“ฟรังคิดว่าคนส่วนมากจำภาพตัวเองแบบไหน” 

หมอ ไอดอลด้านการเรียน” ฟรังตอบเราแทบจะทันที ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฟรังเป็นที่รู้จักและโดดเด่นกว่านิสิตแพทย์คนอื่นๆ นั่นเพราะว่า เมื่ออยู่นอกชั้นเรียน เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นนักแสดงวัยรุ่นแถวหน้าอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2557 ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร แจ้งเกิดในบทบาท ออย จากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดัง Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังขะมักเขม้นในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายคือคณะแพทยศาสตร์ 

ภาพของเด็กสาวตากลมผมม้า นั่งก้มหน้าทำโจทย์ข้อสอบในระหว่างรอเข้าฉาก จากคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์นั้นได้กลายเป็นภาพจำของฟรังในใจใครหลายคน เราเองก็เช่นกัน

5 ปีผ่านไป ฟรังในตอนนี้กลายเป็นนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 แห่งรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้นเธอก็ยังคงรับงานในวงการบันเทิงอย่างสม่ำเสมอ ผลงานล่าสุดคือบทบาท โรส จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

บนโลกออนไลน์ ฟรังคือเจ้าของชาแนลยูทูบใหม่เอี่ยมชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง) ที่นำเสนอแง่มุมสุดไฮเปอร์ อย่างคลิปเดินเท้าจากสยามไปไอคอนสยาม! และล่าสุดก็ได้ปล่อยคลิปพาเที่ยวปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่เธอไปทำหน้าที่ครูอาสาสมัครมาเป็นเวลาเดือนเศษ

สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด ฟรังคือลูกสาวที่พ่อแม่ไว้วางใจ และพี่สาวที่คอยเป็นห่วงน้องๆ เสมอ

“ฟรังคิดว่าตัวเองเป็น Perfectionist ไหม”

“ม่าย” เธอลากเสียงยาวเป็นคำตอบ แม้นั่นจะฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไรนัก

ตารางชีวิตในวันนี้ของฟรังเริ่มจากคาบเรียนตอนเช้าที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางมาพบกับเราในตอนเย็น และดูเหมือนว่าหลังจากที่แยกกันแล้ว เธอจะต้องกลับไปอ่านหนังสืออีก 2 – 3 บท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์ถัดไป

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจเถียงในใจว่า ดูยังไงนี่มันก็เป็นชีวิตของคนเพอร์เฟกต์ชัดๆ

แต่ฟรังก็ยังคงยืนยันกับเราว่าตัวเองไม่ใช่เทพแห่งการจัดการเวลาอย่างที่ใครหลายคนขนานนามให้ เพราะเธอเองก็มีมุมที่รู้สึกเหนื่อยหรือขี้เกียจเหมือนคนทั่วไป อย่างวันนี้ฟรังก็มีช่วงเวลาที่แอบหนีไปงีบก่อนจะมาให้สัมภาษณ์เช่นกัน

ฟรังที่เราได้พบในวันนี้ ยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปีแสนธรรมดา ที่มีทั้งความรู้สึกไม่มั่นใจ อารมณ์เหนื่อยล้า และช่วงเวลาอันยุ่งเหยิง และเธอเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเติบโต เพื่อข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้เช่นกัน

บทสนทนาต่อไปนี้คือตัวตนของฟรังในฐานะเด็กสาวที่อาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่เราอยากจะเล่าให้คุณฟัง

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

5 สัปดาห์ คือจำนวนวันหยุดยาวที่สุด ที่นิสิตแพทย์อย่างฟรังพึงมี 

ถ้าใครได้ติดตามชีวิตของเธอในโซเชียลมีเดีย คงพอเห็นผ่านตาว่าปิดเทอมที่ผ่านมา ฟรังตัดสินใจไปเป็นครูอาสาสมัครที่สาธารณรัฐเช็ก 

“นี่คือปิดเทอมที่ยาวที่สุดของนิสิตแพทย์แล้ว เราก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี รู้สึกอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ อะไรที่จะคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่เรามี ก็เลยจบลงที่ AIESEC” 

ฟรังเล่าถึงการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำผ่านการทำงานอาสาสมัครในต่างประเทศ

“สุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าอย่างที่เราตั้งใจไหม ฟรังเติบโตขึ้นในแง่ไหนบ้าง” เราสงสัย

“เรามีความเป็นผู้นำมากขึ้น” ฟรังตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ก่อนไปเราก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีความเป็นผู้นำมากกว่านี้ เพราะเราชอบคิดว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่ค่อยกล้านำใคร ความจริงแล้วลึกๆ เราเป็นคนแบบนั้น ซึ่งเราอยากแก้ตรงนี้มานานแล้ว การไปครั้งนี้มันก็ค่อนข้างช่วยได้เพราะว่าพอไปถึงแล้วเราต้องจัดการเองทุกอย่างหมดเลย ต้องเตรียมสไลด์เอง เตรียมสอนเด็กเอง”

อันที่จริง โครงการนี้ไม่ได้รับสมัครเพียงแค่ครูอาสาเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งงานอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย ทั้งงานด้านบัญชี การตลาด ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ตลอดจนงานด้านการแพทย์ 

“ตอนแรกก็หาโครงการที่เป็น Medical แหละ แต่มันไม่มีโครงการในช่วงเวลาที่เราว่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่า โครงการนี้ก็ดี เพราะไหนๆ เราก็ต้องอยู่กับ Medical ไปอีกทั้งชีวิตแล้ว 

“สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปเป็นครู เพราะเรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำมานิดหนึ่ง เราเคยสอนพิเศษตอน ม.6 ก่อนขึ้นปีหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้” ฟรังเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเอาวันหยุด 5 สัปดาห์อันแสนมีค่า เพื่อไปเป็นครูอาสา ณ โรงเรียน 5 แห่งในสาธารณรัฐเช็ก

