ช่วงเวลาบ่ายอ่อน ๆ กลางสัปดาห์ สองเท้าพาเราก้าวลงบันไดบีทีเอสราชเทวี สายตากวาดหาป้ายซอยพญานาค มุ่งตรงราว 600 เมตร ก่อนลัดเลาะเข้าตรอกออกซอย จนมาเจอกับพื้นที่โอเอซิสขนาดย่อมที่ซ่อนอยู่ลับ ๆ ใจกลางเมืองใหญ่

‘GalileOasis’ คือโอเอซิสที่เราว่า ในพื้นที่การรีโนเวตตึกเก่าอายุร่วม 40 ปี จำนวน 20 คูหา มีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อยกระดับชุมชน และเรียกชีวิตชีวากลับคืนสู่ผู้คนย่านบรรทัดทอง เมื่อมาเยือนทั้งที เราเลยเริ่มเดินสำรวจพื้นที่สุดแสนสบายหู-สบายตา แห่งนี้ เดินทางนั้นที เดินทางนี้ที ก็พบเจอทั้งคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม (ใช่ ในพื้นที่เดียวกัน)

ที่เอ่ยมาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่นี่ยังมีร้านอาหารและสารพัดร้านรวงแนวไลฟ์สไตล์ด้วย เราขยับเท้าก้าวเดินอีกหน่อยจนถึงลานกว้างระหว่างตึก โล่งโปร่งและเย็นสบายดีเหลือเกิน เจ้าบ้านกระซิบว่าลานโล่งนี้พร้อมรองรับทุกกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะตลาดงานคราฟต์ ดนตรี เวิร์กชอป หรือกิจกรรมทางศิลปะทุกแขนง พอเราได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มก็เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมหัวใจพองโตขึ้นทันที ที่ออกอาการเช่นนั้น เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนและทุกความสนใจจริง ๆ

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอชวนคุณดื่มด่ำกับบรรยากาศและบทสนทนาในโอเอซิสแห่งนี้ด้วยกัน

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

ตามหาโอเอซิส

ที่ดินเก่าแก่กว่า 40 ปีผืนนี้ เป็นที่ดินของครอบครัว อาจารย์รัศมี เผ่าเหลืองทอง ในอดีตปล่อยให้เช่า ผู้คนที่อาศัยก็ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งร้านค้า ร้านตัดเสื้อ ร้านทำทอง ร้ายขายของชำ ด้านบนมีกลุ่มคนอาศัยอยู่ค่อนข้างแน่นตามสไตล์ตึกแถวสมัยเก่า ห้องหับบางส่วนจึงทรุดโทรม เมื่อหมดสัญญา อาจารย์จึงตัดสินใจเดินตามปณิธาน 

หนึ่ง อยากทำให้พื้นที่นี้ดีขึ้น คลายความแออัด และเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนบ้านครัว ให้มีความผ่อนคลายและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น สอง อยากมีพื้นที่เสรีสำหรับศิลปะ สุนทรียะ ดนตรี และการละคร 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

อาจารย์รัศมีจึงชวน แหม่ม-นพมาศ ภัทรกุล และเพื่อน ลูกศิษย์เอกการละคร มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน มองเห็นภาพเดียวกัน มาสร้างพื้นที่กิจกรรมนี้ร่วมกัน และแหม่มก็ตอบตกลงทันทีในวินาทีแรก

“เราอยากทำพื้นที่ของเราให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคน” อาจารย์รัศมีเอ่ยความตั้งใจด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง
GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

Galileo + Oasis

‘Galileo’ มาจากชื่อละครเรื่องแรกที่พาทุกคนมาเจอกัน 

“เราและพาร์ตเนอร์เป็นสมาชิกคณะละครสองแปด ละครเรื่องแรกที่ทำคือ กาลิเลโอ อาจารย์รัศมีเป็นคนกำกับ เราเป็นลูกศิษย์ที่กำกับละครด้วยกัน เนื้อเรื่องมันเกิดที่อิตาลี ในดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะ และกาลิเลโอเป็นคนที่ยืนหยัดในความจริง เป็นคนคุณภาพ ซึ่งละครเรื่องนี้บอกที่มาของพวกเราทุกคน อีกอย่าง คำว่า ‘กาลิเลโอ’ ก็เรียกง่ายดี”

ลูกศิษย์เฉลยที่มาที่เชื่อมใจของทุกคนไว้ด้วยกัน ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้…วันที่พื้นที่นี้เกิดขึ้น

“เราอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งของศูนย์การค้า ของการจราจรที่แออัด ของความศิวิไลซ์ที่มีเต็มไปหมด เราชอบบรรยากาศการมาเจอกันของผู้คนที่นี่นะ บ้างก็ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน บ้างก็มาเจอคนคอเดียวกัน ทั้งคนวงการหนังสือ คนวงการดนตรี” อาจารย์รัศมีเปรยถึงภาพที่อยากเห็นในสถานที่แห่งนี้

