ในช่วง 6 – 7 เดือนที่ผ่านมา คนที่แวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป อาจสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างในห้องจิตรกรรมไทยประเพณี ซึ่งถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นห้องแล็บชั่วคราวของกลุ่มงานวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร

คงมีน้อยคนจะทราบว่าใต้กระดาษสีขาวที่คลุมไว้กลางห้อง คือชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซขนาดยักษ์ใหญ่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเผยข้อมูลและเทคนิคต่างๆ ของ กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินชาวอิตาลีเจ้าของผลงานภาพวาดบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า
ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

การค้นพบภาพวาดชิ้นประวัติศาสตร์ด้วยความบังเอิญ

กาลิเลโอ คินี ได้รับการว่าจ้างจากราชสำนักสยามให้เขียนภาพพระราชกรณียกิจและเหตุการณ์สำคัญของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1 – 5 บนเพดานโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม ทว่าระหว่างที่คินีเดินทางออกจากอิตาลี แผ่นดินสยามได้เปลี่ยนเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว จึงได้มีการเพิ่มภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ลงไปในงานจิตรกรรมฝาผนังที่พระที่นั่งอนันตสมาคม

จากโครงการปรับปรุงคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ท่ามกลางศิลปะวัตถุกว่าหมื่นชิ้นในคลังที่กรมศิลปากรทำการสำรวจ มีการค้นพบภาพวาดม้วนยักษ์ที่บันทึกเหตุการณ์เสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2454 ณ มุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท คล้ายคลึงกับภาพวาดที่ผนังใต้โดมพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นอย่างมาก

ภาพร่างสีฝุ่นบนผืนผ้าใบชิ้นนี้มีลักษณะครึ่งวงกลม กว้าง 9.34 เมตร สูง 5.80 เมตร เมื่อเทียบกับภาพร่างขนาดเล็กที่ค้นพบก่อนหน้านี้ ถือว่าชิ้นนี้มีขนาดใกล้เคียงกับภาพจริงบนเพดานโดมมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา คาดว่าเป็นภาพที่กาลิเลโอ คินีวาดขึ้นมาด้วยสีฝุ่นเพื่อเป็นแบบร่างก่อนลงมือจริง ตามขนบของจิตรกรอิตาลีที่จะต้องร่างภาพในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

ภาพนี้ยังมีความพิเศษตรงเป็นภาพที่มาจากประสบการณ์ตรงของศิลปิน ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในพระราชพิธีด้วยตาตัวเอง แตกต่างจากภาพอื่นๆ ที่คินีวาดขึ้นมาจากการตีความผ่านเอกสาร จดหมายเหตุ และคำบอกเล่า ทั้งยังเป็นภาพเดียวที่พบว่ามีการเขียนภาพเหมือนบุคคลสำคัญที่มีตัวตนจริงทางประวัติศาสตร์เข้ามาเพื่อเล่าเรื่องและบันทึกเหตุการณ์ตามธรรมเนียมตะวันตก

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า
ภาพบุคคลสำคัญของไทยที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พ.ศ. 2454 เป็นครั้งแรกที่มีการเชิญพระราชอาคันตุกะและทูตานุทูตจากต่างประเทศเข้าร่วมในพระราชพิธี สังเกตได้จากบริเวณด้านขวาของภาพที่ปรากฏภาพพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชอาคันตุกะ ทูตานุทูต ที่ระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน เช่น สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แกรนด์ ดยุค โบริส วลาดิมีโรวิช แห่งรัสเซีย ( Grand Duke Boris Vladimirovich of Russia) ผู้แทนองค์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ รัสเซีย เจ้าชายวาลเดอมาร์แห่งเดนมาร์ก (Prince Valdemar of Denmark) และพระอนุชาของพระเฟรเดอลิกที่ 8 (Frederik VIII, King of Denmark)

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า
ภาพพระราชอาคันตุกะและทูตานุทูตจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่ปรากฏในภาพร่าง กลับไม่ปรากฏในภาพจริงที่วาดอยู่บนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม สันนิษฐานว่าเพื่อให้สอดคล้องกับขนบไทยที่ความสำคัญของภาพจะอยู่ที่พระมหากษัตริย์เท่านั้น