“พอไปสอนในห้องเรียนจริงๆ เป็นยังไงบ้าง เหมือนภาพที่คิดไว้ไหม” เราถาม

“ส่วนใหญ่มันจะดีกว่าที่คิด คือตอนแรกคิดว่าเด็กจะต้องไม่ฟังเราแน่ๆ แต่พอไปถึงปรากฏว่าเด็กเขาตื่นเต้นกับการมาของเรามากๆ เลยนะ ยิ่งเด็กเล็กๆ เขาจะเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ ขอลายเซ็น วาดรูปให้เรา ขอบคุณเรา เหมือนเราเป็นซูเปอร์สตาร์” ฟรังตอบด้วยสายตาเป็นประกาย นี่คงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อยสำหรับเธอ แม้มันจะแลกมาด้วยโอกาสในการนอนตื่นสายอย่างที่ทำไม่ได้บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็สงสัยว่า ฟรังไม่เสียดายเวลาว่างของตัวเองบ้างหรือ

“เราไม่ชอบพักผ่อนมากเกินไป รู้สึกว่า 1 วันหรือ 2 วันนี่ก็เต็มที่แล้ว ปิดเทอม 5 สัปดาห์นี่เราไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ คืออย่างวันที่สอบเสร็จ เรานอนเลยนะ นอนเต็มที่มากๆ แล้วก็นัดเจอเพื่อน เจอทุกคนที่อยากเจอใน 2 – 3 วัน แต่สุดท้ายมันก็จะว่างเกินไป มันไม่ได้” ฟรังจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

4 ปีการศึกษา คือเวลาที่ฟรังได้ร่ำเรียนในคณะแพทยศาสตร์

เมื่อช่วงเวลาของคุณครูฟรังสิ้นสุดลง เธอก็ต้องบินกลับมาเตรียมพร้อมเปิดเทอม ซึ่งตอนนี้ฟรังได้เดินทางมาถึงครึ่งทางของชีวิตการเรียนหมอ หนึ่งในสาขาวิชาที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งเครียดและการแข่งขัน

“อะไรคือแรงฮึดของฟรังตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” เราถาม 

“เป้าหมายมั้ง” ฟรังตอบก่อนจะนิ่งไปเพื่อนึกทบทวนตัวเอง “เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่กลัวความเหนื่อยนะ เป็นคนที่ค่อนข้างชินกับความเหนื่อย เวลาว่างเกินไปก็จะรู้สึกหงุดหงิด เพราะว่าชอบเหนื่อยๆ” ว่าแล้วฟรังก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส เพราะรู้ตัวดีว่าใครๆ ต่างก็ยกให้เธอเป็นนางสาวไฮเปอร์ทั้งนั้น

“มันก็จะมีบ้างที่รู้สึกท้อ แต่ก็คงเป็นเพราะเป้าหมายแหละ คือเราเลือกมาแล้ว เราก็อยากทำให้สำเร็จ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเผชิญเส้นทางนี้ คือทุกคน ไม่ว่าอาชีพไหนๆ มันก็ต้องมีความเหนื่อย มีอุปสรรคอยู่แล้วในแบบของมัน ถ้ามันไม่เหนื่อยเลยมันก็คงว่างเกินไป นี่มันก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง เดี๋ยวพอมันผ่านไปได้มันก็คงเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ”

“แปลว่าฟรังเป็นคนที่ยึดมั่นใจเป้าหมายของตัวเองค่อนข้างมากใช่ไหม เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องหรือเปล่า” เราถามต่อ

“ส่วนใหญ่ เท่าที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ อย่างตอน ม.6 ตอนที่สอบหมอก็เหมือนกัน คือเราก็อยากจะสอบให้ติด ไม่ว่ายังไงก็จะพยายามทำให้สำเร็จ เพราะเราอยากทำให้ได้” 

ย้อนไปในช่วงมัธยมปลาย ฟรังบอกกับเราว่าเธอเองมีคณะแพทย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกการเรียนต่อมานาน ก่อนที่จะตัดสินใจได้อย่างแน่นอนในช่วง ม.5 เราจึงถามเธอต่อไปว่า อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ ทั้งที่พื้นเพครอบครัวของฟรังก็ไม่ได้มีใครทำอาชีพหมอมาก่อน

“อย่างแรกมันก็คงเป็นความรู้สึกของเราเองที่รู้สึกว่า มันต้องเลือกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือช่วงนั้นมันมีเหตุการณ์ระเบิดแถวพระพรหม แล้วก็รู้สึกว่าอยากช่วยจังเลย เราสัมผัสได้ว่าตัวเองเป็นคนขี้สงสาร ถ้าเราช่วยเหลือคนได้ก็คงดี ซึ่งหมอก็คงเป็นหนึ่งในอาชีพที่จะได้ช่วยคน” ฟรังตอบด้วยท่าทางจริงจัง

จนถึงตอนนี้ ในฐานะนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ฟรังอาจยังไม่มีโอกาสได้ช่วยคนมากนัก แต่เราเชื่อว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การเรียนหมอย่อมช่วยให้ฟรังได้เติบโตขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

“ถ้าถามว่าเราเติบโตในแง่ไหนบ้าง ก็คงเติบโตในเรื่องของ การปลง” พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“จริง!” ฟรังย้ำกับเราเพื่อบอกว่าเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ “เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มากที่สุดนอกจากความรู้ ก็คือการจัดการกับความเครียด จัดการกับความยุ่ง แล้วก็ปลง สำหรับเราตอนนี้ความสุขมันหาง่ายมาก เราได้รู้ว่าความสุขมันหาง่ายนิดเดียวแค่คุณวางหนังสือ ถามนิสิตแพทย์ทุกคนจะรู้สึกอย่างนี้ พอหลังสอบเสร็จ การไปร้านกาแฟโดยไม่ต้องหยิบไอแพดขึ้นมา นี่คือความสุขสูงสุดในชีวิต” ฟรังเล่าติดตลกพร้อมแจกยิ้มสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

3 เดือนก่อน ฟรังตัดสินใจเปิดชาแนลยูทูบของตัวเองที่มีชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง)

ทั้ง 11 คลิปที่ถูกปล่อยออกมาก็เผยให้เราได้เห็นตัวตนสุดไฮเปอร์ของฟรัง ผู้ทำทุกอย่างด้วยพลังอันล้นเหลือ จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดฟรังจึงตัดสินใจสละเวลาพักผ่อนอันมีค่าของตนเพื่อมาทำคลิปเหล่านี้ 

