16 พฤศจิกายน 2563
4 PAGES
4 K

ฝนตั้งหน้าตั้งตาสาดเม็ดฝนราวกับมันกลัวไม่ทันปลายฝนขบวนสุดท้าย ก่อนฤดูหนาวจะมาถึงในไม่ช้า ลูกก่อในป่ากำลังทิ้งตัวลงดินรอให้เราไปเก็บมาคั่วกิน เช่นเดียวกับทุ่งข้าวสีทองที่ตั้งรวงรอเจ้าของมาเก็บเกี่ยวพาเมล็ดข้าวกลับยุ้งฉาง

งานในท่องไร่ท้องนาเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่มันก็คุ้มค่ากับการเอาหยาดเหงื่อเข้าแลก นักปลูกข้าวที่ยังไม่เสียเอกราชให้กับตลาดก็คงรับรู้ถึงความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงที่มีผืนดินไว้เพาะปลูกเป็นฐานที่มั่นของชีวิต

เช่นเดียวกันกับลูกหลานชาวเมืองฟุกุชิมะคนหนึ่งที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวนา ที่โชคชะตาได้พาเขามาใช้ชีวิตในเมืองไทยเกือบ 20 ปี วันหนึ่งเขารู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องออกเดินทาง หลังจากจองตั๋วเสร็จเขาก็พาตัวเองออกจากเมืองบางกอก และขึ้นเหนือมาอู้กำเมืองกับภารกิจบิดขี้เกียจบนดอย

ขวัญกระหม่อม สมองผู้ทรงพลัง

10 โมงเช้าวันจันทร์ คุณซูอิชิเดินทางมาถึงเชียงใหม่ ผู้คนในสนามบินบางตาลงไปมากหลังจากการเกิดขึ้นของ COVID-19 เขาแวะซื้อเครื่องปรุงสำหรับการทำราเมนครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่เราจะมุ่งหน้าขึ้นดอย

ลูกหลานชาวนาจากเมืองฟุกุชิมะคนนี้เป็นหนึ่งในลูกหลานที่หันหลังให้บ้านเกิดในชนบทและเดินทางเข้ากรุงโตเกียว เขาร่ำเรียนอย่างหนักเหมือนนักเรียนนักศึกษาในสังคมญี่ปุ่นทั่วไป พอเรียนจนจบ แทนที่จะรีบหางานทำ เขากลับหาเรื่องมาเรียนหลักสูตรเศรษฐศาสตร์นานาชาติระดับปริญญาโทที่เมืองไทย เพื่อโอกาสในการเดินทางเปิดหูเปิดตา

เวลาที่มีเกือบทั้งหมดระหว่างที่อยู่เมืองไทย หมดไปกับการออกเดินทางทั่วแดนสยาม จนเกือบจะเรียนไม่จบเพราะไม่มีหน่วยกิตส่งกลับไปให้มหาลัยที่ส่งเขามา แต่ด้วยความเก่งกาจของมันสมองแบบชาวซามูไร เขาก็ฟันฝ่ามันได้อย่างไม่ยากเกินไป

หลังกลับไปญี่ปุ่น คุณซูอิชิเข้าทำงานกับโทรทัศน์ช่องหนึ่งในฐานะช่างภาพและผู้สื่อข่าว ในสมัยนั้นงานที่เขาทำจะได้รับการยอมรับอย่างมากจากคนในสังคม เพราะเป็นงานที่มีรายได้สูงและมั่นคง

ชีวิตนักข่าวที่ได้ทำงานที่ตนเองรัก ได้เดินทางไปทำข่าวยังที่ต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โดยเฉพาะการเกาะติดสถานการณ์ที่เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในสหรัฐอเมริกา เป็นช่วงเวลาที่เขาไม่มีวันลืม

การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งวันหนึ่งเขารู้สึกหมดแรงและอ่อนล้าจนลุกจากเตียงไม่ไหว เขารู้สึกเครียดอย่างหนักจากงานที่ต้องทำงานล่วงเวลา 200 ชั่วโมง และได้พักเพียง 2 วันต่อเดือน ส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่ถึงที่สุด จนมีอาการซึมเศร้าจากการโหมงานหนักเกินไป

การทำงานจนไม่เหลือเวลาพักผ่อน ไม่มีฤดูที่แตกต่างนอกจากฤดูทำงาน และในความเป็นจริง งานที่มอบชีวิตใหม่ให้เขาก็เกือบจะพรากชีวิตของเขาไปเช่นกัน เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่เขาทำมาตลอดระยะ 6 ปี ในเวลาต่อมา ความเป็นเลิศด้านด้านสมองของเขาทำให้ประสบความสำเร็จมากถ้าวัดจากไม้บรรทัดที่สังคมตั้งไว้ แต่เขาก็ค้นพบว่า ช่วงเวลานั้นเขาใช้ความคิดและมันสมองมากเกินพอดี มันถึงเวลาที่เขาจะได้เดินออกมาจากตรงนั้น

