18 กันยายน 2564
1,617

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 พฤศจิกายน 2564
601

แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่มากนัก แต่ชีวิตปิดเทอมดูน่าจะเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาอย่างเรารอคอยมากที่สุด การเดินทางครั้งนี้ของเราจึงเป็นการเดินทางครั้งแรกของปี หลังจากที่วันสุดท้ายในภาคเรียนฤดูหนาวจบลง 

เรามีตัวเลือกในใจกันอยู่พอสมควร ก่อนที่ผลลัพธ์จะมาลงเอยที่จังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชูที่คั่นกลางระหว่างเมืองหลวงของภาคใต้อย่างฟุกุโอกะกับเมืองท่าชื่อดังอย่างนางาซากิ ซึ่งคนไทยน่าจะรู้จักชื่อเมืองนี้จากซีรีส์ไทยเรื่อง STAY ซากะ… ฉันจะคิดถึงเธอ หรือละคร กลกิโมโน เมื่อหลายปีก่อน

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

เราเลือกจังหวัดซากะ เพราะห่างจากเมืองเบบปุที่เราอยู่ไม่มากเกินไปนัก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์อันเรียบง่ายของธรรมชาติ ป่าเขา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม หรือไม่บางทีก็อาจมีอีกหลายๆ อย่างให้นักเดินทางได้มาค้นหาด้วยตัวเอง แต่เป้าหมายสำหรับเรานั้น ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเป็นพิเศษ เพียงแค่มองบรรยากาศตามข้างทาง พร้อมกับสะพายกล้องเก็บบันทึกช่วงเวลาของเราเพียงเท่านั้น ส่วนจุดหมาย คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสายลมให้พัดพาไป

คารัตซึ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อสายลมแรงและหนาวเหน็บได้พาวันแรกของเราไปไกลถึงเมืองชายทะเลทางตอนเหนือสุดของจังหวัดอย่างคารัตซึ ที่เคยเป็นท่าเรือสำคัญในการส่งออกสินค้าไปยังเกาหลีและจีนมาก่อน รวมถึงเป็นท่าเรือขนส่งถ่านหินตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ ซึ่งจุดหมายแรกของเราหยุดอยู่ที่ปราสาทคารัตซึ คนท้องถิ่นเรียกอีกชื่อว่าปราสาทมัยซึรุ (Maizuru) 

ปราสาทคารัตซึเป็นปราสาทที่มีรูปทรงคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีกโบยบิน หนึ่งในแลนด์มาร์กหลักที่อยู่คู่เมืองนี้มานานนับหลายศตวรรษ และยังคงตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกับอ่าวคารัตซึ ตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว ปราสาทแห่งนี้เริ่มก่อสร้างช่วง ค.ศ. 1602 ระหว่างการสร้างนั้นก็ได้นำบางชิ้นส่วนมาจากซากประสาทนาโกยะที่อยู่ในเมืองเดียวกันมาช่วยสร้าง ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ โดยการควบคุมของ ฮิโรตากะ เทเรซาวะ (Hirataka Teresawa) แต่ทว่าในช่วงปฏิรูปเมจิ ปราสาทถูกทำลายลงจนเหลือเพียงแค่เศษหิน ซึ่งที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นการก่อสร้างใหม่ทั้งหมด เมื่อ ค.ศ. 1966 โดยยึดตัวแบบโครงสร้างเดิมทั้งหมด

เราจ่ายค่าเข้าชมด้วยราคา 500 เยน เพื่อเข้าไปชมบรรยากาศข้างในที่ยังเก็บเรื่องราวและข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนไว้เป็นอย่างดี เมื่อขึ้นมาชั้นบนสุดของปราสาท ยังเป็นจุดชมวิวให้เราได้เห็นทิวทัศน์อันกว้างขวางของเมืองคารัตซึ คางเกยระเบียงแล้วมองรถยนต์ รถไฟ ที่ผ่านไปผ่านมา ชวนให้นึกคิดว่าพวกเขาจะไปที่ไหนกัน ท้องฟ้าและน้ำทะเลอันสดใส มีลมทะเลพัดผ่านมาบ้างบางจังหวะ ราวกับอยากดึงดูดให้เราได้อยู่ตรงนี้ไปนานๆ

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น
ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนจะออกจากเมืองนี้ ก็ตั้งใจจะหาของอร่อยฝากท้องเบาๆ ให้ไม่หิวระหว่างทาง 