“เรารู้สึกสนุก” คำตอบที่ได้กลับมานั้นเรียบง่ายจนไม่น่าเชื่อ 

“นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์เรามาก เพราะเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่เราจัดการเองได้ทั้งหมด ถ่ายก็ถ่ายช่วงที่เราว่าง ตัดต่อในแบบที่เราอยากทำ เลือกช่วงที่เราอยากนำเสนอ คือเหมือนเราได้จัดการทุกอย่าง ควบคุมเองทุกอย่าง ได้ฝึกความครีเอต ซึ่งมันสนุกมาก” ฟรังเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่คือความสุขของเธอจริงๆ

“อาจจะเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้เราเคยทำงานแสดง แล้วมันก็มีปัจจัยทำนองนี้เยอะมาก อย่างเรื่องเวลา คือเรามีเวลาน้อยใช่ไหม แต่มันไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว มันก็จะมีเวลาของทางกองถ่าย เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลย พอมาทำตรงนี้ซึ่งเราควบคุมเองได้หมด ก็รู้สึกว่ามันดี แฮปปี้

“แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนรู้จักตัวตนเรามากขึ้นด้วย” 

นอกเหนือจากบทบาทการเป็นนิสิตแพทย์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนของใครหลายคน ฟรังตั้งใจใช้ชาแนลนี้เป็นสื่อกลางเพื่อบอกทุกคนว่า เธอยังมีไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเล่น เรื่องกิน เรื่องเที่ยว 

“ตอนเริ่มทำคลิปแรกสุด ฟรังรู้สึกยังไงบ้าง” เราถามเพราะอยากรู้ว่า ในฐานะนักแสดงที่คุ้นเคยกับกล้องและกองถ่าย เมื่อผันตัวเองมาเป็นยูทูเบอร์ บทบาทใหม่นี้ท้าทายเธอมากน้อยแค่ไหน

“ตอนถ่ายเขิน เขินมาก คือตอนอยู่ที่บ้านยังไม่เท่าไหร่ แต่พออยู่ข้างนอกนี่มันไม่ได้จริงๆ” 

“มันไม่เหมือนเวลาเราถ่ายซีรีส์หรือถ่ายหนังเหรอ” เราถามต่อ

“มันไม่เหมือน!” ฟรังตอบในทันที 

“คืออันนั้นเขารู้ว่ามันเป็นงาน แต่อันนี้เราต้องเดินถ่ายคนเดียว ต้องไปยืนอยู่คนเดียวในห้าง พูดกับกล้อง สวัสดีค่า ตอนที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา มันอายมาก ก็เลยต้องรอให้คนเดินผ่านไปให้หมดก่อน หามุมที่ไม่ค่อยมีคนแล้วถึงค่อยยกกล้อง” ฟรังเล่าถึงเทคนิคในการถ่ายคลิปนอกบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างการทำคลิป 

ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เรารู้ดีว่ายอดวิวย่อมเป็นสิ่งสำคัญต่อใจคนทำคอนเทนต์ออนไลน์ ฟรังยอมรับว่าเธอก็คอยติดตามเสียงตอบรับของแต่ละคลิปอยู่ตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยึดติดกับตัวเลขเหล่านั้นจนเสียจุดยืนของตัวเองไป

“เพราะมันเริ่มมาจากการที่เราอยาก เราทำเพราะมันคือความชอบ เราก็อยากให้มันเป็นความชอบของเราไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่อยากให้สิ่งนี้ทำให้เราเกิดทุกข์ในอนาคต ถ้าวันไหนเหนื่อยๆ วันไหนมีสอบ เราก็เอาไว้ก่อน เพราะไม่งั้นก็อาจจะเครียด” 

“จากโจทย์แรกที่เราแค่อยากทำคลิปสนุกๆ มาถึงตอนนี้โจทย์ของเราเปลี่ยนไปบ้างไหม” เราถาม

“ก็คงเป็นเรื่องคนดูแหละมั้ง นอกจากความสนุกของเราเองแล้ว ก็อยากให้คนดูสนุกไปด้วย ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนดูเยอะขนาดนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าอยากให้คนดูได้อะไรจากการดูคลิปเรา” ฟรังตอบด้วยสายตามุ่งมั่น

ฟรัง
ฟรัง

2 ล้าน คือจำนวนผู้ติดตามของฟรังในอินสตาแกรม ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

ว่ากันตามจริง ฟรังใช้เวลาในการเป็นนักแสดงมานานกว่าการเรียนหมอด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอจะตัดสินใจพักงานแสดงไปก่อนก็ไม่มีใครว่า นักแสดงหลายคนก็เลือกทำเช่นนั้น เราจึงชวนฟรังคุยว่า อะไรคือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้เธอยังโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง

“เพราะงานแสดงก็เป็นอาชีพที่เราชอบ ยังรู้สึกสนุกทุกครั้ง เพราะพื้นฐานเราคือคนชอบทำอะไรใหม่ๆ แหละ แล้วงานแสดงมันก็คือสิ่งนั้น มันตอบสนองเรา บทแต่ละเรื่องก็จะต่างออกไป เล่นกับคนที่ต่างออกไป ถ่ายในที่ที่ต่างออกไป เราก็เลยอยากทำไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีโอกาส” ฟรังอธิบายพร้อมออกตัวว่า ถึงจะตั้งใจรับงานแสดงอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลงานของเธอก็ไม่ได้มีมากเท่ากับนักแสดงคนอื่นอยู่ดี ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาของเธอนั่นเอง

“ทุกวันนี้ก็มีนักแสดงหน้าใหม่เดินเข้าวงการมาเยอะแยะ ในแง่หนึ่งเขาอาจจะเป็นคู่แข่งของเรา การที่เรามีเวลาไม่มากเท่าคนอื่น เป็นอุปสรรคของเราไหม” เราตั้งคำถาม

“ก็ไม่นะ ไม่เคยมองว่าการที่มีนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาจะเป็นคู่แข่งหรือเขาจะมาแย่งงานเรา เพราะแต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันออกไป แต่เราก็รู้สึกว่าถ้าเราอยากอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพราะถึงจะมีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เขาก็คงจะยังเลือกเรา” ฟรังตอบคำถามของเรา ผ่านมุมมองของนักแสดงวัยรุ่นมากประสบการณ์คนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแปลกใจในบทสนทนาครั้งนี้ก็คือ ฟรังไม่เคยวางแผนชีวิตในวงการบันเทิงของตัวเอง

