้ เมื่อพวกเขาลงจากหลังจระเข้ ก็สังเกตได้ว่าไม่มีพวกฟอนไล่ตามพวกเขามาอีก เสียงโห่ร้องอื้ออึงเมื่อสักครู่กลับเงียบสงบลงทันที บรรพบุรุษของเผ่าไอโซจึงตัดสินใจอาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบแห่งนั้น โดยไม่คิดจะกลับขึ้นไปเหยียบพื้นดินอีกเลย 

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ
ภาพ : www.commons.wikimedia.org

ดินแดนเหนือทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นดินแดนแห่งความสงบที่พวกเขาขนานนามว่า ก็องวีเย่ (Ganvié) ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้จะมีแต่ความปลอดภัย พ้นจากความเป็นทาส และเป็นเสรีชนไปตลอดกาล 

ต่อมาชนเผ่าไอโซจึงได้รับการขนานนามว่าโตฟินู (Tofinu) คำว่าโตฟิน (Tofin) แปลว่าคน ส่วนคำว่าฟินู (Finu) หมายถึงน้ำ สองคำนี้จึงหมายถึงคนที่อาศัยอยู่บนผืนน้ำ โตฟินูจึงเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่หนีรอดจากการค้าทาสได้สำเร็จ

“หากไปถึงก็องวิเย่แล้วจะเห็นรูปปั้นเหยี่ยวกับจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ เกาะที่บรรพบุรุษโตฟินูหนีพวกฟอนมาลงหลักปักฐานเป็นครั้งแรก” ลุงโคฟี่กล่าวสรุปพอดีกันกับที่เรามาถึงก็องวิเย่เป็นที่เรียบร้อย

เวนิสแห่งแอฟริกา

เวนิสแห่งแอฟริกาไม่มีเรือกอนโดลา ไม่มีคนแจวเรือที่คอยขับกล่อมด้วยเพลงนาโปลิตานหวานซึ้ง ที่นี่มีแต่เรือยนต์สีสด ลำใหญ่ นั่งสบาย ที่กำลังพาผมกับลุงโคฟี่ออกจากฝั่ง ลัดเลาะไปตามท้องน้ำของทะเลสาบโนกูเอ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

“จากตำนานที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ หากวิเคราะห์จากบริบทอื่นๆ ก็จะพบว่าชาวเผ่าโตฟินูเป็นชาวประมง และอาศัยอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบโนกูเอมาก่อน ในขณะที่เผ่าฟอนอาศัยอยู่ในป่าลึก ชำนาญเฉพาะพื้นดิน เมื่อเผ่าโตฟินูถูกคุกคามและรุกรานหนักเข้า จึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาอาศัยในน้ำแทนเสียเลย วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะชาวเผ่าฟอนไม่มีทักษะการเอาตัวรอดในน้ำได้ดีเท่าเผ่าโตฟินู จึงไม่กล้าตามลงไป พวกเขาจึงอยู่รอดปลอดภัยจนหมดยุคการค้าทาส 

“ตั้งแต่นั้นมาชาวโตฟินูก็ไม่เคยกลับขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินอีกเลย”

บ่ายวันนั้นเรือแล่นฉิวฝ่าลมพัดแรง อากาศไม่ร้อนแม้แดดจะจ้าพอสมควร ชาวบ้านพายเรือไม้ที่ขุดจากท่อนซุงสวนกันไปมาดูคึกคัก เรือบางลำเป็นเรือไม้ลำใหญ่ กางใบเรือที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลอย่างถุงปุ๋ยหรือเศษผ้าที่นำมาปะชุนต่อๆ กัน เครื่องแต่งกายของหญิงชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นชุดหรือผ้าโพกผม ล้วนทำจากผ้าพื้นเมืองแอฟริกันสีสันสดใส ช่วยแต่งแต้มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาและน่าบันทึกภาพมากๆ แต่เมื่อผมยกกล้องขึ้นครั้งใด นายแบบ/นางแบบของผมจะหันหน้าหนีทันที ไม่ก็เอามือหรือตะกร้าบังใบหน้า และมีอีกหลายคนที่ยกมือห้ามพร้อมส่งสายตาปรามอย่างโกรธๆ