ขวัญมือทั้งสอง สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่า

เช้าวันแรกของคุณซูอิชิ ในวันธรรมดาที่อากาศกำลังดีมาก หลังกินมื้อเช้าเสร็จก็ได้เวลาชงกาแฟกินต่อ เหมือนใครๆ มากมายที่กินกาแฟมานานแต่ไม่เคยรู้ว่า จริงๆ แล้วกาแฟหนึ่งแก้วมีขั้นตอนอะไรบ้าง เพื่อคลายความสงสัย เขาจึงใช้เวลาครึ่งวันเช้าในการลองทำกาแฟด้วยตัวเอง เริ่มจากการกะเทาะกะลากาแฟด้วยครกตำน้ำพริก แล้วค่อยๆ ใช้สองมือแยกสารกาแฟออก เพื่อนำไปคั่ว เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้ลองคั่วกาแฟด้วยมือของเขาเอง รสชาติกาแฟที่ชงออกมาจึงมีรสไหม้ติดมาด้วย เขาจึงอยากแก้มืออีกครั้งเพื่อเอากาแฟที่ทำเองกับมือกลับไปฝากภรรยาที่บ้าน

คุณซูอิชิบอกผมด้วยความภูมิใจว่า เขาเป็นคนบ้านนอก ถึงแม้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจะต้องอยู่ในเมืองด้วยหน้าที่การงาน แต่เขาได้พบว่าเมื่ออายุมากขึ้น เขาก็คิดถึงจังหวะชีวิตของชนบทบ่อยขึ้นตามไปด้วย บ้านเกิดของคุณซูอิชิในจังหวัดฟุกุชิมะยังมีการปลูกข้าว ถึงแม้เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจะผ่านมาหลายปีและคลี่คลายแล้ว แต่ข้าวที่ผลิตได้ไม่เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค จึงทำให้ขายผลผลิตได้น้อย ผลผลิตจำนวนมากถูกนำไปเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มแทน ผู้คนที่นั่นยังคงเผชิญกับความท้าทายเช่นเดิม เขาหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจนเป็นปกติ

แผ่นดินญี่ปุ่นถูกสร้างด้วยภูเขาไฟและแผ่นดินไหว การเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปวางบนแผ่นดินที่อ่อนไหวมากที่สุดที่หนึ่งบนโลกเท่ากับเป็นการรอระเบิดเวลา เหมือนครั้งหนึ่งชีวิตของเขาผ่านการจุดระเบิดเวลาจนต้องลาออกจากงาน และข้ามน้ำข้ามทะเลมาหางานใหม่ที่ทำให้มีชีวิตที่ช้าลง ถึงแม้รายได้จะลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็มีเวลามากขึ้น และมีความสุขที่มากกว่าเดิมเช่นกัน การใช้มือทำงานบนแป้นพิมพ์อาจจะเป็นการค้นพบการทำงานที่เยี่ยมยอด แต่การได้หยิบจับเมล็ดกาแฟ ครก ขยับตะแกรงคั่วกาแฟบนเตาไฟ ก็ให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน คุณซูอิชิว่าไว้

ความทรงจำใต้ขวัญเท้า

ถ้าเขาไม่ออกไปล่าฝันในโตเกียว เขาก็จะเป็นชาวนารุ่นที่ 3 ที่อาจขับรถเกี่ยวข้าวคันเท่แล่นไปตามนาข้าวที่จังหวัดฟุกุชิมะ คุณซูอิชิเล่าเรื่องคุณปู่ของเขาให้ฟังว่า คุณปู่ของเขาเกือบได้มาฝากรอยเท้าไว้ที่เชียงใหม่เหมือนนักรบคนอื่นๆ อีกหลายชีวิตในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ญี่ปุ่นแพ้สงครามเสียก่อน ผู้เป็นปู่จึงต้องกลายเป็นเชลยสงคราม และติดค้างที่ค่ายกักกันเชลยศึกในจังหวัดนครนายก ก่อนจะได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในภายหลัง แต่คุณปู่ของคุณซูอิชิก็ได้มีโอกาสเดินทางกลับมาเยี่ยมเมืองไทยในฐานะนักท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

สำหรับคุณซูอิชิแล้ว เขาเชื่อว่าร่างกายมีความทรงจำ ผ่านดีเอ็นเอการที่เราอยากทำงานใช้แรง เลื่อยไม้ ขุดดิน ตอกตะปู เย็บผ้า มันคือความทรงจำของคนรุ่นก่อนที่ส่งผ่านมาทางสายเลือดหรือกรรมพันธุ์ เราจึงรู้สึกดีที่ได้ทำงานเหล่านั้น มันจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องใช้ร่างกายให้สมดุลกับการใช้สมอง

ตอนบ่ายเราไปเยี่ยมนาข้าวที่ตอนนี้ข้าวกำลังโตสวยงาม การได้มาสูดอากาศหายใจเอากลิ่นข้าวในท้องนา ช่วยเพิ่มออกซิเจนในปอดของผู้มาเยือน ระหว่างที่เดินอยู่ด้วยความสบายใจนั้นเอง เท้าข้างหนึ่งได้ไถลลงไปในนาจนน้ำกระฉอก เท้าที่เก็บตัวอยู่ในรองเท้าบูตคงรับรู้ถึงดินนุ่มๆ ในนาได้