เราพบกับ Karatsu Burger (からつ バーガー) ร้านแฮมเบอร์เกอร์โฮมเมดในร่างรถฟู้ดทรักเล็กๆ ขายมานานกว่า 50 ปี แฝงตัวท่ามกลางป่าสนนิจิโนะมัตสึบาระอย่างกลมกลืน โดยมีสเปเชียลเบอร์เกอร์ที่มีทั้งเนื้อ แฮม ไข่ ชีส ตามด้วยซอสเดมิกลาสสูตรพิเศษ ประกบด้วยขนมปังกรอบนอกนุ่มใน เป็นตัวชูโรงของทางร้าน เมื่อพนักงานนำเบอร์เกอร์ที่เราสั่งเรียบร้อยแล้วมาให้ เราก็ค่อยๆ กินอย่างละเมียดละไม พร้อมหาที่นั่งพักท่ามกลางบรรยากาศป่าสน ซึ่งถือเป็นการร่ำลาเมืองนี้ได้อย่างประทับใจก่อนเดินทางไปเมืองอื่นต่อ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

อาริตะ

อาริตะ เมืองทางภาคตะวันออกที่ถูกขนานนามว่าเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผา เพราะเรื่องราวความเป็นมาของงานหัตถกรรมพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่นอย่างเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบหรืองานเซรามิกต่างๆ จากเมืองนี้ได้สืบทอดเล่าขานมาหลายชั่วคน จนเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าบรรดาชาวต่างชาติ รวมไปถึงบางราชวงศ์ในยุโรป เช่น พระเจ้าออกัสตัสที่ 2 แห่งโปแลนด์ที่ทรงหลงใหลเสน่ห์ความงามของเครื่องชามเซรามิกจากอาริตะเป็นอย่างมาก

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นส่วนมากจะรู้จักกันในชื่อ อาริตะยากิ (Arita-Yaki) แต่ชาวตะวันตกสมัยก่อนจะรู้จักในชื่อ อิมาริยากิ (Imari-Yaki) มากกว่า เนื่องจากสมัยก่อนนั้น การส่งออกพวกเครื่องดินเผาไปยังต่างแดน จะขนส่งกันที่ท่าเรือของเมืองอิมาริที่เป็นเมืองข้างกัน เราเริ่มเดินเล่นสำรวจย่านเมืองเก่าอาริตะที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนักแม้จะเป็นวันหยุด บ้านเรือนทั้งสองข้างถนนยังคงเป็นอาคารไม้เก่าแก่ หลายหลังยังเป็นร้านขายเครื่องเซรามิกให้เข้าไปเดินชม จะซื้อกลับบ้านติดไม้ติดมือหรือเป็นของฝากก็ดูเป็นไอเดียที่น่าสนใจ 

ชาร์จพลังหลังปิดเทอมภาคฤดูหนาว ท่องเที่ยว 6 เมืองในจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น
ศาลเจ้าโทซาน

เราเป็นคนบ้านเมืองหรือสถาปัตยกรรมเก่าๆ มาก ถ้ามีโอกาสมาเดินเล่นในอาริตะ​อีกครั้ง เราคงอยู่ได้ตลอดทั้งวันเต็มๆ ที่นี่ยังมีอะไรหลายอย่างให้เราเข้าไปเปิดหูเปิดตาอีกเยอะ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ กำแพงทมบัยที่ทำมาจากเศษเครื่องปั้นดินเผา หรือศาลเจ้าโทซานที่มีเสาโทริอิทำมาจากเครื่องเคลือบสีฟ้าอ่อน แปลกจากศาลเจ้าอื่นๆ ในญี่ปุ่นที่ส่วนมากทำจากไม้หรือหินและทาด้วยสีแดง 

เราไปได้ยินมาว่าในช่วงวันหยุดยาว Golden Week ถนนเมืองเก่าของเมืองนี้จะมีเทศกาลอาริตะเซรามิกแฟร์ บรรดาร้านค้านำสินค้าเครื่องปั้นดินเผามาวางแผงจำหน่ายตลอดเส้นทางถนนกว่า 4 กิโลเมตร บรรยากาศที่ปกติแล้วเงียบเชียบคงจะคึกคัก เต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้คนแน่นอน 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เวลาที่เราอยู่ก็บ่ายกว่าแล้ว คงจะพลาดไม่ได้กับการหาอะไรทานที่ร้าน Gallery Arita ด้านในเต็มไปด้วยถ้วยชามเซรามิกจัดแสดงกว่า 2,000 ลวดลายไม่ซ้ำกันแทบทุกซอกทุกมุมของร้าน เวลาเดินเล่นชมความงดงามของถ้วยเซรามิกในร้านอาจต้องระวังหน่อย เพราะกลัวจะซุ่มซ่ามชนแก้วแตกมาก คอนเซ็ปต์หลักของที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือ การได้ชูวัตถุดิบพื้นบ้านจากอาริตะหรือเมืองในจังหวัดซากะ นำมารังสรรค์ออกมาเป็นเมนูสุดแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชุด ของหวาน สำหรับใครที่สั่งเครื่องดื่มทานในร้าน ก็เลือกถ้วยที่จัดแสดงมาใส่เครื่องดื่มของตัวเองได้ด้วย