ล่องเรือเที่ยวก็องวิเย่ เวนิสแห่งแอฟริกาที่รอดพ้นการค้าทาสจนเป็นเมืองเสรีชนบนผืนน้ำ

เวลาเดินทางในประเทศทางแถบแอฟริกา ผมมักจะได้รับคำเตือนเรื่องการถ่ายภาพอยู่เสมอ ไม่ว่าภาพบุคคลหรือภาพสถานที่ และผมก็พยายามไม่ทำให้ใครต้องอารมณ์เสีย หากผมจะถ่ายรูปใคร ก็จะขออนุญาตทุกครั้ง ถ้าได้รับการปฏิเสธ ผมก็จะกล่าวขอโทษและจากไปด้วยความเข้าใจ ตามข้อมูลที่ผมได้รับทราบมานั้นระบุว่า สาเหตุที่คนแอฟริกันไม่ถูกกับกล้อง เพราะบางประเทศเคยตกอยู่ในภาวะสงครามมานานจนไม่ไว้ใจกัน บางดินแดนมีความเชื่อเรื่องขวัญที่อาจจะออกจากร่างเมื่อโดนถ่ายภาพ แต่ส่วนใหญ่คิดว่านักท่องเที่ยวชอบนำภาพของพวกเขาไปขายหาผลประโยชน์ หรือไม่ก็นำไปเผยแพร่ในทางเสียหาย เช่น ทำให้คนเข้าใจผิดว่าแอฟริกาเป็นดินแดนยากจนข้นแค้น เป็นการสร้างภาพจำในเชิงลบให้พวกเขา

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

แต่สำหรับวันนี้ การจะขออนุญาตชาวบ้านที่กำลังพายเรืออยู่นั้น คงเป็นไปแทบไม่ได้ จะให้ผมล่องเรือเข้าไปข้างๆ แล้วเอ่ยปากขออนุญาตถ่ายภาพก็ดูจะลำบากทั้งเขาและเรา ดังนั้น หลังจากที่ผมลองยกกล้องเพื่อเตรียมบันทึกภาพไปสักระยะ จนเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาไม่ชอบอย่างจริงจัง ผมจึงตัดสินใจบันทึกภาพแต่เฉพาะจากด้านหลังเท่านั้น และงดการบันทึกภาพใบหน้าโดยเด็ดขาด ดังนั้น บันทึกนี้จึงมีภาพด้านหลังของชาวเผ่าโตฟีนูเป็นหลักนะครับ

เรือพาเราลัดเลาะร่องน้ำไปตามแนวใบปาล์มแห้งๆ สีน้ำตาลที่เรียงตัวคดเคี้ยวไปมาเสมือนแนวเขื่อนที่ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ลุงโคฟี่อธิบายว่า นี่คือการสร้างโครงข่ายดักปลาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มีชาวบ้านมาตกเบ็ดทอดแหทอดอวนกันอยู่บริเวณนั้นมากมาย อาจกล่าวได้ว่าชาวก็องวิเย่มีอาชีพอันเกี่ยวเนื่องกับการประมงในอัตราร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และตลาดรองรับสินค้าของพวกเขา ก็คือเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเบนินอย่างโกโตนู

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือพาเราชมทิวทัศน์ที่สวยงามไปเรื่อยๆ จากเขตประมงชายฝั่งก็เริ่มออกสู่พื้นทะเลสาบโนกูเอที่กว้างใหญ่ อยู่ดีๆ เราก็เห็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมากลางทะเลสาบ หมู่บ้านนี้แน่นขนัดไปด้วยเรือนไม้หลายร้อยหลังที่ปลูกอยู่บนเสาสูง แผ่อาณาบริเวณกว้างไกล จากการสำรวจพบว่ามีประชากรกว่า 30,000 คน ที่อาศัยอยู่บนเมืองน้ำแห่งนี้ 

เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน เราพบว่ามีคลองสายหลักที่เป็นเหมือนถนนใหญ่ และมีคลองย่อยที่เป็นดั่งซอยเล็กซอยน้อยที่พาลัดเลาะไปยังบ้านที่อยู่ลึกๆ เข้าไป ยิ่งเข้าเขตหมู่บ้านก็ยิ่งพบชาวบ้านที่ยังคงสัญจรไปมาด้วยเรือพายมากขึ้น ผมรีบเก็บกล้องลงเป้ แล้วส่งยิ้มหวานพร้อมโบกมือแสดงความเป็นมิตร คราวนี้ผมเริ่มได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาบ้างแล้ว และมันดีกว่าสายตาโกรธเกรี้ยว หรือการหันหน้าหนีที่ได้เผชิญมาเมื่อสักครู่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เรือนไม้หลายหลังทำหน้าที่เป็นโบสถ์ เป็นมัสยิด เป็นโรงเรียน เป็นร้านอาหาร เป็นร้านชำ และมีแม้กระทั่งบาร์และดิสโก้เทค ส่วนมากทาสีสันฉูดฉาดดึงดูดสายตา ร้านที่ผมชอบมากคือร้านเสริมสวยที่สาวๆ ช่างแต่งผมแต่งหน้าอยู่ในเครื่องแบบสีชมพูหวาน พวกเธอกำลังช่วยกันดูแลลูกค้าคนสำคัญที่มีเพียงหนึ่งเดียวในขณะนั้น ทั้งเลือกวิกและจัดแต่งทรงผม เสียงหัวเราะสดใสของพวกเธอลอยแว่วมาตามลม

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เราแวะขึ้นไปเดินเล่นที่ร้าน Chez M à Ganvié หนึ่งในร้านขายของที่ระลึกที่มีเพียงไม่กี่ร้านเพื่อเลือกหาสินค้าหัตถกรรมพื้นถิ่นหรือผ้าพิมพ์ลายสวยติดไม้ติดมือกลับไป และลองทานน้ำมะม่วงเรียกความสดชื่นยามบ่าย เราเดินลัดเลาะบนสะพานไม้ที่ทอดตัวผ่านบ้านหลายสิบหลังรวมทั้งผ่านโรงเรียน ผ่านร้านชำ ให้ได้สำรวจความเป็นอยู่พอหอมปากหอมคอ 

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส
ภาพ : www.thewandertheory.com

ก่อนจบการล่องเรือ เราวนไปยังตลาดสดของเมือง ที่นั่นมีเรือหลายลำจอดขายสินค้ามากมาย ไม่ว่าผักผลไม้สด ข้าวสาร อาหารแห้ง แป้ง ข้าวโพด หัวเผือก หัวมัน ตลอดจนเนื้อสัตว์ รวมทั้งแชมพู สบู่ วิกผม ยาทาเล็บ หลอดไฟ ฯลฯ ตามที่พบได้ในตลาดทั่วไป แต่ความเก๋ของที่นี่คือ ทุกอย่างอยู่บนเรือลำนู้นลำนี้เต็มบริเวณ โดยขาช้อปก็พายเรือออกมาซื้อของโดยแวะไปตามเรือลำต่างๆ ผมอยากจะถ่ายภาพมากๆ เลยนะครับ แต่ผมก็ตัดใจว่าผมไม่อยากสร้างความโกรธให้กับใคร และผมก็เลือกใช้สายตาบันทึกภาพไว้แทน

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

เวลาที่ก็องวิเย่ผ่านไปอย่างเพลิดเพลินตลอดช่วงบ่าย และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะกลับขึ้นฝั่งกันเสียที เรือยนต์หันหัวออกจากตลาด ลัดเลาะคลองเล็กคลองน้อยจนมาออกคลองใหญ่ 

