“ฟรังคิดว่าคนส่วนมากจำภาพตัวเองแบบไหน” 

หมอ ไอดอลด้านการเรียน” ฟรังตอบเราแทบจะทันที ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฟรังเป็นที่รู้จักและโดดเด่นกว่านิสิตแพทย์คนอื่นๆ นั่นเพราะว่า เมื่ออยู่นอกชั้นเรียน เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นนักแสดงวัยรุ่นแถวหน้าอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2557 ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร แจ้งเกิดในบทบาท ออย จากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดัง Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังขะมักเขม้นในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายคือคณะแพทยศาสตร์ 

ภาพของเด็กสาวตากลมผมม้า นั่งก้มหน้าทำโจทย์ข้อสอบในระหว่างรอเข้าฉาก จากคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์นั้นได้กลายเป็นภาพจำของฟรังในใจใครหลายคน เราเองก็เช่นกัน

5 ปีผ่านไป ฟรังในตอนนี้กลายเป็นนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 แห่งรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้นเธอก็ยังคงรับงานในวงการบันเทิงอย่างสม่ำเสมอ ผลงานล่าสุดคือบทบาท โรส จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

บนโลกออนไลน์ ฟรังคือเจ้าของชาแนลยูทูบใหม่เอี่ยมชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง) ที่นำเสนอแง่มุมสุดไฮเปอร์ อย่างคลิปเดินเท้าจากสยามไปไอคอนสยาม! และล่าสุดก็ได้ปล่อยคลิปพาเที่ยวปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ที่เธอไปทำหน้าที่ครูอาสาสมัครมาเป็นเวลาเดือนเศษ

สำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด ฟรังคือลูกสาวที่พ่อแม่ไว้วางใจ และพี่สาวที่คอยเป็นห่วงน้องๆ เสมอ

“ฟรังคิดว่าตัวเองเป็น Perfectionist ไหม”

“ม่าย” เธอลากเสียงยาวเป็นคำตอบ แม้นั่นจะฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไรนัก

ตารางชีวิตในวันนี้ของฟรังเริ่มจากคาบเรียนตอนเช้าที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางมาพบกับเราในตอนเย็น และดูเหมือนว่าหลังจากที่แยกกันแล้ว เธอจะต้องกลับไปอ่านหนังสืออีก 2 – 3 บท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงในสัปดาห์ถัดไป

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจเถียงในใจว่า ดูยังไงนี่มันก็เป็นชีวิตของคนเพอร์เฟกต์ชัดๆ

แต่ฟรังก็ยังคงยืนยันกับเราว่าตัวเองไม่ใช่เทพแห่งการจัดการเวลาอย่างที่ใครหลายคนขนานนามให้ เพราะเธอเองก็มีมุมที่รู้สึกเหนื่อยหรือขี้เกียจเหมือนคนทั่วไป อย่างวันนี้ฟรังก็มีช่วงเวลาที่แอบหนีไปงีบก่อนจะมาให้สัมภาษณ์เช่นกัน

ฟรังที่เราได้พบในวันนี้ ยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปีแสนธรรมดา ที่มีทั้งความรู้สึกไม่มั่นใจ อารมณ์เหนื่อยล้า และช่วงเวลาอันยุ่งเหยิง และเธอเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเติบโต เพื่อข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปให้ได้เช่นกัน

บทสนทนาต่อไปนี้คือตัวตนของฟรังในฐานะเด็กสาวที่อาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่เราอยากจะเล่าให้คุณฟัง

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

5 สัปดาห์ คือจำนวนวันหยุดยาวที่สุด ที่นิสิตแพทย์อย่างฟรังพึงมี 

ถ้าใครได้ติดตามชีวิตของเธอในโซเชียลมีเดีย คงพอเห็นผ่านตาว่าปิดเทอมที่ผ่านมา ฟรังตัดสินใจไปเป็นครูอาสาสมัครที่สาธารณรัฐเช็ก 