“ไม่ได้คิดเลย คือถ้านึกภาพในอนาคตก็พอจะนึกได้คร่าวๆ แต่ไม่ได้วางแผนอย่างชัดเจน เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเราที่ผ่านมาก็ค่อนข้างพลิกผันเยอะ มีหลายเรื่องที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดกับเราแต่มันก็เกิด ก็เลยรู้สึกว่าเราแค่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน”

การเป็นนักแสดงกับนิสิตแพทย์ อาจเป็นบทบาทที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฟรังบอกกับเราว่า เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเธอไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม

“ความเป็นคน” ฟรังตอบด้วยท่าทีสุขุม พร้อมขยายความให้เราฟัง

“คือทั้งคู่มันต้องมีความเป็นคน อย่างอาชีพหมอ คนอาจจะคิดว่าต้องอ่านหนังสือเยอะ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปทรีตกับคนไข้ เราต้องมีเซนส์ของความเป็นคนอยู่แล้ว เช่น ความเห็นอกเห็นใจ 

“อาจารย์หมอหลายคนก็บอกว่า หมอบางคนอาจจะเน้นแค่การรักษาโรค แต่ไม่ได้มองว่าคนไข้ก็เป็นคนคนหนึ่ง มองข้ามจิตวิญญาณของเขาไป แค่ทรีตโรคให้จบ สนใจแค่ความจริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องจิตใจ

“ซึ่งฟรังมองว่าการเป็นนักแสดงมันมีส่วนช่วยตรงนี้นะ เพราะการแสดงมันก็ใช้ความเป็นคนเยอะ ในการจะเล่นเป็นคนสักคน เราต้องเข้าใจจิตใจของตัวละครว่าเขารู้สึกยังไง ซึ่งเราก็สามารถเอาตรงนี้มาประยุกต์ได้”

 ฟรัง

1 ปี คือความห่างระหว่างฟรังกับปอนด์ น้องชายคนกลาง ที่ล่าสุดก็เดินตามพี่สาวเข้าวงการมาติดๆ

“กับปอนด์นี่เราห่างกันไม่เยอะ จะเป็นคนที่ตอนเด็กๆ ก็ทะเลาะกันบ่อย เหมือนเป็นเพื่อนกัน ฟรังเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจปอนด์ เพราะว่าเราก็โตแล้ว แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ต่างคนต่างก็ดูกันอยู่ห่างๆ มากกว่า

“แต่กับยูโร น้องคนเล็ก อายุห่างกัน 8 ปีครึ่ง เรารู้สึกว่าเราผูกพันกับน้องมากๆ เพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด จำวันที่น้องคลอดได้ เลยรู้สึกรักยูโรมากๆ ทุกวันนี้ถึงน้องจะดื้อแต่ว่าเราก็ค่อนข้างสปอยล์น้องนิดหนึ่ง พาไปนู่นไปนี่ ด้วยความที่ห่างกันเยอะ รู้สึกว่าเรามีความเป็นแม่ในคราบพี่ อยากให้เขาโตมาดี ยิ่งช่วงนี้เขาอยู่ ม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเบาๆ เราค่อนข้างเป็นห่วง อยากให้เขาโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่ดี” 

“แล้วในบทบาทลูกสาวของพ่อกับแม่ ฟรังเป็นเด็กแบบไหน” เราถามต่อ

“เราว่าเราดื้อ” ฟรังตอบในสิ่งที่ยากจะเชื่อ เพราะมันช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์เด็กดีของเธอโดยสิ้นเชิง

“พื้นฐานเราเป็นคนดื้อมาตั้งแต่เด็ก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นการดื้อที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงไว้ใจเรามากในทุกเรื่อง ถ้าเราอยากทำอะไรเขาก็จะปล่อยให้ทำ คือเขาค่อนข้างซัพพอร์ต เราอยากเรียนอะไรเขาก็ให้เรียน ตอน ม.ปลายที่เราไปเรียนพิเศษ คือเราก็อยากเรียนเอง ทุกอย่างจัดการเอง แต่ช่วงนั้นยังไม่มีรายได้ พอไปขอตังค์เขาก็โอเค คือเขาไว้ใจเรามากจริงๆ” ฟรังอธิบายถึงความดื้อในรูปแบบของเธอ

“แล้วทุกวันนี้คิดว่าตัวเองยังดื้ออยู่ไหม” เราถามต่อ 

“ดื้อ รู้สึกว่ายังมีมุมที่ดื้ออยู่แหละ เถียงนู่นเถียงนี่ทั่วไป” 

ความดื้อที่ฟรังหมายถึง อาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยของเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เธอได้รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยที่พ่อกับแม่ไม่เข้าไปกะเกณฑ์ แต่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนลูกเท่านั้น ไม้เว้นแม้แต่เรื่องธุรกิจครอบครัวซึ่งพ่อแม่ส่วนมากมักคาดหวังให้ลูกกลับมารับช่วงต่อ

“ตั้งแต่เด็กพ่อจะบอกเราเสมอเลยว่า โตขึ้นก็แล้วแต่เราเลย ชอบอะไรก็ทำเลย แม้กระทั่งกับปอนด์ที่เป็นลูกชาย เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เพราะรู้ว่าลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง และเขาก็คงเชื่อในตัวเราประมาณหนึ่ง ว่าเราจะสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคต โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางของพ่อ เขาบอกว่าลูกมีเส้นทางที่ดีในแบบของลูกซึ่งอาจจะดีกว่าพ่อก็ได้ 

“คนชอบบอกว่าเราบริหารเวลาเก่ง แต่เราก็ไม่ได้อยากจะพูดแบบนั้น เพราะความจริงชีวิตเราก็มีความยุ่งเหยิงประมาณหนึ่งเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฟรัง ในวันที่ผู้คนต่างยกย่องให้เธอเป็นเทพแห่งการจัดการเวลา

“ถ้าอย่างนั้นฟรังมีอะไรที่คิดว่าเราต้องปรับปรุงต่อไปไหม” 