“ถึงกลายเป็นโอเอซิส” ศิษย์เอกคณะละครสองแปดช่วยเสริมในสิ่งที่เธอเชื่อแบบเดียวกันกับอาจารย์

‘Oasis’ จึงมาจากความต้องการให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ชุ่มฉ่ำ ชโลมจิตใจคนอยู่และคนมา 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

GalileOasis จึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนที่อยากจรรโลงสังคมเหมือนกัน และต้องการเป็นพื้นที่ที่ชักชวนให้ทุกคนมารู้จัก พบปะกับมิตรภาพใหม่ ๆ นอกจากบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยงานสร้างสรรค์ ยังแวดล้อมไปด้วยความสดชื่นจากไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ เช่น ต้นโพทะเล ต้นไม้ที่โดดเด่นด้วยใบรูปหัวใจ อวดดอกสวยตลอดปี เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของที่นี่ หรือไม้รุ่นพี่อย่างต้นไทร ที่ยืนต้นสูงลิ่ว ให้ความร่มรื่นมานานเคียงคู่กับอาคาร

“ต้นไม้ที่มี พี่คงไว้หมด ไม่ตัดสักต้น มีแต่ปลูกเพิ่ม” แหม่มเล่าพลางชี้ให้ดูโพทะเลรูปหัวใจ

ไม่เพียงแต่ต้นไม้ที่กลุ่มคนสร้างสรรค์โอเอซิสแห่งนี้เลือกเก็บไว้ โครงสร้างตึกก็เช่นกัน เส่นห์ของตึก 40 ปี เมื่อทุบแล้วจะเห็นอิฐแดง ต่างจากตึกสมัยใหม่ทุบแล้วจะเจอแต่อิฐมวลเบาสีขาวเทา เจ้าของพื้นที่ทุกคนเลยเห็นตรงกันว่า จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากของเดิมให้น้อยที่สุด เพื่อโชว์เสน่ห์ความเป็นตึกเก่าและลดขยะที่ไม่จำเป็น 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

โอเอซิสที่มีทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

คาเฟ่ แกลเลอรี่ โรงละคร และโรงแรม มารวมกันอย่างลงตัวได้อย่างไรคะ-เราถาม

“หนึ่ง ดูสเปซที่เรามี สอง ดูว่ากิจกรรมอะไรที่มาอยู่รวมกัน แล้วทำให้คนได้ประโยชน์กลับไป” แหม่มตอบ

“โจทย์หลักอีกข้อของเราคือ ทำยังไงให้คนไม่เห็นว่ามันคือตึก 20 คูหา เราก็เลยขมวดตึกเป็นก้อน ๆ เราเน้นฟังก์ชันนะ เลยต่อเติมน้อยที่สุด แต่เรามีโจทย์ชัดเจนว่าอยากได้โรงละคร อยากได้สถานที่ที่เป็นพื้นที่ให้คนมาใช้เป็น Art Space ส่วนโรงแรมผุดขึ้นทีหลัง เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าทำ Art Space ใจกลางเมืองอย่างเดียว มันอาจมีทุนไม่เพียงพอที่จะดูแลค่าทำความสะอาด ค่าแม่บ้าน รปภ. เราเลยคิดว่าฟังก์ชันของโรงแรมน่าจะตอบโจทย์สำหรับพื้นที่ใจกลางเมือง มันน่าจะเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงและดูแลโรงละคร ผู้คน และสานต่อกิจกรรมต่าง ๆ ได้” แหม่มขยายความเพื่อให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น

พื้นที่ของ GalileOasis แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ คาเฟ่ แกลเลอรี่ โรงละคร และโรงแรม พื้นที่ภายในเตรียมเปิดรับร้านแผ่นเสียง ร้านอาหาร และร้านขนม ที่คัดสรรอย่างใส่ใจ เต็มเติมให้พื้นที่นี้สมบูรณ์ขึ้น

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง
โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

“บรรทัดทองเป็นย่านรวมสตรีทฟู้ด เราต้องเลือกร้านที่เดินไปบรรทัดทองแล้วหาไม่ได้ ต้องมาที่เราที่เดียว ต้องเป็นสูตรต้นตำรับของร้าน เพราะคิดจากโจทย์ว่าคนมาที่นี่ต้องการอะไร” เราคงต้องกลับไปชิมขนมที่นี่อีกครั้ง หลังจากฟังแหม่มเล่า 

ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมทุกตารางวาจึงสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ในทุกรายละเอียด

ถัดจากพื้นที่ใต้ชายคา มีลานว่างท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ สำหรับตลาดนัดทำมือ การเล่นดนตรีกลางแจ้ง และกิจกรรมอื่น ๆ อีกเพียบ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นมีใครอยากมาทำอะไร เช่น เดือนที่ผ่านมามีเทศกาลหนังสือทำมือจาก Noise Market จัดขึ้นจากความตั้งใจอยากรวมคนรักหนังสือทำมือมาเจอกัน ตลาดนัดทำมือนี้จะจัดขึ้นทุกต้นเดือนในชื่อ Hidden Market ตลาดนัดในตรอกลับ ยินดีต้อนรับทั้งคนขายและคนซื้อในทุก ๆ สุดสัปดาห์