บูรณะภาพวาดด้วยนักวิทยาศาสตร์และศิลปิน

การศึกษาผลงานและเทคนิคของคินีในช่วงที่ผ่านมาลงลึกไม่ได้มากนัก ด้วยข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งความสูงของภาพวาดใต้โดมพระที่นั่งอนันตสมาคม การปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งของภาพร่างสีฝุ่นฝีมือคินีชิ้นนี้ จึงเป็นโอกาสทองของผู้เชี่ยวชาญไทยที่จะได้วิเคราะห์เจาะลึกทุกรายละเอียดบนชิ้นงานของจิตรกรคนสำคัญคนนี้อย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานอนุรักษ์ในครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร แม้ว่าจะเป็นทีมอนุรักษ์งานศิลปะที่แข็งแกร่งที่สุดในไทยและดูแลงานบูรณะศิลปะสำคัญของประเทศมาแล้วมากมาย แต่ คุณโสภิต ปัญญาขัน นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ หัวหน้าทีมดูแลงานบูรณะภาพร่างของกาลิเลโอ คินี ก็ยอมรับว่านี่คืองานหินที่ท้าทายมากที่สุดเลยทีเดียว

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

“ตอนได้งานชิ้นนี้มาตกใจมากเลยค่ะ มันใหญ่มาก พี่ทำงานมายี่สิบสามปี นี่เป็นงานศิลปะบนผืนผ้าใบชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในการทำงานของตัวเอง แล้วก็น่าจะใหญ่ที่สุดของกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ที่เขาทำงานด้านนี้มา ถ้าไม่นับจิตรกรรมฝาผนังนะคะ

“เราตัดสินใจนำมาอนุรักษ์ด้วยความตั้งใจแรกว่าอยากนำมาจัดแสดงให้ทันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่เปิดงานออกมาก็ตกใจ เนื่องจากชิ้นงานเก็บอยู่ในลักษณะม้วน และเสื่อมสภาพค่อนข้างมาก งานทุกประเภทถ้าอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ เราถือว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาจัดแสดง เลยปรึกษากันว่าเราจะทำช้าหน่อยเพื่อรักษาชิ้นงานให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระบวนการทำงานต่างๆ เราเลยพยายามทำให้ชัดเจน ถูกต้อง แม่นยำ เหมาะสม จะได้ไม่เกิดความเสียหายภายหลัง”

แม้จะชื่อกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ แต่ทีมงานก็ไม่ได้มีแต่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะการอนุรักษ์งานศิลปะหนึ่งชิ้นต้องใช้ความรู้ทั้งทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ร่วมกัน

“ไม่ใช่งานมาถึงแล้วเราจะเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ได้เลย ต้องคำนึงถึงเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยว่างานชิ้นนี้เป็นงานของใคร นิสัยของเจ้าของงานเป็นอย่างไร เทคนิคที่ใช้วาดเป็นอย่างไร ทำให้ในกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่องานอนุรักษ์มีสมาชิกในทีมที่ประกอบไปด้วยคนที่จบด้านวิทยาศาสตร์และคนที่จบประวัติศาสตร์ศิลป์มาทำงานร่วมกัน” คุณโสภิตเล่า

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

หลังจากม้วนภาพถูกคลี่ออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือเก็บข้อมูลชิ้นงานอย่างละเอียด ทีมอนุรักษ์จะตีตารางด้วยด้ายไร้กรดจากฝ้ายธรรมชาติซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับชิ้นงาน และบันทึกภาพไว้ทุกตารางเซนติเมตร พร้อมกับจดบันทึกรอยฉีกถลอกทุกจุดอย่างละเอียดเพื่อเป็นหลักฐานและข้อมูลเริ่มต้นการทำงาน

“ขั้นตอนเก็บข้อมูลสำคัญมากในการอนุรักษ์ ซึ่งกลุ่มวิทย์ฯ จะไม่มองข้าม แม้จะต้องใช้เวลามากขึ้นสักนิดหนึ่งเราก็ยอม เพราะมันเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากๆ ก่อนหน้านี้เราไม่มีโอกาสได้จับชิ้นงานที่จะทำให้รู้ข้อมูลของศิลปินคนนี้เลย การได้รับโอกาสให้วิเคราะห์งานชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนตามรอยเขา ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญมากกับการเก็บข้อมูล เพราะถ้าเราเริ่มงานอนุรักษ์ไปแล้วเราจะกลับมาเก็บข้อมูลย้อนหลังไม่ได้อีกแล้ว” คุณโสภิตอธิบาย