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

หลังจากอยู่ในร้านสักพักใหญ่แล้ว ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวออกไปสัมผัสบรรยากาศยุโรปสักประเดี๋ยวที่ Arita Porcelain Park หรือเยอรมนีน้อยแห่งแดนอาทิตย์อุทัย สวนธีมพาร์กที่ถอดแบบความคลาสสิกยุโรปมาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสวน ร้านอาหาร อาคารขายของที่ระลึก แม้แต่ห้องน้ำ ยังมีพระราชวังจำลองที่มีต้นแบบมาจากบริเวณส่วนประตูมงกุฎ หรือ Crown Gate ของพระราชวังสวิงเกอร์ (Zwinger Palace) ในเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ 

ส่วนด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องเคลือบดินเผาในแบบต่างๆ ทั้งมาจากยุโรปและเมืองอาริตะ รวมไปถึงมีแจกันใบยักษ์สูง 182 ซม. เคยนำไปจัดแสดงที่งานเวียนนาเวิลด์แฟร์ใน ค.ศ. 1873 แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ยังไม่เปิดเข้าชมเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำได้เพียงแค่ชมบรรยากาศด้านนอกเท่านั้น

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

แม้แทบทุกอย่างในเวลานั้นเกือบจะปิดหมดแล้ว แต่เราก็ยังใช้เวลาที่เหลือก่อนแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปกับการเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ มีแสงเงายามเย็นและสีของท้องฟ้าที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำในวันนี้ให้ดีขึ้นไปอีก ยังมีกลุ่มครอบครัวชาวต่างชาติพาเด็กตัวเล็กๆ มาเล่นกันแถวโซนเด็กเล่น ยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้เหมือนได้พาเราเติมเต็มความเป็นยุโรปมากขึ้นอีกเท่าตัว จนแทบลืมไปว่าที่ที่เราอยู่นี่คือญี่ปุ่น

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ซากะ

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
รูปปั้นบุคคลสำคัญในเมืองซากะที่ตั้งอยู่ในตามตัวเมือง

เช้าของอีกวัน เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงสว่างผ่านทางหน้าต่างห้องพักใกล้ๆ สถานีรถไฟซากะ พอเก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อย ก็รีบออกไปหาข้าวเช้าทันทีพร้อมกับเดินเล่นชิลล์ๆ เรื่อยเปื่อย แม้ที่นี่จะดูรายล้อมไปด้วยตึกอาคาร แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายเหมือนเมืองใหญ่มากนัก ผู้คนที่มารอรถบัสหน้าสถานีรถไฟไม่ได้เบียดกันเป็นปลากระป๋องแบบที่เราคิด บางคนก็ขี่จักรยานสบายๆ แบบไม่รีบเร่ง พร้อมกับทักทายเพื่อนร่วมทางที่อยู่ใกล้เคียง

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ปราสาทซากะ

สำหรับที่นี่ ถ้ามีเวลาจำกัดก็ขึ้นรถบัสไปตามที่ต่างๆ ได้ แต่ไม่ว่าจะมาอย่างไร สถานที่ที่ต้องมาให้ได้เลยก็คือ ปราสาทซากะ ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยเอโดะ และเป็นปราสาทไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แม้จะไม่ได้โดดเด่นอลังการในเรื่องความสูงสง่าเหมือนปราสาทอื่นๆ ในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นปราสาทชั้นเดียวและสร้างบนพื้นดิน แต่เรื่องราวหรือความงดงามด้านสถาปัตยกรรมทั้งในและนอกตัวปราสาทนั้น ถือว่าไม่แพ้ที่ไหนๆ เลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร โดยเริ่มพาเราไปที่จุดวางรองเท้าและเก็บสัมภาระให้สะดวกสบายต่อการเดิน พร้อมกับแนะนำแต่ละโซนของพิพิธภัณฑ์คร่าวๆ ก่อนจะมอบที่คั่นหนังสือเล็กๆ ให้เป็นของที่ระลึก แล้วค่อยปล่อยให้เราเข้าไปเดินชมด้านใน 