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากชวนคนมาคิด มาคุย คือการเวิร์กชอปหลากหลายแขนง ทั้งเวิร์กชอปเขียนบทกวี เวิร์กชอปการอ่านสำหรับเยาวชน และอาจมีการฉายหนัง ชวนคนที่สนใจมาแลกเปลี่ยนไอเดีย หรือหากสายสุนทรียะคนใดหลงใหลในเสียงดนตรี ก็มีดนตรีสดแนวโฟล์ก คันทรี เพลงสากลยุค 60 -70 มาบรรเลงให้ฟังในวันที่ 20 มีนาคมที่จะถึงนี้ด้วย

เมื่อรู้จักพื้นที่ผ่านคำบอกเล่ามาครู่ใหญ่ เจ้าของพื้นที่ก็อาสาพาเราและทุกคนเดินชมรอบ ๆ พร้อมกัน

Piccolo Vicolo Cafe

เมื่อลัดเลาะลอดตรอกซอกเล็กเข้ามา จะเจอกับกระจกแก้วบานใหญ่ รูปลักษณ์คล้ายจอภาพเล่าละครชีวิตผู้คน รอบข้างรายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เน้นย้ำความเป็นโอเอซิส ก่อนจะพักกายไปกับความโปร่งโล่งของพื้นที่ เรารับหน้าที่ผลักประตูไม้บานใหญ่เข้ามาเลือกเครื่องดื่มแก้วโปรดกับขนมหอมกรุ่นสักชิ้น เพื่อเติมเต็มบรรยากาศให้กลมกล่อม

“นี่ ๆ ชิมขนมนี้สิ เป็นเลม่อนทาร์ต อันนี้ช็อกโกแลตบราวนี่ ทีเด็ดคือช็อกโกแลตเข้มข้น เนื้อเค้กเป็นแบบ Flowless ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ตัดรสหวานด้วยความเปรี้ยวของซอสราสเบอร์รี เจ้าของร้านเขาเคี่ยวเองด้วยสูตรลับเฉพาะ” แหม่มเลือกขนมมากมายมาให้เราชิม บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง แอบกระซิบว่าเราชอบเลม่อนทาร์ตเป็นพิเศษ

เราลองชิมมัทฉะลาเต้เย็น หอมมัทฉะแท้ ๆ และเข้มข้นมาก แต่ขอแนะนำให้เพิ่มความหอมหวานของมะพร้าวเข้าไปด้วย กับเมนู Matcha Coconut ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูห้ามพลาดของที่นี่! เมื่อเลือกเครื่องดื่ม-ขนม ได้แล้ว ก็เลือกพักผ่อนกับที่นั่งทั่วทั้งโครงการได้เลย จะห้องแอร์เงียบสงบหรือจะรับลมภายนอก ก็รู้สึกผ่อนคลายไม่แพ้กัน

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Gallery

เพียงก้าวขึ้นบันไดเหล็กจากคาเฟ่ด้านล่าง ก็เจอกับโถงใหญ่เปิดกว้าง ด้านข้างมีโซฟาวินเทจ สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบ ปลีกตัวจากสังคมด้านล่าง พื้นที่ทุกตารางนิ้วตั้งใจให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผนังด้านหน้าของแกลเลอรี่จึงเป็นกระจกใส มองเห็นวิถีชีวิตด้านนอกอย่างทะลุปรุโปร่ง เชื่อมบรรยากาศศิลปะภายในและภายนอกอย่างลงตัว 

ส่วนห้องจัดแสดงงาน ผนังเก่าคลาสสิกประดับประดาด้วยผลงานจากศิลปินมากความสามารถ อย่างผลงานชิ้นล่าสุดคือ ‘Waad Dok Arai – Waad Dialogue’ ภาพวาดดอกไม้ เทคนิคปาดเกรียงด้วยสีน้ำมันของ ชุมพล อักพันธานนท์ โดยผลงานศิลปะจะเปลี่ยนไปทุกเดือน หากศิลปินท่านใดหรือผู้ที่กำลังผันตัวเป็นศิลปิน จะรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ รุ่นใหม่ รุ่นเก๋า ก็ไม่จำกัด ถ้าหากสนใจอยากนำผลงานมาจัดแสดง มีเพียงข้อเดียวที่แกลเลอรี่แห่งนี้ต้องการคือ

“ศิลปินไม่จำเป็นต้องดัง เราหวังแค่รูปเล็ก ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กัน” ลูกศิษย์เผยความตั้งใจ