แกะรอยเรื่องราวจากสีด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

หัวใจของงานอนุรักษ์มีอยู่สองเรื่อง หนึ่ง เทคนิค สอง วัสดุ ไม่ว่าจะอนุรักษ์วัตถุประเภทใดก็ตาม การเก็บข้อมูลสองปัจจัยนี้ให้ละเอียดจะช่วยให้นักอนุรักษ์วิเคราะห์และวางแผนได้แม่นยำมากขึ้นว่าจะทำการอนุรักษ์ต่อไปอย่างไร

“เนื่องจากภาพนี้เป็นภาพสีฝุ่นบนผืนผ้าใบ เพราะฉะนั้น เริ่มแรกเราต้องรู้ให้ได้ว่าสมัยโน้นเขาใช้สีฝุ่นอะไร ต้องรู้ประเภทของสี เช่น สีฝุ่นสีแดงทำจากวัตถุดิบหลากหลาย มีสีแดงเป็นสิบๆ อย่าง ถ้าเราวิเคราะห์ไม่ได้ว่าสีแดงที่ปรากฏในชิ้นงานเป็นสีแดงของธาตุอะไร เราก็ต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์มาช่วย โดยเราจะนำตัวอย่างสีแต่ละสีออกมาส่งวิเคราะห์ธาตุในแล็บ

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

“เมื่อเราตรวจสอบสีผ่านเครื่อง XRF เราเห็นถึงชนิดของธาตุและเปอร์เซ็นต์ของธาตุ ทำให้เรารู้ว่าสีแดงที่เราเห็นเกิดจากแคดเมียม ตะกั่ว หรือโลหะเหล็ก กันแน่ สีที่เราส่งไปวิเคราะห์มีสีน้ำเงิน ซึ่งเรารู้แล้วว่าตรงกับสีปรัสเซียนบลู แล้วก็มี สีดำ สีแดง สีส้ม สีขาว ซึ่งสีขาวคาดว่าจะเป็นสังกะสี”

คุณโสภิตเล่าต่อว่า “เราโชคดีที่รู้ว่าใครวาด เราต้องหาข้อมูลด้วยการย้อนกลับไปถึงคนคนนั้น ณ เวลานั้น แล้วหาว่าวัสดุประเภทไหนผลิตในยุคนั้น เราคิดว่าตัวรองพื้นของงานชิ้นนี้น่าจะเป็นเกสโซ่ ซึ่งเป็นตัวรองพื้นสมัยโบราณของยุโรป พอนำไปตรวจด้วยเครื่อง XRF ก็เห็นเลยว่าเป็นแคลเซียมซัลเฟต หากเราไม่แน่ใจว่าตัวนี้เป็นเกสโซ่จริงๆ หรือเปล่า ก็นำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับตัวอ้างอิง ถ้ามีค่าใกล้กัน ก็จะถือว่าเป็นการยืนยันผลได้ค่ะ”

ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า
ชวนดูการซ่อมภาพครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ภาพร่างขนาด 1:1 ของภาพใต้โดมพระที่นั่งอนันตฯ ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

ใช่ว่าวัสดุทุกอย่างที่คินีใช้จะอยู่รอดผ่านกาลเวลาจนมาถึงมือนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่สแกนอดีตไม่ได้เสมอไป ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงส่วนนี้แทน

“ตอนนี้เรากำลังกังวลเรื่อง Binder หรือตัวประสานผงสี เราสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกาวหนังสัตว์หรือที่เรียกว่ากาวกระต่าย ยุโรปนิยมใช้มาก แต่ ณ เวลานี้วิเคราะห์ยาก เนื่องจากเป็นอินทรียสารที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลากว่าร้อยปี ไม่เหมือนการวิเคราะห์สีซึ่งเป็นกลุ่มธาตุที่ยังคงอยู่ แต่จากการวิเคราะห์เราก็สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกาวหนังสัตว์นี่แหละค่ะ เหตุผลเพราะเป็นงานที่ฝรั่งเขียน ไม่น่าจะนำเทคนิคตะวันออกมาใช้ เขาน่าจะเลือกทำทางถนัดของเขามากที่สุด เพราะงานชิ้นนี้เป็นการถวายงานพระมหากษัตริย์ด้วย”