“มี คือมันอาจจะค้านๆ นิดหนึ่ง แต่ฟรังรู้สึกว่าชีวิตเรามันเดินเร็วไปนิดหนึ่ง เวลาของเรามันสำคัญเกินไป จนบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้ อยากใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ เพราะปกติเลิกเรียนเราก็ต้องมาทำงาน หรืออย่างวันนี้มาสัมภาษณ์แทนที่จะได้ออกไปสยามกับเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า เพราะเราเลือกตรงนี้แล้ว

“อีกอย่างที่ต้องปรับปรุงก็น่าจะเป็นเรื่องความเครียด การกดดันตัวเอง หลายอย่างที่เราตั้งใจเกินไป เราอยากทำให้มันดี ซึ่งพอสุดท้ายมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เราก็ยังคิดมากอยู่บ้าง” 

โชคดีที่ฟรังไม่ได้คิดมากจนเกินไปนัก แม้ว่าเธอจะเคยเล่าในชาแนลยูทูบของตัวเองว่า ฟรังมักจะเขียน Bucket List สำหรับตัวเองในทุกปี แต่เมื่อเราถามถึงความตั้งใจในปีนี้ คำตอบที่ได้กลับไม่ได้จริงจังหรือเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่เราคิด

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของชีวิต เราอยากใช้ชีวิตแฮปปี้ ซึ่งตอนนี้ก็แฮปปี้อยู่ กับเรื่องการเรียน ที่อยากเรียนให้จบตามปี ก็จบปี 3 ไปแล้ว เหลือปี 4 เทอมหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องการเก็บเงิน ซึ่งเราก็ค่อนข้างเก็บได้นะ” ฟรังตอบพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ

“แล้วมีอะไรที่ยังไม่สำเร็จบ้าง” เราถามต่อ

“ลดน้ำหนัก” ฟรังตอบพร้อมเสียงหัวเราะขัดเขิน “เป็น Bucket List หลายปีมาแล้ว คือมันเหมือนจะมีช่วงหนึ่งที่ฟิตออกกำลังกาย แต่พอหลังกลับมาจากต่างประเทศก็ยังไม่ได้ออกเลย แต่ชีวิตเรายังแฮปปี้ได้อยู่ เป็น Bucket List เหมือนกัน ก็โอเคแหละ (หัวเราะ)”

ฟรัง

Writer

Avatar

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ไม่ต้องพึ่งหมอดูที่ไหนเราก็รู้ว่าช่วงนี้ชีวิต อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

บนเวที JOOX Thailand Music Awards 2017 ซึ่งจัดโดยมิวสิกสตรีมมิ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งในไทยขณะนี้ อะตอมกวาดไปถึง 5 รางวัล ทั้งเพลงป๊อปแห่งปี ท่อนเพลงฮิตแห่งปี เพลงฮิตติดผับแห่งปี ศิลปินแจ้งเกิดแห่งปี และเพลงยอดนิยมแห่งปี

โดยไม่เกี่ยวกับดวง-อะตอมพาตัวเองจากนักร้องที่เฝ้ารอโอกาสมายาวนานมาสู่จุดนี้ด้วยผลงานล้วนๆ หากใครติดตามผลงานของเขามาตั้งแต่ซิงเกิลอย่าง Please, แผลเป็น, ทางของฝุ่น หรือเพลงที่กลายเป็นปรากฏการณ์หนึ่งเมื่อปีที่แล้วอย่าง อ้าว ย่อมรู้ว่าเขาคือศิลปินที่ฝีไม้ลายมือครบเครื่องและน่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลงไทยนาทีนี้

เขียนเพลงเองได้ทั้งคำร้องและทำนอง ร้องเล่นเองได้อย่างเข้าถึงอารมณ์เพลงที่เขาบอกว่า เขียนขึ้นมาจากชีวิต-เรายังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกหรือ

เมื่อคืนวานนักร้องหนุ่มเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดชื่อ ช่วงนี้ และเพียงข้ามวันยอดวิวก็เกินหลักแสนอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่ตัวเลขนั้นหรอก เราสนใจที่มาที่ไปและชีวิตช่วงนี้ของเขามากกว่า

ไม่ต้องพึ่งหมอดูที่ไหน เพราะใครจะรู้ดีกว่าเขา ผมนัดอะตอมมาตรวจดวงชะตาชีวิตช่วงนี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ทั้งการงาน ความรัก และสุขภาพ ซึ่งเขาตอบได้แม่นทีเดียว (ก็แหงล่ะ ชีวิตเขานี่)

ถ้าอยากรู้ว่าช่วงนี้ชีวิตอะตอม เป็นอย่างไร ไม่ต้องรอพักชมสิ่งที่น่าสนใจให้เสียเวลา

อะตอม ชนกันต์

1

การงานช่วงนี้

ช่วงนี้คุณมีเกณฑ์ออกซิงเกิลใหม่ และจะมีอัลบั้มเต็มอีกไม่นาน
แต่งานตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตอาจลดลง เนื่องจากคุณต้องทำงานในห้องอัดเป็นส่วนใหญ่

เพลง ช่วงนี้ ซิงเกิลล่าสุดของคุณ พูดเรื่องอะไร

เพลง ช่วงนี้ พูดเรื่องที่คนเราบางทีก็ไม่ค่อยระวังตัวเวลาใช้ชีวิต เรามองแต่ตัวเอง ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว พยายามไปถึงจุดที่ตัวเองต้องการ หรือพยายามจะได้รับความรักจากใครก็ตาม ซึ่งบางทีเราใช้วิธีการต่างๆ โดยลืมไปว่าเราทำร้ายคนไปเยอะขนาดไหน เราใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนบางทีเผลอลืมไปว่าเราสร้างโจทย์ไว้กี่คน หรือไปทำอะไรให้คนอื่นเจ็บใจไว้กี่คน แล้วเรื่องพวกนี้มันจะตามมาถึงตัวคุณในไม่ช้า

เพลงนี้ก็จะพูดว่าให้เราระวังตัวหน่อย เอาความเชื่อเรื่องเวรกรรมเข้ามาพูด เพราะเราเชื่อว่าในเรื่องความรักน่าจะมีคนใจร้ายอยู่ประเภทนึงที่ทำร้ายคนไว้เยอะ สร้างแผลให้คนไว้มาก แล้วอาจจะยังไม่หยุดตอนนี้ เพลงนี้ก็เหมือนเตือนสติว่า ทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วย หยุดคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำบ้าง