พื้นที่ในปราสาทนั้นกว้างขวางมาก ด้วยห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเทศกาลฮินะหรือเป็นวันของเด็กผู้หญิงพอดี ในห้องโถงมีการจัดแสดงรูปปั้นตุ๊กตาตัวจิ๋วเรียงทั่วห้องให้ก้มไปมองดูเล่น อีกทั้งยังมีห้องจัดแสดงเล่าเรื่องราวของปราสาทแห่งนี้อย่างละเอียด ทั้งเอกสาร แบบแปลนปราสาทตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้าง ซากปรักหักพังเมื่อครั้งที่ปราสาทเกิดไฟไหม้ และห้องประชุมของเหล่าไดเมียวที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ด้วยความที่จังหวัดซากะเป็นทางผ่านจากเมืองนางาซากิสู่เมืองเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน ทำให้ที่นี่พลอยได้รับวิวัฒนาการจากชาติตะวันตกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เครื่องจักรไอน้ำ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ล้วนแบ่งจัดแสดงไว้เป็นโซนๆ หากใครอยากฟังเนื้อหาเกี่ยวกับปราสาทที่นี่อย่างละเอียดระหว่างเดินชม ทางพิพิธภัณฑ์ก็มีเครื่อง Audio Guide ให้เรายืมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่เยนเดียว

โยชิโนะการิ

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

แสงตะวันเริ่มอ่อนลง สายลมยามบ่ายก็พัดเข้ามาเบาๆ ราวกับจะบอกว่าให้เราออกเดินทางได้แล้ว เราโบกมือร่ำลาคุณป้าร้านข้าวหน้าปลาไหลเล็กๆ แต่บรรยากาศสุดอบอุ่นในตัวเมืองซากะ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองโยชิโนะการิที่ห่างกันไม่ไกลมากนัก 

อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนะการิ (Yoshinogari Historical Park) เป็นสถานที่ที่เราตั้งใจมาเยี่ยมเยือนโดยเฉพาะ เนื่องด้วยที่นี่เป็นทั้งโบราณสถานที่สำคัญตั้งแต่ยุคยาโยอิ (Yayoi) ซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ 300 ปีก่อนคริสตกาล แถมบรรยากาศธรรมชาตินั้นยังร่มรื่นเหมือนได้มาอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ต้องบอกก่อนว่าอุทยานแห่งนี้พื้นที่กว้างขวางมาก จนรู้สึกว่าเดินทั้งวันบางทีก็อาจจะเดินไม่หมด นอกจากโซนจำลองที่พักและวิถีชีวิตที่เป็นจุดสำคัญแล้ว ยังมีโซนกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ทั้งสนามกอล์ฟ ลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ สวนสัตว์ขนาดย่อม หรือจะนำอาหารมาปิคนิกกัน ทางอุทยานก็มีพื้นที่รับรองให้

เราเริ่มเดินไปที่โซนประวัติศาสตร์เป็นที่แรก เพราะสนใจมากที่สุด ประกอบกับเวลาที่มีจำกัดของเรา พื้นที่เดิมของอุทยานแห่งนี้เคยถูกค้นพบซากโบราณสถานมากที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมกับร่องรอยหลักฐานหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับยุคยาโยอิ ส่วนมากจะขุดค้นพบในภูมิภาคคิวชูเสียส่วนใหญ่ ทางอุทยานเลยจำลองบ้านเรือนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้น เช่น โซนมินามิ ไนคาคุ (Minami-Naikaku) เป็นโซนที่พักของเหล่าผู้นำเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพง ซึ่งด้านในที่พักก็เข้าไปดูวิถีชีวิต ข้าวของเครื่องใช้หรือโรงครัวได้ พร้อมกับหอสังเกตุการณ์ให้เราชมวิวจากมุมสูง 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

อีกโซนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกันเลยก็คือ โซนคิตะไนคาคุ (Kita-Naikaku) เป็นโซนที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความขลังอย่างมาก สะดุดตาที่สุดคงจะเป็นอาคารไม้หลังใหญ่สองชั้น เป็นหอประชุมในการออกว่าราชการ หรือประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาในยุคนั้น 