การสร้างภาพวาดจำลองขึ้นมาซ้อมก่อนซ่อม

เก็บข้อมูลมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังลงมือซ่อมแซมไม่ได้เสียที นักอนุรักษ์ต้องสร้างชิ้นงานจำลองขึ้นมาใหม่เพื่อทดสอบแผนการทำงานที่ออกแบบไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนที่ต้องสัมผัสกับชิ้นงานโดยตรง เพราะนี่คืองานที่เมื่อเริ่มลงมือไปแล้ว กดปุ่ม Undo ไม่ได้เหมือน Photoshop

“ถ้าดูที่ขอบชิ้นงานจะเห็นว่าเคยผ่านการตรึงบนกรอบแล้ว ไม่แน่ใจว่าเข้ากรอบเพื่อจัดแสดงหรือเปล่า ความเสียหายเลยกระจายอยู่รอบข้าง ตอนนี้ผ้าใบผืนนี้อ่อนแอมาก ไม่ว่าหลังจากนี้จะจัดแสดงหรือจัดเก็บ เราจะต้องทำผ้าซัพพอร์ตด้านหลัง เวลาจัดแสดงจะต้องดึงเฉพาะผ้าซัพพอร์ตเท่านั้น เพื่อที่ชิ้นงานจะได้ไม่ถูกรบกวนเลย เป็นการป้องกันงาน

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

“แม้แต่การติดสินใจเลือกวัสดุมาใช้ซัพพอร์ตก็ต้องคิดให้รอบคอบ ผ้าประเภทไหน สีอะไร กลมกลืนกับผ้าเดิมหรือไม่ และมีความยืดหยุ่นแค่ไหน กาวที่ใช้ผนึกผ้าซัพพอร์ตควรจะเป็นกาวประเภทไหน คิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทดลองด้วย เราจะสร้างงานสีฝุ่นบนผ้าใบแบบนี้จำลองขึ้นมา แล้วลองนำมาผนึกบนผ้าใบอีกชิ้น เพื่อดูว่าจะมีผลกับชิ้นงานยังไง ติดแน่นไหม แน่นเกินไปก็ไม่ดี ไม่แน่นก็จะหลุด” คุณโสภิตให้รายละเอียด

ขั้นตอนการผนึกผ้าซัพพอร์ตด้านหลังทำให้นักอนุรักษ์จำเป็นต้องพลิกชิ้นงาน แต่ด้วยความบอบบางของภาพเขียนสีฝุ่น ทีมงานจึงต้องคิดหาเทคนิคป้องกันความเสียหายอย่างรอบคอบ

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี
นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

“ปัญหาคือตัวชิ้นงานอายุเยอะแล้ว สีฝุ่นหลุดเป็นผงออกมาตลอดเวลา เราจึงต้องผนึกเม็ดสีให้ติดกับตัวชิ้นงานโดยการทำเทคนิคเฟสซิ่ง เหมือนเรามาส์กหน้า เราจะวางกระดาษสาลงไปบนพื้นผิวแล้วทากาวบนเยื่อกระดาษสาให้กาวซึมลงไปเพื่อผนึกสีให้ติดกับชิ้นงาน

“การทำเฟสซิ่งมีประโยชน์สองอย่าง หนึ่ง ทำให้สีแข็งแรงมากขึ้น สองคือ ป้องกันไม่ให้ผิวของภาพเกิดความเสียหายขณะทำงานหรือขณะเคลื่อนย้าย เมื่อเสร็จงานแล้วก็ลอกกระดาษสาออกทีหลังได้ กาวที่ทำเฟสซิ่งต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือต้องไม่ทำปฏิกิริยาเคมีจนทำให้สีเปลี่ยนไป เราต้องไปทำการทดลองกับตัวชิ้นงานที่เราจำลองขึ้นมาก่อนว่าจะเป็นกาวตัวไหน ความเข้มข้นเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ต้องมาทดลองกับของจริงด้วย โดยเริ่มที่มุมๆ ที่เราคิดว่ามันเสี่ยงที่จะเสียหายน้อยที่สุด”

ภาพนี้จะซ่อมให้น้อยที่สุด เพื่อคงฝีแปรงของกาลิเลโอ คินี ไว้ให้มากที่สุด

ถึงแม้ว่าทีมอนุรักษ์จะเก็บข้อมูลสีและวัสดุที่ใช้อย่างละเอียดขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เห็นภาพสีฝุ่นที่เลือนรางภาพนี้กลับมาสดใสอีกครั้ง เพราะทีมงานวิเคราะห์แล้วว่า เป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดในการบูรณะภาพนี้อาจไม่ใช่การทำให้ภาพกลับมาสวยเหมือนใหม่ แต่เป็นการทำให้ทุกอณูที่เป็นฝีมือของคินียังคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไปได้อีกหลายสิบปี