“นี่คือปิดเทอมที่ยาวที่สุดของนิสิตแพทย์แล้ว เราก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดี รู้สึกอยากทำอะไรที่ไม่เคยทำ อะไรที่จะคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่เรามี ก็เลยจบลงที่ AIESEC” 

ฟรังเล่าถึงการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำผ่านการทำงานอาสาสมัครในต่างประเทศ

“สุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าอย่างที่เราตั้งใจไหม ฟรังเติบโตขึ้นในแง่ไหนบ้าง” เราสงสัย

“เรามีความเป็นผู้นำมากขึ้น” ฟรังตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ก่อนไปเราก็ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีความเป็นผู้นำมากกว่านี้ เพราะเราชอบคิดว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่ค่อยกล้านำใคร ความจริงแล้วลึกๆ เราเป็นคนแบบนั้น ซึ่งเราอยากแก้ตรงนี้มานานแล้ว การไปครั้งนี้มันก็ค่อนข้างช่วยได้เพราะว่าพอไปถึงแล้วเราต้องจัดการเองทุกอย่างหมดเลย ต้องเตรียมสไลด์เอง เตรียมสอนเด็กเอง”

อันที่จริง โครงการนี้ไม่ได้รับสมัครเพียงแค่ครูอาสาเท่านั้น แต่ยังมีตำแหน่งงานอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย ทั้งงานด้านบัญชี การตลาด ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ตลอดจนงานด้านการแพทย์ 

“ตอนแรกก็หาโครงการที่เป็น Medical แหละ แต่มันไม่มีโครงการในช่วงเวลาที่เราว่าง ซึ่งในอีกทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่า โครงการนี้ก็ดี เพราะไหนๆ เราก็ต้องอยู่กับ Medical ไปอีกทั้งชีวิตแล้ว 

“สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปเป็นครู เพราะเรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำมานิดหนึ่ง เราเคยสอนพิเศษตอน ม.6 ก่อนขึ้นปีหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้” ฟรังเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเอาวันหยุด 5 สัปดาห์อันแสนมีค่า เพื่อไปเป็นครูอาสา ณ โรงเรียน 5 แห่งในสาธารณรัฐเช็ก

“พอไปสอนในห้องเรียนจริงๆ เป็นยังไงบ้าง เหมือนภาพที่คิดไว้ไหม” เราถาม

“ส่วนใหญ่มันจะดีกว่าที่คิด คือตอนแรกคิดว่าเด็กจะต้องไม่ฟังเราแน่ๆ แต่พอไปถึงปรากฏว่าเด็กเขาตื่นเต้นกับการมาของเรามากๆ เลยนะ ยิ่งเด็กเล็กๆ เขาจะเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ ขอลายเซ็น วาดรูปให้เรา ขอบคุณเรา เหมือนเราเป็นซูเปอร์สตาร์” ฟรังตอบด้วยสายตาเป็นประกาย นี่คงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่น้อยสำหรับเธอ แม้มันจะแลกมาด้วยโอกาสในการนอนตื่นสายอย่างที่ทำไม่ได้บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็สงสัยว่า ฟรังไม่เสียดายเวลาว่างของตัวเองบ้างหรือ

“เราไม่ชอบพักผ่อนมากเกินไป รู้สึกว่า 1 วันหรือ 2 วันนี่ก็เต็มที่แล้ว ปิดเทอม 5 สัปดาห์นี่เราไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ คืออย่างวันที่สอบเสร็จ เรานอนเลยนะ นอนเต็มที่มากๆ แล้วก็นัดเจอเพื่อน เจอทุกคนที่อยากเจอใน 2 – 3 วัน แต่สุดท้ายมันก็จะว่างเกินไป มันไม่ได้” ฟรังจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

4 ปีการศึกษา คือเวลาที่ฟรังได้ร่ำเรียนในคณะแพทยศาสตร์

เมื่อช่วงเวลาของคุณครูฟรังสิ้นสุดลง เธอก็ต้องบินกลับมาเตรียมพร้อมเปิดเทอม ซึ่งตอนนี้ฟรังได้เดินทางมาถึงครึ่งทางของชีวิตการเรียนหมอ หนึ่งในสาขาวิชาที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งเครียดและการแข่งขัน

“อะไรคือแรงฮึดของฟรังตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” เราถาม 

“เป้าหมายมั้ง” ฟรังตอบก่อนจะนิ่งไปเพื่อนึกทบทวนตัวเอง “เพราะเราไม่ได้เป็นคนที่กลัวความเหนื่อยนะ เป็นคนที่ค่อนข้างชินกับความเหนื่อย เวลาว่างเกินไปก็จะรู้สึกหงุดหงิด เพราะว่าชอบเหนื่อยๆ” ว่าแล้วฟรังก็หัวเราะออกมาอย่างสดใส เพราะรู้ตัวดีว่าใครๆ ต่างก็ยกให้เธอเป็นนางสาวไฮเปอร์ทั้งนั้น

“มันก็จะมีบ้างที่รู้สึกท้อ แต่ก็คงเป็นเพราะเป้าหมายแหละ คือเราเลือกมาแล้ว เราก็อยากทำให้สำเร็จ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเผชิญเส้นทางนี้ คือทุกคน ไม่ว่าอาชีพไหนๆ มันก็ต้องมีความเหนื่อย มีอุปสรรคอยู่แล้วในแบบของมัน ถ้ามันไม่เหนื่อยเลยมันก็คงว่างเกินไป นี่มันก็เป็นหนึ่งในเส้นทาง เดี๋ยวพอมันผ่านไปได้มันก็คงเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ”

“แปลว่าฟรังเป็นคนที่ยึดมั่นใจเป้าหมายของตัวเองค่อนข้างมากใช่ไหม เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องหรือเปล่า” เราถามต่อ

“ส่วนใหญ่ เท่าที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ อย่างตอน ม.6 ตอนที่สอบหมอก็เหมือนกัน คือเราก็อยากจะสอบให้ติด ไม่ว่ายังไงก็จะพยายามทำให้สำเร็จ เพราะเราอยากทำให้ได้” 

ย้อนไปในช่วงมัธยมปลาย ฟรังบอกกับเราว่าเธอเองมีคณะแพทย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกการเรียนต่อมานาน ก่อนที่จะตัดสินใจได้อย่างแน่นอนในช่วง ม.5 เราจึงถามเธอต่อไปว่า อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเดินทางนี้ ทั้งที่พื้นเพครอบครัวของฟรังก็ไม่ได้มีใครทำอาชีพหมอมาก่อน

“อย่างแรกมันก็คงเป็นความรู้สึกของเราเองที่รู้สึกว่า มันต้องเลือกได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือช่วงนั้นมันมีเหตุการณ์ระเบิดแถวพระพรหม แล้วก็รู้สึกว่าอยากช่วยจังเลย เราสัมผัสได้ว่าตัวเองเป็นคนขี้สงสาร ถ้าเราช่วยเหลือคนได้ก็คงดี ซึ่งหมอก็คงเป็นหนึ่งในอาชีพที่จะได้ช่วยคน” ฟรังตอบด้วยท่าทางจริงจัง

จนถึงตอนนี้ ในฐานะนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ฟรังอาจยังไม่มีโอกาสได้ช่วยคนมากนัก แต่เราเชื่อว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การเรียนหมอย่อมช่วยให้ฟรังได้เติบโตขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

“ถ้าถามว่าเราเติบโตในแง่ไหนบ้าง ก็คงเติบโตในเรื่องของ การปลง” พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

“จริง!” ฟรังย้ำกับเราเพื่อบอกว่าเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ “เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มากที่สุดนอกจากความรู้ ก็คือการจัดการกับความเครียด จัดการกับความยุ่ง แล้วก็ปลง สำหรับเราตอนนี้ความสุขมันหาง่ายมาก เราได้รู้ว่าความสุขมันหาง่ายนิดเดียวแค่คุณวางหนังสือ ถามนิสิตแพทย์ทุกคนจะรู้สึกอย่างนี้ พอหลังสอบเสร็จ การไปร้านกาแฟโดยไม่ต้องหยิบไอแพดขึ้นมา นี่คือความสุขสูงสุดในชีวิต” ฟรังเล่าติดตลกพร้อมแจกยิ้มสดใส

ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร

3 เดือนก่อน ฟรังตัดสินใจเปิดชาแนลยูทูบของตัวเองที่มีชื่อว่า laohaiFrung (เล่าให้ฟรัง)

ทั้ง 11 คลิปที่ถูกปล่อยออกมาก็เผยให้เราได้เห็นตัวตนสุดไฮเปอร์ของฟรัง ผู้ทำทุกอย่างด้วยพลังอันล้นเหลือ จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดฟรังจึงตัดสินใจสละเวลาพักผ่อนอันมีค่าของตนเพื่อมาทำคลิปเหล่านี้ 

“เรารู้สึกสนุก” คำตอบที่ได้กลับมานั้นเรียบง่ายจนไม่น่าเชื่อ 

“นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์เรามาก เพราะเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่เราจัดการเองได้ทั้งหมด ถ่ายก็ถ่ายช่วงที่เราว่าง ตัดต่อในแบบที่เราอยากทำ เลือกช่วงที่เราอยากนำเสนอ คือเหมือนเราได้จัดการทุกอย่าง ควบคุมเองทุกอย่าง ได้ฝึกความครีเอต ซึ่งมันสนุกมาก” ฟรังเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย จนทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่า นี่คือความสุขของเธอจริงๆ

“อาจจะเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้เราเคยทำงานแสดง แล้วมันก็มีปัจจัยทำนองนี้เยอะมาก อย่างเรื่องเวลา คือเรามีเวลาน้อยใช่ไหม แต่มันไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว มันก็จะมีเวลาของทางกองถ่าย เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เลย พอมาทำตรงนี้ซึ่งเราควบคุมเองได้หมด ก็รู้สึกว่ามันดี แฮปปี้

“แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนรู้จักตัวตนเรามากขึ้นด้วย” 

นอกเหนือจากบทบาทการเป็นนิสิตแพทย์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนของใครหลายคน ฟรังตั้งใจใช้ชาแนลนี้เป็นสื่อกลางเพื่อบอกทุกคนว่า เธอยังมีไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเล่น เรื่องกิน เรื่องเที่ยว 

“ตอนเริ่มทำคลิปแรกสุด ฟรังรู้สึกยังไงบ้าง” เราถามเพราะอยากรู้ว่า ในฐานะนักแสดงที่คุ้นเคยกับกล้องและกองถ่าย เมื่อผันตัวเองมาเป็นยูทูเบอร์ บทบาทใหม่นี้ท้าทายเธอมากน้อยแค่ไหน

“ตอนถ่ายเขิน เขินมาก คือตอนอยู่ที่บ้านยังไม่เท่าไหร่ แต่พออยู่ข้างนอกนี่มันไม่ได้จริงๆ” 

“มันไม่เหมือนเวลาเราถ่ายซีรีส์หรือถ่ายหนังเหรอ” เราถามต่อ

“มันไม่เหมือน!” ฟรังตอบในทันที 

“คืออันนั้นเขารู้ว่ามันเป็นงาน แต่อันนี้เราต้องเดินถ่ายคนเดียว ต้องไปยืนอยู่คนเดียวในห้าง พูดกับกล้อง สวัสดีค่า ตอนที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมา มันอายมาก ก็เลยต้องรอให้คนเดินผ่านไปให้หมดก่อน หามุมที่ไม่ค่อยมีคนแล้วถึงค่อยยกกล้อง” ฟรังเล่าถึงเทคนิคในการถ่ายคลิปนอกบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างการทำคลิป 

ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เรารู้ดีว่ายอดวิวย่อมเป็นสิ่งสำคัญต่อใจคนทำคอนเทนต์ออนไลน์ ฟรังยอมรับว่าเธอก็คอยติดตามเสียงตอบรับของแต่ละคลิปอยู่ตลอด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยึดติดกับตัวเลขเหล่านั้นจนเสียจุดยืนของตัวเองไป