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Theatre

เมื่อก้าวผ่านประตูสนิมเหล็กบานใหญ่ สู่โถงกว้างรีโนเวตจากตึก 4 ห้อง ทุบกำแพงภายในเชื่อมถึงกัน เพื่อเตรียมรับสำหรับพื้นที่การแสดง เพดานตรงกลางของชั้นแรก พื้นของชั้นสอง ถูกทลายออกเหลือเพียงโครงไม้เก่า เสริมบรรยากาศของความเป็นโรงละคร และลบความรู้สึกของตึกแถวเก่าออกอย่างสิ้นเชิง, ชั้นสอง แสงสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานสูง เสาทุกต้นเปลือยพื้นผิว เผยให้เห็นอิฐแดงภายใน พื้นที่ชั้นนี้สำหรับนักแสดง นักดนตรี และ Backstage พักพิงระหว่างเตรียมการแสดง 

ชั้นสาม มีห้องพักเตรียมไว้ให้ศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทย รวมถึงศิลปินจากแดนไกลต่างประเทศด้วย 

GalileOasis เปิดโอกาสและยินดีให้คนที่หลงใหลและมีใจรักในศาสตร์การแสดงและดนตรีเข้าใช้พื้นที่ ถ้าถนัดเป็นผู้ชมมากกว่า วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคมนี้ เตรียมตัวเกาะขอบเวที เพราะจะมีการแสดงรองเง็งจากกระบี่ มาเผยแพร่เสน่ห์พื้นบ้านภาคใต้ให้ชม

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Hotel

พื้นที่ชั้นแรกในส่วนของโรงแรม เป็นที่สำหรับร้านอาหารและร้านขนมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ 

เราก้าวขึ้นบันไดเพียงชั่วครู่สู่ชั้นสอง พบโถงบันไดที่ภายนอกมีต้นไม้กระจัดกระจายวางอยู่

“นั่นเป็นเนอสเซอรี่ต้นไม้ค่ะ เราพาต้นไม้มาอาบน้ำอาบแดด” เรายิ้มตามคำตอบน่ารักของแหม่ม

พื้นที่หนึ่งชั้นประกอบด้วยห้องพัก 4 ห้อง ทุกห้องของชั้นสองนี้ไม่มีระเบียง แต่แลกมาด้วยความกว้างเท่ากับตึก 1 คูหา รับรองว่าไม่รู้สึกเหมือนพักโรงแรมเลย ผนังห้องเตรียมประดับด้วยภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องราวในชุมชน ถ่ายโดยผู้ที่อาศัยและเติบโตในชุมชนบ้านครัวตั้งแต่เล็ก เตียง ตู้ โต๊ะ ภายในห้องทำจากไม้เดิมที่นำมารีโนเวต เอกลักษณ์โครงเดิมของตึกถูกคงไว้ให้ได้มากที่สุด ภายในห้องน้ำกั้นกระจกใส เพื่อให้แขกรู้สึกใกล้ชิดกับต้นไม้ที่ปลูกไว้ใกล้อ่างล้างหน้า ให้ความรู้สึกกลมกลืน ไม่แปลกแยกจากบรรยากาศภายนอก

ส่วนชั้นสาม ต่างกับชั้นล่างตรงที่มีระเบียงกว้าง ให้ความรู้สึกส่วนตัวเพราะโอบล้อมด้วยต้นไม้ ชั้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสีเขียวจากธรรมชาติ ระหว่างเดินชมบรรยากาศ ภายในอบอวลด้วยกลิ่นจากเทียนหอมที่เจ้าบ้านจุดต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ความใส่ใจของเธอ ทำให้การเดินชม 20 นาทีของเราเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าจดจำ

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

เป็นโอเอซิสให้ชุมชน

ตั้งแต่ GalileOasis เกิดขึ้น ย่านชุมชนที่เคยแห้งแล้ง กลับสดชื่นด้วยผู้คนที่แวะเวียนมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบไม่เหงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของได้มากขึ้น พี่วินมอเตอไซค์วิ่งกันขวักไขว่ในซอยด้านนอก ตรอกเล็ก ๆ มีผู้คนแวะถ่ายรูปกับกำแพงเก๋ก่อนเดินเข้าพื้นที่ รถขายไก่ย่างด้านหน้าย่างไก่ควันโขมงแทบไม่ได้พัก ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่มีพื้นที่ว่าง ก็จัดสรรเป็นที่จอดรถเพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มอาชีพ เรียกว่าเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์คนกับย่านให้แน่นแฟ้น ผ่านการสร้างโอกาสและเป็นมิตรกับคนในชุมชน 

บริเวณทางเข้าด้านหน้า เจ้าของพื้นที่ตัดสินใจเปิดทางเดินให้ทะลุเชื่อมผ่านชุมชน ให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ด้านในเดินผ่านสะดวก จอดรถมอเตอไซค์ขนาบขอบกำแพงได้ เพื่อให้ความรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นของทุกคนโดยไร้ข้อจำกัดจริง ๆ 

แรก ๆ ชาวบ้านก็ยังไม่ชินกับการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ และผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด แหม่มคำนึงถึงความเข้าใจและความสะดวกของคนในชุมชน เธอจึงชวนผู้คนมาทำงานด้วยกันอย่างเป็นมิตร

