29 กรกฎาคม 2564
657

หลายคนมีความฝันอยากออกเดินทางไปใช้ชีวิต สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ในต่างประเทศ สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่คิดแล้วไปได้ทันที แต่หลายคน มันคือฝันที่ไกลเกินเอื้อม

โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน ก็เป็นอีกคนที่อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดน แต่โดยฐานะทางการเงินของครอบครัว หากเธออยากไป ก็ต้องหาผู้สนับสนุนให้ได้ ในที่สุดเธอก็เจอโอกาสนั้น เลยได้ไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยที่เวียดนามอยู่ 1 ปีเต็ม จนถึงวันนี้ โอกาสครั้งนั้นก็เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเติมเต็มความฝันในฐานะอาสาสมัครเพื่อนไทย

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โบเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จากนั้นก็ทำงานประสานงานฝ่ายขายที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จนเธอเริ่มเครียด มีปัญหาสุขภาพ และรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่าง จนเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจากภาควิชาภาษาไทย มศว. ติดต่อมาชวนให้เธอสมัคร ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นการส่งเยาวชนไทยอายุไม่เกิน 35 ปี ไปเป็นอาสาสมัครในต่างแดน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านแถบลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประเทศที่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศไทยในภูมิภาคอื่นๆ อาทิ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ภูฏาน ติมอร์-เลสเต ในแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ปฏิบัติงานในสาขาต่างๆ เช่น สาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท มีงานที่หลากหลาย เช่น อาสาสมัครด้านศิลาวรรณา (ธรณีวิทยา) และอาสาสมัครสอนดนตรีพื้นเมืองและดนตรีสากลที่ สปป.ลาว อาสาสมัครด้านสาธารณสุขที่ภูฏาน อาสาสมัครนักพัฒนาชุมชนที่เวียดนาม อาสาสมัครนักพัฒนาการเกษตรที่เบนินหรือเลโซโท และมีอาสาสมัครสอนภาษาไทยจำนวนมากที่สุด

โบพบว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะพาเธอออกจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน ไปสู่การใช้ชีวิตต่างแดนแบบที่เคยฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจให้ชีวิต แม้ว่าจะเป็นการไปในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งอาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่การไปใช้ชีวิตในต่างแดนครั้งนี้โบจะไปในฐานะ ‘ผู้ให้’ ก็น่าจะทำให้เธอได้รับประสบการณ์ล้ำค่ากลับมา

“ถ้าหากไม่ใช้โอกาสนี้ เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่” โบพูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้

ซินจ่าวเวียดนาม

โบแพ็กกระเป๋าบินตรงถึงนครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557 ภารกิจของเธอคือ เป็นผู้ช่วยสอนภาษาไทยที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ณ นครโฮจิมินห์ บทบาทคล้ายๆ อาจารย์สอนภาษาให้ชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยของไทย

ก่อนไปเธอกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะนี่คือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ แต่พอมาถึง เธอก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้ด้วยความรวดเร็ว

เธอพักในบ้านเช่าร่วมกับอาสาสมัครร่วมโครงการอีกคนซึ่งต่อสัญญาอยู่เป็นปีที่สอง การมีพี่เลี้ยงเปี่ยมประสบการณ์ รวมถึงได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก TICA แม้เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากมาย แต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้โบสนุกกับการใช้ชีวิตในนครโฮจิมินห์

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ครูอาสาในมหาวิทยาลัย

โบเล่าว่า งานสอนภาษาไทยด้วยภาษาไทยไม่ยากเลย เพราะนักศึกษาของเธอมีพื้นฐานภาษาไทยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังชอบเมืองไทย ชอบอาหารไทย และอยากทำงานกับบริษัทไทยในเวียดนาม เนื้อหาที่โบต้องสอนคือ ภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวันและระดับของภาษา หรือภาษาไทยเพื่อการสื่อสารนั่นเอง

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

อาสาสมัครไม่ต้องทำงานเต็มรูปแบบเหมือนอาจารย์ประจำคนอื่น โบสอนหนังสือวันละ 1 – 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 – 4 วัน การสอนแต่ละคาบใช้เวลา 50 นาที มีพักเบรก 10 นาที

นอกจากสอนภาษาไทยแล้ว โบยังสอนวัฒนธรรมไทย ทั้งเรื่องอาหารไทยและสอนรำไทย ซึ่งนักศึกษาต่างก็ชื่นชอบ