“เพราะมันเริ่มมาจากการที่เราอยาก เราทำเพราะมันคือความชอบ เราก็อยากให้มันเป็นความชอบของเราไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่อยากให้สิ่งนี้ทำให้เราเกิดทุกข์ในอนาคต ถ้าวันไหนเหนื่อยๆ วันไหนมีสอบ เราก็เอาไว้ก่อน เพราะไม่งั้นก็อาจจะเครียด” 

“จากโจทย์แรกที่เราแค่อยากทำคลิปสนุกๆ มาถึงตอนนี้โจทย์ของเราเปลี่ยนไปบ้างไหม” เราถาม

“ก็คงเป็นเรื่องคนดูแหละมั้ง นอกจากความสนุกของเราเองแล้ว ก็อยากให้คนดูสนุกไปด้วย ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนดูเยอะขนาดนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าอยากให้คนดูได้อะไรจากการดูคลิปเรา” ฟรังตอบด้วยสายตามุ่งมั่น

ฟรัง
ฟรัง

2 ล้าน คือจำนวนผู้ติดตามของฟรังในอินสตาแกรม ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

ว่ากันตามจริง ฟรังใช้เวลาในการเป็นนักแสดงมานานกว่าการเรียนหมอด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอจะตัดสินใจพักงานแสดงไปก่อนก็ไม่มีใครว่า นักแสดงหลายคนก็เลือกทำเช่นนั้น เราจึงชวนฟรังคุยว่า อะไรคือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้เธอยังโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง

“เพราะงานแสดงก็เป็นอาชีพที่เราชอบ ยังรู้สึกสนุกทุกครั้ง เพราะพื้นฐานเราคือคนชอบทำอะไรใหม่ๆ แหละ แล้วงานแสดงมันก็คือสิ่งนั้น มันตอบสนองเรา บทแต่ละเรื่องก็จะต่างออกไป เล่นกับคนที่ต่างออกไป ถ่ายในที่ที่ต่างออกไป เราก็เลยอยากทำไปเรื่อยๆ ถ้ายังมีโอกาส” ฟรังอธิบายพร้อมออกตัวว่า ถึงจะตั้งใจรับงานแสดงอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลงานของเธอก็ไม่ได้มีมากเท่ากับนักแสดงคนอื่นอยู่ดี ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาของเธอนั่นเอง

“ทุกวันนี้ก็มีนักแสดงหน้าใหม่เดินเข้าวงการมาเยอะแยะ ในแง่หนึ่งเขาอาจจะเป็นคู่แข่งของเรา การที่เรามีเวลาไม่มากเท่าคนอื่น เป็นอุปสรรคของเราไหม” เราตั้งคำถาม

“ก็ไม่นะ ไม่เคยมองว่าการที่มีนักแสดงใหม่ๆ เข้ามาจะเป็นคู่แข่งหรือเขาจะมาแย่งงานเรา เพราะแต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันออกไป แต่เราก็รู้สึกว่าถ้าเราอยากอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพราะถึงจะมีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เขาก็คงจะยังเลือกเรา” ฟรังตอบคำถามของเรา ผ่านมุมมองของนักแสดงวัยรุ่นมากประสบการณ์คนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแปลกใจในบทสนทนาครั้งนี้ก็คือ ฟรังไม่เคยวางแผนชีวิตในวงการบันเทิงของตัวเอง

“ไม่ได้คิดเลย คือถ้านึกภาพในอนาคตก็พอจะนึกได้คร่าวๆ แต่ไม่ได้วางแผนอย่างชัดเจน เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเราที่ผ่านมาก็ค่อนข้างพลิกผันเยอะ มีหลายเรื่องที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดกับเราแต่มันก็เกิด ก็เลยรู้สึกว่าเราแค่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน”

การเป็นนักแสดงกับนิสิตแพทย์ อาจเป็นบทบาทที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฟรังบอกกับเราว่า เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเธอไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม

“ความเป็นคน” ฟรังตอบด้วยท่าทีสุขุม พร้อมขยายความให้เราฟัง

“คือทั้งคู่มันต้องมีความเป็นคน อย่างอาชีพหมอ คนอาจจะคิดว่าต้องอ่านหนังสือเยอะ แต่สุดท้ายเราก็ต้องไปทรีตกับคนไข้ เราต้องมีเซนส์ของความเป็นคนอยู่แล้ว เช่น ความเห็นอกเห็นใจ 

“อาจารย์หมอหลายคนก็บอกว่า หมอบางคนอาจจะเน้นแค่การรักษาโรค แต่ไม่ได้มองว่าคนไข้ก็เป็นคนคนหนึ่ง มองข้ามจิตวิญญาณของเขาไป แค่ทรีตโรคให้จบ สนใจแค่ความจริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องจิตใจ

“ซึ่งฟรังมองว่าการเป็นนักแสดงมันมีส่วนช่วยตรงนี้นะ เพราะการแสดงมันก็ใช้ความเป็นคนเยอะ ในการจะเล่นเป็นคนสักคน เราต้องเข้าใจจิตใจของตัวละครว่าเขารู้สึกยังไง ซึ่งเราก็สามารถเอาตรงนี้มาประยุกต์ได้”

 ฟรัง

1 ปี คือความห่างระหว่างฟรังกับปอนด์ น้องชายคนกลาง ที่ล่าสุดก็เดินตามพี่สาวเข้าวงการมาติดๆ

“กับปอนด์นี่เราห่างกันไม่เยอะ จะเป็นคนที่ตอนเด็กๆ ก็ทะเลาะกันบ่อย เหมือนเป็นเพื่อนกัน ฟรังเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจปอนด์ เพราะว่าเราก็โตแล้ว แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ต่างคนต่างก็ดูกันอยู่ห่างๆ มากกว่า

“แต่กับยูโร น้องคนเล็ก อายุห่างกัน 8 ปีครึ่ง เรารู้สึกว่าเราผูกพันกับน้องมากๆ เพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด จำวันที่น้องคลอดได้ เลยรู้สึกรักยูโรมากๆ ทุกวันนี้ถึงน้องจะดื้อแต่ว่าเราก็ค่อนข้างสปอยล์น้องนิดหนึ่ง พาไปนู่นไปนี่ ด้วยความที่ห่างกันเยอะ รู้สึกว่าเรามีความเป็นแม่ในคราบพี่ อยากให้เขาโตมาดี ยิ่งช่วงนี้เขาอยู่ ม.3 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเบาๆ เราค่อนข้างเป็นห่วง อยากให้เขาโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่ดี” 

“แล้วในบทบาทลูกสาวของพ่อกับแม่ ฟรังเป็นเด็กแบบไหน” เราถามต่อ

“เราว่าเราดื้อ” ฟรังตอบในสิ่งที่ยากจะเชื่อ เพราะมันช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์เด็กดีของเธอโดยสิ้นเชิง

“พื้นฐานเราเป็นคนดื้อมาตั้งแต่เด็ก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นการดื้อที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้น พ่อแม่จึงไว้ใจเรามากในทุกเรื่อง ถ้าเราอยากทำอะไรเขาก็จะปล่อยให้ทำ คือเขาค่อนข้างซัพพอร์ต เราอยากเรียนอะไรเขาก็ให้เรียน ตอน ม.ปลายที่เราไปเรียนพิเศษ คือเราก็อยากเรียนเอง ทุกอย่างจัดการเอง แต่ช่วงนั้นยังไม่มีรายได้ พอไปขอตังค์เขาก็โอเค คือเขาไว้ใจเรามากจริงๆ” ฟรังอธิบายถึงความดื้อในรูปแบบของเธอ

“แล้วทุกวันนี้คิดว่าตัวเองยังดื้ออยู่ไหม” เราถามต่อ 

“ดื้อ รู้สึกว่ายังมีมุมที่ดื้ออยู่แหละ เถียงนู่นเถียงนี่ทั่วไป” 