ไปเจออะไรมาถึงเลือกเล่าเรื่องบาปกรรม

เพลงนี้มีวงเล็บว่า Karma ก็คือเวรกรรมนั่นแหละ ท่อนฮุคของมันจะร้องว่า “ช่วงนี้ระวังหน่อย” มาจากคุณแม่ของผม คือมีอยู่ช่วงนึงที่งานเราเยอะมาก ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะปีที่แล้วทัวร์ทั้งปี เดินทางทั้งปี แม่ก็ค่อนข้างเป็นห่วง ด้วยความเชื่อคนไทยเรื่องเบญจเพส เราอายุ 25 พอดี แม่เขาก็เลยเตือนว่าระวังหน่อย เราก็ฟังมาแต่ไม่ได้คิดอะไร แล้ววันหนึ่ง ตอนนั้นสี่ห้าทุ่ม ผมขับรถกลับดึกๆ คนเดียว มาถึงทางใต้ทางด่วนก่อนที่จะเข้าคอนโดฯ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีท่อเดินสายไฟมันหล่นมาทั้งแผง จังหวะผมขับเข้าไปพอดีมันก็ฟาดรถ โชคดีว่าโดนแค่กระโปรงหน้า ถ้ารถไหลเข้าไปอีกนิดก็คือเป็นกระจกหน้าหรือซันรูฟแล้ว

ตอนนั้นหน้าแม่ผุดขึ้นมาเลย ผมเริ่มหลอนแล้ว เราไปทำอะไรใครไว้หรือเปล่า เริ่มกลัว เริ่มนึกถึงอะไรที่แม่พูด แล้วก็เริ่มคิดว่าระหว่างที่เรามัวแต่ทำงานเราทำอะไรไปบ้าง ไปทำให้ใครต้องเจ็บปวดหรือเปล่า ก็คิดถึงเรื่องบาปกรรม หรือว่ามันตามเราทันแล้ววะ (หัวเราะ) เราก็เลยเอามาผูกกับเรื่องความรัก

ด้วยตัวคอนเทนต์บวกกับตัวดนตรีทำให้เพลงนี้ค่อนข้างซ่า น่าจะแสบที่สุดในอัลบั้มที่จะปล่อยออกมา เพลงใหม่ 5 เพลงในอัลบั้มที่กำลังทำค่อนข้างจะจัดขึ้น เข้มข้นขึ้นจากสี่ห้าเพลงแรกที่ปล่อยออกไป เราใส่ความชอบในดนตรีโซล บลูส์ หรืออะไรที่เป็นความชอบของเราทางด้านดนตรีจริงๆ เข้าไปมากขึ้น เราก็เลยเลือกเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ให้คนเห็นความแตกต่างไปเลยว่าอีกมุมนึงของอะตอมเป็นยังไง สี่ห้าเพลงที่ผ่านมาคนอาจจะรู้สึกว่าเธอน่าสงสารมากเลย จริงๆ ก็อยากให้คนได้เห็นมุมแสบมากขึ้นยิ่งกว่าเพลง อ้าว เพลงนี้วิธีการพูดของเราค่อนข้างจะเป็นไปในทางตลกร้าย คือบอกกันแบบมีความกวนตีน

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

เหมือนคุณพยายามเอาอารมณ์ขันมาช่วยเล่าเรื่องที่ในชีวิตจริงอาจจะตลกไม่ออก

จริงๆ แกนของเพลงผมส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเศร้าแหละ เราถนัดจะเขียนเพลงเกี่ยวกับความผิดหวัง ความเหงา หรือการที่ต้องถูกทอดทิ้ง เรามองว่าแต่ละเรื่องมีหลายมุม จะมองให้ตลกมันก็ตลกได้ อย่างเพลง อ้าว สุดท้ายก็เจ็บอยู่ดี ต่อให้บางคนใช้เพลงนี้ไล่เขาไปในใจก็เจ็บจึกเหมือนกันแหละ แต่ผมคิดว่าเพลงนี้จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยถ้าเจอเรื่องแบบนี้แล้วมีเพลงนี้ มันจะได้มีอะไรที่ทำให้เขาแข็งแรงขึ้น แล้วก็กล้าปฏิเสธเสียที เพราะว่าสุดท้ายไอ้คนที่ไปๆ กลับๆ มันไม่ได้เรื่องหรอกครับ ถ้าคนจะอยู่เขาอยู่ตั้งนานแล้ว

ที่บอกว่า สี่ห้าเพลงที่ผ่านมาคนอาจจะรู้สึกว่าอะตอมน่าสงสาร อยากให้คนได้เห็นมุมแสบมากขึ้น แล้วเอาเข้าจริงในความสัมพันธ์คุณเป็นคนแบบไหน

เรามองว่ามันเป็นอะไรที่เป็นควบคู่กันไปได้ สำหรับเรา เราเคยเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อในเรื่องความรักตอนที่อายุน้อยกว่านี้ แล้วพอโดนเรื่องอะไรที่ทำร้ายเราหนักเข้า มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเราให้เจนจัดมากขึ้น แล้วมุมมองเกี่ยวกับความรักเราก็เปลี่ยนไป เข้าใจโลกมากขึ้น กล้าที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับมันลงไปในเพลงเยอะขึ้นตามช่วงอายุที่โตขึ้น

อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

2

ความรักช่วงนี้

ช่วงนี้ความรักอาจห่างหาย แต่อาการเจ็บปวดของคุณเริ่มทุเลาลงแล้ว
ส่วนรักครั้งใหม่อาจต้องรอเวลาอีกสักพักเพราะช่วงนี้ชีวิตของคุณอยู่กับงานเป็นส่วนใหญ่

มุมมองต่อความรักที่ว่าเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากอะไรเป็นอะไร

ตอนเด็กๆ จะคิดว่า โห ความรักเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นเรื่องที่เซนสิทีฟ แตะต้องไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาชีวิตที่เหลือจะแย่ไปเลย จนสุดท้ายโตมาเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นเพียงส่วนนึง บางคนอยู่รอดจากตรงนั้นมาได้จนถึงแต่งงาน คุณโชคดีที่สุดแล้ว แต่บางคนก็ยาก เพราะด้วยความที่มันเป็นช่วงชีวิตที่เราค่อยๆ โตขึ้น ความคิดเราค่อยๆ เปลี่ยน ถ้ามันเปลี่ยนไปทางเดียวกันก็โอเค แต่บางคนมันเปลี่ยนออกจากกัน ก็อยู่ด้วยกันยาก