ทั้ง 2 โซนที่เราพูดมานั้นเป็นแค่โซนเล็กๆ เพราะในละแวกเดียวกันยังมีโซนที่น่าสนใจอยู่ตลอดทางเดิน อย่างบ้านเรือนของคนธรรมดา โกดังเก็บของ หลุมฝังศพ ถ้าใครอยากจะเดินให้ครบในโซนประวัติศาสตร์นี้โดยไม่ต้องเร่งรีบก็ควรจะมีเวลาสักหลายชั่วโมง และเราตั้งใจจะนั่งรถบัสภายในอุทยานกลับไปที่จุดทางออก แต่รถบัสเหมือนจะมาไม่ตรงเวลาสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเดินกลับและส่งท้ายที่นี่ด้วยการไขกาชาปองเป็นที่ระลึก

คาชิมะ – ทาระ 

ใกล้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องบอกลาเมืองนี้ เราได้ใช้เวลาที่เหลืออันน้อยนิดย้อนกลับไปร่ำลาแสงอาทิตย์ที่ใกล้ริบหรี่เต็มที ขณะสายลมยามเย็นก็พัดเข้ามา ทุกการเคลื่อนไหวของเราเหมือนกับเป็นผู้ช่วยให้เราไปสู่จุดหมายโดยเร็ว แม้เราจะไม่ได้แวะเวียนสถานที่ใดระหว่างทาง แต่อย่างน้อยเราก็มีโอกาสชมวิวบรรยากาศข้างทางที่หลากหลาย 

ทุ่งหญ้าใหม่เริ่มโผล่ขึ้นหลังจากฤดูที่ผลัดเปลี่ยน เหลือบมองเหล่าคุณลุงคุณป้ามานั่งตกปลาเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันในช่วงเย็น หรือจะแหงนหูไปฟังเสียงรถไฟที่วิ่งอยู่ด้านข้างๆ ก่อนจะแยกไปตามทางของมัน 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ด้านนอกศาลเจ้ายูโทคุ

เราไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเราอยู่ที่ไหน จนกระทั่งรู้ตัวว่าเราได้อยู่ในเมืองคาชิมะแล้ว เมื่อผ่านไปเห็นศาลเจ้าสีแดงที่ใหญ่โตอลังการอย่างศาลเจ้ายูโทคุอินาริ (Yutoku Inari) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพแห่งการเก็บเกี่ยว หรือ อินาริ แถมเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 3 รองจากศาลเจ้าฟูชิมะ อินาริ จังหวัดเกียวโต และ ศาลเจ้าคาซามิ อินาริ จังหวัดอิบาระกิ น่าเสียดายที่เรามีเวลาไม่มากพอในการเข้าไปด้านใน เลยทำได้เพียงหยุดชั่วขณะเพื่อชมความงดงามจากด้านนอกเพียงเท่านั้น 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เพียงหลับตาไปไม่กี่ชั่วครู่ เราได้ตัดสินใจมาจบการเดินทางที่เมืองทาระ แสงอาทิตย์กำลังคอยเราอยู่ตรงหน้าศาลเจ้าโออุโอะพอดี เราเดินลอดผ่านเสาโทริอิสีแดงกลางทะเลอาริอาเกะที่เหือดแห้ง และยังคงเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทะเลเท่าที่จะเดินไปได้ แม้มันอาจจะเดินลำบาก เพราะก้อนกรวดที่เฉอะแฉะตลอดทางเดินก็ตาม 

เราใช้เวลาทบทวนเรื่องราวการเดินทางของเราที่ได้เดินทางไปหลายๆ เมืองในจังหวัดซากะ มันอาจจะเป็นการเดินทางในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นเหมือนการชาร์จพลังของตัวเองให้รู้สึกอยากออกเดินทางอีกครั้ง 

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ก่อนจะหันหลังให้แสงอาทิตย์เป็นการร่ำลา แล้วค่อยตื่นมาพบกันใหม่ในวันต่อไปในสถานที่ใหม่ 

ขอบคุณสายลมที่พัดเรามาไกลถึงเพียงนี้ หลังจากนี้ก็เป็นคราวที่มันจะพาคนอื่นๆ ไปพบเจออะไรใหม่ๆ บ้าง

หวังว่าเราจะได้ร่วมทางด้วยกันอีก และพัดพาเราไปเจออะไรที่ดีในไม่ช้า

ตระเวนเที่ยวจังหวัดซากะ จังหวัดเล็กๆ ในเกาะคิวชู ครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

Take Care 

Saga, Japan

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รหัท กิจจริยภูมิ

เด็กไทยผู้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น มีความฝันที่จะออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเก็บภาพและกินซูชิ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load