ความดื้อที่ฟรังหมายถึง อาจเรียกได้ว่าเป็นนิสัยของเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เธอได้รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยที่พ่อกับแม่ไม่เข้าไปกะเกณฑ์ แต่มีหน้าที่เพียงสนับสนุนลูกเท่านั้น ไม้เว้นแม้แต่เรื่องธุรกิจครอบครัวซึ่งพ่อแม่ส่วนมากมักคาดหวังให้ลูกกลับมารับช่วงต่อ

“ตั้งแต่เด็กพ่อจะบอกเราเสมอเลยว่า โตขึ้นก็แล้วแต่เราเลย ชอบอะไรก็ทำเลย แม้กระทั่งกับปอนด์ที่เป็นลูกชาย เขาก็บอกว่าไม่จำเป็น เพราะรู้ว่าลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง และเขาก็คงเชื่อในตัวเราประมาณหนึ่ง ว่าเราจะสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคต โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางของพ่อ เขาบอกว่าลูกมีเส้นทางที่ดีในแบบของลูกซึ่งอาจจะดีกว่าพ่อก็ได้ 

“คนชอบบอกว่าเราบริหารเวลาเก่ง แต่เราก็ไม่ได้อยากจะพูดแบบนั้น เพราะความจริงชีวิตเราก็มีความยุ่งเหยิงประมาณหนึ่งเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของฟรัง ในวันที่ผู้คนต่างยกย่องให้เธอเป็นเทพแห่งการจัดการเวลา

“ถ้าอย่างนั้นฟรังมีอะไรที่คิดว่าเราต้องปรับปรุงต่อไปไหม” 

“มี คือมันอาจจะค้านๆ นิดหนึ่ง แต่ฟรังรู้สึกว่าชีวิตเรามันเดินเร็วไปนิดหนึ่ง เวลาของเรามันสำคัญเกินไป จนบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าอยากใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้ อยากใช้เวลากับครอบครัวมากกว่านี้ เพราะปกติเลิกเรียนเราก็ต้องมาทำงาน หรืออย่างวันนี้มาสัมภาษณ์แทนที่จะได้ออกไปสยามกับเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็คิดว่า เพราะเราเลือกตรงนี้แล้ว

“อีกอย่างที่ต้องปรับปรุงก็น่าจะเป็นเรื่องความเครียด การกดดันตัวเอง หลายอย่างที่เราตั้งใจเกินไป เราอยากทำให้มันดี ซึ่งพอสุดท้ายมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด เราก็ยังคิดมากอยู่บ้าง” 

โชคดีที่ฟรังไม่ได้คิดมากจนเกินไปนัก แม้ว่าเธอจะเคยเล่าในชาแนลยูทูบของตัวเองว่า ฟรังมักจะเขียน Bucket List สำหรับตัวเองในทุกปี แต่เมื่อเราถามถึงความตั้งใจในปีนี้ คำตอบที่ได้กลับไม่ได้จริงจังหรือเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างที่เราคิด

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของชีวิต เราอยากใช้ชีวิตแฮปปี้ ซึ่งตอนนี้ก็แฮปปี้อยู่ กับเรื่องการเรียน ที่อยากเรียนให้จบตามปี ก็จบปี 3 ไปแล้ว เหลือปี 4 เทอมหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องการเก็บเงิน ซึ่งเราก็ค่อนข้างเก็บได้นะ” ฟรังตอบพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิใจ

“แล้วมีอะไรที่ยังไม่สำเร็จบ้าง” เราถามต่อ

“ลดน้ำหนัก” ฟรังตอบพร้อมเสียงหัวเราะขัดเขิน “เป็น Bucket List หลายปีมาแล้ว คือมันเหมือนจะมีช่วงหนึ่งที่ฟิตออกกำลังกาย แต่พอหลังกลับมาจากต่างประเทศก็ยังไม่ได้ออกเลย แต่ชีวิตเรายังแฮปปี้ได้อยู่ เป็น Bucket List เหมือนกัน ก็โอเคแหละ (หัวเราะ)”

ฟรัง

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load