“เมอซิเออร์ เมอซิเออร์… ถ่ายรูปหน่อยสิครับ มีเสียงตะโกนเป็นภาษาฝรั่งเศสดังขึ้น มีคนกำลังชวนให้ถ่ายรูป นี่ผมหูฝาดไปรึเล่าเนี่ย

ผมหันไปหาเด็กชายเจ้าของเสียงที่นั่งแจวเรืออย่างคล่องแคล่ว แล้วก็ยกกล้องขึ้นพร้อมส่งสายตาเป็นเชิงขออนุญาตอีกครั้ง เจ้าหนูยิ้มรับเขินๆ ตามมาด้วยเสียงลั่นชัตเตอร์ดังแชะ ก่อนที่ผมจะหันภาพถ่ายยื่นให้เขาดู นั่นจึงเป็นภาพถ่ายเพียงภาพเดียวที่นายแบบเต็มใจ

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“Merci beaucoup ขอบคุณมากๆ นะ” ผมกล่าวขอบคุณน้องชายใจดี เขายิ้มทะเล้นอีกครั้ง ก่อนที่เรือจะแล่นไปช้าๆ จนพ้นเขตหมู่บ้าน และเร่งความเร็วกลับเข้าสู่ฝั่งพร้อมกับความประทับใจเวนิสแห่งแอฟริกานามว่าก็องวิเย่แห่งนี้

ส่งท้ายที่อวีดาฮ์

หลังจากการเดินทางในก็องวิเย่จบลง ผมมีโอกาสเดินทางต่อไปยังเมืองอวีดาฮ์ ไปยืนอยู่ใต้ประตูที่ไม่หวนกลับ และมองออกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทอดตัวเวิ้งว้างอยู่เบื้องหน้า เลยไปไกลแสนไกลก็คือทวีปอเมริกา ผมอดคิดถึงชาวแอฟริกันนับล้านชีวิตที่หลบหนีการค้าทาสไม่สำเร็จเหมือนชาวโตฟินูแห่งก็องวิเย่

สำรวจชีวิตบนผืนน้ำของชาวเผ่าโตฟินู ฟังประวัติศาสตร์เที่ยวเมืองก็องวิเย่ ‘เวนิสแห่งแอฟริกาตะวันตก’ ที่รอดพ้นจากการค้าทาส

“เมื่อเดินผ่านประตูไม่หวนกลับเพื่อเตรียมลงเรือ ทาสหลายคนทุ่มตัวลงกินทรายเพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็ยังมีอะไรจากแผ่นดินแม่ติดตัวไปบ้าง บางคนก็ถึงขั้นเสียสติทำร้ายตัวเอง และมีอีกหลายคนที่เลือกปลิดชีวิตด้วยการกระโดดน้ำทะเลพร้อมโซ่ตรวน เพราะไม่อยากจากบ้านเกิดไปยังโลกใหม่” ลุงโคฟี่กล่าว เสียงของลุงค่อยๆ แผ่วลงและขาดหายไปพร้อมกับลำแสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดง ผมยืนนิ่ง มองไปข้างหน้า ลำคอแหบแห้ง รอบตัวมีแต่ความเงียบงัน

ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลงไปแล้ว สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์กันบ้าง และเราพยายามกันแค่ไหนที่จะไม่ทำให้สิ่งเลวร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำ และเราพยายามกันมากพอแล้วหรือยัง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

ดวงฤทัย พุ่มชูศรี

ลูกคนกลางที่เกิดวันพฤหัสบดี มีโลกส่วนตัวสูง แต่ชอบตะลุยโลกกว้าง ขีดๆ เขียนๆ บันทึกเอามัน สีน้ำบ้าง ถ่ายรูปด้วยความหลงใหลด้วยฟิล์มบ้าง ดิจิทัลบ้างตามอารมณ์ ติดตามบันทึกการเดินทางประเทศไม่ธรรมดาที่ Facebook และ Instagram)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load