“จริงๆ แล้วสมองกับร่างกายต้องประสานงานกันให้ดี ตะกี้นี้มันลืมประสานงานกันนิดหน่อยนะครับ” เขาแจงด้วยรอยยิ้ม

เราไปตัดต้นกล้วยป่ากันต่อเพื่อเป็นอาหารหมู ต่อด้วยกลับไปทำราเมนที่เขาตั้งใจอยากทำให้พวกเราชิม คุณซูอิชิ เปิด YouTube ดูการทำราเมนสูตรดั้งเดิม เขาทำตามทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจ ตั้งแต่การนวดแป้งให้แบนราบ การหั่นเส้นราเมน การทำน้ำซุป เขาประสบความสำเร็จกับการทำอาหารบรรพบุรุษของเขา จนกระทั่งเขาซดน้ำซุปจนเกิดเสียงตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น แสดงว่ารสชาติไม่เบา

ตั้งแต่การมาถึงของเขา นอกจากการนอนแล้ว ผมยังไม่รู้สึกเลยว่านี่คือการบิดขี้เกียจ มีคำอธิบายจากผู้มาเยือนว่า เราต้องตั้งคำถามกับคำว่าขยันด้วยว่ามันมีความหมายอะไรบ้าง เราถูกทำให้เชื่อว่าความขี้เกียจนั้นเป็นสิ่งเลวร้ายจนไม่เหลือคุณงามความดีอะไร จริงๆ แล้วที่เขารอดมาได้ก็เพราะขี้เกียจที่จะขยันต่อไป และความขี้เกียจของ ‘จอเกอะโดะ’ ในนิทานของปกาเกอะญอก็ดันไปคล้ายกับ ‘นามากิโมโนะ’ สหายขี้เกียจของชาวญี่ปุ่น

สาเหตุที่คนญี่ปุ่นขยันและมีระเบียบวินัยจนทำให้ประเทศชาติพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอากาศหนาวที่ยาวนาน 70 เปอร์เซ็นต์ของภูมิประเทศเป็นภูเขา พื้นที่ทำเกษตรจึงมีน้อย คนญี่ปุ่นจึงต้องขยันเพื่อจะได้กักตุนอาหารให้พอต่อความต้องการของประชากร แต่ความขยันที่กลายเป็นมาตรฐานจนคนที่แหวกแนวจะถูกผลักไส นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่รัดตรึงคนญี่ปุ่นไว้อย่างแน่นหนา ผลที่ตามมาจึงเป็นความเครียดที่มากเกินไป

ภายหลังจึงมีการพูดคุยและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเวลาทำงานในเวลาต่อมา จนทำให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้นมาบ้าง และคนรุ่นใหม่มากมายตัดสินใจหาทางเลือกที่ต่างไปจากคนสมัยก่อน เพราะไม่อยากแบกรับความกดดันจากวิถีชีวิตการทำงานแบบเดิม

ขวัญของหัวใจ

ตอนเช้าอากาศกำลังเย็นสบาย หมูกำลังร้องเพลงเสียงดัง พี่ซูอิชิเลยเดินไปให้ข้าวหมูจนเสียงเพลงสงบลง เขากลับมานั่งชงกาแฟต่อด้วยอย่างสบายใจ ก่อนกลับเขาแวะไปทักทายเพื่อนใหม่ในเล้า เขาอยากกลับมาอีกเพื่อมาออกแรง เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับพวกเราที่นี่

หัวใจที่ร่าเริงแบบเด็กที่อยู่ในตัวคุณซูอิชิเต้นแรงและมีชีวิตชีวาในวันที่เขาคิดน้อยลง เดินมากขึ้น ใช้มือทำงานเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น เขาจะกลับไปอยู่ในเมืองที่เป็นบ้านของเขาที่มีงาน ครอบครัว เพื่อนฝูงรอเขาอยู่ ซึ่งที่นั่นก็มีสิ่งท้าทายเหมือนคนปลูกข้าวที่นี่ เพราะเมื่อวันที่โลกกำลังร้อนขึ้นมากกว่านี้ อาจจะกลายเป็นคนปลูกข้าวด้วยซ้ำที่จะได้รับผลกระทบก่อน แต่ผลจะไปถึงเมืองอย่างแน่นอน

หากเปรียบโลกเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าโลกกำลังอยากบิดขี้เกียจ หน้าตาของโลกจะเป็นอย่างไร เชื่อเหลือเกินว่าโลกในตัวเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่อยากขยันแบบเดิมจะมีมากขึ้น นิยามของความสุขของคนแต่ละยุคอาจจะไม่เหมือนกัน ด้วยทรัพยากรที่คนรุ่นก่อนตักตวงและใช้ไปมากมาย บางทีคนรุ่นใหม่อาจมีทางเลือกที่ง่ายกว่าเดิมในยุคที่ต้องเผชิญกับวิกฤตรอบด้าน จากนี้ไปความสุขที่หาซื้อได้อาจเป็นเพียงต้นไม้ 1 ต้นกับหนังสือ 1 เล่ม และวันบิดขี้เกียจดีๆ 1 วัน

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!