“พื้นที่ตรงนี้มันมีวิถีชีวิตอยู่รอบ ๆ เราไม่อยากให้คนมาที่นี่อย่างเดียว เราอยากให้เขารู้จักและเข้าหาชุมชนด้วย” 

ผู้ก่อตั้งโครงการอยากให้ผู้คนไม่ว่าจะต่างถิ่น ต่างชุมชน เชื่อมกันได้และมาเยี่ยมเยือนกันอย่างเป็นมิตร

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

เป็นโอเอซิสให้ผู้คน

พื้นที่แห่งอิสรภาพ พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ นิยาม GalileOasis แห่งนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา

หากจะหาร้านนั่งพักผ่อนสักที่ในกรุงเทพฯ คงไม่ยาก แต่ถ้าจะหาสถานที่พักผ่อนที่พักได้ทั้งกายและใจ ดื่มกาแฟ ทานขนม ชมศิลปะ พร้อมซึมซับธรรมชาติ เราว่าคงมีที่แบบนี้ไม่มากนัก โอเอซิสแห่งนี้มีทุกอย่างที่เราตามหา 

มุมสงบใจกลางเมืองแห่งนี้ตั้งใจอยากให้คนมาใช้พื้นที่ร่วมกัน 

“ถ้าเราเคยใช้ชีวิตที่ได้ปล่อยพลัง ได้ค้นหาความฝัน มันจะเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในใจเรา และทำให้เรารู้ว่าเรามีศักยภาพอะไร มันทำให้ชีวิตมีความชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งแล้ง แล้วก็ทำให้เราไม่คิดถึงแต่ตัวเอง เราเลยให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรม เพราะเป็นการได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ประสบการณ์ เป็นที่ที่ให้เราและเขาใช้ชีวิตทางสังคมอย่างสร้างสรรค์” อาจารย์เล่า

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม โอเอซิสแห่งนี้ถึงมีกิจกรรมครบครันและผลัดเปลี่ยนหลากหลาย ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์เห็นตรงกันจากการสัมผัสประสบการณ์ส่วนตัวว่า การตามหาแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงจิตใจและชีวิตคน

“เราอยากให้คนที่มาได้ถามตัวเองว่า อยากจะกลับไปทำอะไร ในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้แล้วยังไม่ได้ทำ” อาจารย์รัศมีย้ำความตั้งใจหลักอีกครั้ง

ก่อนจากลา อาจารย์รัศมีทิ้งท้ายด้วยความจริงใจ ถึงความตั้งใจแรกและความตั้งใจเดียวที่หล่อเลี้ยงโอเอซิสแห่งนี้

“เราตั้งใจเปิดที่นี่ให้เป็นที่พบปะของความผ่อนคลาย การแลกเปลี่ยนพูดคุย การแบ่งปันความคิดและประสบการณ์ การทำงานสร้างสรรค์ การมาดูงานต่าง ๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจ หรือจะมาร่วมพูดคุยในรายการที่เราจัดขึ้นก็ได้ เรายินดีต้อนรับ มาร่วมสนุกกัน เพราะเราอยากให้พื้นที่ตรงนี้คึกคัก อยากให้มีคนมาใช้งานเยอะ ๆ มาสร้างชุมชนของความสร้างสรรค์ด้วยกัน

“เราคิดว่าพื้นที่แบบนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ และประเทศไทยกำลังต้องการอย่างมาก” 

เราเชื่อว่าการมาเยือน GalileOasis กลางเมืองย่านบรรทัดทอง คุณจะได้มากกว่าความผ่อนคลาย นั่นคือการเห็นมุมมองความคิดใหม่ ๆ สารพัดไอเดียสร้างสรรค์ มิตรภาพ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างที่เจ้าของพื้นที่ปรารถนาให้เป็น

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

GalileOasis

ที่ตั้ง : 323 ถนนบรรทัดทอง แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 09.00 – 18.00 น. ปิดทุกวันอังคาร

โทรศัพท์ : 06 1386 9898, 06 4931 9898

Facebook : GalileOasis

Instagram : galileoasis

Writer

Avatar

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

อบอุ่นและคับคั่งเหมือนเดิม ยังอยู่ในย่านอารีย์เหมือนเคย เพิ่มเติมคือ ‘Lilou & Laliart’ โยกย้ายมาตั้งอยู่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 10

หลังจากหลายปีก่อน เราเคยสัมภาษณ์ ต้น-เอกกมล ธีปฏิกานนท์ และ ปุ๋ม-นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ ที่ร้านละเลียดสมัยยังพ่วงอยู่กับ FabCafe Bangkok ในพหลโยธิน ซอย 5 ในขวบปีที่ผ่านมา เจ้าของร้านทั้งสองเติบโตขึ้น ร้านแห่งนี้ก็ขยับขยายกลายเป็นมากกว่าร้านกาแฟและขนม เราเลยเดินทางมาเพื่อพูดคุยกับพวกเขาอีกครั้ง ถึงการเดินทางก่อร่างเป็นร้านอิสระในบ้านเก่าแห่งนี้