อาจจะไม่ใช่แค่ผม ถ้าคนที่มีความรักตอนเด็กๆ ก็อาจจะเคยคิดว่าคนนี้ต้องอยู่กับเราไปตลอด เขาไม่มีทางเปลี่ยนหรอก เรารักเขามาก เราอยากจะอยู่กับเขา แต่สุดท้ายโตมาก็ได้รู้ว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปได้ คนเราเปลี่ยนกันได้ แล้วการไปยึดติดหรือยึดว่าชีวิตเราจะอยู่กับคนคนเดียว หรือเอาความสำคัญของเราไปผูกอยู่กับตัวความสัมพันธ์มันทำให้เราล้มได้ง่ายๆ

คุณพูดเหมือนว่าเคยล้ม

โอ๊ย ล้มมาเยอะแล้วครับ

แผลเต็มตัว

แผลเต็มตัว (หัวเราะ) ก็เคยโดนแหละ บังเอิญว่าเราเป็นคนที่เวลาอยู่ในความสัมพันธ์จะเป็นคนที่ยอมมากกว่า แล้วด้วยความที่เราเสมอต้นเสมอปลายและค่อนข้างจะจริงจัง มันอาจจะทำให้เราเป็นคนน่าเบื่อในช่วงของการคบกันแบบวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นต้องการความตื่นเต้น ต้องการความท้าทาย ไอ้คนรักจริงแบบเราตั้งแต่เด็กอาจจะกลายเป็นคนน่าเบื่อ แล้วก็ทำให้เราโดนเทมาบ่อยใช้ได้เหมือนกันช่วงเด็กๆ

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์ ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

มองในแง่ดี ความผิดหวังมันทำให้เรามีวัตถุดิบในการเขียนเพลงมั้ย

มากๆ เลย อย่างน้อยมันก็ทิ้งอะไรไว้ให้เราเยอะ ทำให้มุมมองหรือว่าทัศนคติของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งมากๆ ในการสร้างงาน

เหมือนศิลปินหลายคนที่ใช้ความทุกข์ความผิดหวังเป็นแรงผลักดันในการสร้างงาน

จริงนะ นักเขียนเพลงหลายท่านก็บอกแบบนี้ อย่างพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า เคยบอกว่าช่วงชีวิตที่มีความสุขมันเขียนอะไรไม่ค่อยออก นึกอะไรไม่ค่อยออก ชีวิตมันสบาย ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีความเศร้าอะไร ผมก็เห็นด้วยว่าเราต้องผ่านอะไรมา คือคนสร้างงานศิลปะหรือว่ากวี หรืออะไรก็ตาม มันต้องมีปม ต้องมีเรื่องที่มีแรงผลักดัน ซึ่งมันก็จริงสำหรับผม

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณขับเคลื่อนด้วยความสุขหรือความทุกข์

ช่วงนี้และช่วงปีที่แล้วส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยเรื่องงาน งานเอาเวลาจากเราไปเยอะเหมือนกันทั้งจากครอบครัวและเรื่องความรัก อย่างตอนนี้ที่เราได้มานั่งคุยกันเพราะผมหยุดเพื่อที่จะทำอัลบั้ม เป็นการหยุดทัวร์ชั่วคราว 2 – 3 เดือน ซึ่งทำให้เรามีเวลาทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ถ้าเป็นช่วงปกติอย่างปีที่แล้ว เดือนนึงผมมี 20 งานได้ ยิ่งช่วงที่เพลง อ้าว อยู่ในกระแสผมทัวร์กระจายเลย เราเคยย้ายจังหวัดจนบางวันตื่นมาในโรงแรมแล้วจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่จังหวัดอะไร ตื่นมาแล้วจะมีช่วงช็อกว่า เราอยู่ที่ไหน วันนี้วันที่เท่าไหร่

สุดท้ายแล้วการทำงานสำหรับผมเป็นการเติมความสัมพันธ์กับคนในด้านอื่น กับเพื่อนร่วมงาน กับแฟนเพลง เราได้รับความรักจากตรงนั้นค่อนข้างเยอะ การได้อยู่กับวงกับทีมทำเพลงที่ชอบอะไรเหมือนกัน เข้าใจกัน การได้ไปเจอแฟนเพลงที่เขาพร้อมจะให้ความรักกับเราโดยที่เราไม่ต้องขอ เขาเข้ามาหาเรา เขาอยากถ่ายรูปกับเรา อยากมาดูเราโชว์ มันเป็นความรักอีกรูปแบหนึ่งซึ่งทำให้เราไม่เหงาในช่วงเวลาที่เราควรจะเหงาหรือควรจะแย่

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

3.

สุขภาพช่วงนี้

ช่วงนี้แม้การงานอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่คุณต้องระวังเรื่องสุขภาพ
เนื่องจากงานที่ถาโถมเข้ามาอาจทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน

ช่วงนี้ชีวิตโหยหาอะไรบ้างไหม

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอหมาที่บ้าน (หัวเราะ) แต่ก่อนใช้เวลากับหมาเยอะ ช่วงนี้ก็โหยหาเรื่องเวลา เวลากับครอบครัว เวลากับเพื่อน ซึ่ง 2 – 3 เดือนนี้ได้กลับไปใช้เวลาบ้าง ได้กลับบ้านบ้าง แต่อย่างว่า เรามีงานต้องทำ มันไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราได้กลับบ้านไปเจอพ่อแม่ทุกวัน ได้พูดคุยกับแต่ละคนในบ้านว่าแต่ละวันเป็นยังไง วันนี้ไปทำอะไรมา ได้เลี้ยงหมา ให้ข้าวให้น้ำมัน หรืออารมณ์แบบได้เจอเพื่อน ได้มีคนรักในช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทำงานแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้จะได้กลับไปมีช่วงเวลาแบบนั้นอีกหรือเปล่า เพราะว่าชีวิตเราเดินมาทางนี้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นอะไรที่โหยหา