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

ส่วนการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน เธอบอกว่าคนเวียดนามจำนวนมากพูดภาษาไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า แต่เธอก็พยายามฝึกภาษาเวียดนาม และใช้ภาษาเวียดนามในการสื่อสารเป็นหลัก จนคนเวียดนามชมว่า เธอผัน 6 เสียงของภาษาเวียดนามได้ชัดเหมือนคนท้องถิ่น

ประสบการณ์อาสาสมัครสอนภาษาไทยในเวียดนาม 1 ปีที่คุณก็ไปได้

โกโบผู้เป็นที่รัก

โก (Cô) คือคำเรียกคุณครูผู้หญิงในภาษาเวียดนาม โกโบ เป็นชื่อที่นักศึกษาเวียดนามใช้เรียกเธอนอกห้องเรียน นักศึกษาก็สนิทสนมกับโกโบ ถึงขั้นกล้าแนะนำครูในบางเรื่อง “อย่างคำว่า ดุ ภาษาไทยแปลว่า บ่น แต่คำนี้ในภาษาเวียดนามเป็นคำสบถ เขาเตือนเราว่า อย่าพูดคำนี้ดังในที่สาธารณะ เดี๋ยวคนเวียดนามจะหันมามองกันหมด” โบเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“บางทีเขาไปดูหนังหรือละครไทยที่กำลังดังในช่วงนั้น เช่น กวน มึน โฮ เขาก็มาถามเราว่า คนไทยพูดแบบนี้จริงหรือเปล่า แล้วต้องพูดอย่างไรให้เพราะขึ้น” โบเล่าต่อเรื่องความสนุกในการสอนภาษาไทยที่เวียดนาม อย่างเช่น คำหนึ่งที่ต้องตั้งใจอธิบายดีๆ คือคำว่า ‘ไป’ กับ ‘มา’ ซึ่งคนเวียดนามใช้สลับกับคนไทย

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม
ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

“โบมักจะทำตัวเป็นเหมือนพี่สาวพวกเขา มีเด็กหลายคนมาปรึกษาปัญหาเรื่องความรัก บางคนก็ปรึกษาว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศแต่มีเงินน้อยควรทำอย่างไร เราพยายามเปิดทุกช่องทางให้เด็กได้เข้ามาพูดคุย โดยมีกุศโลบายว่า ถ้าปรึกษาปัญหากับครูเยอะๆ เขาจะได้ทั้งคำปรึกษาและได้ฝึกภาษาไทยด้วย เพราะเขาต้องพูดภาษาไทยกับเรา”

พอมีเวลาว่าง เธอก็มักจะชวนเด็กๆ ออกไปเที่ยวสำรวจเมือง ทั้งไปชมและไปชิม

“เราชอบให้เด็กที่สนิทกันสลับกันพาไปดูวัฒนธรรมการกินในนครโฮจิมินห์ค่ะ บางทีก็ถามว่า ใครว่างบ้าง พาครูไปร้านกาแฟหน่อย เดี๋ยวครูเลี้ยง รอบๆ ตัวเมืองมีร้านกาแฟเยอะ ช่วงหยุดยาวก็ได้ไปเที่ยวต่างเมือง ได้ไปเมืองเว้ ทะเลทรายหมุยเน้ (หรือ มุ่ยเน่) แล้วก็เมืองดาลัด”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เรียนรู้กันและกิน

“อาหารเวียดนามที่โบชอบมากที่สุดคือ บุ๊นเด่ามั๊มโตม บุ๊น คือขนมจีน เด่า คือ เต้าหู้ มั๊มโตม คือ ปลาร้า แปลรวมๆ คือ ชุดเมี่ยงที่มีขนมจีนและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ เวลากินต้องเอาเครื่องเคียงหลากชนิดจิ้มน้ำปลาร้ายัดเข้าปากแบบเต็มคำ แต่ปลาร้าเวียดนามรสชาติเหมือนเอากะปิของไทยมาละลายน้ำ” โบเล่าต่อว่า นอกจากจะมาเรียนรู้อาหารเวียดนามแล้ว เธอยังเอาอาหารไทยไปเผยแพร่ด้วย

“โบสอนนักศึกษาทำอาหารไทย เมนูโปรดที่เขาเรียกร้องให้ทำบ่อยๆ คือผัดไทยกับส้มตำ โบเป็นคนใต้ โบมีพริกแกงจากใต้ติดไปด้วย เด็กๆ ชอบความเผ็ดของอาหารใต้ด้วย โบก็เลยเป็นครูที่เด็กอยากกินอะไรก็จะทำให้กินค่ะ”

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

เราจะกลับมาพบกันใหม่

โบใช้เวลาปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครอยู่ที่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม 1 ปีเต็ม แล้วเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558 แม้จะผ่านมา 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงนั้นได้อย่างตื่นเต้นเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน

โบเล่าว่า วันไหนที่เธอรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน เธอมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่เป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม เพราะได้ทำงานดีๆ แบบไม่มีแรงกดดัน ได้อยู่ท่ามกลางคนรอบข้างที่ใจดีและเอ็นดูเธอ คอยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่ตลอด จนเธอมักจะพูดทีเล่นทีจริงกับทีมงาน TICA อยู่เสมอว่า ถ้าวันไหนอยากหนีชีวิตการทำงานที่เมืองไทย เธอจะขอไปเป็นอาสาสมัครที่เวียดนามอีกรอบ

ประสบการณ์แสนสนุกของ อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทย กับงานสอนภาษาไทยให้นักศึกษาที่เวียดนาม

หากใครอยากไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม โดยเฉพาะที่นครโฮจิมินห์และนครดานัง โบยินดีแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตในเวียดนาม ที่เธอกับเพื่อนช่วยกันทำตอนเป็นอาสาสมัคร

“การไปเป็นอาสาสมัคร โบไม่อยากให้คาดหวังว่า จะไปเอาอะไร แต่ต้องคิดว่า เราจะเอาอะไรไปให้คนอื่น แล้วเตรียมตัวเตรียมใจไปว่า เราต้องไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เข้ามา เพราะคำว่า ‘อาสาสมัคร’ มีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า อาสาที่จะทำ และ สมัครใจที่จะไป”

โบไม่ได้การันตีว่าชีวิตอาสาสมัครที่แต่ละคนได้สัมผัสจะไม่เจอปัญหาหรือความยากลำบาก แต่เธอย้ำว่า งานอาสาสมัครจะทำให้ทุกคนได้พบคุณค่าในตัวเอง และได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน

ภาพ : อุมาภรณ์ สุขหวาน

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงาน และการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิที่นี่

Writer

Avatar

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฉันเห็นเพื่อนฉัน ปิ๊ก ดนยา ลงรูปทริปยุโรป สถานที่ที่เขามาเที่ยว หนึ่งในนั้นเป็นทะเลสาบตัดกับภูเขาสูง (อันเป็นรูปหลักที่ใช้ประกอบเรื่องนี้) ครั้งแรกที่เห็นภาพ จำได้ว่ากระแทกหน้าอย่างจัง 

โอ้โห… ที่ไหนกันนะ สวยราวกับสวรรค์บนดิน อยากไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ฉันรีบสอบถามไปยังปิ๊ก ขอพิกัด จึงได้ทราบว่านี่คือ ‘Oeschinensee’ ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ไกลจากเยอรมนีเท่าไรเลย พิจารณาดูจากบ้านฉัน ขับรถไป 4 ชั่วโมงกว่า ประมาณกรุงเทพฯ-นครสวรรค์เท่านั้นเอง

ฉันบอกกับตัวเองว่า สักวันหนึ่งจะต้องไปที่นี่ให้จงได้ จะไปเดือนตุลาคมเหมือนปิ๊กด้วย เพราะอยากได้รูปมุมนี้เด๊ะ ขอแสง ขอสี อย่างนี้เลยนะ คงจะฟินที่สุด นอนตายตาหลับแน่ ๆ 

แต่แผนการดังกล่าว ล่มมา 3 ปีติดต่อกัน

ลูกไม่สบายบ้าง ตารางชีวิตไม่ลงตัวบ้าง โควิด-19 อีกต่างหาก, ปีนี้แหละ จะไปให้ถึง

ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทะเลสาบ Oeschinensee อาจเรียกได้ว่าเป็น Hidden Gem หรือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ เพราะคนจำนวนมากยังไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะประเทศนี้มีทะเลสาบสวย ๆ เยอะมาก และสถานที่ตั้งก็แวดล้อมไปด้วยเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมือง Thun เมือง Bern เมือง Interlaken ที่คนรู้จักเยอะกว่า บรรดานักท่องเที่ยวก็เลยมองข้ามไป

Oeschinensee เป็นทะเลสาบอยู่บนหุบเขา Bernese Oberland ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Kandersteg เพียง 4 กิโลเมตร และตั้งแต่ปี 2007 สถานที่แห่งนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกจากยูเนสโก (Jungfrau-Aletsch-Bietschhorn UNESCO World Heritage Site) ด้วยความสูง 1,578 เมตร อาจฟังดูสูงจัง แต่ลำพังเมือง Kandersteg ก็ตั้งอยู่บนหุบเขาก็สูง 1,200 เมตรแล้ว การมาเที่ยวที่นี่ จึงเป็นการเที่ยวของสูงที่แท้ทรู (ฮา) อากาศหนาวเย็นกว่าพื้นราบมาก

