18 กันยายน 2564
1 K

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load