การทำงานโดยไม่ได้ให้เวลากับคนที่บ้านหรือคนรอบข้างไม่ได้หมายความว่าเราเห็นแก่ตัวใช่ไหม

คงไม่ใช่อย่างนั้น และผมคิดว่าถ้าคนรักกัน อย่างครอบครัวผม เขาไม่มีทางพูดแบบนั้นกับผม เพราะเขารู้ว่าแต่ละคนมีความฝันของตัวเอง ทุกคนมีชีวิตของตัวเองที่ต้องใช้ เพราะว่าทุกคนในวัยหนุ่มสาวควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้อยู่แล้ว

แล้วช่วงนี้สิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร เปลี่ยนไปไหมจากแต่ก่อน

ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้วว่าสุขภาพร่างกายที่ดี ในการที่เราจะมีชีวิตยืนยาวอยู่กับคนที่เรารักนั้นสำคัญมากจริงๆ คนที่เราคิดว่าเขาจะอยู่กับเราไปตลอด อย่างผู้ใหญ่ที่บ้านผม คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายก็เริ่มแก่ลงทุกวัน เขาเริ่มป่วยกันแล้ว แล้วผมได้ใช้เวลากับเขาน้อย เราก็คิดว่าจะได้อยู่เจอกันไปอีกนานเท่าไหร่

คือพอเราออกมาโลดแล่นข้างนอกบ้าน ทำให้เรารู้ว่าพวกเขาสำคัญขนาดไหน เพราะว่าเราคิดถึงและเราเป็นห่วง นั่นคือเรื่องที่ผมมองว่ามันต้องแลก เวลาที่อยู่กับเขาอาจจะน้อยลง แต่จะให้ทิ้งตรงนี้ไปมันก็ลำบากสำหรับเรา สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือบาลานซ์ชีวิตสองฝั่งให้มันเข้าหากันมากขึ้น

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

นอกจากเรื่องเพลง ช่วงนี้ชีวิตกำลังอินกับอะไร

แหม่ เรามาเจอกันในช่วงที่ชีวิตมันวนอยู่กับการทำเพลง พูดไปมันก็จะไปเข้าเรื่องเพลงอีก ปริมาณงานหรือปริมาณสิ่งที่เราต้องทำเรื่องนี้มันเยอะมากจนเราลืมเรื่องอื่นๆ ไปเยอะเหมือนกัน แต่เท่าที่จำได้ ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ผมมีความสุขแล้วก็อยู่กับมันได้นาน สิ่งนั้นก็คือดนตรี ทุกอย่างที่เราทำมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็ก สุดท้ายก็มีดนตรีเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ แล้วมันก็ค่อยๆ ขยายจนเป็นส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาในชีวิต

ถ้าถามว่าตอนนี้อินอะไรก็คงเป็นการเขียนเพลงใหม่ๆ  เพราะเราไม่มีเวลานั่งเฉยๆ เขียนเพลงมานานแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงนี้ที่อินมากๆ ก็คือการได้อยู่กับตัวเองแล้วคิดอะไรใหม่ๆ ออกมา ได้ฟังเพลงใหม่ๆ ซึ่งเพลงใหม่ในที่นี้อาจจะไม่ใช่เพลงที่เพิ่งออก แต่อาจจะเป็นเพลงเก่ามากๆ ที่เราเพิ่งเคยฟัง สร้างความรู้สึกใหม่ๆ ให้เรา สร้างรสนิยมที่ดีในการฟังเพลงให้กับตัวเองมากขึ้น

ช่วงนี้มีเพลงไหนที่คุณฟังแล้วรู้สึกคุณตื่นเต้นเป็นพิเศษบ้างมั้ย

ผมฟังเพลงจับฉ่ายมากเลย ล่าสุดผมชอบเพลง Still Feel Like Your Man ของ John Mayer ตื่นเต้นว่า จอห์น เมเยอร์ เป็นแบบนี้แล้ว เพลงนี้ผมค่อนข้างชอบเพราะเพลงมันเป็นกรู๊ฟทีสนุกแต่เนื้อหามันเศร้า สำหรับผม ถึงเขาอาจจะไม่ได้เป็นต้นแบบให้ผมขนาดนั้น แต่งานเขาก็ส่งผลกับเราไม่มากก็น้อย เพราะเราก็ฟัง

แต่คนที่เรายกให้เป็นไอดอลหรือเป็นยานแม่ของผมคือ Amy Winehouse ผมชอบเขามากๆ แต่คนเก่งก็ตายกันเร็วเหลือเกิน เสียดาย แล้วผมก็พบว่าตัวเองมีส่วนคล้ายเขาในเรื่องของการที่เพลงมันส่วนตัวมากๆ ผมไปดูหนังสารคดีของเอมี่ แล้วก็รู้ว่าแต่ละเพลงคือเรื่องจริง เพลงคือชีวิตเขา คำที่เขาใช้หรือว่าวิธีการเล่าเรื่องมันจริงไปหมด ซึ่งเราก็มีความเป็นอย่างนั้นอยู่ แล้วก็เป็นห่วงตัวเองเหมือนกันว่าถ้ายังขับเคลื่อนด้วยความเศร้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันอาจจะไม่ดีนักในอนาคต

แล้วทุกวันนี้เวลาร้องเพลงที่บันทึกความเจ็บปวด คุณยังเจ็บปวดไหม

ทุกครั้งที่ร้องมันก็กลับมาแหละ แต่มันก็จบอยู่บนเวที ถึงเวลามันก็ค่อยๆ จางไป ที่เรารู้สึกว่ามันเข้มข้นหนาแน่นในช่วงแรกๆ สุดท้ายมันก็รู้สึกน้อยลง คือเราจำได้นะ และคงไม่มีใครลืมเรื่องพวกนี้ แต่ว่าความรู้สึกมันไม่ได้รุนแรงเท่าช่วงแรก มันกลายเป็นอารมณ์ใหม่ๆ เวลาเราร้องกับคนฟังเยอะๆ เพลงมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว มันเป็นเรื่องส่วนของเรากับส่วนของคนฟัง ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีเรื่องที่ตรงกับเพลงผม ตอนที่ทุกคนร้องเพลงด้วยกันมันเป็นโมเมนต์ที่เราได้แชร์ เรื่องของเราที่ส่งไปหาคนฟังมันสะท้อนเรื่องของเขากลับมา

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load