แนวคิดการทำร้านยังเหมือนเดิมไหม – เราถาม พร้อมชวนต้นและปุ๋มนั่งลงคุย ก่อนลูกค้าระลอกใหม่จะทยอยมา

กาแฟของละเลียด

ขอทวนความจำกันสักนิดเผื่อใครที่เพิ่งมาเป็นแฟนของร้าน Laliart Coffee ก่อนหน้านี้ต้นทำร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่กับร้านจักรยาน Tokyobike ช็อปแรกในไทยได้อยู่ 2 ปีแล้วโยกย้าย จากนั้นก็โดดมาทำร้านที่ 2 อยู่กับ FabCafe Bangkok ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เริ่มทำเบเกอรี่ขายกับกาแฟจริงจัง ก่อนจะหมดสัญญาในอีก 2 ปีถัดมา นำมาสู่ร้านที่ 3 ที่เรามาเยือนกันในครั้งนี้

“พอหมดสัญญาเราก็ยังอยากทำต่อ แล้วเจอบ้านนี้พอดี การเดินทางครั้งที่สามนี้เราไม่ได้อยู่กับใครแล้ว เราจึงออกแบบพื้นที่และรีโนเวตอย่างที่ชอบและอยากได้” ต้นบอกว่าที่นี่เป็นออฟฟิศเก่ามาก่อน และมี 2 ข้อที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะลงหลักปักร้านที่นี่คือ หนึ่ง สเปซสวย และสอง มีที่จอดรถแม้จะอยู่ในซอยก็ตาม

เขาเล่าติดตลกว่าในฐานะอดีต Art Director นิตยสารเก่า เขาก็เขียน AI (Adobe Illustator) กรอบประตูหน้าต่างที่บาร์กาแฟด้านล่างอย่างที่อยากได้ แล้วส่งให้ช่างเนรมิตรออกมาให้

ต้นเล่าต่อว่าพอมีพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง ก็ตั้งใจจะ Roast กาแฟอย่างลงลึกและเข้มข้น ซึ่งแพสชันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ลาออกจากงานพร้อม ๆ กับปุ๋ม แล้วเดินทางไปเป็นอาสาสมัครทำงานในคาเฟ่ในโครงการ WWOOF ที่ญี่ปุ่น ก่อนกลับมาเดินทางไป Sip กาแฟที่แม่ฮ่องสอน ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับพาร์ตเนอร์คนสำคัญ ซึ่งนำมาสู่ขั้นตอนศึกษาการคั่วและการเลือกกาแฟแบบสเปเชียลตี้มากขึ้น

“เมล็ดกาแฟที่เราใช้เป็นหลักที่นี่ คือเมล็ดกาแฟไทยจากสวนคำปัน ปลูกในพื้นที่บ้านห้วยห้า (โกลฮาคี) ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ของเมล็ดกาแฟคัดสรรจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเราเห็นความตั้งใจของเขา กาแฟที่ทำสะอาดและซับซ้อนขึ้นทุกปี มีหลายโปรเซสมากเพื่อให้รสชาติกาแฟดีขึ้น เราก็อยากสนับสนุนให้คนทำกาแฟดีให้อยู่ได้” นอกจากต้นจะคั่วสเกลเล็กที่นี่เพื่อใช้ภายในร้านแล้ว เขายังรับคั่วส่งสเกลใหญ่ในโรงคั่วของครอบครัวสำหรับร้านอื่น ๆ ที่ต้องการด้วยเช่นกัน

Recommended Menu

at Lilou & Laliart

เมนูซิกเนเจอร์และขายดี

ชูก้าเรย์ กาแฟที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเขย่ากาแฟกับน้ำตาลอ้อยเพื่อให้เกิดฟอง ผสมกับน้ำส้มเล็ก ๆ เพิ่มความสดชื่น ใช้เมล็ด Light Roast จากบ้านห้วยห้า เมล็ดโทนผลไม้โทนเปรี้ยวแต่ไม่จัด ทำให้ได้รสชาติแบบธรรมชาติ หรือถ้าไม่ใช่สายกาแฟ ลองสั่งสตรอว์เบอร์รีช็อกโกแลตดู ก็อร่อยชื่นใจไม่แพ้กัน

เมนูกินเพลิน

อเมริกาโน่ แม้เป็นเมนูเบสิกแต่มีหลายเมล็ด หลากคาแรกเตอร์ให้เลือก ทั้งเมล็ดไทยและนอกอีกประมาณ 10 กว่าตัว (เดือนไหนมีเมล็ดอะไรบ้าง ลองแวะถามพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ได้)