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เรา 4 คนพ่อแม่ลูกใช้เมือง Kandersteg เป็นฐาน จึงหาห้องพักในเมืองนี้ ซึ่งไม่ยากลำบากเลย เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว เต็มไปด้วยโรงแรมและห้องพัก มีร้านอาหาร ร้านขายขนมปัง และซูเปอร์มาร์เก็ต สะดวกสบายทุกอย่าง การเดินทางขึ้นไปที่ Oeschinensee ก็ไม่ลำบาก เพราะมีรถเคเบิลคาร์ (Gondola) พาขึ้นไป ตั๋วราคา 30 ฟรังค์ สำหรับขึ้นและลง หากประสงค์จะเดินขึ้นหรือลง และนั่งเคเบิลคาร์เที่ยวเดียว ก็ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวได้

เมื่อขึ้นไปถึงสถานีด้านบน ด้านขวามือ มีบริการรถแล่นบนรางเลื่อน (Toboggan Run / Rodelbahn) หวาดเสียว สนุก เด็ก ๆ ติดใจ หากขึ้นไปเล่นก่อนเวลา 11.30 น. จะซื้อตั๋วได้ในราคาที่ถูกลงด้วย

จากสถานีไปถึงตัวทะเลสาบ ต้องเดินอีกประมาณ 25 นาที มีรถไฟฟ้าบริการรับส่ง (ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) แต่ในความคิดฉัน เดินเองก็ได้ วันที่เราไป เป็นวันอาทิตย์ มีผู้มาเยือนหนาตากว่าที่คิด การเดินไปทะเลสาบจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเดินตามผู้คนไปก็ถึง คนส่วนมากอยู่ในชุดทะมัดทะแมง หลายคนมาพร้อม Nordic Walking Stick คือตั้งใจมาเดินป่ากันจริง ๆ

ตรงที่ขายตั๋วมีแผนที่ให้เราด้วย เมื่อดูแล้วพบว่ามีหลายเส้นทางให้เลือกเดิน ตั้งแต่ง่าย ๆ ไปจนถึงระดับท้าทาย เดินครบรอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง 5 ชั่วโมงบ้าง คงจะได้เห็นวิวจากมุมสูง สวยงามน่าดู

แต่เรามาเป็นครั้งแรก พร้อมกับเด็กอีก 2 คน ขอเอาแบบเบสิกก่อนแล้วกันนะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เราเดินตามผู้คนไปแบบเพลิน ๆ ไม่นานนักก็เริ่มเห็นวิวทะเลสาบ เห็นแล้วก็เนื้อเต้น ใจสั่น โอ มาถึงแล้วจริง ๆ ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ตัดกับภูเขาหินตั้งตระง่านที่บนยอดปกคลุมด้วยหิมะ

ไม่รู้จะเกี่ยวด้วยไหม แต่ความที่ไหว้พระ ตั้งอธิษฐานจิตไว้ด้วยว่า ขอให้อากาศดี เพราะลูกช้างคงไม่ได้มาบ่อย แดดใสส่องสว่าง เป็นใจเหลือเกิน สวย สวย และสวย

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ไปถึงก็เที่ยงพอดี เด็ก ๆ บ่นหิว เราเตรียมขนมปังอย่างง่าย ๆ ไปทานด้วย เรียกว่า ปิกนิก กับบรรยากาศธรรมชาติ ฉันรู้สึกอิจฉาคนที่บ้านอยู่แถวนี้ทุกคน ที่เขาขึ้นมาได้บ่อย ๆ บางคณะพกข้าวของมาปิ้งย่างกันเลยด้วยซ้ำ ระหว่างนั้นฉันพยายามเดินหาว่า ปิ๊กเขาถ่ายรูปที่มุมไหนหนอ ฉันส่องกล้องหลายทีแล้ว มันไม่ได้แบบเขา แต่ฉันก็ถ่ายรูปจนหนำใจ ส่วนสองสาวนั้น สนุกกับการ เขวี้ยงหินลงน้ำ ให้หินกระทบผิวน้ำแล้วเด้งต่อไปอีกหลาย ๆ ต่อ

หลังจากที่เราพักทานอาหารและถ่ายรูปกันเป็นเวลาชั่วโมงกว่า สามีก็บอกว่าเราไปเดินรอบ ๆ กันดีกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เขาอยากเดินขึ้นเขา แต่ฉันบอกว่า ขอเดินเส้นเลียบทะเลสาบนี้ไปแล้วกันเนาะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ฉันเป็นคนที่มีเซนส์เรื่องทิศทางที่ห่วยมาก ตัดสินใจไปทางไหนมักจะผิดเสมอ