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

“โดยปกติในการทำงานอนุรักษ์เราจะตัดสินใจเติมสีใหม่เข้าไปเฉพาะจุดที่สำคัญมากๆ เช่น จุดที่ทำให้ข้อมูลนั้นหายไป แต่สำหรับชิ้นนี้ เราตัดสินใจไม่เติมสีใหม่เข้าไปเลย เพราะความเสียหายอยู่แค่เฉพาะขอบภาพ ข้อมูลหลักๆ ไม่ได้หายไป นอกจากนี้เราสังเกตว่างานที่ชำรุดในระยะหลังๆ เกิดความเสียหายจากการซ่อม เนื่องจากใช้วัสดุที่ไม่สัมพันธ์กับของเดิม โอกาสที่ของใหม่จะไปทำให้ของเก่าเสียหายมีสูง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราจะไม่เติมแต่งชิ้นงานเลย จะเน้นแค่ทำให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น ทำยังไงก็ได้ค่ะให้งานออกมาเหมาะสมที่สุด ลดความเสี่ยงที่สุด ไม่ทำมาก ทำแค่พอประคับประคองให้ชิ้นงานอยู่ได้

“ไม่ใช่ว่าซ่อมเสร็จแล้วจะปล่อยได้เลยนะคะ เทคนิคการดูแลก็สำคัญ คนที่จะรับไม้ต่อจากนักอนุรักษ์ก็ต้องมีหลักในการดูแล เราคาดหวังให้การซ่อมครั้งนี้อยู่ไปได้สักสามสิบสี่สิบปี ถ้าได้รับการเก็บรักษาในสภาวะที่เหมาะสมทั้งอุณหภูมิและความชื้น และมีการดูแลการจัดแสดงดีจริงๆ อาจจะอยู่ได้ถึงห้าถึงหกสิบปีเลยค่ะ”

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

แม้จะไม่มีการเติมสีใหม่ แต่ข้อมูลสีและวัสดุทุกอย่างที่ทีมอนุรักษ์ได้ทุ่มเทเวลาไปกับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดจะกลายมาเป็นคัมภีร์สำคัญที่ช่วยไขความลับให้กับการอนุรักษ์งานชิ้นต่อๆ ไปของกาลิเลโอ คินี และศิลปินท่านอื่นๆ ที่อยู่ร่วมยุคกันได้

“งานทุกชิ้นที่เข้ามาที่กรมศิลป์ เราให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลและการทำวิจัยคู่กัน เพราะข้อมูลที่เราเก็บไว้อย่างละเอียดจะเป็นองค์ความรู้ให้คนอื่นได้ศึกษา บางครั้งงานของเราก็กลายเป็นงานครูให้คนอื่นมาเรียนรู้เทคนิคได้ด้วย คลังข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินคนนี้ รวมไปถึงศิลปินในยุคใกล้เคียงกับเขา จะกลายเป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วยเราได้ หากเราเจองานของศิลปินที่ใกล้เคียงกันอีก มีประโยชน์ในการอนุรักษ์ในรอบถัดๆ ไปด้วย เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ให้งานชิ้นอื่นๆ ที่จะเจอต่อมาได้

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

“ผู้อำนวยการหอศิลป์เจ้าฟ้าท่านเล็งเห็นว่างานชิ้นนี้มีความสำคัญมาก อีกทั้งกระบวนการบูรณะและเทคนิคในการทำงานเองก็มีความสำคัญน่าเรียนรู้ จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะให้ประชาชนทั่วไปได้มาเห็นจริงๆ งานชิ้นนี้กว่าจะอนุรักษ์เสร็จก็ต้องใช้เวลาอีกปีหนึ่ง ทุกคนถึงจะได้เห็นค่ะ”

การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่หาชมได้ยากที่ทุกคนต้องห้ามพลาด หากใครอยากสัมผัสกระบวนการอนุรักษ์งานศิลปะอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้ทุกวันพุธ พฤหัส และศุกร์ ที่บริเวณชั้นสอง ห้องจิตรกรรมไทยประเพณี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) โดยผู้เข้าชมเดินชมได้รอบห้อง แต่เข้าไปรบกวนในส่วนปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์และศิลปินจับมือกัน การบูรณะภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ร.6 ฝีมือ กาลิเลโอ คีนี

Writer

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load