เมนูคู่กับนม

ใครชอบทานกาแฟนม Dirty ที่นี่ก็ไม่เป็นรองใคร ซึ่งใช้เมล็ดไทย Medium Roast ผสมกับเมล็ดฉานจากเมียนมา กลายเป็นกาแฟเบสช็อกโกแลต ถั่วนิด ๆ ไม่เปรี้ยว ทานกับนมอร่อย

นมของลิลู

ชิมกาแฟกันไปแล้ว จะลืมขนมได้อย่างไร ใครมาที่นี่เป็นต้องติดใจขนมของ Lilou Cafe เสียทุกราย เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันบนไทม์ไลน์ของปุ๋ม 

หลังจากต้นกำลังทำร้านกาแฟที่แรกที่โตเกียวไบค์ ช่วง 1-2 ปีหลังจากนั้น ปุ๋มก็ไปเปิดร้าน Lilou (อ่านว่า ลิลู ชื่อร้านที่มาจากชื่อเล่นของปุ๋ม) ขายอาหารมังสวิรัติที่ The Yard Bangkok เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ต้นย้ายร้านไปเปิดที่สอง จากนั้นปุ๋มก็ปิดร้าน แล้วโอนย้ายการทำขนมไปไว้ที่ร้านของต้น

ปุ๋มเล่าย้อนตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าเธอเดินทางด้านจิตวิญญาณและกินมังสวิรัติมาตั้งแต่เด็ก 

“ปกติเราชอบไล่ตามความฝัน ตั้งแต่เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ นักเขียน ครูสอนโยคะ ตอนนั้นฝันว่าอยากเปิดร้านมังสวิรัติ พอเปิดได้ 2 ปีก็รู้สึกว่าทำตามความฝันเสร็จแล้ว เลยปิดแล้วไปอยู่อินเดีย เอาทุกอย่างไปฝากไว้ที่ต้น” ปุ๋มพูดพลางหัวเราะ 

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

ร้านละเลียดเลยเริ่มมีแครอทเค้ก บราวนี่ และเลม่อนเค้กสูตรฮิตตั้งแต่นั้น ขนมโฮมเมดที่ปุ๋มคิดสูตรล้วนเลือกวัตถุดิบคุณภาพ ปลอดเนื้อสัตว์ เน้นรสชาติจากวัตถุดิบ ไม่ปรุงรสให้จัดเกินไปจนลูกค้าติดพัน พอมาตั้งร้านของพวกเขาเองแล้ว จึงรวมสองร้านเข้าด้วยกันซึ่งปีนี้กำลังย่างเข้าปีที่สอง โดยมีครัวขนมทำเองอยู่ด้านหลังร้าน

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์

(กระซิบว่านอกจากมาสั่งขนมทานที่ร้าน ใครอยากทานเมนูไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็ยินดีเปิดครัวรับทำให้เช่นกัน เพียงสั่งกันล่วงหน้า)

ชั้นสองของบ้านเก่า

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

หลายคนที่มาคาเฟ่อาจไม่รู้ว่าบนชั้นสองของที่นี่ยังเปิดเป็นสตูดิโอ Lilou Heart Space ด้วย ซึ่งเป็นชีวิตพาร์ตจิตวิญญาณที่ปุ๋มเดินตามมาตลอด

หลังจากหายจากการทำร้าน เธอก็ออกเดินทาง ค้นพบโยคะ สอนอยู่ไม่นานปุ๋มก็รู้ว่าความเข้าใจของเธอลึกลงไปมากกว่าการทำท่าเพื่อออกกำลัง แต่เป็นเรื่องการใช้ร่างกายอันส่งผลต่อ Emotional Body เธอเลยเริ่มทำรีทรีตที่เกาะพะงัน สอนทำ Water Therapy หรือวารีบำบัด ซึ่งเธอเคยเขียนเล่าไว้ในคอลัมน์อโศก

Lilou & Laliart โฮมคาเฟ่ สตูดิโอ เวิร์กชอป และแหล่งรวมมิตรของเพื่อนบ้านย่านอารีย์
ภาพ : นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

พอย้ายมาที่นี่ต้นก็ทำห้องด้านบนนี้ไว้ให้เธอเปิดสอน รวมทั้งให้คนที่ทำเรื่อง Energy Work เหมือนกันมาเช่า เพื่อทำสารพัดกิจกรรมที่ไม่ค่อยเห็นที่อื่น ไม่ว่าจะเป็น Soundbath, อ่านไพ่ทาโรต์ หรือคลาสที่ปุ๋มชวนเราเข้าร่วมด้วยคือเวิร์กชอป Healing the self sabotaging patterns & connecting to self worth กับคุณ Shubho Dutta ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนเมืองที่มีความเครียดสูงจากการทำงาน หรือใครก็ตามที่รู้สึกว่าความสมบูรณ์แบบและความคาดหวังกำลังทำร้ายเราอยู่ เป็นเหมือนห้องเรียนเล็ก ๆ นั่งพูดคุยและชวนสำรวจจิตใจของตัวเอง ทันทีที่ออกจากห้องเรียน เราก็ได้ค้นจิตใจเบื้องลึกของตัวเอง สนุก และโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก โดยแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมหลากหลายไม่ซ้ำกัน รอติดตามได้เลย