แต่นี่เป็นครั้งที่ถูกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต – เส้นทางเลียบทะเลสาบที่เดินไป ทำให้เห็นว่ายังมีมุมที่สวยขึ้นไปเรื่อย ๆ อีก ชนิดที่ว่าถ้าเดินกลับไปเลย จะมาเสียเที่ยวมาก ยิ่งเดินไป ยิ่งเห็นถึงความงามของสีเทอร์ควอยซ์ตัดกับต้นไม้ที่ใบเริ่มเปลี่ยนสี บางภาพยกกล้องขึ้นมาถ่ายแล้วใจกระตุก เพราะมันสวยมาก สวยเหมือนโปสการ์ด สวยเหมือนภาพในจิ๊กซอว์ และเมื่อเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนถึงหาดกว้าง…

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โอ้โห นี่แหละ มุมที่ตามหา ก้มมองลงในแผนที่ อ๋อ ตรงนี้เขาบอกว่าเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพ ที่เราหยุดกินข้าวและถ่ายกันไปมากมายตอนก่อนหน้านั้น ไม่ใช่นะ ง ต้องมาก่อน ฉ สินะ คนเรา ฮ่าฮ่า

ในขณะที่นางแม่ตื่นเต้นกับการถ่ายรูปมาก ปาป๊าแบตหมดและขอไปนอนพัก ในขณะที่เอมม่าก็เบื่อกับการถ่ายรูป ฉันจึงได้อันนาวัย 5 ขวบมาเป็นผู้ช่วยในการถ่ายภาพ ใจก็นึกอยู่ว่าจะไหวไหมหนอ อันนา แต่ฉันก็เอารูปต้นฉบับให้ลูกดู แล้วบอกว่าขอประมาณนี้นะคะ เราถ่ายกันหลายสิบใบมาก ๆ ปรับแก้กันไปเรื่อย ๆ อันนาตั้งใจถ่ายให้แม่มาก ๆ ถ้าฉันยื่นขาผิดข้าง ลูกก็ทัก บอกว่า ไม่ได้นะแม่ ต้องอีกข้างหนึ่ง (ฮา)

ในที่สุด ก็ออกมาเป็นรูปปกของเรื่องนี้, คุณผู้อ่านว่าสวยไหมคะ สำหรับฉัน สวยเหมือนในฝันเลยค่ะ

คุณแม่พาครอบครัวพิชิตวิวหลักล้านที่ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และที่น่าอัศจรรย์ใจ ฝีมือเด็ก 5 ขวบค่ะ

ตอนที่เห็นรูป ฉันกอดลูกแน่นมาก ขอบคุณมากนะคะอันนา แม่ภูมิใจในฝีมือของหนูจริง ๆ

เราดื่มด่ำกับบรรยากาศกันอีกพักใหญ่ แดดตอนบ่ายแรงขึ้นอีก ทำให้ทะเลสาบสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ สวยแบบว่าให้นั่งดูทั้งวันก็ย่อมได้

ไม่อยากกลับเลยจริงๆ

ขากลับลงมา เรามีโอกาสแวะที่วัดธรรมปาละ (Dhammapala) ด้วยค่ะ ใครเลยจะคิดว่า ณ เมือง Kandersteg เมืองเงียบสงบบนภูเขาความสูง 1,200 กว่าเมตรอย่างนี้ จะเป็นที่ตั้งของวัดป่า สายหลวงพ่อชาด้วย วัดตั้งอยู่ในมุมสงบ ด้านหลังเป็นเขา ด้านหน้าเป็นทุ่งกว้าง ภายในวัด สวย สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ทราบว่ามีห้องพักให้ผู้สนใจมาปฏิบัติธรรมด้วย

ทริปในฝันของคุณแม่ลูกสอง ณ Oeschinensee ทะเลสาบบนหุบเขา ที่ถูกยกให้เป็น Hidden Gem ของสวิตเซอร์แลนด์

ต้องขอบคุณสามีที่เสิร์ชหาเจอโดยบังเอิญ และสนับสนุนอย่างยิ่งให้แวะไป วัดตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา ฉันเลยได้โอกาสไปร่วมทำวัตรเย็น สุข สงบ ร่มเย็น สบายใจ อะไรจะธรรมะจัดสรร ให้ได้มาชมความสวยงามราวกับภาพฝัน และยังได้ปฏิบัติธรรม น้อมนำจิตใจสู่ความสงบร่มเย็นไปพร้อม ๆ กันขนาดนี้

Kandersteg / Oeschinensee ต้องกลับมาอีกให้จงได้

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load