อาคาร Lilabo ในสวนด้านหลัง

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

ถ้าเดินสำรวจพื้นที่ด้านล่างต่ออีกสักนิด จะเห็นว่าด้านนอกของร้านมีอาคารชื่อน่ารักอย่าง Lilabo ซ่อนอยู่ ต้นไขข้อข้องใจให้เราว่าอาคารนี้มีไว้ใช้ทำอะไร

“ช่วงแรกเราเอาไว้เพาะต้นไม้ขาย มีทั้งกระถาง อุปกรณ์ รวมทั้งวัสดุปลูก พอช่วงหลังก็ปรับเป็นห้องเวิร์กชอปให้คนมาเช่าใช้ได้ ไม่ว่าจะมาจัดกิจกรรม วาดรูป ทำงานศิลปะ เทสกลิ่น หรืออะไรก็ได้” หลังจากนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง รอติดตามผ่านทางเพจได้เลย

ร้านของชำออร์แกนิก

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ

นอกจากคาเฟ่และพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจุดหมายของแขกขาจรและประจำ พื้นที่ด้านหน้าร้านยังอุทิศให้กับบรรดาของออร์แกนิกและรักษ์โลกน่ารักทั้งหลาย 

“เราอยากทำพื้นที่นี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ พยายามหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาวางขาย แต่บางอย่างคนที่นี่เห็นแล้วก็อยากมาอยู่ด้วยกัน อย่าง Normal Refill กับสมุดแบรนด์ A pieces of paper ก็รู้จักกัน หรืออย่างน้องดีน ศิลปินที่วาดภาพตกแต่งร้าน บ้านเขาก็อยู่อีกสองซอยนี่เอง วันที่เราเปิดร้านเขาก็มาเปิดตัวด้วย เหมือนเป็นการซัพพอร์ตชาวอารีย์ ที่เราทำก็เพราะว่าเรามีเพื่อนบ้าน” ต้นตอบทั้งหมดนี้อย่างจริงจังและจริงใจ แทนความตั้งใจของพวกเขาที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้จริง ๆ

การเดินทางของ Lilou & Laliart

แม้ปุ๋มและต้นจะเดินมาคนละสาย สนใจกันคนละแบบ แต่ทั้งคู่ก็เลือกเปิดบ้านหลังนี้ให้คนเข้ามาเยือนด้วยความรักที่มีเหมือนกัน เพราะอยากให้ที่นี่เป็นเสมือนโอเอซิสของคนกรุงที่มุ่งหน้าหนีความตึงเครียดมาพักผ่อนและมองหาที่พอดีกับใจ

“เราเลือกอยู่อารีย์ตั้งแต่ทำร้านแรกจนถึงร้านที่สาม เพราะย่านนี้อยู่แล้วพอดีกับเรา นอกจากการทำงานที่เป็นเชิงธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย ที่นี่มีอะไรให้เลือกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นของกิน ธรรมชาติ การเดินทาง หรือว่าสวน” ต้นตอบในมุมของเขา 

ส่วนปุ๋มเองชอบความเงียบสงบแต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของที่นี่ “ย่านนี้มีคอมมูนิตี้ที่ไม่เหมือนย่านอื่น ทุกคนรู้จักกันหมด เราไม่ได้อยู่อย่างสันโดษ แต่ก็ไม่วุ่นวายเกินไปนัก”

ในอนาคตอีกสัก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า พวกเขาตั้งหมุดหมายเอาไว้ว่าอยากขยายร้านให้กว้างขวางมากขึ้น กาแฟก็จะถูกโปรเซสอย่างเข้มข้นมากขึ้น อาจจะมีร้านอาหารถ้าพร้อมตั้งรับ และอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือพื้นที่ Healing กับความตั้งใจที่อยากผสานสองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างจริงจัง

นอกจากแวะมาเติมท้อง เติมกำลังกาย และเติมพลังใจแล้ว ใครแวะมาที่นี่แล้วบังเอิญเจอเจ้าของอีกหนึ่งแมวอย่างน้องโอบกอด ก็ทักทายได้เช่นกัน 

Lilou & Laliart โฮม พื้นที่ของสองคนที่รักอารีย์ แปลงโฉมบ้านเก่าเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ขนมวีแกน ขายของออร์แกนิก และสตูดิโอเปี่ยมจิตวิญญาณ
Lilou & Laliart
  • 18 ซอยอารีย์สัมพันธ์ 10 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร (แผนที่)
  • ทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น.
  • 09 4691 2666
  • Laliart coffee

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

สิปปกร วงศ์ธนาภา

ช่างภาพที่หลงรักชุมชนต่าง ๆ ทั่วไทย จนอยากบอกเลิกกับกรุงเทพฯ รักตัวหนังสือที่ทำเห็นภาพ จนอยากบอกเลิกกับกล้องตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load